ถอดเทปการเสวนามอญ-ไทย เมื่อวันที่ ๒๖ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๖

     
     


ถอดเทปการเสวนามอญ – ไทย เมื่อวันที่ ๒๖ กันยายน ๒๕๔๖

 

ศรีศักร วัลลิโภดม

    จากประสบการณ์ที่เราได้ทำงานให้มูลนิธิเล็ก – ประไพ วิริยะพันธุ์ ในการไปเสริมให้ท้องถิ่นสร้างพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นภาพรวม เราจึงได้เห็นสิ่งเหล่านี้ว่า เวลานี้มีปรากฏการณ์หลายอย่างที่เราไม่เข้าใจ เช่น ถ้าพูดถึงมอญ พม่า เดี๋ยวนี้ก็เป็นชิ้นส่วนใหญ่ๆ อย่างเช่นเรื่องของพม่า แรงงานพม่าเข้ามามากมาย ถามจริงๆ เพื่อลงไปลึกๆ แล้วที่เรียกว่าพม่าเข้ามาขายแรงงานในไทยเป็นพม่าหรือไทย ไม่ใช่พม่า เป็นมอญ มีกลุ่มมอญและกะเหรี่ยงเท่านั้นเอง มันเป็นการขัดแย้งกันระหว่างคำว่าชาติหรือชาติพันธุ์ ถ้าเราเป็นชาติ เราก็คือ ไทย พม่า แต่ถ้าเป็นชาติพันธุ์ไม่ใช่ มอญเป็นคนที่อยู่ในประเทศพม่าเราจึงเรียกว่าพม่า มีอาการที่รังเกียจเดียดฉันท์คนพม่าที่แท้จริง คือคนมอญรวมทั้งคนกะเหรี่ยงด้วย เป็นสิ่งที่พบเห็นทุกวัน และที่ทารุณที่สุดมีขบวนการค้าทาส ที่เอาคนเหล่านี้เข้ามาแล้วก็เทกลับไป ขนใส่รถกันไปทิ้งเหมือนหมู-หมาต่างๆ เหล่านี้เป็นการไร้มนุษยธรรม ผมคิดว่าพอมาถึงจุดนี้ ผมคิดว่าเมืองไทยเราเป็นอะไร ถ้าเราไม่เข้าใจคำว่า ชาติและชาติพันธุ์ มันก็จะสร้างความขัดแย้งตลอดไป ผมอยากจะมองว่า คำว่าชาติเป็นสิ่งสมมุติ คำว่าชาติพันธุ์เป็นสิ่งที่แท้จริง ขณะนี้บ้านเมืองเราเน้นคำว่า " ชาติ " ที่มองจากข้างบนลงมา ชาติ คือ ความเป็นคนไทย ความเป็นเอกลักษณ์ รัฐบาลเน้นคำนี้มาก ยิ่งเน้นมากก็ยิ่งเป็นปัญหา เพราะเป็นเครื่องมือให้คนบางกลุ่มใช้คำว่า " ชาติไทย " เพื่อรังแกตะคัดตะแคงคนอื่นแล้วแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว คำว่าชาติที่ถูกต้อง ต้องมาจากข้างล่างไม่ใช่มาจากข้างบน การมาจากข้างล่างเป็นการมาจากหลากหลายของหลายชาติพันธุ์ที่เขาเกิดสำนึกร่วมว่าเขาอยู่ในแผ่นดินไทย มีวัฒนธรรมร่วมที่เรียกว่าคนไทย นี่เป็นความสำคัญ แต่ไม่มีใครอธิบายตรงนี้ จึงเกิดการขัดแย้งขึ้นมา วันนี้เรามาพูดถึงความเป็นจริงของคนที่อยู่ในดินแดนประเทศไทย คืออะไร ถ้าได้รู้ไปถึงพื้นผิวในระดับท้องถิ่นแล้วจะเห็นว่าความเป็นคนไทยไม่มีเลย เพราะเราเห็นตัวตนหลายอย่างในท้องถิ่น ซึ่งผสมหลากหลายมาก และลึกๆ ในชีวิตทิศทางของเขา คือ สำนึกในชาติพันธุ์ของเขา ฉะนั้น ถ้าเราจะพัฒนาประเทศต้องลงไปถึงท้องถิ่น เวลานี้เรามีภูมิอยู่สามภูมิที่ต้องเข้าใจ ภูมิแรก คือ มาตุภูมิ ถิ่นที่เราเกิด ในท้องถิ่นที่เกิดนี่ในดินแดนประเทศไทยมีคนหลากหลายชาติพันธุ์อยู่ในท้องถิ่นนั้น บางคนเป็นมอญ บางคนเป็นจีน บางคนเป็นลาว ผสมปนเปอยู่ในท้องถิ่นนั้น นี่คือข้อเท็จจริง เหนือจากท้องถิ่นคือ ชาติภูมิ คือ "ชาติ" คำว่า ชาติภูมิเป็นชุมชนทางจินตนาการ เป็นสิ่งสมมุติในการอยู่รวมกัน อาศัยพื้นแผ่นดิน อาศัยภาษากลางร่วมกัน อาศัยการมีศาสนา ประเพณี วัฒนธรรมหลวงร่วมกันจึงเป็นคนไทย ภูมิที่สามคือ โลกภูมิ คือ โลก ในท่ามกลางของความเป็นปัจจุบัน ท่ามกลางการปฏิวัติครั้งที่สามที่สี่ของโลก เป็นการปฏิวัติข่าวสารของโลก ทำให้ความสัมพันธ์ของมนุษย์มันข้ามพรมแดนทั้งกาลเวลา เพราะฉะนั้นความโลภมันเข้ามาครอบครองอย่างมากมาย ถ้าเราไม่รู้จักโลกก็อันตราย ฉะนั้น ๓ ภูมินี้เราจำเป็นต้องรู้ ถ้าไม่รู้คุณเชื้อเชิญอีกภูมิหนึ่งคือ นรกภูมิ ฉะนั้นต้องระวัง และเมืองไทยนี่มีแนวโน้มที่จะเจอนรกภูมิ เพราะอะไรรู้ไหม เพราะเรารู้เฉพาะชาติภูมิและโลกภูมิ แต่ไม่รู้มาตุภูมิ เพราะมาตุภูมิ คือ ชาติกำเนิดและเป็นตัวจริง เราลองมาดูมาตุภูมิอย่างเช่น ในท้องถิ่นหนึ่ง เช่น มอญที่อยู่ในบ้านม่วง ที่จริงแล้วในกลุ่มแถวท้องถิ่นนั้น ไม่ใช่มีแต่มอญอย่างเดียว มีคนลาว มีคนจีน แถมมีทั้งคาทอลิก ไม่ได้มีพุทธอย่างเดียวผสมปนเปกันไป

แต่ถ้ามองจากข้างบนลงมาเขาก็เป็นคนไทย อยู่ในเมืองไทยมานาน พูดภาษาไทย นับถือพุทธศาสนา แต่ลึกๆ เขาคือคนมอญ แต่เป็นคนมอญที่ไม่ได้เป็นภัย ถ้าถามว่าอันนี้เป็นความจริงไหม? ก็ตอบว่าจริง และคนเหล่านี้บรรพบุรุษก็เป็นผู้กู้ชาติ ประวัติศาสตร์บอกในสมัยรัชกาลที่ ๑ กรมพระราชวังบวรรบกับพม่า เพื่อกู้เอกราชของชาติไทย มีทหารมอญและกะเหรี่ยงร่วมด้วย โดยเฉพาะมอญมีถึงสี่หมื่นคน ในประวัติศาสตร์ไม่พูดถึง ฉะนั้นขอถามว่าตัวตนหายไปไหน? พวกทหารเรือส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม คนไทยที่เป็นสมมุติเดินเรือไม่เป็น คนมุสลิมเป็นที่มาของทหารเรือ ฉะนั้นความเป็นไทยนี่คือสยามประเทศ ซึ่งคนหลากหลายทางชาติพันธุ์เข้ามารวมกันแล้วมาสร้างความเป็นคนไทยด้วยกัน ฉะนั้นเรามองตรงปัจจุบัน อย่าไปติดเรื่องชาติภูมิ ต้องมามองถึงมาตุภูมิถึงจะเข้มแข็ง

คนในมาตุภูมิเวลาเกิดความยากคับแค้นนี้ ทันทีเลยสำนึกมาตุภูมิจะเกิดขึ้น มันจะปลุกขึ้นมาเลยว่า ครั้งหนึ่ง ฉันเคยเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ นี่คือแพลนของชีวิต ถ้าสำนึกชาติภูมิเกิดขึ้น แพลนนั้นเกิดขึ้นมา ข้อเท็จจริงเหล่านี้ สังคมไทยไม่เคยสนใจ ไปสนใจระดับชาติภูมิ แต่ไม่มองประเด็นแง่ของมาตุภูมิ และถ้ามองในแง่ของกลุ่มชาติภูมิก็มองผิด ให้สังเกตว่าเวลาเราพูดถึง กะเหรี่ยง คนจีน คนลาว เราพูดถึงภาพนิ่ง และบางทีให้ทุนวิจัยไป คนนี้ไปศึกษาพวกมอญ คนนี้ไปศึกษาพวกกะเหรี่ยง พวกไทย พวกพวน มองเหมือนคนเหล่านั้นเขาอยู่กันเป็นกลุ่มโดยไม่สัมพันธ์กับคนอื่นเลย เพราะงานวิจัยเป็นจำนวนมากเป็นจำนวนล้านที่ลงไปเกิดวิจัยแต่ภาพนิ่ง มองว่าคนเหล่านี้มีภาษา วัฒนธรรม ชีวิต ประเพณี แต่ไม่เห็นชีวิตวัฒนธรรมของเขาที่เขาสัมพันธ์กับคนอื่น

บางครั้งกลุ่มที่เราเรียกว่ามอญ กะเหรี่ยง หรือพวน บางทีเขาก็ผสมด้วยการแต่งงาน คนพวกอื่นเข้ามาก็กลายเป็นคนมอญไป เพราะฉะนั้นเรื่องความเป็นชาติพันธุ์ก็คือ วัฒนธรรมนั่นเองที่มันอยู่ในจุดเล็กๆ ของเขา เพราะฉะนั้นสังคมไทยที่ผ่านมาขาดความเข้าใจเรื่อง มาตุภูมิและท้องถิ่นและลึกลงไปถึงชาติพันธุ์ โดยเหตุนี้จึงเกิดปัญหาขึ้น แต่ท่านรู้ไหมว่า สำนึกชาติพันธุ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดขึ้นเพราะพวกเราไปกระตุ้น เกิดขึ้นจากคนในท้องถิ่นเมื่อเขาอับจนเขาแสดงออก และเขาแสดงออก คือ การที่เกิดพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นขึ้นมา พวกเรามูลนิธิเล็ก – ประไพ วิริยะพันธุ์ เข้าไปสัมพันธ์กับสิ่งนี้ว่า ที่จริงแล้วท้องถิ่น คนเป็นจำนวนมากอยากจะทำพิพิธภัณฑ์ของตัวเอง สิ่งที่กระตุ้นให้เกิดการทำพิพิธภัณฑ์ก็คือสำนึกท้องถิ่นนั่นเอง ภายในสำนึกท้องถิ่นก็คือ สำนึกทางชาติพันธุ์ที่เกิดขึ้นอย่างมากมาย แต่ไม่มีคนเข้าใจ ที่เราเข้าไปทำของเขา เราเข้าไปช่วยในเชิงวิธีคิด วิธีการบางอย่าง แต่เนื้อหาเป็นเรื่องของเขา เพราะว่าเวลาเขาทำพิพิธภัณฑ์ เขาไปติดต่อพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ซึ่งเขาเอาของมายัดไว้เป็นกุดังเก็บของ มันไม่เห็นความหมาย แต่ถ้ากระตุ้นให้เกิดทำพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นแบบให้รู้ว่าของที่ตั้งแสดงนั้นมีความหมายอย่างไรต่อชีวิตของเขา นี่คือบทบาทที่มูลนิธิฯ เข้าไปเกี่ยวข้อง และก็เริ่มเห็นสิ่งชัดเจนที่วัดม่วง

