ถอดเทปการเสวนา
เรื่อง การสร้างความรู้ท้องถิ่น แนวคิด วิธีการ และประสบการณ์



งานวันเล็ก-ประไพ รำลึก ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๔๖ ครั้งที่ ๑

ณ เมืองโบราณ บางปู สมุทรปราการ

คุณอาภาภิรัตน์ วัลลิโภดม

 สวัสดีค่ะท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน พวกเรามานั่งคิดกันว่าในวันครบรอบการจากไปของเสี่ยเล็ก จะทำอะไรได้บ้างที่นอกเหนือจากการทำบุญทำกุศล ก็เลยมานั่งคิดกันว่าจริงๆ แล้ว อะไรเป็นอุดมการณ์เป็นความปรารถนาในชีวิตของเสี่ยเล็ก ซึ่งตลอดระยะเวลา ๔๐ ปี ที่เสี่ยเล็กทำงานในช่วงสุดท้ายของชีวิตท่านนี่มักจะอุทิศไปที่การลงทุนไปกับกิจกรรมที่ก่อให้เกิดภูมิปัญญากับมนุษยชาติ งานวันนี้ก็เลยเกิดขึ้น อย่างวันนี้ช่วงเช้าที่ผ่านมาจะเป็นการอบรมความรู้ศิลปวัฒนธรรมไทยแก่เยาวชน รู้เรื่องสถานที่ในเมืองโบราณ ๕ สถานที่หลัก ซึ่งน้องๆ ที่มาจาก ๒๒ โรงเรียน ๑๙ โรงเรียนจากเขตจังหวัดสมุทรปราการ และจากเขตอื่นๆ รวมทั้งหมด ๒๘๐ คน ก็คงได้ไปชิมที่โน่นที่นี่แล้ว มีทั้งตลาดบก ตลาดน้ำ ระบบสัญลักษณ์ปลายนา พระที่นั่งสรรเพชญมหาปราสาท บ้านเรือนพื้นบ้านภาคเหนือ ในช่วงนี้เป็นช่วงที่สอง ในการจัดกิจกรรมในวันที่ ๑๗ นี้ เป็นการเสวนาเรื่องการสร้างความรู้ท้องถิ่น แนวคิด วิธีการ และประสบการณ์ การตั้งหัวข้อในการเสวนานี้ขึ้นมาเป็นเพราะว่า ทั้งชีวิตของเสี่ยเล็กโดยเฉพาะในช่วง ๔๐ ปี ที่เสี่ยเล็กมาทุ่มกับการสร้างเมืองโบราณและวารสารเมืองโบราณ ก็คือมีการออกไปหาประสบการณ์ท้องถิ่น ใช้ความรู้ท้องถิ่น หาความหมายที่อยู่ในระบบวัฒนธรรมท้องถิ่น แล้วนำมาสร้างเป็นรูปธรรม ที่พบจากเมืองโบราณให้เห็นภาพรวมทั้งหมดของสังคมและวัฒนธรรมไทย เพราะฉะนั้นความรู้ท้องถิ่นหรือมุ่งไปสู่มาตุภูมิจึงมีความสำคัญมากในการที่จะเข้าใจศิลปวัฒนธรรมไทย ด้วยความที่อยากจะสื่อสารอุดมการณ์ของเสี่ยเล็กในการสร้างองค์ความรู้ท้องถิ่น เราจึงจัดการเสวนาในช่วงนี้ขึ้นมา

ซึ่งวิทยากรแต่ละท่านไม่ธรรมดาเลย ขอแนะนำวิทยากรที่เป็นฝ่ายหญิงก่อน อาจจะกล่าวได้ว่าในสังคมไทยก่อนการเข้ามาของการรับวัฒนธรรมตะวันตกโดยเฉพาะในท้องถิ่นหรือหมู่บ้านนี้ อาจารย์ปราณี ซึ่งเชี่ยวชาญมากเกี่ยวกับเรื่องเพศและวัฒนธรรมอยู่กับเราแล้วนะคะ อาจารย์คงจะบอกได้ว่าลักษณะของสังคมไทยเป็นลักษณะที่เรียกว่า " แบตตริคโอเพอร์ " ไม่ใช่ " แบตตริคอาร์คี " แบตตริคอาร์คี คือ การที่ผู้หญิงเป็นใหญ่ แต่แบตตริคโอเพอร์ คือ การที่ผู้หญิงเป็นศูนย์กลางในการทำกิจกรรมเป็นส่วนมาก ซึ่งมักจะเป็นกิจกรรมที่อยู่ในบริเวณครัวเรือน เป็นกิจกรรมที่มักจะไม่ค่อยให้ความสำคัญเท่าใดนัก แต่มีผลอย่างมากในการดำรงชีวิตทางสังคม เพราะฉะนั้นจะขอแนะนำอาจารย์ปราณีก่อน อาจารย์ปราณี ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง รองศาสตราจารย์ อยู่ที่ภาควิชามานุษยวิทยา คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร มีความรู้ทางท้องถิ่นอย่างลึกซึ้ง เพราะว่าเป็นผู้ก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นจัดร่วมกับอาจารย์ศรีศักร มาตั้งแต่ยุดแรกๆ จะเห็นตัวเล็กๆ อย่างนี้ จริงๆ แล้วเป็นผู้หญิงที่แกร่งมาก ลุยมาก ไปไหนไปนั่น อาจารย์บอกว่าการรู้ ความรู้ทำงานด้านมานุษยวิทยานอกจากจะรู้ท้องถิ่นแล้ว ความรู้ท้องถิ่นยังต้องเกิดจากการเปรียบเทียบ และความรู้ การรับรู้ทางกลุ่มชาติพันธุ์วิทยาก่อให้เกิดการตั้งคำถามและย้อนมามองตัวเองได้ว่า เรากับเขาแตกต่างกันอย่างไร จะมีทั้งความเหมือนและความแตกต่างของมานุษยชาติ แนะนำอาจารย์ปราณี ไปแล้ว ขอแนะนำผู้หญิงแกร่งอีกท่าน เป็นคนใน คนในในที่นี้หมายถึง เป็นนักวิชาการด้วยและในขณะเดียวกันก็เป็นผู้ที่อยู่ในท้องถิ่น โดยเฉพาะในท้องถิ่นที่เรียกว่าหมู่บ้านยี่สาร อาจารย์สิริอาภา รัชตะหิรัญ ผู้เป็นตัวตั้งตัวตีก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ยี่สารขึ้นมา ผู้หญิงท่านนี้ก็ตัวเล็กอีก เริ่มต้นที่ท่านอาจารย์เดินเข้าไปหาที่ปรึกษาของมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ แล้วบอกว่า " ดิฉันอยากทำพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น " ตั้งแต่วันนั้นมาจนถึงวันนี้เกือบ ๑๐ ปีแล้ว พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นยี่สารงอกงามเติบโตอย่างน่าชื่นชม เพราะถ้าใครอยู่ร่วมกระบวนการและได้เห็นความเติบโตแต่แรกจะเห็นว่าเริ่มจากศูนย์ แม้ว่ายี่สารจะมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมคือมีศาลาการเปรียญที่ตอนนี้ได้ใช้เก็บวางวัตถุทางพิพิธภัณฑ์ แต่ว่าความยากลำบากอื่นๆ ก็มี แต่ว่าอาจารย์ก็สามารถฟันฝ่าตรงนี้มาได้ แล้วในที่สุดพอมาถึงวันนี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงเสด็จมาเปิดเมื่อปีที่แล้ว จนกระทั่งตอนนี้มีผลิตภัณฑ์ของยี่สารออกมาซึ่งเป็นผลต่อเนื่องจากการตั้งพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น คือ อาจารย์สิริอาภา ได้จัดตั้งกลุ่มผู้หญิงที่มัดย้อมที่ได้จากเปลือกไม้จากป่าชายเลนไม่ว่าจะเป็นแสมหรือตะบูน