วัดม่วงเป็นพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นแห่งแรกที่พวกเราเข้าไปช่วยทำ เริ่มจากมหาวิทยาลัยศิลปากรเข้าไป และมูลนิธิฯ เข้าไปเสริมตลอดเวลา แต่ในปัจจุบันนี้เผชิญมีปัญหาอย่างที่ คุณวลัยลักษณพูด คือ ทำแล้วไม่มีการปรับปรุงก็ทำให้ฟุบไป และทางมหาวิทยาลัยศิลปากรบอกว่าจะช่วยแล้วก็ไม่ช่วย ทำให้เราถึงบางอ้อ ในการทำพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น คือ ทำพิพิธภัณฑ์แล้วก็เลิกกัน เพราะถ้าทำแล้วเลิกกันก็ภาพนิ่ง คนก็ไม่ดู คนที่เป็นเจ้าของท้องถิ่นก็รู้สึกว่าเป็นอย่างนั้นเอง เพราะฉะนั้นพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นที่เกิดขึ้นจะต้องกระตุ้นในเรื่องสำนึกให้มาก ทั้งในเรื่องที่เป็นกิจกรรมต่างๆ ที่เข้ามา อันนี้ก็เป็นที่มาที่ว่า เวลาเราเข้าไปช่วยในการปรับปรุงวัดม่วง ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นแห่งแรกของเรา เราจะต้องเปลี่ยนรูปแบบ และการเปลี่ยนรูปแบบของเรา ไม่ได้ให้คนเข้าไปดูพิพิธภัณฑ์อย่างเดียวแต่ให้เป็นศูนย์มอญศึกษากันเลย และศูนย์มอญที่เราจะทำก็คงไม่เหมือนกับที่มหาวิทยาลัยใหญ่ๆทำ แต่เราจะทำศูนย์มอญศึกษาที่อยู่ในท้องถิ่นของเขาที่คนมอญมีสำนึกมอญ เขารวมกลุ่มกัน ให้เขาแสดงออกและเปิดโอกาสให้คนข้างนอกเข้าไปสัมผัส พอเข้าไปสัมผัสจะเข้าใจเลยว่าคนมอญเหล่านี้คือคนไทย อยู่เมืองไทยมานาน มีอะไรต่างๆ ที่ทำคุณประโยชน์ให้แก่ประเทศไทย นี่คือการสัมผัส เราได้เข้าใจคนกลุ่มนี้ในท้องถิ่น และคนในท้องถิ่นเองก็ภูมิใจในความเป็นมอญของเขา ซึ่งจะนำมาหา นำมาแก้เรื่องปัญหาของชาติ เรามองในแง่ชาติภูมิ เรามองเป็นเอกลักษณ์เท่านั้นเอง เอกลักษณ์ไทย รูปที่เป็นเอกลักษณ์มีอย่างเดียวคือ เรือหงส์ เรือสุพรรณหงส์ ปราสาทราชวัง มันก็ลอยอยู่อย่างนั้นเอง แต่ไม่ว่ากันเพราะเป็นสัญลักษณ์ของการรวม แต่ลงไปท้องถิ่นต้องเห็นอัตลักษณ์ของท้องถิ่น เพราะฉะนั้นเราต้องยอมรับสิ่งที่เป็นพหุลักษณ์ และตัวพหุลักษณ์ คือ ความหลากหลายทางวัฒนธรรม และเป็นคลังในการพัฒนาประเทศ นี่คือสิ่งที่อยากกระตุ้นขึ้นมา เพราะฉะนั้นถ้าหากว่ากระตุ้นเรื่องมอญศึกษาสำเร็จก็อาจเป็นกลุ่มไทย – พวนศึกษา อะไรต่างๆ อีกมากมาย ซึ่งคนเหล่านั้นก็คือคนไทยนั้นเอง และจะมีความเป็นตัวของตัวเอง รู้จักตัวเอง

สิ่งที่สำคัญของเมืองไทยคือ ภูมิชาติพันธุ์เหล่านั้นไม่ได้โตแต่ตัว เขาสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมนิเวศน์ และระบบนิเวศน์ของเมืองไทยมีความหลากหลายของชีวภาพมาก นี่เป็นหัวใจของความเป็นคนไทย บ้านเมืองไทย ความหลากหลายทางชีวภาพ ท้องถิ่นนี้มีสัตว์ พืช แร่ธาตุต่างๆ นี่เป็นลักษณะเด่นของเมืองไทย และทรัพยากรธรรมชาติเหล่านี้คนที่อยู่ในท้องถิ่นที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์นั้นปรับเข้าหาธรรมชาติ คิดสูตรที่เป็นภูมิปัญญาในเรื่องที่อยู่อาศัย อาหารการกิน ยารักษาโรค อย่างเช่นผมพาคนไปวัดม่วง ไม่ได้ไปดูพิพิธภัณฑ์แต่ไปกินอาหารมอญ น่าประหลาดมาก แต่นี่เป็นเสน่ห์ เมื่อเข้าไปในท้องถิ่นคุณจะเห็นความหลากหลายทางชีวภาพของอาหารทางธรรมชาติ ซึ่งที่อื่นไม่มี เพราะฉะนั้นอาหารมอญที่ในวัดม่วงหรือแม่กลองคงไม่เหมือนมอญที่อยู่ในหงสาวดีหรือพม่า อย่างเช่น แกงมอญ หรือน้ำจิ้มต่างๆ มันก็มีรสชาติของมัน นี่คือสิ่งที่สำคัญของเมืองไทย พอพูดอย่างนี้ ให้หวนกลับไปดูการท่องเที่ยว ท่านรู้ไหมว่าชาวต่างประเทศที่มาเที่ยวเมืองไทยมันไม่ได้เที่ยวตามโบราณใหญ่โตอย่างเช่น พุกาม หรือนครวัด แต่ส่วนมากมาเที่ยวดูความหลากหลายของท้องถิ่น และสิ่งที่ดึงดูดคือ อาหาร ญี่ปุ่นจะเป็นลูกค้าประจำ แม้แต่พวกเรานี้ก็วนเวียนกันไป ปีหนึ่งๆ เห็นความหลากหลายของท้องถิ่นโดยผ่านอาหารการกิน ผ่านประเพณี ผ่านคน สิ่งเหล่านี้ คือ จุดขายที่จะฟื้นบ้านเมือง ถ้าเข้าใจความหลากหลายทางชีวภาพและวัฒนธรรมเราจะฟื้นได้ เราคงไม่เป็นอุตสาหกรรมใหญ่โต เพราะฉะนั้นพอฟื้นความหลากหลายทางชีวภาพได้ สภาพแวดล้อมกลับมา ภูมิปัญญาที่มีอยู่นำมาใช้ ถ้าเอาภูมิปัญญาที่คนแต่ละกลุ่มในท้องถิ่น แต่ละชาติพันธุ์เขาสะสมไว้มาผลิตใหม่ มาทำใหม่ เราจะได้ผลิตผลของท้องถิ่นมากกว่า OTOP

แต่ถ้าหวนกลับไปดูท้องถิ่นเดิมที่แต่ละกลุ่มชาติพันธุ์เขาอยู่ ท่านจะเห็นฤดูกาล อาหารการกินยารักษาโรค และสภาพแวดล้อมจะเปลี่ยนไปตามฤดูกาล และสิ่งเหล่านี้จะเห็นได้จากพิธีสิบสองเดือน ถามว่าสาทรมอญคืออะไร อาหารที่ใช้ทำบุญคืออะไร สาทรจีนคืออะไร สาทรไทยคืออะไร มันเป็นฤดูกาลและเขาผลิตไม่เหมือนกันหรอก ตรงนี้คือเสน่ห์ สิ่งเหล่านี้ที่อื่นไม่มี เมืองเรามีเพราะตัวเมืองเราอยู่ภูมิภาคที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง และสิ่งเหล่านี้เราไม่เข้าใจ และเราพังเพราะระบบการพัฒนาประเทศสมัยใหม่ ซึ่งไปทำเกษตรอุตสาหกรรม สิ่งที่มีอยู่หลายๆ อย่างลดลงเหลือ ๒ – ๓ อย่าง อย่างทุเรียนในบันทึกมีอยู่ ๖๘ ชนิด ที่อยู่ในฝั่งธนบุรี แต่ปัจจุบันเหลือ ๒ ชนิด มีหมอนทองกับชะนี แต่ถ้าลงไปลึกในท้องถิ่นจะเห็นภาพยิ่งใหญ่มาก และอาหารแต่ละอย่างนั้นมันสร้างตำนานขึ้นมา มันต้องฟื้นสิ่งเหล่านี้ เวลาเราจะไปกระตุ้นศึกษาท้องถิ่นขึ้นมา ข้างบนมองแล้ว " ไอ้นี่แบ่งแยก " เพราะฉะนั้นถึงเวลาแล้วที่พวกเราจะต้องเคลื่อน แต่ไม่ได้ไปทะเลาะกับรัฐบาล เพราะว่าเราต้องอยู่รอดในสังคมแบบนี้ ฉะนั้นชาติพันธุ์จะต้องกลับคืนมา สิ่งที่น่าประหลาดมากก็คือ การศึกษาชาติพันธุ์ประเทศบ้านใกล้เรือนเคียงที่อินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ เขาเป็นมานานแล้ว ชาติอื่นเขาทำมานานแล้ว แต่ของเราล้าหลัง แล้วเวลาเขาพัฒนาประเทศทำได้เลย แต่ของเราไม่รู้ แต่เราก็ขายความเป็นไทยที่แบบจอมปลอมด้วยการสร้างแสงเสียง นิยายแบบเฮงซวยเลอะเทอะไปหมด นี่คือปัญหา และสิ่งที่เราพูดมานี้ เราพยายามคิดว่า ในฐานะที่เราเป็นประชาชนเหมือนกัน ทำไมจึงต้องเคลื่อน เพราะถ้ารอให้ทางฝ่ายรัฐเคลื่อนไม่ไหวหรอก แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องไปต่อต้าน หรือล้มล้างรัฐบาล แต่เราต้องช่วยเหลือตัวเองก่อนตอนนี้ และสิ่งที่เราพูดถึงนี้เอามอญเป็นตัวอย่างช่วยกันทำ และจากมอญแล้วเราถึงจะไปที่อื่นๆ เพราะปัญหามอญนี้มีปัญหามากเลย ผมแบ่งคนออกเป็นชนเผ่ากับชนชาติ มอญเป็นชนชาติเพราะเขามีอารยธรรม มีความเป็นมา มอญกับจามเหมือนเป็นชนชาติ แต่เผอิญมอญกับจามเหมือนกันคือ สิ้นแผ่นดินแต่ไม่สิ้นชาติ จามเคยเป็นชาติใหญ่ เคยมีอารยธรรมแบบมอญเหมือนกัน และจาม – มอญคล้ายกัน คือเป็นพวกพ่อค้า นักเดินเรือเหมือนกัน แต่สิ่งที่เขาดำรงอยู่ได้ขณะนี้คือพวกพ่อค้านักเดินเรือ จามอยู่เป็นจำนวนมากในประเทศเวียดนามตอนกลาง ยังมีอารยธรรมของตัวเองอยู่ มอญก็อยู่ในพม่าแล้วเข้ามาอยู่ในเมืองไทย ที่สำคัญคนที่เป็นมอญในเมืองไทยตั้งแต่สมัยกรุงเทพฯขึ้นมานี่ก็ คือ ประชาชนที่เป็นมอญคนไทยในปัจจุบัน ทำไมเราไม่คิดถึงบ้าง และคนมอญเป็นจำนวนมากก็ทำคุณประโยชน์ให้ประเทศชาติ มีตำแหน่งเป็นขุนนาง ข้าราชการมากมาย คุณอานันท์ ปันยารชุน ท่านก็เป็นมอญ เมื่อสองปีที่ผมพายางสยามไปเที่ยวที่สังขละ ขอบอกว่าคนที่สังขละต้อนรับคุณอานันท์มากทีเดียว ถึงขนาดเอาโสร่งไปให้นุ่ง เอาลูกปะคำหลวงพ่ออุตตะมะไปคล้อง ผมยังคิดว่าคุณอานันท์ อาจเป็นหัวหน้ามอญอิสระได้ในอนาคต ที่จริงแล้วปัญหามันยังไม่เกิดขึ้นถ้าเราไม่ไปเปลี่ยนคำว่า "ประเทศไทย" ในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม เพราะเราไปยึดชาตินิยม เรื่องอันนี้ท่าน ปรีดี พนมยงค์ เป็นคนต้าน ถ้าท่านไปอ่านหนังสือจะพบว่าท่านปรีดีบอก " นี่เราเป็นสยามประเทศ " เป็นสังคมที่มีความหลากหลายเรื่องชาติพันธุ์ จอมพล ป. พิบูลสงครามไปเน้นเรื่องชาตินิยมจึงเกิดปัญหามองจากข้างบนลงมา ถ้าหากว่ามองให้ดีแล้วมันจะไม่ใช่อย่างนั้น แต่ถ้าฟื้นประเทศขณะนี้ อย่าฟื้นที่คำไทย ต้องฟื้นให้ครบ ๓ อย่าง คือ ฟื้นที่มาตุภูมิ ชาติพันธุ์ ที่เราเน้นมอญขณะนี้ก็คือ มอญนี่คนเข้าใจน้อยมาก ทั้งที่มอญเป็นกลุ่มสำคัญ และอัตลักษณ์สำคัญของมอญคือ มอญเป็นกลุ่มคนที่นับถือศาสนา เป็นประเพณีที่ดี แล้วประวัติของชาวมอญเขาเน้นที่ศาสนาเป็นหลัก สังคมมอญเป็นสังคมที่มีลายลักษณ์ อารยธรรมของมอญเห็นได้จากลายลักษณ์ เป็นลายลักษณ์ที่สำคัญกับศาสนา ฉะนั้นเวลาเราไปช่วยทำพิพิธภัณฑ์ที่วัดม่วง สิ่งที่โดดเด่นที่วัดม่วงคือ คัมภีร์ใบลาน สมุดข่อย ซึ่งรักษาเอาไว้อย่างดีกว่าวัดอื่นๆ ที่เรียกว่าเป็นคนไทย เราเห็นความละเมียดละไมของคนมอญที่ให้ตัวอักษรภาษาศักดิ์สิทธิ์ เป็นเรื่องสำคัญ นี่เป็นไฮไลท์ของวัดม่วง และสิ่งเหล่านี้เคยมีอยู่ในประเทศไทย แต่วัดอื่นๆ ได้ขายฝรั่งไปหมด หรือไม่ก็ป่นเอาไปทำพระเครื่องหมด ที่วัดม่วงนี้เก็บคัมภีร์ใบลาน สมุดข่อยไว้เกือบสองพันหนัง นี่เป็นหัวใจของความเป็นอารยธรรม

การที่ยูเนสโกเขาให้จารึกสุโขทัยเป็นมรดกโลกเขาให้ในแง่ที่ว่า การมีลายลักษณ์มาช้านาน แล้วสิ่งเหล่านี้มอญก็มี แล้วถามว่าภาษาสุโขทัยที่จารึกขึ้นมาก็อิทธิพลมอญตั้งเยอะ เพราะฉะนั้นมีความเป็นรากเหง้าเดียวกัน แต่ปัญหาการศึกษาในปัจจุบันนี้ไม่เคยเอื้ออาทรต่อสิ่งที่เป็นรากเหง้าเหล่านี้เลย ถ้าหวนกลับไปดูมอญในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ท่านรู้ว่ามอญดี ท่านให้ตำแหน่งเมืองต่างๆ กับมอญ ๗ หัวเมือง วัดกรุงพาราเป็นวัดของเจ้ามอญทั้งนั้น มอญก็มีศักดิ์ศรีและอยู่เรื่อยมา ปัจจุบันนี้มอญเข้ามามาก แล้วเห็นความเป็นมอญชัดเจน คือ มอญที่สังขละ เป็นมอญที่เข้ามา อันนี้เราต้องช่วยเขา ไม่ใช่ผลักดันออกไป แต่ช่วยเขาในการมาอยู่ร่วมกัน และเห็นบทบาทของพระสงฆ์องค์หนึ่งนั้นเป็นผู้นำมอญที่สำคัญ คือ หลวงพ่ออุตตะมะ ถ้าใครสนใจเรื่องความเป็นชุมชนที่เป็นธรรมชาติจะต้องไปดูมอญ เวลานี้เราบ้าคำว่า ชุมชน นักวิชาการต่างๆ เช่น ดอกเตอร์ทั้งหลายพูดแต่คำว่าชุมชนทั้งนั้น แต่ไม่รู้จักว่า ชุมชนคืออะไร เพราะชุมชนที่ท่านทำพวกนี้เป็นหน่วยการบริหาร เป็นหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ แต่ไม่ใช่ชุมชนตามธรรมชาติ ชุมชนทางธรรมชาติต้องมีวัดเป็นศูนย์กลาง ต้องมีระบบ มีพระสงฆ์องค์เจ้า มีผู้อาวุโส เป็นหลักของชุมชน ไม่ใช่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือ อบต. ตรงนี้คือ ความเป็นชุมชน และชุมชนต้องมีความสัมพันธ์ทางภายในซึ่งทุกคนต้องรู้จักกันหมด นั่นคือความเป็นชุมชน แต่ที่พูดมานี้ไม่มี เวลาพัฒนาประเทศหรือผันเงินล้านก็เข้าไปในชุมชน ราชการก็ไปแบ่งกันระหว่าง กำนัน ผู้ใหญ่บ้านและ อบต. หมดลงไป ไม่มีถึงชาวบ้าน แต่ถ้าหากว่าท่านไปดูวิถีชีวิตของคนมอญจะพบว่ามอญเป็นจำนวนมากอยู่ด้วยวิถีชีวิตความเป็นธรรมชาติ อย่างบ้านศาลาแดง มีนักวิชาการไปทำพิพิธภัณฑ์อยู่ที่จังหวัดปทุมธานี นั่นเป็นบ้านชุมชนตัวอย่าง วัดเป็นศูนย์กลาง พระสงฆ์องค์เจ้าเป็นที่พึ่ง ยังมีผู้อาวุโสคอยแนะนำให้คนในชุมชนอยู่ร่วมกันอย่างไร นั่นเป็นชุมชนธรรมชาติ และที่สำคัญคนมอญยึดมั่นในพระพุทธศาสนา พม่าเองที่เราไปดูถูกเขา สถาบันพุทธศาสนาพม่าดีกว่าเราเยอะแยะ ทางเรามีแต่ไสยศาสตร์ไม่ใช่ศาสนา นี่คือสิ่งที่ควรจะไปเรียนรู้จากสิ่งเหล่านี้ แม้กระทั่งชุมชนกะเหรี่ยงเขาก็มีความซื่อสัตย์สุจริต เวลานี้ลองถามดูคนกะเหรี่ยง คนมอญเข้ามาขายแรงงาน ผมว่าเขามีความซื่อสัตย์สุจริตยิ่งกว่าคนไทยอีก โดยเฉพาะกะเหรี่ยง เขาจะมีระบบของเขาอยู่ นี่คือความเป็นจริง เพราะฉะนั้นเวลาเราจะกีดกันเขาเรื่องแรงงานต้องเข้าใจสิ่งเหล่านี้และพยายามให้เขาเข้ามาอยู่ร่วมกับเราอย่างสันติ นี่คือปัญหา ฉะนั้น ปัญหาเมืองไทยในขณะนี้ไม่มีไทยอย่างนั้น มันมีความหลากหลายนี่มาก จะต้องจัดการทำความเข้าใจ จะต้องสร้างทางให้เขามีอัตลักษณ์ ขณะเดียวกันก็ต้องบูรณาการให้เกิดสำนึกในความเป็นไทยที่ยืนอยู่รอดร่วมกัน นี่คือเรื่องสำคัญ แต่สิ่งเหล่านี้รัฐคงทำไม่ได้ ที่เป็นเช่นนี้เพราะในช่วง ๔๐ ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เราถูกอเมริกาหลอกให้พัฒนาประเทศ งานคือเงิน เงินคืองาน ฉิบหายหมด แล้วเลือกปฏิบัติวิชาความรู้บางอย่าง เน้น เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ การศึกษา เน้นวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี แต่ความรู้ที่เป็นมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ไม่มี เพราะเราไปพัฒนาประเทศเป็นวัตถุ เพราะฉะนั้นพัฒนาประเทศตั้งแต่แผนหนึ่งถึงแผนเก้าแผนสิบก็มาจากข้างนอกทั้งนั้น แต่ข้างในไม่มี มิติทางจิตวิญญาณไม่มี เราส่งคนไปเรียนเมืองนอก ก็เรียนเรื่องวัตถุกลับมา กลับมาเป็นเจ้ากระทรวงอะไรต่างๆ พวกนี้คิดไม่เป็น เพราะเมื่อถึงเวลาแล้วลงมาไม่ได้ แม้กระทั่งคนไปลอกฝรั่งเขามาก็ลอกได้แต่เปลือก แต่ไม่รู้ว่าฝรั่งเขาอยู่อย่างไร นี่คือปัญหา เพราะฉะนั้นอย่าไปหวังที่พึ่งตรงนี้ แต่ก็ไม่ได้หนุนให้ไปต่อต้านหรือไปขับไล่ แต่ว่าเราต้องสร้างอะไรให้มีดุลยภาพ ฉะนั้นการที่เรามาประชุมมาพูดคุยกันนี้ เราทำมาจากข้างในตัวเองจากข้างในเข้าไปแล้วจะต้านสิ่งที่มาจากข้างนอกให้สมดุลกันเพื่อปรับตัวได้ นี่ก็เป็นสิ่งที่พูดอย่างกว้างๆ เพื่อเปิดให้มีการแลกเปลี่ยนกัน เพราะผมรู้ว่าท่านมานี่ มากันหลายกลุ่ม บางกลุ่มก็เป็นทางชาติพันธุ์และมิติหนึ่งท่านก็เป็นคนไทย อีกมิติหนึ่งท่านก็เป็นคนที่เป็นชาติพันธุ์ ผมเองก็เป็นลูกผสมถ้ากรีดเลือดออกมาก็มีทั้งมอญ เจ๊ก แขก ผสมกันไป เพราะฉะนั้นจะเอาความเป็นคนไทยนั้นไม่มี แล้วที่บอกว่าเป็นคนไทยร้อยเปอร์เซ็นต์นั้นไม่มี

คุณวลัยลักษณ์ ทรงศิริ

ขอบคุณมากค่ะอาจารย์ ตอนนี้คุณธวัชพงษ์ มาแล้ว ขอเรียนเชิญค่ะ  ก่อนหน้านี้อยากจะบอกกับทุกท่านว่าวันนี้สามารถแสดงความคิดเห็นกันได้ เพราะอาจารย์ศรีศักร ได้อธิบายแล้วชัดเจนว่า คนไทยนี่ร้อยพ่อพันแม่ ไม่มีใครเป็นคนไทยร้อยเปอร์เซ็นตฺ์ เป็นจีนร้อยเปอร์เซ็นต์ พวกเราก็คือคนที่ผสมผสานเป็นจุดเด่นของประเทศไทยในเขตนี้หรือทวีปเอเชีย ก็คือความหลากหลายของกลุ่มของชาติพันธุ์ ต่อไปเราจะคุยกับคุณธวัชพงษ์ แล้วเปิดโอกาสให้ทุกท่านแสดงความคิดเห็น เพราะทุกท่านนี้คิดว่าจะมีประสบการณ์ตรงกับกลุ่มชาติพันธุ์ บางท่านก็มีสำนึกของชาติพันธุ์ว่าเป็นคนมอญ ก็จะเปิดโอกาสให้ท่านแสดงความคิดเห็น ขอเชิญคุณธวัชพงษ์ และคุณธวัชพงษ์นี้ทำศูนย์ศิลปวัฒนธรรมที่บ้านและจัดทำพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นด้วย ทีนี้ด้วยประสบการณ์ตรงก็อยากจะให้คุณธวัชพงษ์ ช่วยเล่าให้ทุกท่านทราบว่า เกิดอะไรขึ้นในการที่ลุกขึ้นมาทำพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นอย่างหนึ่ง อีกอย่างหนึ่งก็คือว่า ก่อนที่จะมาเราก็ได้พูดคุยกันว่า ความเป็นชาติเป็นอย่างนี้ ความเป็นชาติพันธุ์เป็นอย่างนี้ ความเป็นชาติพันธุ์หรือสำนึกทางชาติพันธุ์มันเกิดขึ้นจากการที่คนเกิดภาวะอะไรบางอย่าง จากการบีบคั้นหรือทำให้เขาต้องลุกขึ้นมาแล้วจัดทำเป็นพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น สองก็คือจับรวมกลุ่มออกมาแล้วก็แสดงเอกลักษณ์ของกลุ่มตัวเองออกมา อย่างคุณธวัชพงษ์ ก็แสดงความเป็นมอญออกมา จึงอยากให้ช่วยเล่าให้ท่านผู้มีเกียรติได้ทราบ