ต่อไปจะขอแนะนำทางด้านฝ่ายชาย นมัสการพระคุณเจ้า บุคคลที่จะแนะนำต่อไปนี้เป็นเจ้าอาวาสวัดศรีสุทธาวาส อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย เป็นบุญที่ได้มาพบท่านวันนี้ เพราะคุณวลัยลักษณ์ ทรงศิริ ซึ่งได้มีโอกาสเดินทางไปร่วมงานกับท่าน พูดเสมอว่า ที่เวียงป่าเป้าโดยเฉพาะที่ วัดที่พระอธิการบรรพต คำภีโร จัดการเรื่องพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นอยู่ ใช้คำว่าเหมือนสวรรค์ ท่านเป็นพระหนุ่ม วัยต้น ๔๐ ปีของท่าน ท่านมีความรู้ลึกซึ้งเกี่ยวกับถิ่นฐานท้องถิ่นของตนเอง ดำเนินการจัดทำพิพิธภัณฑ์ร่วมกับมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ มาเป็นเวลา ๔ ปีแล้ว และท่านก็เป็นหนึ่งในนักวิจัยท้องถิ่นที่ทำงานวิจัยร่วมกันกับนักวิชาการภายนอก โดยการสนับสนุนของ สกว. หรือที่เรียกชื่อเต็มๆว่า สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ในโครงการอบรมและวิจัยเชิงปฏิบัติการทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี และชาติพันธุ์ ท่านสุดท้าย อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาเมืองโบราณและมูลนิธิเล็ก – ประไพ วิริยะพันธุ์ อาจารย์ให้ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่อง กระบวนการเรียนรู้ร่วมกันที่เกิดจากการออกไปมีประสบการณ์จริงๆในท้องถิ่น ปัจจุบันอาจารย์มีอายุ ๖๕ ปีแล้ว แต่แข็งแรงมากจนลูกศิษย์ลูกหา ลูกสาวและภรรยาจะรับมือไม่ค่อยได้ เคล็ดลับของอาจารย์ซึ่งคนนอกจะไม่ค่อยทราบว่า ทำไมอาจารย์ถึงแข็งแรงปานนี้ อาจารย์บอกว่ามาจากแรงบันดาลใจจากคุณเล็ก หรือเสี่ยเล็ก อาจารย์บอกว่า เสี่ยเล็กนี่เข้าถึงบางสิ่งบางอย่างที่น้อยคนจะเข้าถึง คือเสี่ยเล็กจะเข้าใจอดีต แล้วแกนกลางของอดีตคือ ความรู้สึกโหยหาที่บางครั้งเคยย้อนกลับไปมองอดีตที่เคยรุ่งเรืองมาก่อน ซึ่งอันนี้เป็นมุมมองด้านเดียว แต่ว่าความโหยหาเหล่านี้ มันทำให้เกิดสุนทรียะ ซึ่งแสดงผ่านออกมาทางวรรณคดีหรือวรรณกรรมต่างๆ แล้วสุนทรียะต่างๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่จรรโลงความเป็นมนุษย์ เป็นสิ่งที่คล้ายๆ เป็นยาอายุวัฒนะที่ทำให้เดินเหินทำงานอยู่ได้ อีกท่านหนึ่งคือ คุณกุศล เอี่ยมอรุณ หรือ "พี่ช้าง " ซึ่งจะเป็นผู้ดำเนินรายการ พี่ช้างเป็นบรรณาธิการหนังสือท่องเที่ยวและคอลัมน์ชุดท่องเที่ยวที่เรียกว่า " นายรอบรู้ " พี่ช้างยังมีความสุขเดินทางไปตามท้องถิ่นต่างๆ รวมทั้งต่างประเทศ และล่าสุดเพิ่งกลับมาจากอินเดีย นอกจากนั้นพี่ช้างยังร่วมงานกันกับพี่แอน สุดารา สุจฉายา ในการทำหนังสือท่องเที่ยวชุดความรู้ความเข้าใจในแผ่นดิน แนะนำทุกท่านครบแล้ว ขอมอบหมายหน้าที่ให้พี่ช้างต่อไปเลยค่ะ

คุณกุศล เอี่ยมอรุณ

ขอบคุณครับ ผมขอกราบนมัสการนิมนต์ เรียนเชิญท่านอาจารย์ทุกท่านข้างบนนี้ครับ ขอกล่าวสวัสดีท่านผู้มีเกียรติอีกครั้ง ผมคิดว่าเป็นการแนะนำท่านผู้ร่วมเสวนาได้อย่างมีรสชาติและฟังได้อย่างเพลิดเพลินทีเดียว ผมอยากจะย้ำอีกครั้งหนึ่งว่าข้างบนเวทีนี้ ถ้าจะว่าไปแล้ว สามารถแบ่งออกเป็นสองฝ่ายด้วยกัน ฝ่ายหนึ่งเป็นนักวิชาการผู้กำหนดแนวคิด วิธีการ ซึ่งจะตรงกับหัวข้อวันนี้ว่า เราจะเสวนาเรื่อง การสร้างความรู้ท้องถิ่นแนวคิด วิธีการและประสบการณ์ สองท่านนี่เป็นแนวคิดวิธีการคือ อาจารย์ศรีศักร วัลลโภดม กับ อาจารย์ปราณี วงศ์เทศ ซึ่งเดี๋ยวท่านจะมาพูดในประเด็นเหล่านี้แหละครับ ส่วนอีกสองท่าน คือ ท่านเจ้าอาวาสพระอธิการบรรพต เจ้าอาวาสวัดศรีสุทธาวาส จังหวัดเชียงราย กับอาจารย์สิริอาภา รัชตะหิรัญ พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นบ้านเขายี่สาร ทั้งสองท่านนี่ อาจารย์ศรีศักร ท่านย้ำมาว่าเป็นผู้มีประสบการณ์โดยตรง ซึ่งวันนี้ท่านจะมาถ่ายทอดให้ฟังว่า สิ่งที่ท่านทำประสบการณ์ของท่านนั้นเป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งผมคิดว่าผมคงจะเริ่มต้นจากอาจารย์ศรีศักรก่อน มาพูดถึงแนวความคิดวิธีคิดในเรื่องของการสร้างกระบวนการเรียนรู้ในเรื่องภูมิปัญญาท้องถิ่น แต่ก่อนที่ผมจะให้อาจารย์ศรีศักรพูด ผมอยากที่จะเน้นย้ำว่า อยากให้บรรยากาศของการพูดคุยในวันนี้เป็นกันเอง ในขณะเดียวกัน ในระหว่างที่ท่านหนึ่งท่านใดพูด แล้วท่านสนใจที่จะแลกเปลี่ยนหรือซักถาม ผมคิดว่าจะเป็นบรรยากาศที่ดีมาก เรานั่งอยู่ในบรรยากาศที่ดีในเมืองโบราณ ซึ่งเป็นสิ่งที่เสี่ยเล็กท่านได้รังสรรค์ สร้างสรรค์ขึ้นมา เพราะฉะนั้นเราคิดว่า เราใช้โอกาสที่ดีอย่างนี้ บรรยากาศที่ดีอย่างนี้ร่วมทำให้เกิดประโยชน์ที่สุด ในโอกาสแรกนี้อยากให้ อาจารย์ศรีศักร พูดถึงว่า ท่านมีแนวคิดหรือวิธีการอย่างไร ในเรื่องของการสร้างความรู้ท้องถิ่น และท้องถิ่นจริงๆ ต้องสร้างความรู้หรือเปล่า หรือว่ามีอยู่แล้ว ขอเรียนเชิญอาจารย์ครับ

อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม

 สวัสดีครับ นมัสการพระคุณเจ้า ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพ คือ วันนี้เราอยากจะมาคุยกันเรื่องการสร้างความรู้ท้องถิ่น ผมอยากจะท้าวไปถึงประเด็นที่มันเกิดขึ้น ประเด็นนี้มันเกิดขึ้นเราย้อนไปสักประมาณ ๔๐ ปี ตั้งแต่สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรี เราจะพบว่าได้มีการพัฒนาประเทศกันอย่างมากมาย ฉะนั้นการพัฒนาประเทศนี้จะเข้าไปเกี่ยวข้องกับท้องถิ่นทั้งสิ้น แต่เวลาทำงานปรากฏว่าท้องถิ่นไม่มีส่วนร่วมเลย เป็นการพัฒนาจากข้างนอกไปทั้งสิ้น เราจะทำอะไรก็ไปจากข้างนอก เป็นความคิดเห็นของนักวิชาการหรือรัฐเข้าไป แต่คนท้องถิ่นไม่เกี่ยวข้องแม้แต่นิดเดียว สาเหตุ ผลที่มีเกิดขึ้น ท้องถิ่นเราก็ถูกทำลาย เขาถูกทำลายแม้กระทั่งภูมิปัญญาหรือสำนึกการอยู่ร่วมของเขาอย่างยับเยิน นี่ผลมันเกิดขึ้นตรงนี้ นี่คือประเด็นหนึ่ง ประเด็นที่สองขณะนี้รัฐบาลเองปฏิรูปการศึกษา ต้องการให้มีความรู้หลักสูตรท้องถิ่นขึ้นมา ผมก็มาตั้งคำถามว่า แล้วท้องถิ่นจะสร้างความรู้ให้ตัวเองได้อย่างไร โดยเฉพาะครูที่อยู่ในท้องถิ่นกำลังเจอปัญญาหนักเลยว่าในการปฏิรูปแบบใหม่นี้ ฉันจะต้องสร้างหลักสูตรท้องถิ่น ผมไปมาเกือบทั่วราชอาณาจักรแล้วกับท่านอาจารย์เอกวิทย์ เคยตั้งคำถามว่า แล้วครูจะเขียนหลักสูตรท้องถิ่นได้อย่างไร ครูเหล่านั้นก็ตอบว่า " หนูก็ไปลอกเขามา " ถ้าท่านไม่เชื่อก็คอยดูซิ แล้วสิ่งที่ไปลอกเขามาคือภาพที่หยุดนิ่ง นี่คือปัญหาที่เราต้องมาพูดกัน ฉะนั้นงานอันนี้ที่จริงแล้ว การศึกษาความรู้ท้องถิ่นนี่ เราได้ทำกันมาก่อนในภาคประชาชน แล้วจึงเข้ามาสู่ภาคมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยกรมศิลปากร ที่อาจารย์ปราณี เป็นผู้ก่อตั้ง เป็นภาคที่ส่งนักศึกษาออกไปสัมผัสกับท้องถิ่นก่อนมากเลย แล้วผลผลิตที่ออกมาเป็นท้องถิ่นที่ดี เดี๋ยวจะรู้จักท้องถิ่นที่จะออกมาพูดอีกคนหนึ่งคือ คุณสุจิตต์ วงษ์เทศ นี่คือผลผลิตที่รู้จักท้องถิ่นดี แต่ว่ากระแสที่เราทำกัน มันไม่ได้อย่างในกระแสหลัก ต่างคนต่างทำกันไป พอมาถึงปัจจุบันนี้ผมคิดว่ามันจำเป็นจะต้องมีการจัดการอันนี้แล้ว แล้วก็เผอิญมีการเคลื่อนไหวของคนท้องถิ่นที่เขาต้องการรู้จักตัวเขาเอง อย่างที่บอกว่า มีการโหยหาอดีต แล้วการเคลื่อนไหวของท้องถิ่นเหล่านี้ ไม่ใช่เราไปทำ ก็มีบุคคลอย่างท่านหลวงพี่ หรือ อาจารย์สิริอาภาซึ่งเห็นความจำเป็นแล้วว่าอยากจะบูรณะท้องถิ่นของเขา เขาเคลื่อนขึ้นมา เพราะทนไม่ไหวกับการปู้ยี่ปู้ยำจากข้างนอกจนไม่รู้จักตัวเอง มันก็เกิดสิ่งที่เรียกว่า พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นขึ้นมา ซึ่งตรงนี้ก็ตรงกับจุดประสงค์ของคุณเล็ก ที่ทำอะไรให้ นอกเหนือจากเมืองโบราณออกไป เสริมท้องถิ่นให้สร้างความรู้ของตัวเอง เพราะฉะนั้นจากการที่เราออกไปเกี่ยวข้องทั้งอาจารย์ปราณี หรือผม หรือหลายๆคน เราไม่ทำความผิดแบบที่แล้วๆมา คือ ไปเขียนให้เขา ค้นให้เขา เพราะเป็นการมักง่าย ตีความเอง ซึ่งทุเรศ และบ้านเมืองวุ่นวายกันตรงนี้ แต่เราจะไปเสริมในฐานะผู้ช่วยของคนในท้องถิ่น สร้างความรู้ของตัวเองเป็นการสร้างจากคนใน เราเป็นคนนอกที่เข้าไปช่วยเสริมเขา แล้วพยายามที่จะให้เขาไปอย่างมีเหตุมีผล เพราะว่าการเป็นคนในโดยตรงบางครั้งก็มีอคติ อาจจะมองตนเองใหญ่กว่าคนอื่น แต่เราไปเสริมให้รู้จักตนเองและรู้จักคนอื่นด้วยไปในตัวเอง เพราะฉะนั้นกระบวนการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นจึงเกิดขึ้น แล้วผลที่ตามมาคือ เกิดภูมิปัญญาท้องถิ่นพลิกกลับมาอย่างหลวงพี่ และอาจารย์สิริอาภา ซึ่งในที่เสวนาวันนี้เราจะโยนเรื่องความรู้ท้องถิ่นไปให้ท่าน แต่ผมกับอาจารย์ปราณี จะพูดถึงว่าเราได้ไปทำอะไร นี่คือผลของการสร้างความรู้ท้องถิ่น แต่เมื่อเร็วๆ นี้ก็มีเรื่องของสกว. ขึ้นมาสกว. เป็นหน่วยงานที่พยายามที่จะทำการวิจัยให้เป็นประโยชน์ ก็เลยเน้นเรื่องการสร้างนักวิจัยท้องถิ่น เพราะฉะนั้นทุนวิจัยส่วนหนึ่งของสกว. ลงมาสนับสนุนให้เกิดนักวิจัยท้องถิ่นขึ้นมา เพราะฉะนั้นผมก็มีส่วนร่วมเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย ก็เลยสร้างโครงการอันหนึ่ง คือ การอบรมนักวิจัยท้องถิ่นขึ้นมา โดยมีผมและท่านอาจารย์ปราณี เข้ามาร่วมด้วย เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราทำมาได้นำประมวลเข้ามาสู่วันนี้ว่าเรามีกระบวนการมาอย่างไร และทำให้เกิดความรู้ท้องถิ่นอย่างไร เพราะฉะนั้นผมพยายามจะเริ่มต้นในแง่ของแนวความคิด แนวคิดของเราคือ การสร้างความรู้ท้องถิ่นนั้นคงไม่ใช่นักวิชาการจากภายนอกเข้าไป คงเป็นเรื่องของภายในที่เขาสร้างขึ้นมา แต่ข้างในเขาถูกละเลยมาเป็นเวลา ๔๐ ปีแล้ว จนกระทั่งความรู้ที่เป็นภูมิปัญญาหรือความเป็นมานั้นมันแตกสลาย มันปะติดปะต่อไม่ได้ แล้วถูกย่ำยีโดยที่นักวิชาการทั้งหลายจากภายนอกโดยเฉพาะดอกเตอร์ที่มาจากต่างประเทศมันทำให้ป่นปี่ไปหมดเลย ฉะนั้นวันนี้เราจะเข้าไปเสริมให้เกิดขึ้นมา แต่สิ่งที่เราผ่านไปมา เป็นสิ่งที่น่าภูมิใจมาก เพราะว่าเมื่อเราเข้าไปสัมผัสกับเขา เขาสร้างความรู้ขึ้นมาได้ เขารู้ลุ่มลึกกว่าเรา และเราเรียนรู้อะไรหลายอย่าง ฉะนั้น ผลที่ผมได้นี่ไม่ใช่ผมไปสอนเขา ไปช่วยแล้วทำให้เกิดสิ่งหนึ่งเรียกว่า เป็นการวิจัยแบบที่ไม่ใช่ของสภาวิจัยที่ผ่านการเทรนจากมหาวิทยาลัยเท่านั้นเอง แต่เป็นสิ่งที่ร่วมมือกันกับคนภายในและภายนอก การวิจัยที่ว่านี้คือ สิ่งที่เรียกว่า กระบวนการเรียนรู้ แล้วหัวใจกระบวนการเรียนรู้เป็นสิ่งที่อาจารย์เสน่ห์ จามริก ได้พูดไว้ว่า จำเป็น และเป็นการวิจัยที่ถูกต้อง เพราะฉะนั้น การวิจัยที่เราเข้าไปเกี่ยวข้องนี่ ไม่ใช่พวกผมไปสอนและไปทำ แต่เข้าไปสัมผัส ไปเกิดกระบวนการเรียนรู้ด้วยกัน แล้วกระบวนการเรียนรู้ด้วยกันนี้เราได้อะไรใหม่ๆ ตามกระบวนอันนั้น งานวิจัยที่สำเร็จมา แม้กระทั่งเสนองานของหลวงพี่ หรืออาจารย์สิริอาภานั้น ก็อยู่ในกระบวนการซึ่งจะต้องเรียนรู้ไปเรื่อยๆ เรียนรู้ไปโดยที่ว่ามีหลายๆ ฝ่ายเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ผมกับอาจารย์ปราณี รู้สึกว่าเรารู้อะไรมากมายกว่านั้น การที่เรียนรู้นี้สิ่งที่มันเกิดขึ้นกับตัวเราคือ อัตตาเราน้อยลง การเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย เป็นอะไรต่างๆ เป็นดอกเตอร์ ด๊อกอะไรต่างๆ มันจะหมดไปกลายเป็นคนธรรมดาที่จะพูดคุยกัน โดยเฉพาะเราไปสัมผัสกับคนอีกกลุ่มหนึ่งในชนบทซึ่งนึกไม่ถึง คนแก่คนเฒ่าที่โหยหาอดีต เขาเข้ามาให้ความรู้เราอย่างมากมาย คนเหล่านี้คือหลักที่จะให้ความรู้เอาภูมิปัญญากลับมาได้หลายทางในวิถีทางที่จะรู้ตัวเราเป็นอย่างไร อนาคตเราจะมองเป็นอย่างไร รวมทั้งการฟื้นฟูอาชีพ ฉะนั้น จะเห็นว่า OTOP ที่เราพูดกันนี่มันเป็นภาพนิ่ง เป็นภาพการโฆษณาชวนเชื่อ แต่ก็เป็นจุดมุ่งหมายที่ดีที่อยากจะให้มีผลผลิตท้องถิ่น แต่วิธีการเหล่านี้ผลิตแบบไม่มีฤดูกาล เป็นเศรษฐกิจแบบเชยๆ ที่ส่งออก ซึ่งไม่เข้ากับในสิ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพูดถึงเศรษฐกิจแบบเพียงพอและยั่งยืน ฉะนั้นถ้าหวนกลับไปดูความรู้ที่เราได้จากคนแก่ๆนั้น กลับกลายเป็นรู้ว่า ในท้องถิ่นนี้มีทรัพยากรธรรมชาติเป็นอย่างมาก และคนรุ่นนั้นเอามาใช้เป็นอาหาร เป็นยารักษาโรค ตามฤดูกาลอย่างไร มันมากมายกว่า One OTOP ที่ปรากฏหนึ่งตำบล หลายๆ ตำบลมีแต่ไวน์ จนกระทั่งชาวบ้านหน้าเป็นไวน์ไปหมดเลย แต่ปรากฏเราเห็นอาหารตามฤดูกาลที่น่าชื่นชม แล้วมันสะท้อนให้เห็นความอุดมสมบูรณ์ในบ้านเมือง ที่เป็นความหลากหลายทางชีวภาพ ฤดูกาลอะไรเราไปที่ไหน ได้เห็นต้นไม้อะไร อาหารการกิน ถ้าเวียนไปและเราเป็นคนไทยเวียนไป เพราะเมืองไทยเป็นเมืองที่สมบูรณ์ที่สุดในโลก เป็นสุวรรณภูมิ ต้องเข้าใจความหมายอันนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพูดคำว่า " สุวรรณภูมิ " นี่ทุกคนถอดรหัสไม่ได้ ยิ่งสุวรรณภูมิคือดินแดนที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งคนอินเดียต้องมาค้าขายที่นี่ เพื่อเอาความมั่งคั่งกลับไป จึงเกิดเรื่องพระมหาชนก เมื่อฝรั่งเข้ามาเกี่ยวกับเรานี่ ฝรั่งก็เข้าใจความเป็นสุวรรณภูมิ มันจะเก็บความรู้เกี่ยวกับพวกพืชพรรณธัญญาหารหมดเลย ฉะนั้นก็เรียนรู้เพื่อที่จะมาเอาประโยชน์จากเรา แต่คนในเมืองเราโง่ตะบัน แต่ถ้าเราลงไปถึงท้องถิ่น เอาคนแก่คนเฒ่ามาเล่าให้ฟังเราจะฟื้นได้ ฟื้นทางหลากหลายทางชีวภาพก็คือ ฟื้นชีวิต วัฒนธรรม สภาพแวดล้อม แล้วความหลากหลายทางชีวภาพเองก็คือตัวที่จะทำให้เราดำรงอยู่ได้ในโลกนี้อย่างมีอัตลักษณ์ ผมถามว่าการท่องเที่ยวที่เกิดขึ้นในเมืองไทยนี้ อย่าไปคิด เราไม่มีโบราณสถานอย่างการท่องเที่ยวใหญ่ๆ อย่างพุกามหรือนครวัด แต่เรามีสิ่งที่ดีมีความหลากหลายที่ทุกอย่างเป็นไปได้ตลอด ชาวต่างชาติจำนวนมากโดยเฉพาะญี่ปุ่นนี่มากินอย่างเดียว กินจากที่นี่ กินที่โน่น เป็นฤดูกาล เขากลับไปเขาดี เพราะฉะนั้นใครๆ ก็มาเพราะอาหารการกินที่เมืองไทยนี่ดีมาก เพราะฉะนั้นเราไปที่ไหนมีอาหารการกินมาก ถ้าไปอเมริกาก็ได้กินแต่ฮอทดอกกับแฮมเบอร์เกอร์ เบื่อ เลี่ยน แต่ตรงนี้เราเห็นความลุ่มลึก คุณเล็กที่ท่านมีชีวิตอยู่นี่ ท่านไม่เคยนั่งเครื่องบินไปต่างประเทศทั้งๆที่ท่านเป็นมหาเศรษฐี แต่ท่านจะเวียนอยู่ในเมืองไทย ฤดูไหนก็ไปที่นั่นที่นี่ จะรู้อะไรดีแล้วก็มีความสุขจนท่านสิ้นชีวิต เพราะคนรู้ว่ามันมีสิ่งดีๆ ในแผ่นดิน แต่ปัจจุบันคนไทยไม่รู้หรอก และพร้อมที่จะขายแผ่นดินให้นานาชาติ ปัจจุบันนี้เราเป็นทาสอะไรหลายๆ อย่าง โรงงานอุตสาหกรรมเข้ามา อะไรเข้ามาจากต่างประเทศทั้งนั้น แล้วคนไทยผันตัวเองเข้าไปเป็นทาสติดที่ดินแบบโบราณ ถ้าเราไม่พื้นจากจุดนี้ภายในอีก ๑๐ ปี เราไปไม่รอดหรอกครับ เพราะฉะนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมาฟื้นความรู้ท้องถิ่นให้คนท้องถิ่นรู้จักตัวเอง รู้จักว่าเขาเป็นใครแล้วช่วยกันฟื้นขึ้นมา อันนี้เป็นหัวใจในการที่เราจะพูดกันวันนี้นะครับ

ทีนี้เรามาพูดถึงขบวนการวิจัย เราทำได้โดยวิธีอะไร โดยที่เราไม่ได้เข้าไปจัดการให้กับเขาเอง มันต้องมีวิธีการ เพราะผมเป็นคนพูดอะไรเลอะเทอะ เรื่องนี้ต้องมีคนคอยกำกับ ก็คืออาจารย์ ปราณี วงษ์เทศ ครับ

คุณกุศล เอี่ยมอรุณ

ครับ ขอบคุณมากครับ ก็คืออาจารย์กำลังจะบอกว่า เดี๋ยวจะส่งต่อให้อาจารย์ปราณี พูดถึงเรื่องกระบวนการเรียนรู้ใช่ไหมครับ ในสิ่งที่จะเกิดองค์ความรู้ต่างๆ ตรงนี้ คือ ผมขอสรุปอีกนิดหนึ่งนะครับ สิ่งที่อาจารย์พูดไปเมื่อกี้ ถ้าไม่ใช่อาจารย์ช่วยยกมือด้วยนะครับ คือ อาจารย์กำลังบอกว่า มันถึงเวลาแล้วที่จะสร้างกระบวนการเรียนรู้ เพราะว่ามันมีเหตุปัจจัย จากการพูดง่ายๆว่าบ่อนทำลายจากรัฐตั้งแต่สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ แล้วก็บางส่วนของนักวิชาการหัวนอก ทำให้เกิดการทำลายความรู้ในท้องถิ่น และปัจจุบันนี้ก็กำลังส่งเสริมในเรื่องของการวิจัย ให้นักวิจัยออกมาให้รู้จริง รู้แท้ จริงแท้แน่นอน เป็นอย่างไรนะครับ ซึ่งเดี๋ยวในตอนหลังนี้ ผมอาจจะย้อนมาทางอาจารย์อีกว่า ทำไมองค์ความรู้ต่างๆ ซึ่งผ่านกระบวนการจากที่อาจารย์ปราณี จะพูดต่อไป ทำไมจึงมองไปที่ตัวพิพิธภัณฑ์ในท้องถิ่น ซึ่งวันนี้ก็มีตัวแทนจากพิพิธภัณฑ์จากยี่สาร และจากเชียงรายถึงสองท่าน ทำไมภูมิปัญญาถึงได้แสดงที่ตรงนั้นครับ ช่วงนี้ผมของเรียนเชิญอาจารย์ปราณี ก่อน

อาจารย์ปราณี วงษ์เทศ

ขอบคุณค่ะ เวลามาพูดอะไรกับอาจารย์ศรีศักร นั้นยากมากเลยนะคะ เพราะว่าอาจารย์พูดทุกอย่างหมดแล้ว แล้วก็ไม่รู้จะพูดอะไรต่อ ถ้าหากว่าอาจารย์เป็นคนเลอะเทอะ คิดว่าลูกศิษย์จะเลอะเทอะมากกว่าขนาดไหน ก็จะขออนุญาตในที่นี้นะคะ ขอพูดทบทวนเพิ่มเติมจากที่อาจารย์ศรีศักร พูดมาแล้วกัน คือคงจะไม่มีประเด็นอะไรที่นอกเหนือจากอาจารย์พูดมาก นอกจากว่าจะทำให้มันง่ายขึ้นสำหรับคนที่ไม่ใช่ดอกเตอร์อะไรอย่างนี้ มันมีคำถามว่าเวลาเราดูหัวข้อการเสวนากันนี้ พูดถึงเรื่องการสร้างความรู้ เราต้องมาตั้งคำถามก่อนว่า ทำไมความรู้มันจะต้องมีการสร้างขึ้นมา ทำไมต้องมีการสร้างความรู้ เราคงจะรู้ว่าความรู้ในที่นี้มันคืออะไร และจะสร้างไปทำไม ความรู้ที่เขาพูดๆ กันนี้ มันคืออำนาจ มันคืออำนาจอย่างไร ก็เพราะที่แล้วๆ มา คนที่สร้างความรู้คือใคร คือ รัฐ คือรัฐบาล คือชนชั้นปกครอง