คุณธวัชพงษ์ มอญดะ

การก่อตั้งศูนย์ศิลปวัฒนธรรมมอญ เริ่มแรกเกิดแรงบันดาลใจ มีคณะกรรมการหมู่บ้าน คือ คนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้านว่าจะทำพิพิธภัณฑ์ขึ้นมาในวัด แต่ตอนนั้นผมยังเด็กอยู่เพิ่งเรียน ป. ๔ ของโรงเรียนวัดบางกะดี่ ที่เขตบางขุนเทียน พอเราเห็นคนแก่บอกว่าจะทำพิพิธภัณฑ์เราก็ช่วยอะไรไม่ได้ แต่ความรู้สึกว่าเราเป็นเด็กมอญ เป็นลูกหลานมอญ และในหมู่บ้านก็ยังพูดคุยภาษามอญ ทำให้เห็นพิธีงานบวช งานศพ แม้กระทั่งงานแต่ง และประเพณีต่างๆ ซึ่งขังทำแบบมอญอยู่ พอเขาบอกว่าจะทำพิพิธภัณฑ์มอญ เราจึงดีใจอยากให้เกิดขึ้นมา แต่ก็ไม่รู้ว่าข้าวของเครื่องใช้ของมอญจะแตกต่างไปจากของไทยหรือเปล่า แต่ก็อยากจะให้มีขึ้นมา จนกระทั่งผมเรียนจบชั้น ป. ๖ โรงเรียนวัดบางกะดี่ ก็ยังไม่มีพิพิธภัณฑ์ตรงนั้นขึ้นมา จนกระทั่งวัดกับคณะกรรมการวัดรื้อของเก่าซึ่งเป็นแท็งก์โบราณและของเก่าๆ ที่จะทำพิพิธภัณฑ์จนกระทั่งเสียของเก่าที่วัดไปแล้วก็ยังไม่มีพิพิธภัณฑ์ขึ้นมา จนกระทั่งผมออกไปเรียนต่อข้างนอก พอเรียนจบแล้วก็กลับมาบวช ซึ่งก็ได้บวชอยู่ที่วัดบางกะดี่ เพราะคนมอญส่วนใหญ่ถ้าอายุครบบวช พ่อแม่ก็อยากจะให้บวชเลย ตอนนั้นย่าไม่สบายก็เลยบวชไปเรื่อยๆ บวชอยู่นานประมาณ ๑ ปี ๘ เดือน ซึ่งตอนนั้นที่วัดผมก็ยังสวดภาษามอญอยู่ ซึ่งทุกคนจะเริ่มต้นเปิดหนังสือมนต์พิธีเป็นภาษาไทย แต่ต้องแปลเอาเองให้เป็นภาษามอญ มีอยู่วันหนึ่งนั่งท่องหนังสืออยู่หน้าวัด บังเอิญในหมู่บ้านนี้ รถเข้ามาได้แค่วัด ไม่สามารถเข้าหมู่บ้านได้ ใครจะมาธุระที่ไหนก็ตามจะต้องมาจอดรถที่วัดและเดินเข้าหมู่บ้านต่อ พอรถคันนั้นมาจอดอยู่หน้าวัด หายไปชั่วโมงกว่าๆ เขาได้ขนพวก โต๊ะเครื่องแป้ง เครื่องคันฉ่อง กำไลข้อเท้า ขันทองเหลือง ซึ่งผมก็ถามว่า " โยมเอามาจากไหน " เขาบอกว่า เขามาขอซื้อจากคนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้าน พูดง่ายๆ ก็คือว่า มากว้านซื้อของนั่นเอง ผมจึงเกิดความเสียดายตรงนั้นขึ้นมา พอผมเสียดายของขึ้นมาแต่คนเฒ่าคนแก่ก็ขายไปแล้ว ขนาดสักวัดที่เป็นไม้สักเขาซื้อมาแค่ราคาค่าหมากค่าพลู ถามว่าซื้อมาเท่าไหร่ ซื้อมาแค่ราคา ๑๐๐ บาท สักวัดข้าวขนาดใหญ่เอาไว้คัดเมล็ดข้าวเปลือก ถ้าเขาเอาไปขายจะได้กำไรเป็นสิบๆ เท่า ผมจึงขึ้นไปปรึกษาเจ้าอาวาสวัดบางกะดี่ บอกว่า จะทำพิพิธภัณฑ์ขึ้นมาเสียที ซึ่งตอนนั้นผมยังเป็นพระอยู่ ยังมีศาลาหลังใหญ่ สามารถเก็บไว้ของได้ ซึ่งชั้นบนไม่ได้ทำอะไร เจ้าอาวาสบอกเห็นดีด้วย แต่คณะกรรมการบอกว่าจะต้องเอาไว้เก็บของและเอาไว้ทำพิธีทางพุทธศาสนา ถือศีลอะไรอย่างนี้ ผมเสนอไปว่าขอหลังป่าซึ่งสร้างเป็นเพิงจากก็ได้เพราะหมู่บ้านเรามีจาก แต่เจ้าอาวาสบอกว่าจะลำบากพระองค์อื่นในการเฝ้าและกลางคืนเกรงว่าของจะหาย ผมจึงขอเจ้าอาวาสสึก เมื่อสึกแล้วก็ทำขึ้นมาที่บ้าน ที่ผมเริ่มมาจากไหใบเดียว มีชามเก่าๆ อยู่ ๑ ใบ ผมบอกว่าพิพิธภัณฑ์นี้คนแก่ไม่เข้าใจ ตอนนั้นพอผมเริ่มจากไห ก็ตามมาด้วยเสื้อผ้า โสร่ง เอาไม้แขวนมาทำเป็นเหมือนชุดบวชนาค มีผ้าสไบ ชุดแต่งงานของมอญเขาทำอย่างไร ชุดคนแก่เขาทำอย่างไร ซึ่งมีผ้าเก่าอยู่บ้าง แล้วก็เอาแขวนๆ เอาไว้ ซึ่งทำบนบ้านตอนนั้น พ่อผมเวลากลับมาดึกๆ พ่อตกใจชุดเพราะว่าดูเหมือนเป็นคนมายืนอยู่ ต่อมาก็พยายามชวนคนเฒ่าคนแก่ขึ้นมาดูบนบ้านเราว่าตรงนี้เราจะทำพิพิธภัณฑ์ พอไปเล่ากับเขาที่บ้านเขาไม่เข้าใจ ต้องจูงยายแก่ๆ หรือว่าคนแก่ขึ้นมาดูบนบ้าน พอเขาบอกว่า นี่บ้านฉันมี เขาก็เริ่มนำของมาให้ บ้านโน้นมาดูบ้านฉันมี ก็นำของมาให้ ทีนี้บนบ้านเริ่มเต็มก็เลยต้องย้ายลงมาใต้ถุนบ้านเพราะไม่สะดวกคนจะขึ้นจะลงอยู่บ่อยๆ ก็เลยคิดว่าจะทำอย่างไรดีที่จะให้คนแก่มารวมอยู่ที่บ้าน เราก็เริ่มหาเทปทแยมอญ ที่ทางมอญเขาเรียกว่า " แขวกโมน " ซึ่งเป็นเทปพญามอญ เป็นการเกี้ยวพาราสี จะร้องเกี่ยวกับประวัติของพระพุทธเจ้าบ้าง ชาดกบ้าง ที่ร้องรำทำเพลงเป็นเพลงมอญ เปิดเพลงมอญแล้วให้คนแก่มานั่งจับกลุ่มคุยกัน มีหมากมาเลี้ยง ซึ่งให้เขาได้มีข้อคิด ได้พูดได้คุย ถ้ามีอะไรเขาจะได้ชี้แนะให้ผม พอเริ่มทำของก็เริ่มเยอะ ผมก็มาคิดดูกลัวจะมีความผิดที่ทำมาโดยพละการซึ่งรู้กันกับเจ้าอาวาส เลยนึกว่าจะต้องร่างหนังสือ เผื่อทางการเขตบางขุนเทียนจะสนับสนุนอะไรเราได้ โดยอาศัยผู้อื่นที่มีความรู้ร่างให้ ชื่อศูนย์ก็ยังไม่ได้ตั้ง ก็เลยตั้งไปว่า ที่เก็บของเก่า โดยมีหนังสือแจ้งไปหมดทั้ง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สก. สข. แม้กระทั่งเขต วัด เรามีหนังสือแจ้งหมดว่าเราจะทำพิพิธภัณฑ์ตรงนี้ขึ้นมา ซึ่งอยู่ในบ้านผมก็จริง ซึ่งใครไม่รู้ว่าอยู่ในบ้านผม ผมจะทำทุกอย่างตั้งแต่ภารโรงจนสะสมของ คือเราจะต้องทำทุกอย่างแม้แต่การรวบรวม แต่ทีนี้เราทำเพื่อป้องกัน แต่ผลที่ตอบกลับมา หนังสือตอบกลับมาไม่มีเลย มีแต่คนบอกว่าผมสติไม่ดี บ้า ไม่เหมือนเด็กคนอื่น แต่ยังมีเจ้าอาวาสที่เข้าใจผมและเซ็นหนังสือยินยอมเหมือนเป็นเกราะป้องกันตัวผมด้วย แม้กระทั่งทางการเขตบางขุนเทียนก็ตอบกลับมาว่า ไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้ ไม่สนับสนุน ไม่รู้จะสนับสนุนทางด้านไหน ทางเจ้าอาวาสได้เซ็นหนังสือและได้ดูของเก่ามาส่วนหนึ่งที่อยู่ทางวัดเอามาให้ผมรวบรวมเอาไว้ คือ พยายามทำให้ชาวบ้านเข้าใจว่าของที่เก็บเอาไว้ไม่ใช่ของส่วนตัว แต่เป็นของชาวบ้านทุกคน จุดประสงค์หลักที่ทำก็ไม่ได้คิดว่าทำแล้วจะต้องมีนักท่องเที่ยวเข้าไป ผมทำเพื่อว่า เด็กในหมู่บ้านที่เป็นลูกหลานมอญนี้ จะได้รู้ว่าประเพณีของเขาเป็นอย่างไร วัฒนธรรม ปู่ ย่า ตา ยาย เคยใช้กระบุง เคยใช้เสื้อผ้า เคยแต่งตัวอย่างไร นี่เป็นจุดที่ทำให้อยากทำ พอทำได้ปีกว่าๆ ก็มีทัวร์ของ กทม. มาลง ซึ่งเป็นเส้นทางคลองสนามชัย เป็น คลองประวัติศาสตร์ที่พระเจ้าเสือได้ผ่านไปเพื่อไปคลองโคกขามที่เป็นสถานที่เกิดเหตุของพันท้ายนรสิงห์ ซึ่งจุดนี้คือจุดแวะชมหมู่บ้านมอญ แต่ศูนย์วัฒนธรรมผมก็ยังไม่ได้เปิดเป็นทางการ ในปี ๒๕๔๑ ถึงได้เปิดเป็นทางการ ตอนนั้นทำมาได้โดยเริ่มสะสมของมา ในปี ๒๕๔๐ พอ ๒๕๔๑,๒๕๔๒ ก็เปิดเป็นทางการ พอเปิดเป็นทางการก็ได้ท่านผู้หญิงบุตรี วีระไวทยะ ซึ่งเห็นดีด้วยมาเปิดให้เป็นทางการ จนทุกวันนี้ก็เข้าปีที่ ๖ แล้ว ซึ่งพอเปิดเป็นทางการได้ ทางเขตก็เรียกผมเข้าไปพูดคุยขอยกเป็นของดี ๕๐ เขต ให้ผมเข้ารับราชการเป็นลูกจ้างชั่วคราว เป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายพัฒนาชุมชน ซึ่งทำตรงนั้นได้สัก ๘ เดือน ทาง สก. สข. ผู้ใหญ่บ้านในหมู่บ้านก็ว่า ว่าผมทำอะไรข้ามหน้าข้ามตา เวลามีผู้ใหญ่เข้ามาก็จะมาหาผม และเขาเป็นคนระดับ สก. สข. แต่ไม่มีผู้ใดให้ความสนใจ ซึ่งมาโวยวายผมที่เขตบอกว่าจะเอาของคืนของที่วัด ซึ่งตรงนี้ผมก็กลัวแต่ก็ยังดีที่ผมยังได้ท่านผู้หญิงบุตรี ที่เหมือนเป็นคนคอยสนับสนุนให้ผม เพราะว่าท่านสนับสนุนท่านเห็นดีตรงนี้ด้วย ตรงนี้ที่ผมสบายใจอย่างหนึ่ง เพราะว่าของทุกชิ้นที่อยู่ในศูนย์วัฒนธรรมของผมนี้ได้ลงทะเบียนไว้แล้ว ซึ่งเด็กศิลปากร คณะโบราณคดีไปช่วยในการลงทะเบียนให้ ซึ่งผมก็ได้ชี้แจงกับชาวบ้านซึ่งส่วนใหญ่ก็เข้าใจผม มีแค่ไม่กี่คนที่คอยพูดคอยว่า และในช่วงเข้าพรรษา ผมก็ได้ไปชี้แจงกับชาวบ้านว่าที่ผมทำได้ทุกวันนี้จริงๆ แล้วผมไม่มีเงินเดือนกิน ผมเชื่อได้เลยว่าคนที่ทำงานทางด้านนี้มีแต่หมดกับหมด ส่วนที่จะได้มามันไม่คุ้มกับที่หมดไป แต่ทีนี้ว่าเรายังมีที่ว่า ที่บ้านมีข้าวกิน มีหม้อข้าว เราก็เลยยังทำได้