ชนชั้นปกครองหรือรัฐนี่หยิบยื่นความรู้หรือการศึกษาให้กับพวกเรานี้มาชั่วนาตาปี แล้วละเลยความรู้ท้องถิ่น เพราะว่าสิ่งที่รัฐมองอันนี้เป็นสิ่งที่มีความรู้ มันไม่ใช่สิ่งที่ประชาชนหรือชาวบ้านทั่วไปนี้เป็นอยู่หรือมีอยู่เลย เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าชุมชนหรือว่าเราต้องการให้ท้องถิ่นนี่สามารถยืนหยัดด้วยตนเอง มีอำนาจต่อรองหรือควบคุมชีวิตตัวเองได้ ความรู้ที่ว่านี้ต้องเป็นความรู้ที่ไม่ใช่เป็นแบบที่โรงเรียน หรือว่าระบบการศึกษาที่เราเรียนรู้กันมาตลอดชีวิตนี่ทำขึ้นมา มันไม่ใช่เป็นความรู้ที่จะเอาไปประกอบอาชีพ หรือไม่ใช่ความรู้ที่มีปริญญาในประกาศนียบัตร แต่มันคือการศึกษา ทำความเข้าใจรากเหง้า ความเป็นตัวตนของตัวเรา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของวัฒนธรรม ประเพณี พิธีกรรม ศิลปะ ชีวิตของเราเอง ซึ่งเราอาจจะพบได้แม้แต่ในนิทานท้องถิ่น หรือในความรู้เกี่ยวกับการทำมาหากิน การรักษาพยาบาล ความรู้ในสิ่งแวดล้อม หรือสิ่งที่ชาวบ้านปรับตัวให้เขาอยู่ได้อย่างไร ตลอดเวลาที่รัฐไม่เคยเหลียวแล ความรู้เหล่านี้ต่างหากที่มันถูกละเลยไปในระบบการศึกษาที่เป็นระบบ แล้วความรู้ทั้งหมดนี้มันถูกระบบการศึกษาสอนให้เราแยกส่วนด้วยว่า มันแยกออกไปจากชีวิตส่วนตัวของเรา แยกออกไปจากครอบครัว แยกออกไปจากชุมชน เรารู้สึกเรื่องราวเหล่านี้ที่รัฐบอกเป็นความรู้ต่างๆ นี่ มันเป็นหน้าที่ของนักวิชาการ เป็นหน้าที่ของครูบาอาจารย์ หรือเป็นหน้าที่ของผู้จะรับผิดชอบในหน่วยงานของรัฐ เรารู้สึกว่า ไอ้นี่มันไม่ใช่เรื่องเกี่ยวกับเราเลย เรื่องความรู้ ฉะนั้น ทำไมความรู้ต่างๆถึงหมดหายไปเหลือความรู้ที่เป็นระบบที่รัฐต้องการยื่นให้ เพราะฉะนั้นท้องถิ่นหรือประชาชนก็คือผู้ต้องรับ เป็นผู้ที่ไม่มีความรู้ คนที่กุมความรู้และกุมอำนาจก็คือคนที่ยื่น และคนที่อยู่ข้างบนเท่านั้น ฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ เราจะเห็นได้ว่าได้สร้างปัญหาซ้ำซากให้กับบ้านเมืองเรา ที่เกิดปัญหามากมายอย่างที่เราเผชิญอยู่ ทำไมเราต้องมาสร้างความรู้ ในเมื่อเราก็ยังเห็นว่า สังคมวัฒนธรรมหรือรากเหง้าความเป็นอยู่ของมนุษย์ ในสังคมไหนมันก็มีอยู่แล้ว แล้วก็เพิ่มสะสมกันมาตามธรรมชาติ ทุกสังคมก็มีความรู้ตามที่สังคมสร้างกันมาอยู่แล้ว ก็เราเป็นใครจึงมาสร้างความรู้ ตรงนี้ต้องขอกลับมาทำความเข้าใจว่า มันเกิดปัญหาอะไรขึ้นมา จึงเกิดกระบวนการสร้างความรู้ท้องถิ่นขึ้นมา การสร้างหรือให้ความสำคัญแก่ความรู้ท้องถิ่นจะเห็นว่า จริงๆ แล้วความรู้เป็นสิ่งที่ ปู่ ย่า ตา ยาย บรรพบุรุษของเราสร้างสมกันมาหลายร้อยหลายพันปี ปัจจุบันเราต้องยอมรับว่าอยู่ในสภาพที่แย่มาก มันกำลังจะสูญหาย มันกำลังจะหมดไป เพราะฉะนั้นศิลปวัฒนธรรมไทยอย่างที่บอกแล้วว่า ในอดีตนี่มันครอบงำชีวิตคนไทยมาจะเห็นได้ว่า ร้อยห้าสิบกว่าปีนี่ รัฐมองว่า วัฒนธรรมตะวันตกนี่เป็นวัฒนธรรมที่เหนือกว่า เป็นวัฒนธรรมที่เจริญกว่า เนื่องจากเหตุการณ์ของบ้านเมืองขณะนั้น อิทธิพลตะวันตกและลัทธิอาณานิคม มันมีส่วนทำให้ผู้นำประเทศเห็นว่าวัฒนธรรมตะวันตกนี่มันเหนือกว่า เราจำเป็นต้องเรียนรู้จากเขา ลอกเลียนแบบทั้งวิถีชีวิต วิธีคิด แล้ววัฒนธรรมแบบนี้ก็ทำให้มองว่า วัฒนธรรมของชาวบ้านของคนไทยกันเอง ประกอบด้วยผู้คนหลายชาติพันธุ์มันไม่เจริญ ทำให้วัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่นถูกละเลย ถูกทิ้ง คนชั้นกลางเองที่มีการศึกษา ทั้งในระบบในประเทศหรือที่ไปเรียนต่อต่างประเทศก็เอาอย่างคนชั้นสูง ด้วยสภาพแบบนี้จะเห็นว่ามันทำให้ประเทศไทยมันเหมือนกับเป็นสังคมที่หลอกตัวเอง พยายามแสวงหาแต่ว่าอะไรคือความเป็นไทย อย่างเช่นสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม ก็มองว่าพยายามให้คนไทยเป็นไทย ฉะนั้นทำให้ลืมว่า มันมีกลุ่มชาติพันธุ์ไม่ว่าจะเป็นลาว เป็นมอญ เป็นเขมร เป็นจีน เป็นอะไรมากมายก่ายกอง แต่ในระบบการรับรู้ของเราอย่างเป็นทางการเราเหมาว่าคนไทยต้องพูดภาษาไทย มีเชื้อชาติไทยเท่านั้น

วัฒนธรรมไทยมักถูกทำลายบิดเบือนมาเป็นเวลาช้านานมากเป็นเวลาร้อยๆกว่าปีเพราะฉะนั้นอะไร ทำให้เรารู้สึกว่าดูถูกหรือว่าไม่ค่อยแน่ใจเกี่ยวกับความเป็นตัวตนของตัวเอง เราไม่อยากจะบอกว่า เราเป็นใคร มาจากไหน ไม่อยากบอกให้คนรู้ว่า กำพืดเราเป็นใคร เพราะเรารู้สึกว่าเราอาย เราไม่มีความเจริญ เราต่ำต้อย เราไม่เป็นเหมือนกับคนชั้นสูง เพราะฉะนั้นตรงนี้เอง มันทำให้สังคมเราต้องมาถูกตบด้วยระบบความคิดตะวันตก ที่พูดว่าตะวันตกนี้ไม่ได้หมายความตะวันตกมันเลวร้ายนะคะ ส่วนดีก็มีมาก อะไรดีๆ นี่มันทำยาก อะไรที่มันเลวๆ นี่มันทำง่าย ฉะนั้นเราจะรับอะไรที่มันค่อนข้างฉาบฉวยมาจากตะวันตก จะเห็นว่าทำให้เราสูญเสียวัฒนธรรมประเพณีหรือความภาคภูมิใจวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างมากมาย มีคนไทยบางกลุ่มที่ตระหนักถึงปัญหานี้มานานแล้ว อย่างเช่น คนอย่างคุณเล็ก หรือว่าเจ้าของเมืองโบราณนี้ ท่านเป็นคนที่มองเห็นอันตรายของสังคมในอนาคตว่าหากคนไทยทั้งหมดลืมรากเหง้าไม่เห็นความสำคัญของศิลปวัฒนธรรมของเรา ท่านก็เลยอุทิศตนทั้งชีวิตเก็บรวบรวมสร้างศิลปวัฒนธรรมทุกสิ่งทุกอย่าง อย่างที่เราเห็นผลงานได้ประจักษ์กันแล้ว คนเหล่านี้มีน้อยมากเหลือเกิน แต่ถ้าไม่มีคนอย่างนี้ สังคมจะอยู่ได้อย่างไร โดยที่เราจะมองไปข้างหน้าอย่างเดียว โดยที่ไม่เหลียวมาเห็นคุณค่าที่บรรพบุรุษได้สั่งสมเอาไว้ ฉะนั้นสังคมที่ไร้ราก สังคมที่ละเลยความรู้ ประสบการณ์ที่บรรพบุรุษได้สร้างมา มันทำให้คนปัจจุบันนี้ ไม่รู้จักตัวเอง ไม่เชื่อมั่น ขาดความมั่นใจ และความหยิ่งในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ที่มนุษย์ทั่วๆไปต้องมีกัน แต่คนไทยนี่กล้าไหม ที่จะบอกว่าตัวเองเป็นใคร อะไรคือสิ่งที่ดีของตัวเอง ในกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ที่คุณอาภาภิรัตน์ พูดมาว่า ทำไมเราจึงต้องให้ความสำคัญพวกนั้น เพราะว่าทุกคนมีความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกัน และความเป็นมนุษย์ของสังคมปัจจุบันมันถูกลดทอนไปมาก มันทำให้เราเห็นแก่วัตถุ เห็นแก่ตัว แต่ถ้าเราไปเห็นชีวิตที่ยังมีความเป็นมนุษย์เหนือกว่าเรานี้ จะสะท้อนให้เราเห็นว่า อะไรคือสิ่งที่เราพัฒนาไปแล้ว เราทำลายตัวเองมากไปทุกที ฉะนั้น จะเห็นว่าการศึกษาที่รัฐสนับสนุนก็ละเลยความรู้ของท้องถิ่น ซึ่งแม้จะมีผู้ศึกษาที่เป็นระบบทางการ เราจะเน้นหลักฐานเรื่องราวที่มีการขีดเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร แต่เรื่องราวของมนุษย์มากมายมหาศาลที่มันถูกละเลย เพราะไม่มีการบันทึกเอาไว้เป็นตัวหนังสือหรือเป็นเอกสารอะไรต่างๆ เพราะคนในท้องถิ่นในหมู่บ้านจำนวนมากมาย เขาอาจจะรู้หนังสือน้อย อ่านออกไม่มาก แต่มันไม่ได้หมายความว่าเขาไม่มีความรู้หรือไม่มีความเข้าใจในชีวิตศิลปวัฒนธรรม ประเพณีที่เขารับมาเป็นเวลาช้านาน ดังนั้น ความรู้ท้องถิ่นเหล่านี้ ถ้าหากเราไม่เห็นความสำคัญ ไม่พยายามรื้อฟื้นหรือว่าบันทึกเก็บเอาไว้ มันจะสูญหายไปหมด แล้วปัจจุบันไม่ต้องพูดมันสูญไปมหาศาล เพราะฉะนั้นวิธีการศึกษาเราจะทำอย่างไร การที่เราจะศึกษาหรือรื้อฟื้นความรู้ท้องถิ่น ซึ่งมีอยู่มากมายมหาศาลและจำนวนมากที่สูญหายไปหมดแล้วนี้ ที่สำคัญที่สุด คนที่จะศึกษาที่จะสร้างนี้ต้องเห็นคุณค่า เห็นความสำคัญของมันก่อน ว่ามันเป็นสิ่งที่มีคุณค่าหาอะไรเปรียบปานไม่ได้ คือ ประสบการณ์ความเป็นมนุษย์ และต้องเกิดจากความอยากรู้ ทุกคนที่จะทำได้ต้องเกิดจากการอยากรู้ อย่างเช่น อาจารย์สิริอาภา อย่างท่านหลวงพ่อนี่ ท่านอยากรู้ ท่านก็ค้นคว้า ท่านก็เก็บ ท่านก็หา มันต้องเกิดจากความเห็นคุณค่าแล้วก็เกิดความสงสัยว่าตัวเราเป็นใครมาจากไหน ฉะนั้นเราจะเห็นว่า วิธีการศึกษาสร้างความรู้นี้ ที่แล้วๆมามันมีหลายกระบวนวิธีการ แล้วแต่ละวิธีการก็มีความหมายมีคุณค่า นักประวัติศาสตร์ก็ศึกษาไป นักคติชนหรือนักวิชาการในรั้วมหาวิทยาลัยก็ศึกษากันไป แต่ว่าวิธีการเช่นกลุ่มอาจารย์ศรีศักร ที่พวกเรามองเห็นว่า มันน่าจะให้ความหมายมากกว่า แต่ไม่ใช่ว่าเหนือกว่า วิธีการที่นักวิชาการอื่นๆ ศึกษากัน แต่เราเห็นว่า ข้อบกพร่องของนักวิชาการที่ศึกษาตามระบบแบบตะวันตกหรือระบบที่เป็นอยู่นี้ คือนักวิชาการที่รับการฝึกฝนมาในสาขาวิชาการต่างๆ ที่มักศึกษา แต่บางส่วนเสี้ยวของผลงานเรื่องราวของมนุษย์ เช่น คุณจะเป็นนักจิตวิทยา คุณจะเป็นนักรัฐศาสตร์ นักเศรษฐศาสตร์ นักอะไรต่อมิอะไรก็ตาม ฉะนั้น พวกนี้จะเชี่ยวชาญส่วนที่ถูกแยกส่วนเป็นเรื่องๆ ไม่มองว่าเรื่องราวจริงเหล่านี้ในชีวิตมนุษย์แล้วมันเชื่อมโยง มันแยกออกจากกันไม่ได้ ดังนั้นความรู้ที่เราถูกสอนให้แยกส่วนมันทำให้เรามองเห็นมนุษย์นี่เป็นส่วนๆ มองไม่เห็นจิตวิญญาณ มองไม่เห็นคุณค่าของความเป็นมนุษย์ กระบวนการศึกษาที่ทางกลุ่มอาจารย์ศรีศักร ที่ทำมาตลอด มองว่า อย่างวิธีการที่เรียกว่า วิธีการทางมานุษยวิทยา คือคำๆ นี้ถ้ามองภาษาอังกฤษอาจเป็นเรื่องยากเย็น แต่จริงๆ แล้วมันไม่ใช่ ชาวบ้านทุกคนนี่แหละเป็นนักมานุษยวิทยา เป็นนักมานุษยวิทยาอยู่ในตัวโดยธรรมชาติ เพราะว่าเราไม่มองว่าเรื่องใดในชีวิตมันสำคัญกว่ากันและกัน เรามองภาพรวมของมิติทางสังคมว่าสังคมมนุษย์ว่ามันต้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมันแยกกันไม่ได้ เราไม่ได้มองว่าเศรษฐกิจการทำมาหากินมันสำคัญกว่า ระบบความเชื่อศาสนาหรือพิธีกรรม หรือมองว่าการเลี้ยงลูก การปลูกฝัง การทำมาหากิน การทำอาหาร ทุกเรื่องมันมีความสำคัญเท่ากันหมด แต่ว่าถ้าหากว่าเราไปมองดูว่าสิ่งไหนสำคัญมากกว่าสิ่งไหน ความรู้ต่างๆ มันก็จะสูญสลายไปหมด ฉะนั้นผลกระทบที่เราเห็นก็คือว่า พื้นที่ที่มันเป็นของส่วนรวมของสาธารณะนี่มันหายไปหมด เพราะสังคมมันถูกปรับให้มองเห็นในเรื่องของปัจเจก ในเรื่องของการเอาตัวรอด วัดซึ่งเคยเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตมนุษย์ก็อาจจะกลายเป็นพื้นที่จอดรถ เป็นที่ให้เช่า ที่ทำการพาณิชย์ ศิลปการแสดง หรือเวทีของชาวบ้านที่เคยมีความหมายที่ชาวบ้านแสดงบทบาทภูมิปัญญาของเขาไม่ว่าจะเป็นศิลปการแสดง ไม่ว่าจะเป็นลิเก ลำตัด พิธีกรรม อะไรต่างๆ นี้ก็จะถูกยึดคืนไปหมด จะเห็นว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องมีการเข้ามารื้อฟื้นและสร้าง ทีนี้การสร้างหรือเก็บบันทึกความรู้ที่อยู่ในกลุ่มชาวบ้านหรือผู้รู้ท้องถิ่นอย่างที่อาจารย์ศรีศักร เรียนให้ทราบว่า ไม่ใช่นักวิชาการอย่างพวกเราจะไปทำได้ เพราะว่าเราไม่มีความรู้ที่จะทำอย่างนั้น แต่คนที่เป็นชาวบ้านนั่นเป็นผู้ที่มีความรู้อยู่เต็มตัว แต่ว่าเขาไม่มีความเชื่อมั่นในบางคน หรือว่าอาจจะมีกระบวนการหรือวิธีการที่ไม่สามารถจะสื่อสารกับคนภายนอกส่วนใหญ่ให้เข้าใจได้ ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่มาของอาจารย์ที่อุทิศชีวิตตั้งแต่เป็นหนุ่มจนกระทั่งปัจจุบัน ต่อไปนี้ เพื่อที่จะไปช่วยให้ชาวบ้านเป็นตัวของตัวเองและสร้างความรู้ของตนเองขึ้นมา ฉะนั้นกระบวนการที่ทำกันอยู่นั้นก็คือว่า เราหนุนให้ท้องถิ่นเป็นเจ้าของผลิตองค์ความรู้ด้วยตัวเอง จะด้วยขบวนการที่ไปสัมภาษณ์ หมายถึงว่า ชาวบ้านนี่ทำกันเอง โดยการฝึกอบรม รวบรวมและให้มีการเผยแพร่ ทีนี้การเผยแพร่ก็อาจลอกมาทั้งทางหนังสือ สืบทอดการแสดงทางประเพณีหรือว่าความรู้ในเรื่องการทำยา ทำอาหาร อะไรต่างๆ เป็นสิ่งที่เราใฝ่ฝันอยากจะให้มี คือ พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเล็กๆ ของหมู่บ้านของชุมชนนั้น ซึ่งเป็นที่รวบรวมภูมิปัญญา ความรู้ ประสบการณ์ และอนาคตที่เขาต้องการสำหรับชุมชนของเขา ซึ่งคงจะเป็นประเด็นที่คงจะพูดหลังจากนี้นะคะ

คุณกุศล เอี่ยมอรุณ

ก็ฟังอาจารย์ปราณี พูดข้อสรุปอาจารย์ศรีศักร อีกที หลังจากนี้ผมอยากให้อาจารย์ศรีศักร พูดถึงกระบวนการเรียนรู้ที่เป็นขั้นเป็นตอนก่อนที่จะเข้าสู่ตัวพิพิธภัณฑ์ ว่าจริงๆ แล้วมีขั้นตอนอย่างไรบ้าง เท่าที่ผมทราบ อาจารย์จะเน้นเรื่องของกระบวนการเรียนรู้ว่า ตัวชุมชนก่อน