คุณวลัยลักษณ์ ทรงศิริ

อยากทราบนิดหนึ่งว่า เห็นว่าได้ออกมาทำงานที่ไม่ได้อยู่ในชุมชนไปรับราชการหรืออย่างไรข้างนอก แล้วทีนี้ทางศูนย์วัฒนธรรมที่ทำเอาไว้มีกลุ่มมากกว่าทางคุณธวัชพงษ์ไหม หรือว่ามีคนในชุมชนเข้ามาร่วมด้วย

คุณธวัชพงษ์ มอญดะ

   ก็มี ผมได้ชวนเพื่อนๆ ในวัยเดียวกัน แต่เขาก็ลงได้ไม่เต็มที่ แต่อย่างน้อยเวลามีนักท่องเที่ยวมาหรือเวลาผมไม่อยู่เขาก็มาช่วยดูแล ทำความสะอาด เปิด – ปิด หรือว่าช่วยผมอธิบายกับนักท่องเที่ยวได้

คุณวลัยลักษณ์ ทรงศิริ

ทีนี้เห็นประเด็นหนึ่งที่คุณธวัชพงษ์พูดคือว่า ชุมชนบางกะดี่นี่เป็นกึ่งชนบทกึ่งเมือง ลักษณะที่มันออกมาเป็นแบบนั้น เป็นชนบทของกรุงเทพฯ ทีนี้ลักษณะของพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นที่ทำกันมาเป็นชุมชนหนึ่งอย่างกึ่งเมืองกึ่งชนบทนี้ มีปัญหาในเรื่องของ สก. สข. โครงการอะไรต่อมิอะไร ที่อาจารย์บอกว่ามันไม่ใช่โครงสร้างทางธรรมชาติ ไม่ใช่ชุมชนธรรมชาติ ลักษณะของพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในรูปแบบนี้ อาจารย์มีความเห็นว่าอย่างไร

 

อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม

มันก็มีทั่วไป เพราะคนที่เขาให้ของก็อยากให้เป็นของชุมชน สก. สข. ก็เป็นส่วนหนึ่งของชุมชน แต่เขาใช้ให้เป็นประโยชน์หรือเปล่า ที่สำคัญที่สุด คือ การเป็นของท้องถิ่นต้องทำทะเบียนไว้ อย่างเช่นมูลนิธิฯ ไปทำ เงื่อนไขแรกต้องทำทะเบียนไว้เลย อย่างในวัดเพราะมิเช่นนั้นแล้วเจ้าอาวาสตายเลย ของหายหมดเลย ต้องทำทะเบียนไว้เป็นหลักฐานว่านี่คือของชุมชน เราต้องจัดการให้เข้าใจตรงนั้น คือว่า สก.สข. เข้ามาเกี่ยวข้องอะไรก็แล้วแต่ แต่ตรงนี้ต้องเป็นหลักฐานเป็นของชุมชน และต้องพยายามเผยแพร่ให้เขารู้ คือ อย่าไปขัด เขาอยากเกี่ยวข้องก็ให้เกี่ยวแต่ต้องให้เป็นประโยชน์ต่อชุมชนถึงจะเข้าใจกันดี

คุณวลัยลักษณ์ ทรงศิริ

แสดงว่าลักษณะของชุมชนแบบทางบางกะดี่ต้องประสานอะไรที่มันเข้ามา เช่น การท่องเที่ยว ซึ่งอย่างที่คุณธวัชพงษ์เขาบอก ท่องเที่ยว กทม. ท่องเที่ยวคลองมหาชัย สถานที่ประวัติศาสตร์ซึ่งกำลังจะพูดไปถึงว่า อีก ๔ แห่งของพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในเขต กทม. ที่กำลังจะเกิดขึ้น ก็คงมีปัญหาอย่างเดียวกับคุณธวัชพงษ์เขาทำ

อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม

คือ ปัญหาว่าในท้องถิ่นต้องช่วยกัน รวมตัวปกป้องสิ่งเหล่านี้ ซึ่งถ้าทำคนเดียวคงจะต้านไม่ไหว

คุณวลัยลักษณ์ ทรงศิริ

ขนาดสังคมเมืองยังไม่ได้เอื้อให้ความเป็นชุมชนนี้ มันเหลือเท่าไหร่

อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม

ปัญหาว่าขณะนี้ ต้องไปกระตุ้นทางวัดหรือโรงเรียน สองสถาบันนี้จะต้องใช้เป็นกลไกที่สำคัญ เพราะถ้าหากรวมเป็นกลุ่มที่ไม่มีสถาบันไม่ได้ ถ้าใช้มีสถาบัน ๒ อย่างนี้ ช่วยได้ คือ ทำให้เป็นของชุมชนเลย อย่าลืมนะว่า พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นนี้คือหัวใจที่จะสร้างหลักสูตรท้องถิ่น พวกนั้นไม่เข้าใจเอง ถามว่าในการปฏิรูปการศึกษา หลักสูตรท้องถิ่นสร้างได้อย่างไร พวกที่คิดในกระทรวงศึกษาธิการ ให้ครูไปเขียน เขียนได้ไหม เขียนไม่ได้ ต้องไปลอกเขามา แล้วเขตการศึกษาทำหน้าที่อะไร ก็เป็นเขตการบริหารซ้อนมหาดไทยทั่วไป ไม่ใช่เขตทางวัฒนธรรม แล้วการปฏิรูปการศึกษานี้ คนได้ดี คือ หัวหน้าเขต แต่ครูตายลูกเดียว ถ้าจะปฏิรูปการศึกษาครูควรจะเป็นคนของท้องถิ่น อาจจะเป็นกลไกที่สำคัญทำสิ่งนี้ขึ้นมา พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น คือ เครื่องมือที่จะสร้างหลักสูตรท้องถิ่น เพราะบรรดาวัตถุที่คุณรวบรวมไว้นั้นล้วนแต่มีความหมายทั้งสิ้น จัดพิพิธภัณฑ์ไม่ใช่จัดในแง่ของการเก็บของ เอาของมาตั้งแสดงแบบพิพิธภัณฑ์แห่งชาติ เอาของมาตั้งแสดงเห็นแต่ของสำคัญล้ำค่า แต่ต้องสร้างสิ่งที่มีความหมาย สิ่งที่เก็บไว้ ต้องบันทึกไว้ อย่างที่จันเสนนี้เป็นตัวอย่าง ซึ่งพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นนั้นเป็นทางของความรู้ ครูเอาเด็กมาอบรมให้เป็นไกด์ ฉะนั้นความรู้ท้องถิ่นก็ถ่ายทอดกันได้ แล้วตัวนั้นก็ช่วยกันสร้างความรู้ท้องถิ่นขึ้นมา อันนั้นก็ไปต่อหลักสูตรให้เด็กเรียนได้ แต่ถามว่าเวลานี้ในการปฏิรูปการศึกษาทำได้ไหม ทำไม่ได้ ตรงนี้ผมว่าต้องช่วยกัน แต่กรณีอย่างคุณธวัชพงษ์ นี่ค่อนข้างโดดเดี่ยวเพราะอยู่ในสภาพกึ่งๆอะไรไม่รู้

คุณวลัยลักษณ์ ทรงศิริ

ก็คุณธวัชพงษ์เขายังเป็นเด็กอยู่ด้วย ที่ทำตรงนี้ การที่จะต้องทำความเข้าใจกับผู้ใหญ่ค่อนข้างจะใช้เวลานาน

คุณธวัชพงษ์ มอญดะ

แต่ทางผมก็ได้ตั้งคณะกรรมการในหมู่บ้านเหมือนกัน

อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม

เราจะต้องจัดเป็นองค์กรขึ้นมา

คุณธวัชพงษ์ มอญดะ

ทางส่วนของผม ผมก็ไม่ได้เน้นว่าเป็นของเก่าต้องนำมาจัดแสดง ที่ผมจัดแสดง อย่างพานใหม่ๆ อะไรอย่างนี้ แต่ผมจัดรูปแบบเป็นประเพณีมอญจริงๆ ว่า จะมีรูปประกอบว่างานบวช จะมีบอร์ดและข้าวของของงานบวชมีอะไรมาตั้งบ้าง ของงานศพเขาใช้อะไรบ้างและมีภาพประกอบ เราจะเน้นเรื่องวัฒนธรรมท้องถิ่น

อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม

นั่นแหละคือการทำที่ถูกต้อง เพราะว่าการทำพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น มัวแต่ไปหาของเก่าก็จน บางคนนี่ทำพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นแต่ไปเอาของเก่าที่อื่นมาตั้ง อย่างพระนี่เป็นจำนวนมากเลยเที่ยวซื้อจากทั่วราชอาณาจักรแล้วเอาตั้งในพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น ถามหน่อยว่า แล้วให้อะไรต่อท้องถิ่น ของพวกของมีค่านำมาตั้งไว้ให้คนขโมย แต่ถ้าเรารู้สิ่งที่เป็นนามธรรมในของพวกที่มี มาจัดทำให้มีระบบไม่มีการจัดพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น นั่นคือสิ่งที่ถูกต้อง

คุณธวัชพงษ์ มอญดะ

อาจารย์ครับแล้วอย่างกรณีที่ผมทำ ถ้าอยู่ที่วัดในความรู้สึกของผมและชาวบ้าน ๘๐ เปอร์เซ็นต์ บอกว่าของที่มากองอยู่ที่วัดทุกวันนี้ยังไม่มีใครดูแล ไม่มีใครปัดฝุ่น แต่ที่ชาวบ้านที่มารวมและที่มาให้ของที่บ้านผมไว้ ได้บอกว่าถ้าของที่ให้โยกย้ายเขาจะขอคืน เขาจะไม่ให้โยกย้ายไปไหน ตอนนี้ผมได้ปรึกษากับทางหมู่บ้าน เพราะหมู่บ้านเป็นบ้านทรงไทย ทรงมอญโบราณ ยังนับถือผีอยู่ ตามสองฝั่งคลองยังพูดภาษามอญ ยังนุ่งผ้าซิ่น เกล้าผมมวยแบบลูกจัน ใช้เครื่องประดับแบบมอญอยู่ บ้านมอญส่วนมากจะเป็นใต้ถุนโล่ง ตอนนี้ผมกำลังคุยกับคณะกรรมการในหมู่บ้านว่า ของจะไปอยู่บ้านผมบ้านเดียว ตอนนี้ผมกำลังจะขยายออกไปว่า ใต้ถุนบ้านผมเป็นศูนย์กลาง ใต้ถุนบ้านคุณจะแสดงเครื่องทำนาทั้งหมด เดินไปอีกประมาณ ๑๐ เมตร บ้านนี้จะแสดงเครื่องทอผ้าทั้งหมด ซึ่งสามารถเดินแล้วได้เห็นวัฒนธรรมในหมู่บ้านด้วย ถ้าเราอยู่เฉพาะในวัดก็ขึ้นไปที่วัดแล้วก็กลับ ที่ผมจะเริ่มทำ นักท่องเที่ยวมาบ้านผมบ้านเดียวก็จริง แต่บ้านใครทำขนม ทำเครื่องเกล้าผมมวย ตอนนี้ผมเริ่มกระจายรายได้ให้ชาวบ้านได้ อย่างป้าแก่ๆ ทำเครื่องเกล้าผมมวย เขาส่งมา ๑๒๐บาท ผมไม่ได้เอาเปอร์เซ็นต์เขา แต่เรียกป้าคนที่เกล้าผมมวยมานั่งขาย อย่างคนผมยาวพอที่จะซื้อไปเป็นที่ระลึก ผมยาวๆ ถ้าจะเกล้ากลับไป ผมก็จะให้จากร้อยยี่สิบบาท หักไปให้คนเกล้าเสียสิบบาท ซึ่งกระจายรายได้ตรงนั้น อย่างน้อยได้ค่าหมากค่าพลูเขาก็ดีใจแล้วครับ

อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม

อย่างนี้ถูกต้องแล้ว ทีนี้มันก็อยู่ที่สื่อ คือ สิ่งที่ทำนี่มันเป็นการเคลื่อนไหวให้คนเกิดความร่วมมือ เพราะฉะนั้นผมก็เห็นว่าคุณไม่ค่อยมีปัญหาอะไรหรอก มีแต่เพียงว่า สก.สข. อยากเข้ามายุ่งด้วย ก็ให้เขาเข้ามายุ่งเกี่ยวถ้าหากว่ามีประโยชน์ ไม่ต้องทะเลาะกับเขา แต่ว่าเราก็เน้นของเราภายในนี้ให้เป็นตัวอย่างที่ดี มีหลายแห่งที่ผมดู สังเกตไหมว่าเรื่องพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นมัน คือ สำนึกอดีต แต่สังคมไทยที่ผ่านมาในรอบ ๔๐ ปี ไม่มีมิติอดีตมาพูดถึงปัจจุบันและอนาคตเลย แต่ถ้าคุณสร้างสำนึกร่วมเมื่อไหร่มัน คือ อดีต เพราะฉะนั้นของที่ชาวบ้านเขาให้คุณนั้นเขาเกิดสำนึกร่วม แต่ถ้าเราทำให้เป็นหลักฐานว่านี่เป็นมรดกของชุมชน ก็จะเป็นสิ่งที่ดี ผมว่านี่เป็นเรื่องที่สำคัญ และผมเห็นตัวอย่างว่า คนมอญนี่ยังมีสำนึกการเป็นชุมชนสูง เมื่อเวลาเขาทำอะไรร่วมกัน เรื่องใต้ถุนสูงอันนี้เห็นชัดเลยว่าภูมิปัญญาเก่าเขายังดำรงอยู่และเขาทำร่วมกัน บ้านศาลาแดงนี้คือตัวอย่างอยู่ที่ปทุมธานี ทรงอาจจะไม่ได้ทรงอย่างไทยแต่ทรงแบบใหม่ใต้ถุนสูงทั้งสิ้น เราเห็นภาพว่าลมนี่พัดทะลุหมดเลย ความเป็นมนุษย์จะต้องมีอะไรคล้ายๆ กัน แล้วท่านรู้ไหมว่ามันสำคัญอย่างไร เพราะการทำอะไรคล้ายๆกันมันสร้างความสัมพันธ์เสมอภาค ความสัมพันธ์เสมอภาคมันเก็บกันเอง มันเป็นอิสระ เป็นการเอื้ออาทรต่อกันและมันคือการเป็นมนุษย์ แต่เมื่อใดก็ตามเมื่อคุณเอาโครงสร้างแบบราชการเข้าไปใช้ ความสัมพันธ์เป็นสามเหลี่ยมทันที เกิดความลดหลั่นกัน คนไทยจะบ้าความเหลื่อมล้ำมาก แต่ถ้าหากหลงไปแบบนี้ทุกคนเป็นกันเอง ทำอะไรร่วมกัน มันมีความชุ่มชื่น ยิ่งกว่าคำว่าเอื้ออาทรเสียอีก เพราะเป็นการเอื้ออาทรกันเอง

 

คุณวลัยลักษณ์ ทรงศิริ

เป็นพิพิธภัณฑ์เอื้ออาทร อันนี้ก็คือว่าอย่างที่อาจารย์ยกตัวอย่างที่ศาลาแดง ก็เข้าไปบ่อยๆ เมื่อวันสองวันก็พบกับคุณมาณพ แก้วหยก เขาเป็นตัวอย่างที่ดี จากการที่ถูกมองว่าเป็นคนบ้าคนหนึ่งเมื่อสักสิบปีที่แล้ว ตอนนี้คุณมาณพ ก็ค่อยทำอะไรต่อมิอะไรมา มีกิจกรรมของทางสถาบันการศึกษาไม่ว่าจะเป็นการกระทรวงสาธารณสุข ทุกอย่างไปลงศาลาแดงหมด รับแขกกันจนไม่อยากจะรับแล้วทำนองนั้น แต่ว่าใช้ความเข้าใจในการสร้างความเข้าใจในชุมชนค่อนข้างสูง และเขาก็ฟังเสียงจากภายนอกด้วยว่าเป็นอย่างไร แล้วก็เอาประสบการณ์จากที่เขาได้ไปดูในที่ต่างๆ เอามาใช้กับชุมชน ซึ่งค่อนข้างน่าสนใจมากที่ศาลาแดง อาจารย์คะก่อนที่จะเชิญข้างล่างได้คุยกัน อยากให้อาจารย์ได้คุยให้ฟังอีกสักนิดเรื่องศูนย์มอญศึกษา ที่อาจารย์คิด และกำลังขยายความออกมา และตีความใหม่ตามที่อาจารย์บอกไว้ในตอนต้น ให้มีเนื้อหาแตกต่างไปจากเดิมอย่างไร แล้วจะได้เชิญผู้มีเกียรติร่วมคุยกับเราด้วย

อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม

ถ้าคุยมากเดี๋ยวจะผิดวัตถุประสงค์ คือ ศูนย์มอญศึกษาที่เราพูดกันนี้ไม่ใช่ศูนย์มอญศึกษาแบบที่เขาทำตามมหาวิทยาลัยหรือประเทศต่างๆทำ เราต้องการมอญศึกษาที่คนมอญเขาจัดขึ้น แล้วผู้ที่มีความรู้เรื่องมอญนี้มาช่วยกันทำความเข้าใจทั้งคนข้างนอกข้างในมาศึกษา เพราะเวลาเราศึกษาเรื่องมอญเราไม่เห็นคนนะครับ อย่างเวียดนามศึกษา ไทยศึกษา ไปที่คอแนลหรืออะไรต่างๆ นี้ไม่เห็นคน เห็นแต่หนังสือหรืออย่างมากก็เชิญผู้เชี่ยวชาญมาพูดนี่รวมไปถึงท้องถิ่นเลย ผมรู้ว่าที่วัดม่วงนี่สำคัญอย่างไร คนญี่ปุ่นนี่ไปเรียนภาษามอญที่นั่นเยอะ ญี่ปุ่นนี่เป็นชาติที่แปลกเอาประสบการณ์จากความเป็นจริง คนญี่ปุ่นจะเข้าไปตามชุมชนเหล่านี้แล้วอยู่ฝังตัวเลย เขาเห็นจากประสบการณ์ แต่ถ้าเป็นฝรั่งเอาแต่ที่เขาย่อยแล้วก็ไปท่องจำเอาแล้วก็ไปพูดวิเคราะห์กัน แต่ญี่ปุ่นไม่ใช่ ญี่ปุ่นเข้าไปมากเพราะว่าที่วัดม่วง มีคนแก่ๆ ที่เป็นปราชญ์อีกเยอะ แล้วมีวัฒนธรรมมอญที่เป็นฐานเป็นศูนย์กลางได้ดี เพราะอะไร? เพราะเขตวัดม่วงริมสองฝั่งแม่น้ำกลองมีชุมชนและวัดมอญที่ดีที่สุด เพราะจะมีเจดีย์อยู่ข้างหน้าและสภาพแวดล้อมเขารักษาต้นไม้ไว้สูง ถึงฤดูกาลงานประเพณีเขายังทำอย่างมั่นคง ไม่ได้หมายถึงล้าหลังแต่มีความมั่นคง สิ่งที่สำคัญใกล้วัดม่วงนั้นมีหมู่บ้านที่เรียกว่า บ้านนครชุม ที่บ้านนครชุมเมื่อตอนที่เราไปทำพิพิธภัณฑ์วัดม่วง เราพบฐานเจดีย์สี่เหลี่ยมจัตุรัส ซึ่งทำเหมือนเจดีย์ประจำวัด แต่ว่าใหญ่แล้วทำไม่สำเร็จ ทำไม่สำเร็จเพราะอะไร ผมดูฐานเจดีย์นี่สมัยอยุธยาลงมา และชื่อนั้น ชื่อวัดนครชุม วัดนครชุมเป็นชื่อมอญ ครั้งหนึ่งสมัยสุโขทัย สมเด็จพระมหาธรรมราชาลิไทย เอาชื่อนครชุมมาตั้งที่เมืองกำแพงเพชรจึงเรียกนครชุม นครพระชุม คือ มอญเชื่อว่าเมื่อใกล้จะสิ้นศาสนาพระสมนโคดมพระพุทธเจ้านี่ พระอัฐิของพระพุทธเจ้าแล้วเมื่อนั้นไฟบรรลัยกัลป์ไหม้เป็นการสิ้นพระศาสนาของสมนโคดมพุทธเจ้า นั่นคือชื่อที่อยู่ตรงนั้น แล้วเจดีย์หลังนั้นสำคัญมาก สร้างไม่เสร็จ เมื่อสร้างไม่เสร็จเขาทำเป็นรูปสัญลักษณ์ คือ พูดถึงพ่อค้าที่นำเอาสารีริกธาตุมาเผยแพร่ จึงมีรูปพระพุทธเจ้าถือเส้นผม เพื่อจะสื่อให้เห็นว่านั่นคือ พระเกตุ เป็นเจดีย์ที่จะทำเป็นพระเกตุธาตุ เพราะมอญนี่นับถือพระเกตุธาตุ ความเป็นมอญจะเน้นเรื่องพระเกตุธาตุ (เส้นผมของพระพุทธเจ้า) เพราะฉะนั้น ตำนานของมอญจะเน้นเรื่องนี้ อย่างชเวดากองอย่างนี้ไปเน้นเรื่องพระเกตุธาตุและสิ่งเหล่านี้ก็ให้แก่พม่า อันนี้ผมคิดว่ามันจะสื่ออะไรได้หลายอย่าง เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าเราได้ทำมอญศึกษา อธิบายถึงความเป็นมอญตั้งแต่แรกเริ่มมาให้คนมอญได้ศึกษา มันเกิดความเข้าใจในประวัติศาสตร์มอญขึ้นมา คือกล่าวว่าจะหนุนให้พูดถึงความเป็นมอญ เรื่องมอญนี้มันเริ่มตั้งแต่กลุ่มภาษามอญ เขมร ตั้งแต่ยังไม่เห็นความเป็นมอญ แล้วเกิดบ้านเมือ งซึ่งพูดภาษามอญ ตรงนั้นก็ยังไม่เป็นมอญจนกระทั่งมาศตวรรษที่ ๙ จึงปรากฏความเป็นมอญขึ้น เราเริ่มเห็นความเป็นมอญขึ้นเมื่อเกิดแผ่นดิน เกิดรามัญเทศะควบคู่กันไปกับสยามประเทศ กัมพูชาเทศะ อันนี้เราเห็นความเป็นมอญ และตรงนี้จารึกจะเกิดขึ้นที่มีคำว่า เม็ง ราเม็ง พวกนี้สืบทอดขึ้นมา และเวลานี้เราจะเอาตรงไหนเป็นจุดเริ่มต้น เพราะภาษามอญเป็นภาษาเก่า เป็นตระกูล ออสโตรเอเชียติก กลุ่มหนึ่ง บางทีไปสับกันบางคนบอกว่าทวารวดีก็เป็นมอญ เพราะเรายังไม่รู้ตรงนั้น แต่ต้องเอาแก่นที่เป็นรามัญในประเทศของเราด้วย เราจะเห็นความรุ่งเรืองของเขาที่ชัดเจนเลยคือ ที่หงสาวดีเราจะเห็นความเป็นมอญขึ้นมาได้ พอเห็นหงสาวดีเห็นมอญนี่เราเห็นความสำคัญ เพราะมอญไม่ได้อยู่โดดๆ ในขณะมีหงสาวดีมันมีเมืองร่วมสมัยตองอู แปร อังวะ ยะไข่ เป็นอีกพวกหนึ่ง และสังคมคนเหล่านี้ผสมทั้งนั้น เพราะฉะนั้นขอให้เข้าใจตรงนี้ว่ามันผสมกัน เมื่อต้นตระกูลกษัตริย์มอญที่สำคัญของราชาธิราชคือ มะกะโท ก็เป็นไทยใหญ่ หลังราชาธิราชแล้วหลานหรือลูกสาวราชาธิราชก็เป็นมเหสีของพระเจ้ากรุงอังวะผสมกัน แล้วก็ไปเน้นเรื่องชเวดากอง พูดถึงพม่า บุเรงนอง ตะเบงชะเวตี้ เข้ามาตีหงสาวดี พวกนี้เป็นมอญหมด เพราะฉะนั้นเอาจริงๆ แล้ว พม่าเขาไม่ได้ยกย่องบุเรงนอง ไม่ได้ยกย่องตะเบงชะเวตี้ เขาถือว่าเป็นมอญ เรานี่ไปช่วยพม่าเสริมถึงขุดวังบุเรงนองขึ้นมา สิ่งที่เป็นอัตลักษณ์ของพม่าคือ ราชองค์กองบอง พอมาสมัยบุเรงนองมันกลมกลืนกันไปหมด แล้วมีการผสมผสานกันกับพวกชาน พวกมอญอะไรต่างๆ นี้มาก ต้องเข้าใจถึงสิ่งต่างๆ เหล่านี้ว่าครั้งหนึ่งมอญรุ่งเรืองอย่างไร และสิ้นสุดอย่างไร และเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไร เพราะฉะนั้นศูนย์มอญศึกษาจะให้ทำความเข้าใจกันตรงนี้ เราเห็นจุดเด่นที่สำคัญของมอญคือ เรื่องพระพุทธศาสนา แล้ววีรบุรุษของมอญแต่ละคนจะเน้นเรื่องศาสนาทั้งนั้น ที่ชื่อสมิงทอ สมิงทอนี่ไม่ได้มีคนเดียวนะ สมิงทอนี่เป็นข้าตะเบงชะเวตี้ และคนสุดท้ายที่พยายามจะขอลูกสาวพระบรมโกศ ที่จริงน่าจะได้เมียเป็นคนเชียงใหม่ที่จะกู้ชาติได้ คือใช้ความสัมพันธ์ทางเครือญาติ แม้กระทั่งเรื่องพุกาม กษัตริย์ที่สำคัญของพุกามชื่อ จันสึกผา เข้าใจว่าเป็นมอญด้วยซ้ำไปแต่ไปแต่งงานกับพม่า พม่าเอาเข้าจริงแล้วมันคละกันไปหมด พม่าเองก็ได้รับอิทธิพลจากมอญ ตรงนี้ต้องเข้าใจว่ามอญเป็นชาติที่มีอารยธรรม ผสมผสานอยู่ที่โน่นที่นี่ นี่คือสิ่งที่เราอยากจะให้เข้าใจตรงนี้ จากความเข้าใจก็พูดถึงความเป็นไทย ปัจจุบันไทยรับอิทธิพลจากมอญมาในด้านพระพุทธศาสนาตามลายลักษณ์ พระมหาธรรมราชาลิไทย เมื่อตอนเสด็จออกผนวชท่านต้องเชิญพระมหาสวีมีสังฆราชมาเป็นอุปปัชฌาย์ แล้วพุทธศาสนาต่างๆ นี้มาจากมอญเป็นแถวเลย พระจอมเกล้าฯ ท่านก็เอามอญเข้าไปเกี่ยวข้อง จนกระทั่งรัชกาลที่ ๓ บอกว่าอีกหน่อยพระแต่งตัวเป็นแบบมอญหมด นี่มันคละกันตรงนี้ แต่ที่สำคัญคือสังคมไทยเมื่อ ๔๐ ปีที่ผ่านมาไม่รู้จักอดีต จึงไม่รู้จักโคตรเหง้าของตัวเอง ฉะนั้นจึงพร้อมที่จะเอาตะวันตกมาใช้ฉาบด้วยบ้าๆ บอๆ อย่างคราวที่แล้วที่เรียกเด็กเป็นควาย มันอยู่ที่คอนเสิร์ตนั้นแหละ เพราะคอนเสิร์ตนั่นมันไม่มีโครงสร้าง จึงทำให้เกิดการตีกัน