อาจารย์ปราณี วงษ์เทศ

พูดถึงพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นหรืออะไรต่างๆ นี่ มันก็ต้องมาจากข้างใน จากผู้คนที่เป็นเจ้าของวัฒนธรรมอันนั้น เพราะที่แล้วมาอย่างที่บอกแล้วว่ารัฐหรือว่าคนภายนอกที่เข้าไปทำมันก็เป็นเหมือนปาหี่ที่พอวันเปิด แล้วก็ปิดไปเลยไม่มีใครสนใจ ก็ปล่อยให้มันร้างไปอย่างนั้น แต่มันก็ต้องมาจากการเห็นความสำคัญของคนในท้องถิ่น อย่างอาจารย์สิริอาภา อย่างหลวงพ่อนี่ท่านเก่ง ท่านศึกษามาก่อน การที่จะจัดแสดงนี่ต้องอาศัยเทคนิคบางอย่าง ซึ่งจริงๆ แล้วชาวบ้านก็สามารถทำด้วยตนเองได้ แต่ถ้าหากว่าเราต้องการขยับขยายให้มันเป็นระบบหรือว่ามีการสื่อสารคนภายนอกได้นี่ อย่างนักวิชาการจะเข้ามาช่วยตรงนี้ แต่ไม่ใช่ว่าเป็นผู้ที่เข้าไปสร้างองค์ความรู้ เป็นเพียงผู้ที่มาช่วยจัดสรร ให้ความรู้ของท้องถิ่นมันเผยแพร่ เป็นที่รับรู้ของคนภายนอกได้ ซึ่งจริงๆ มันมีหลายกระบวนการ ไม่ว่าจะเป็นศาลาวัด หรืออย่างอื่น ถ้าหากว่าเราต้องการให้ท้องถิ่นอื่นหรือคนอื่นรู้จักตัวเราเองและเข้าใจตัวเราเอง เราก็ต้องมีวิธีการสื่อกับคนอื่นได้ เพราะว่าการเก็บหรือการศึกษาเราอาจจะรับรู้กันภายในชุมชนของเรา แต่การที่จะสื่อให้คนอื่นได้นี่ มันจำเป็นต้องอาศัยกระบวนการบางอย่าง ที่ทำอย่างไรจึงจะใช้วิธีเผยแพร่การสื่อสาร การถ่ายทอด ให้คนภายนอกเรียนรู้เรื่องของเราด้วย ทีนี้ในนี้จะให้พูดถึงกระบวนการทางด้านพิพิธภัณฑ์เลยหรืออย่างไร ตรงไหน

คุณกุศล เอี่ยมอรุณ

อาจารย์จะหยุดอยู่ตรงนี้ก่อนก็ได้นะครับ เดี๋ยวผมจะโยงหาตัวรูปธรรมจริงๆ ตัวอย่างเช่น ท่านเจ้าอาวาสของทางจังหวัดเชียงราย วัดศรีสุทธาวาสนะครับ จริงๆ แล้วการเกิดพิพิธภัณฑ์ของทางวัดนี้ ผมทราบมาว่าเกิดจากการที่มีเด็กนักเรียนเข้าไปถามไถ่ประวัติหรือความเป็นมาของวัด ท่านเจ้าอาวาสก็เกิดมีความคิดว่า อยากจะเปิดพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นของตนเองขึ้นมา หรือว่ามีรายละเอียดอย่างไรครับ และจะมาเชื่อมโยงกับกระบวนการเรียนรู้ตรงนี้อย่างไรบ้าง เชิญครับ

เจ้าอาวาสวัดศรีสุทธาวาส

เจริญพรโยมวิทยากร สำหรับพิพิธภัณฑ์วัดศรีสุทธาวาสที่เกิดขึ้นนั้น เพราะว่าวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายจริงๆ นั้นคือ อยากให้พิพิธภัณฑ์วัดศรีสุทธาวาสนี้เป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับชุมชน นักเรียน นักศึกษา ได้รู้ถึงภูมิหลังประวัติความเป็นมา เพราะว่า บางทีมันก็เที่ยวไปเชื่อมโยงกับการศึกษา ก็คือการปฏิรูปการศึกษาเกี่ยวกับหลักสูตรท้องถิ่น บางทีก็มีนักเรียนเข้าไปถามว่า ประวัติความเป็นมาของบ้านเมืองเราเป็นมาอย่างไร เพราะว่าต่างคนต่างก็เล่า โดยไม่มีแหล่งที่ให้ความรู้ชัดเจน ทางวัดก็เห็นว่าที่วัดนั่นอย่างน้อยๆ ก็ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ของชุมชน เยาวชน และอยากจะมีกิจกรรมที่เป็นเรื่องสื่อถึงความเป็นอยู่ วิถีชีวิตของชาวบ้าน ให้คนข้างนอกได้ศึกษาได้รู้ แต่ว่าถ้าจะทำให้เหมือนกับที่อาจารย์ว่านี้คือ จะทำเองความจริงก็ทำได้ แต่ว่าด้านวิชาการเราไม่รู้กัน อาจารย์และทางมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ได้ส่งเจ้าหน้าที่ที่มีความรู้ไปแนะนำวิธีการขั้นตอนด้านวิชาการ และทางวัดก็ร่วมในการจัดเกี่ยวกับตัวพิพิธภัณฑ์ให้ ก็คงเจริญพรแค่นี้ก่อน

อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม

คือ ผมอยากจะเริ่มอย่างนี้เสริมจากอาจารย์ปราณี พูดอย่างนี้ว่า ความรู้มันมีข้อมูล มีอยู่แล้วในท้องถิ่นโดยเฉพาะพวกคนแก่คนเฒ่าเขารู้ข้อมูล แต่การจะนำข้อมูลมาประมวลเป็นความรู้นั้นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งที่อาจารย์ปราณี พูดว่า การประมวลเป็นความรู้ของชาวบ้านนั้นเขาเอาข้อมูลมาเป็นความรู้ในรูปของตำนาน เขามีอยู่แล้ว แต่เผอิญเขาถูกละเลย ถูกเหยียดหยามว่ามันไม่ถูกต้อง เขาก็เกิดความไม่มั่นใจขึ้นมา แต่เราเข้าไปเสริมเพื่อว่าจะให้การสร้างความรู้ของเขานี่เป็นสิ่งที่ดีงามให้เขาเกิดความมั่นใจ ทีนี้ปัญหาคือว่า เราเป็นตัวแอ๊บเพาว์เวอร์ท้องถิ่นโดยตรงกระตุ้นให้เกิดความมั่นใจ เขาก็จะเกิดสติปัญญานำเอาสิ่งเหล่านั้นมาประมวลเป็นความรู้ ทีนี้เวลาเราเข้าไปก็ต้องอาศัยวิธีการทางตะวันตกเหมือนกัน ซึ่งขณะนี้มันมีงานซึ่งเมืองไทยขาดไป ช่วง ๔๐ ปีที่ผ่านมา เพราะไม่เคยอบรมความรู้เรื่องสังคมวิทยาและด้านมานุษยวิทยาเลย เพราะฉะนั้นสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา เมื่อเขารู้จักตัวเอง เขารู้จักอะไรแล้ว เขาคิดสร้างสรรค์ขึ้นมาได้ เรากระตุ้นให้เขามีประสบการณ์ไปเปรียบเทียบท้องถิ่นนั้น ท้องถิ่นนี้ให้เกิดความมั่นใจ เพราะฉะนั้นสติปัญญามันเกิด ก็คิดอะไรใหม่ๆ ขึ้นมา งานที่เป็นงานวิจัยที่พัฒนาเกิดขึ้น ของใหม่ๆจะเกิดขึ้นมา อย่างเช่นยกตัวอย่างอาจารย์สิริอาภา อาจพูดต่อไปว่า ก่อนที่อาจารย์สิริอาภาจะทำนี่ก็ไม่มีอะไร พออาจารย์สิริอาภาทำก็มีสมุนไพรชาวบ้าน มีสีย้อมผ้าเกิดขึ้น มีอะไรต่างๆ เกิดขึ้นมา มันมากกว่า OTOP อีก แม้กระทั่งที่หลวงพี่ที่ทำ เด็กเกิดความเข้าใจต่างๆ นี่มากมาย แล้วก็ดำเนินเรื่องไป อย่างหลวงพี่ ภายในบริเวณวัดศรีสุทธาวาสนี่มีพื้นที่ ๔๑ ไร่ เป็นสภาพแวดล้อมที่เป็นป่าหมดเลยแล้วมีแห่งเดียวในประเทศไทย เกิดจากภูมิปัญญาของท่านเจ้าอาวาส ซึ่งสะสมเรื่อยมาจนกระทั่งมาถึงหลวงพี่นี่ รักษาเรื่อยมา ต้นไม้ใหญ่ๆ นี่มากมายเหลือเกิน ไม่เคยเห็นวัดไหนในประเทศไทยมีเหมือนวัดศรีสุทธาวาส นึกว่าวัดอยู่กลางป่า หลวงพี่ได้ไปค้นคว้ามาแล้วก็ถ่ายทอดให้แก่เด็ก เดี๋ยวนี้ก็อาจจะมียุวมัคคุเทศก์ ต่อไปนี่คือ เรื่องที่เราไปเกี่ยวข้องด้วย และขณะนี้เราก็ทำอย่างนี้ในขบวนการแบบนี้ ขณะนี้เข้าไปอบรมในหลายท้องถิ่นให้เขาสร้างความรู้ นี่คือสิ่งที่ทำ แค่นี้ก่อนแล้วกัน