 

คุณวลัยลักษณ์ ทรงศิริ

ท่านผู้มีเกียรติ อาจจะมีความคิดเห็นเพิ่มเติมหรือว่าอาจจะสอบถามอะไรก็เรียนเชิญค่ะ

 

คุณธวัชพงษ์ มอญดะ

ก่อนจะเข้าชมหรือศึกษาศูนย์วัฒนธรรมขอให้ติดต่อล่วงหน้าสักอาทิตย์หนึ่ง เราจะได้จัดคณะกรรมการไว้ต้อนรับ ถ้าจะติดต่อกับศูนย์วัฒนธรรมโดยตรงจะมีเบอร์โทรศัพท์มีอยู่ในคู่มือ ถ้าติดต่อทางโทรศัพท์ไม่ได้ก็ให้ติดต่อที่ศูนย์การท่องเที่ยว กทม. เชิงสะพานปิ่นเกล้า

 

คุณวลัยลักษณ์ ทรงศิริ

ก็ลักษณะทางนี้ก็คงมีเครือญาติกันทั้งหมด ท่าจีน มหาชัย อะไรอย่างนี้ เพราะว่ากลุ่มมอญทางนี้ก็เยอะไม่ใช่น้อย อย่างพี่ที่เขามาเสิร์ฟน้ำเมื่อกี้ก็เป็นมอญ แต่ว่าเป็นมอญที่ถูกสะพานพระราม ๒ ผ่านทุกอย่างก็เลยไหลเข้าไปสู่ชุมชน ตอนนี้ก็งงๆ ว่าเป็นอย่างไรบ้าง ทีนี้ความเป็นกลุ่มชาติพันธุ์มอญเห็นอย่างหนึ่งว่าเขาถึงกันหมด อันหนึ่งที่สังเกตได้คืองานศพของพระผู้ใหญ่ที่จะต้องส่งลูกหนูไปประชันกัน แข่งกันอย่างหนึ่ง และเห็นอย่างหนึ่ง คือ เขาจะรู้จักกัน ตั้งแต่สามโคกขึ้นไปบางปะอินลงมาจนถึงนนทบุรี ปากเกร็ด ข้ามไปแม่กลอง ท่าจีน มหาชัย อยากเรียนถามหลายท่านในที่ประชุมนี้เพราะมีหลายท่านที่เป็นกลุ่มมอญกลุ่มต่างๆ ว่า มีการเชื่อมโยงกันอย่างไร และอีกอย่างหนึ่งอาจจะเป็นฐานข้อมูลสำหรับการที่เราจะจัดเรื่องของศูนย์ศึกษามอญศึกษาว่า เราจะสามารถมีกลุ่มเชื่อมโยงอย่างไรได้บ้าง เรียนเชิญอาจารย์เลยค่ะ

อาจารย์โสภณ

ก็อยากจะเรียนให้ทราบว่า การที่มอญอยู่ได้ทุกวันนี้มอญอยู่ได้ด้วยวัฒนธรรมครับ วัฒนธรรมของมอญนี้เข้มแข็งมาก มอญที่มาจากเมาะลำเลิงก็ดี หงสาวดีก็ดี สะเทิงก็ดี เมื่อมาอยู่เมืองไทย ผมเชื่อว่าวัฒนธรรมเดิมของมอญเป็นวัฒนธรรมที่เมืองหลวงออกไปถึงชุมชนมอญทั้งรามัญยประเทศ มอญลำพูนก็ดี มอญลพบุรีก็ดี มอญปทุมธานีก็ดี สมุทรสาคร ราชบุรี เพชรบุรี ฉะเชิงเทรา เหล่านี้ เขามีวัฒนธรรมเหมือนกันหมด แต่เขาจะแตกต่างกับตอนมาเมืองไทย พอมาอยู่เมืองไทยเขาใกล้กับสิ่งที่อาจารย์ศรีศักรพูด คือ เขาจะมีอาหารการกินเริ่มแตกต่างกัน แต่ลักษณะของการกินจะเหมือนๆกัน แล้วภาษาพูดก็แตกต่างกันน้อยมาก คือ เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่ง มอญแต่ละจังหวัดของเมืองไทยสำเนียงไม่ค่อยคล้ายกัน แต่เขาคุยกันรู้เรื่อง เขาฟังกันออก มอญเมืองไทยกับมอญเมืองนอกถ้าฟังกันใหม่ๆ มอญจากพม่า ตอนแรกๆ ยังไม่เทียบคีร์จะยังไม่เข้าใจ แต่พอคุยกันไปสักพักพอเทียบคีร์ได้คุยกันรู้เรื่องแล้ว การที่มอญรวมได้ทั้งสองวัฒนธรรม ศพพระนี่คนมอญถือว่าสูงที่สุด เขาถือว่าเมื่อไม่มีพระพุทธเจ้า นี่ปู่ ย่า ตา ยาย สอนมาเขาบอกว่า ถ้าได้เผาศพพระรูปใดรูปหนึ่ง ถ้าเป็นพระอรหันต์แล้วคนที่ไปเผาตายแล้วไม่ตกนรก เพราะฉะนั้นคนมอญ เมื่อมีศพพระภิกษุสงฆ์เขาจะบอกกันทั่วถึง ศพพระที่พระประแดง มอญราชบุรี สมุทรสาคร ปทุมธานี ลพบุรี เขาจะรู้เขาจะมาเผากันหมด มอญเขาเชื่ออย่างนั้น เขาบอกว่าถ้ารู้แล้วให้รีบไป ย่าผมนี่เป็นคนหนึ่งที่เชื่อยาก เขาบอกว่ามีเทพที่ไหนไปเถอะลูก พระองค์นั้นอาจจะเป็นพระอรหันต์ พระโสดาบันหรือเป็นอะไร เราได้ฟังธรรมท่านแล้วนี่ปัญญาเราจะเกิด แล้วเกิดชาติใดจะไม่เป็นคนโง่ เป็นคนฉลาดถ้าได้ฟังธรรมของพระ และได้เผาศพพระแล้ว อานิสงส์หาอีกไม่ได้ เพราะฉะนั้นคนมอญจะนิยมเผาศพพระมาก นี่คือมอญอยู่ได้ด้วยกันเพราะวัฒนธรรม ขณะนี้ปางมอญบางแห่ง ภาษาหาย แต่วัฒนธรรมยังอยู่ ที่พระประแดงภาษาหายไปเกือบหมดแล้วแต่ว่าวัฒนธรรมเขาอยู่เขายังมีจิตสำนึกของความเป็นมอญ

คุณพิศาล ปลัดสิงห์

ผมพิศาล ปลัดสิงห์ ทำข่าวสารมอญอยากจะเสริมอาจารย์โสภณ นิดหนึ่งตรงที่ว่า อาจารย์ถามว่าคนมอญในเมืองไทยเขารวมกันได้อย่างไร ในประเทศไทยมีองค์กรอยู่ ๒ องค์กรใหญ่ๆ คือ สมาคมไทย–รามัญ ซึ่งปัจจุบันนี้ ศาสตราจารย์นายแพทย์ สุเอ็ด คชเสนีย์ เป็นนายกสมาคม มีที่ตั้งอยู่ที่บางกะดี่เท่านั้น ตั้งอยู่ก่อนถึงวัด เข้าไปก่อนถึงวัดนิดหน่อยจะมีทางแยกไปขวา อีกชมรมหนึ่งคือ ชมรมเยาวชนมอญกรุงเทพ ชมรมเยาวชนนี้ความจริงไม่ใช่เยาวชนมีแต่แก่ๆ ทั้งนั้น มาเป็นกรรมการเป็นสมาชิกกันหมด ตัวผมเองเป็นคนทำข่าวสารมอญออกแจกจ่าย ๒ เดือนต่อหนึ่งฉบับ เกี่ยวกับเรื่องอาหารที่กล่าวว่าอาหารมอญนี้เป็นคล้ายๆ เสน่ห์ของคนมอญ ทีนี้บางคนที่เป็นคนมอญยังไม่ทราบว่าแกงกระเจี๊ยบ แกงลูกซ่าน แกงลูกซ่านจะคล้ายๆ มะเขือพวง มีความเป็นมาอย่างไร บางคนมีคนไทยเชื้อสายมอญถามว่า แกงพวกนี้แกงอย่างไร ความจริง ความจริงกระเจี๊ยบไม่ใช่ของมอญ กระเจี๊ยบนี่ เมื่อประมาณทางอินเดียก็กิน เมื่อสัก ๓๐ ปีที่แล้ว ผมอยู่ที่อเมริกาเมื่อเข้าไปซุปเปอร์มาเก็ตก็มีกระเจี๊ยบขาย เพราะฉะนั้นกระเจี๊ยบนี่เป็นอินเตอร์เนชั่นแนล แต่ลูกซ่านยังเป็นของมอญอยู่ ที่เป็นของมอญ เพราะว่า มะตาดกับลูกซ่านมันเป็นต้นขึ้นอยู่ที่ทิวเขาตะนาวศรีเส้นแบ่งเขตแถบไทยพม่า เมื่อประมาณ ๒๐๐ ปีที่แล้วมา คนมอญหนีมา หนีมาเป็นเดือนไม่มีอะไรกินก็ไปเก็บลูกซ่านกับมะตาดมา ลูกซ่านกับมะตาดเมื่อนำมาต้มมันจะเป็นเรือกๆ มันลื่นคอ ก็เลยเป็นอาหารของมอญไปจนทุกวันนี้ โดยคนมอญนำเอามาปลูกที่ปากเกร็ดบ้าง ปทุมบ้าง ทุกวันนี้ต้องไปหาซื้อที่ปทุมธานี

คุณวลัยลักษณ์ ทรงศิริ

มะตาดนี่เคยเห็นมีขายเป็นพวงๆ ที่ปทุม ก็ยังแปลกใจเวลาไปเดินเที่ยวว่า ลูกอะไร มีคนบอกว่าเอามาแกงแล้วอร่อยดี มีใครจะแสดงความคิดเห็นอีกไหมคะ ขอเชิญค่ะ

คุณสุนทร ศรีปานเงิน

ผมสุนทร ศรีปานเงิน ผมจะเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องมอญศึกษาอีกนิดหนึ่ง คือ มอญไม่ได้มีแต่ในเรื่องวัฒนธรรมประเพณีอย่างเดียว แต่เรื่องข้อคิด – อารยธรรมของมอญในอดีตนั้น ซึ่งมีจารึกไว้ในใบลานมีอยู่พอสมควร ไม่ใช่เกี่ยวกับเรื่องพระพุทธศาสนาเพียงอย่างเดียว ข้อคิดอย่างนี้ยังใช้ได้อยู่มากในการแก้ปัญหาสังคมปัจจุบัน ยกตัวอย่าง ปัญหาสังคมครอบครัว ปัญหาครอบครัวมีไปทั่วทุกชาติทุกภาษา มีทะเลาะเบาะแว้ง มีตีกันบ้างในสามีภรรยา ปัญหาอย่างนี้มอญในสมัยก่อนปฏิบัติกันอย่างไร ยกตัวอย่างง่ายๆ มอญไม่ใช่เอาอารยธรรมจากพระพุทธศาสนาอย่างเดียว ประเพณีดั้งเดิมมอญเขาสะสมไว้และนำมาประยุกต์ใช้กับพระพุทธศาสนา ก็เลยใช้ได้เป็นผลและรุ่งเรืองพอสมควร วิธีแก้ปัญหาครอบครัว วิธีของมอญเป็นการป้องกันปัญหาก่อน ปัญหาครอบครัวมีข้อควรปฏิบัติ สามีภรรยาควรปฏิบัติกันอย่างไร แม้กระทั่งการพูด การปรนนิบัติ อย่างนี้เป็นต้น เป็นการให้ครอบครัวมีความใกล้ชิดและเอื้ออาทรต่อกัน มีการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืนชั่วกาลนาน สรุปแล้วปัญหาที่จะเกิดเกี่ยวกับการพูด การปฏิบัติ การกระทำ คนมอญสอนให้ก่อนจะพูดจะทำอะไรให้คิดไตร่ตรองเสียก่อน ฉะนั้นเรื่องมอญศึกษาผมอยากจะให้ผู้ที่เกี่ยวข้องอยากจะให้เน้นเรื่องวิธีคิดของมอญเอามาประยุกต์ใช้กับปัจจุบันด้วย ขอบคุณครับ

คุณวลัยลักษณ์ ทรงศิริ

มีใครจะเพิ่มเติมอีกไหมคะ เห็นว่านอกจากเรื่องของการปฏิบัติแล้ว ที่เป็นมอญที่ค้าขายก็มีศีลธรรม เป็นศีลกำหนดมีข้อห้าม สำหรับผู้ค้าขายด้วยเหมือนกัน ที่บ้านศาลาแดงเขาเป็นมอญที่ค้าขายขึ้น – ล่องค้าขายกันตลอด เขาจะมีข้อห้าม เขาจะไม่ค้าสัตว์มีชีวิต อะไรอย่างนี้ หรือไม่ก็ค้าเครื่องโอ่ง ไห หม้อ ชาม นี้ไป มีใครเพิ่มเติมอีกไหมคะ อาจารย์จะสรุปอะไรสักนิดไหมคะก่อนที่เราจะแยกย้ายกันไป

อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม

ผมคิดว่าตรงนี้เป็นการเริ่มต้นที่ดี ก่อนที่จะมีมอญศึกษา เรามีการเสวนาพูดคุยกัน หลายท่านก็แสดงความคิดเห็น ก็มีข้อมูลใหม่ๆ ขึ้นมา ที่น่าสนใจ สิ่งที่ไม่ตกอับ ถ้าเราฟื้นฟูอะไรบางอย่าง อย่างเช่นอาหารการกิน หลักธรรมต่างๆ เหล่านี้มันจะช่วยได้เยอะทีเดียว นี่เป็นหัวใจบางอย่างที่เราจะปรับสูตรด้วยกัน สิ่งสำคัญก็คือทำให้เราได้รู้จักกัน สิ่งเหล่านี้มันไม่มี แล้วอีกสิ่งหนึ่ง เมื่อกี้พูดถึงตระกูล ท่านรู้ไหมว่า สมัยโบราณการสร้างบ้านแปงเมือง เวลาเขาสร้างให้คนอยู่เขาต้องสร้างให้อยู่อย่างยืด อยู่กันเป็นตระกูล ปัจจุบันนี้เราอยู่แบบซุกหัวนอน เพราะฉะนั้นท้องถิ่นที่เป็นชุมชนชาติพันธุ์นี่อยู่กันเป็นตระกูลทั้งสิ้น ฉะนั้นในพระราชนิพนธ์กรมพระราชวังบวรสุรสีหนาทท่านพูดเลยว่า เสียยศ เสียศักดิ์ นัคเรศ เสียทั้งนิเวศน์วงศา เสียทั้งตระกูลนานา เสียทั้งไพร่ฟ้าประชาชน เพราะฉะนั้นเจ้าบ้านผ่านเมืองสมัยก่อนเขาสนับสนุนให้คนอยู่ในท้องถิ่นอุปถัมภ์ แล้วอยู่กันยืดเป็นตระกูล ความเป็นตระกูลมันคลุมทั้งชื่อเสียงเกียรติภูมิของคนด้วย สิ่งเหล่านี้เราขาด แล้วตระกูลก็คือเรื่องของแฟมิลี่นี่เอง ปัจจุบันนี้เราไม่เข้าใจ เพราะเราสอนให้คนเป็นปัจเจกตัวใครตัวมัน วัฒนธรรมมอญ วัฒนธรรมพุทธศาสนาเป็นการนำชาดกมาใช้นั้น เป็นวัฒนธรรมของการให้ทานกับเป็นวัฒนธรรมของการให้ มอญ พม่า มีแต่สิ่งที่คนชื่นชมเขา ไปพม่านี่เจดีย์เยอะเหลือเกิน ผมคิดว่ามีวัดอยู่ ๒ อย่าง ในกลุ่มมอญ พม่า เรามีวัดอย่างเดียวเราไปมั่วกันหมด วัดของมอญ พม่านี่เป็นวัดที่พระสงฆ์องค์เจ้าอยู่ แต่ขณะเดียวกันก็มีวัดที่ไม่มีพระแต่เป็นเจดีย์ แล้วตรงเจดีย์นั่นเป็นที่เขานั่งภาวนา โดยเหตุนี้เราจึงพบลูกปะคำเป็นสัญลักษณ์ของมอญ พม่า ไปที่ไหนก็เจอลูกปะคำ แต่ของเราเจอพระเครื่อง การนับปะคำมันมีความสุข เวลาผมไปเที่ยวผมจะเห็นคนแก่นั่งนับปะคำอยู่หน้าพระเจดีย์ แล้ววัดของเขานี่เป็นวัดที่สร้างความสัมพันธ์ต่อสังคม วัดมอญ พม่านี่คนแก่ ลูกเต้าก็จูงกันเข้าไปวัด เพราะวัดเป็นพื้นที่สาธารณะ ที่ทำให้คนมาพบปะกัน พร้อมทั้งชื่นชมในศิลปวัฒนธรรม สิ่งเหล่านั้น คือ ความร่มรื่นทั้งสิ้น แต่สิ่งเหล่านี้ขาดไป ในสังคมเราไม่มีสิ่งเหล่านี้เลย วัดเราก็ใช้ไม่ได้ วัดกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว ดูแต่วัดโพธิ์เป็นตัวอย่าง และเป็นวัดที่ไม่รักษาพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ เพราะฉะนั้นความเป็นศักดิ์สิทธิ์และสาธารณ์ไม่มีในวัดไทย แต่มอญพม่าเขามี เพราะฉะนั้นคนเราต้องมีกาลเทศะ มีมิติของวิจิตวิญญาณ มอญที่ให้ตัวอย่างอย่างมากเวลาเข้าไปจะเห็นสิ่งเหล่านี้ เพราะฉะนั้นถ้าหากเราฟื้นศูนย์มอญศึกษาได้ มันฟื้นไม่ใชแค่่เรื่องอาหารการกิน มันฟื้นหลายๆ อย่างที่เข้าใจชีวิตวัฒนธรรม อารยธรรมมอญ แล้วสิ่งเหล่านี้จะเป็นสิ่งที่เราเอามาใช้ในการที่ปรับปรุงชีวิตเราในปัจจุบัน อนาคตหรือไม่ เพราะขณะนี้ผมว่าเทรนในการมองอนาคตตอนจบไม่ได้ เราต้องหวนกลับมาทบทวนกันเอง จึงจะอยู่ได้ นี่เป็นเรื่องที่สำคัญ สิ่งเหล่านี้พวกเราก็กำลังลงไปปลุกมุสลิมทางปัตตานีก็เห็นความเชื่อมั่นในศาสนา ความสัมพันธ์กับระบบนิเวศน์ที่ละเอียดอ่อนของเขา แต่เราจากข้างนอกไม่เข้าใจ เพราะฉะนั้นสังคมไทยนี่ยุ่งเหยิงขณะนี้คือไม่รู้จักกัน เราเอากลุ่มใดกลุ่มหนึ่งไปตัดสินแล้วก็มองด้วยมิติปัจจุบันและอนาคตเท่านั้น ซึ่งมันอันตราย และผมขอจบแค่นี้ ผมคิดว่าเป็นจุดเริ่มต้น เราควรจะมีการเสวนากันบ่อยๆ ต่อไปอาจมีพวกพวน พวกกะเหรี่ยงมาพูดกัน และตรงนี้มันจะนำไปสู่การสร้างหลักสูตรที่ดี เพราะฉะนั้น มูลนิธิฯ จะขอ ปวารนาตัวว่าที่นี่จะให้เป็นแหล่งที่มีความสัมพันธ์กัน และต่อไปเราก็จะขยายกิจกรรมความสัมพันธ์เข้าสู่เมืองโบราณ วันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๖ ก็จะเป็นวันตายของคุณเล็ก วิริยะพันธุ์ นักขุดค้นทางปัญญาของอดีต ท่านได้เที่ยวไปตามที่ต่างๆ แล้วนำเอาสิ่งเหล่านั้นมาสร้างที่เมืองโบราณ ของที่สร้างที่เมืองโบราณไม่ได้สร้างที่รูปแบบ สร้างความหมายทั้งสิ้น มูลนิธิฯ จะกระตุ้นเรื่องเกี่ยวกับการศึกษาท้องถิ่นชาติพันธุ์นี้ต่อไป ขอบคุณครับ

คุณวลัยลักษณ์ ทรงศิริ

ขอบคุณมากนะคะ ขอสรุปนิดหนึ่ง ชอบที่อาจารย์ศรีศักร บอกคำว่า มอญนี้สิ้นแผ่นดินแต่ไม่สิ้นชาติ เราคงจะต้องมีกิจกรรมและความรู้ในเรื่องของมอญศึกษานี้ต่อไปนะคะ ขอประชาสัมพันธ์ที่อาจารย์พูดถึง ในวันที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๖ ขอเรียนเชิญทุกท่านที่สนใจ เป็นวันจันทร์ เราจะมีกิจกรรมที่เมืองโบราณ ในช่วงบ่ายๆ จะมีเสวนาในเรื่องของการสร้างความรู้ท้องถิ่น หลังจากนั้นจะมีหนังใหญ่ของวัดสว่างอารมณ์ เป็นเยาวชนที่ทำพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเหมือนกัน ก็จะจัดเล่น ปี่พาทย์ ๒ วง แบบโบราณ ขอเรียนเชิญทุกท่านที่เมืองโบราณ ขอขอบพระคุณอาจารย์ศรีศักร คุณธวัชพงษ์ และขอขอบคุณแขกผู้มีเกียรติทุกท่าน ขอบคุณค่ะ

 

------------------------------------------------------------------------------