คุณกุศล เอี่ยมอรุณ

ขอบคุณอาจารย์ครับ ทีนี้มาทางอาจารย์สิริอาภา พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นบ้านเขายี่สารครับ โดยสภาพการหรือภูมิหลัง อยากจะให้เล่าให้ฟังจนมาถึงเปิดเป็นพิพิธภัณฑ์จนทุกวันนี้ว่า มีกระบวนการเรียนรู้อย่างไร ขอเรียนเชิญครับ

อาจารย์สิริอาภา รัชตะหิรัญ

ท่านผู้มีเกียรติคะ เมื่อกี้ได้ฟังคุณอาภาภิรัตน์ แนะนำดิฉันว่า เป็นตัวตั้งตัวตีในการทำพิพิธภัณฑ์ที่เขายี่สาร ดิฉันของเพิ่มอย่างนี้ก็แล้วกันว่า ก่อนที่ดิฉันจะเข้าไปช่วยชาวบ้านเขาทำนั้น ชาวบ้านเขาทำกันมาก่อน มีกลุ่มคนยี่สารเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของยี่สารนี้ บางคนก็นั่งอยู่ที่นี้ด้วย เป็นคนตัวตั้งตัวตีไปหยิบไปจับไปฉวยด้วยความเสียดาย ในชุมชนของเรานี่มีของที่ดีและเป็นของที่มีค่าต่ออดีตความเป็นมาของยี่สารนี่อยู่เยอะแล้วนับวันมันก็จะผุพังลงไป เพราะฉะนั้นกลุ่มคนพวกนี้เขาก็มีความรู้สึกว่า ควรเก็บเอามารวมกันเพื่อจัดแสดงเป็นพิพิธภัณฑ์จะดีกว่า นี่คือความรู้สึกในครั้งแรกที่เราเกิดมีพิพิธภัณฑ์ขึ้นมา ทีนี้ดิฉันเองเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของที่นั่น แต่อาจจะมีโอกาสดีกว่าพี่น้องทั้งหลายในชุมชนที่ว่า ดิฉันมีโอกาสไปอยู่ที่อื่น ไปทำงานที่อื่น เติบโตมาจากยี่สารก็ระยะหนึ่งแล้วก็ออกไปเรียนหนังสือ ออกไปทำงานข้างนอก ตลอดระยะเวลาดิฉันคิดอยู่เสมอว่า บ้านเรานี้มันมีอะไรดีๆ หลายอย่างเยอะมาก แต่มันไม่มีปัญญาจะทำ เคยพูดกับพี่น้องบอกว่าอยากจะทำให้มันเป็นพิพิธภัณฑ์จังเลย เพราะเรารู้ว่าบนวัดนี่ ตอนเป็นเด็กๆ เราก็เคยเห็นอาคารตั้งหลายหลัง เห็นธรรมาสน์เก่าๆ เวลาเราขึ้นไปทำบุญบนยอดเขานี่ เราเห็นธรรมาสน์เก่าๆ เห็นศาลาที่นับวันจะผุพังลงไป แล้วหลังบ้านดิฉันเองก็มีเศษกระเบื้อง ถ้วย กะลาแตกเยอะ เวลาเราจะเล่นกิจกรรมของเด็กๆ เมื่อก่อนชอบเล่นตาเขย่ง มันจะต้องมีอีตัว คือ จะต้องเอาเศษกระเบื้องทั้งหลายมาทำเป็นอีตัว ต้องวิ่งไปหลังบ้าน หรือถ้าเรียนอยู่ที่โรงเรียน ที่บริเวณโรงเรียนบ้านเขายี่สารจะมีวัตถุต่างๆ เหล่านี้อยู่เต็มพื้นที่ไปหมด นอกเหนือไปจากเปลือกหอย ความรู้สึกสั่งสมอย่างนี้ ดิฉันก็มีความคิดมานานว่า ถ้าทำเป็นพิพิธภัณฑ์ได้ก็จะดี แต่พี่น้องก็บอกว่า มันยากนะทำพิพิธภัณฑ์ไม่ใช่เรื่องง่าย แล้วเราก็ทำงานเป็นข้าราชการด้วย ทีนี้โชคดีที่มีกลุ่มคนพวกนี้คิดขึ้นมาก็คือ ญาติพี่น้องส่วนหนึ่งมีเวลาก็ทำให้เกิดวันนี้ขึ้นมา คือเขาจะเป็นผู้ที่ไปหยิบ ไปจับ ไปฉวย อย่างบางรายเขารู้ว่า บนวัดนั้นมีอะไรตั้งหลายอย่าง มีของเก่าๆ ที่ปลวกกิน หนูแทะ เน่าอยู่บนวัดนั้น เขาก็ออกอุบายกันว่าทำอย่างไรถึงจะเอาลงมารวบรวมไว้ได้ มันก็จะมีโยงใยกันอย่างนี้ บางคนก็ถึงกับว่าเป็นสปายกันว่า พระที่เป็นคนรุ่นๆ เดียวกัน บวชอยู่ ก็ให้บอกว่าตรงนั้นมีอะไรพอจะหยิบมาได้บ้างหรือเปล่า เพราะฉะนั้นก็จะมีของหลายสิ่งที่มันผุพังอยู่บนวัด ถูกเชิญลงมาข้างล่างเพื่อจัดแสดง เพราะฉะนั้น ตรงนี้เป็นจุดเริ่มต้นทีเดียว ส่วนตัวดิฉันเองเป็นระลอกถัดมา ที่มีความคิดที่จะเข้าไปทำ พอกลุ่มคนเหล่านี้เขาคิดอยากจะทำ ดิฉันจึงโถมเข้าไปเต็มที่ ก็เลยประกาศกับตัวเองว่า " จะต้องกลับไปช่วยบ้านเรา " เพราะว่าเกิดที่นั่น โตที่นั่น ก็ควรจะกลับคืนไปให้บ้านเกิดของตัวเองดีกว่า พอนึกต่อๆ ไปว่า เมื่อสมัยเป็นเด็กไปเรียนนอกหมู่บ้าน คนเขาจะถามว่าเป็นคนที่ไหน ดิฉันจะตอบว่า เป็นคนยี่สาร ท่านเชื่อไหมคนที่จังหวัดสมุทรสงครามด้วยกันเองนี่งงมาก ว่าอยู่ยี่สารเหรอ เขารู้จักยี่สารในแง่มุมที่เป็นบ้านนอก ในแง่มุมที่ยุงชุม งูชุม เป็นที่ห่างไกลความเจริญ ไปมาก็ลำบาก ไม่มีใครอยากจะไปยี่สาร ดิฉันพยายามจะบอกใครๆ ว่า ที่ยี่สารมีเขาด้วยนะ เป็นเขาแห่งเดียวของสมุทรสงคราม เขาก็ไม่ใส่ใจอยากรู้จักกันเท่าไหร่ ได้ยินทีแรกบอกว่าอีสานด้วยซ้ำไป ดิฉันบอกไม่ใช่เป็นยี่สาร มันทำให้ดิฉันลังเลว่า บ้านเราเป็นอะไร เรารู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ดี แต่คนข้างนอกบอกเขาไม่รู้จัก อย่างนี้มันก็สั่งสมไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมาถึงวันที่ได้มีโอกาสกลับไปช่วยบ้านเกิดทำพิพิธภัณฑ์ จึงได้พยายามทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างที่จะทำให้เกิดพิพิธภัณฑ์ขึ้นมาให้ได้ ดิฉันเที่ยวไปบอกใครต่อใครที่ทำพิพิธภัณฑ์โดยเฉพาะบอกหัวหน้าชุมชน ท่านเจ้าอาวาส ว่าดิฉันจะเข้าไปช่วย ทีนี้สิ่งที่ชาวบ้านเขาทำไว้แล้ว เขารวบรวมของเยอะแยะไปหมด ไปไว้ใต้ถุนศาลาการเปรียญ และเขาก็ช่วยกันหาเงินหลายอย่างด้วยการกู้ยืมก็มี บางครั้งก็กินโต๊ะเพื่อจะได้เอากำไรมาทำ บางรายก็ขอบริจาคเอาดื้อๆ ทีนี้พอลงมือทำขนาดนี้แล้ว ท่านเชื่อไหมว่า คนที่เป็นเจ้าของเงินเป็นเรือนหมื่นเหล่านั้นพากันยกให้ เขาเห็นว่า พวกนี้ทำกันจริงๆ และเขาเห็นเป็นรูปธรรมมากขึ้น แต่ในระยะแรกที่ทำขึ้นมานี้ เขาทำตามความคิดของเขาตามแบบชาวบ้านที่ว่า พิพิธภัณฑ์ก็คือที่รวบรวมสิ่งของเพื่อจัดแสดงให้ประชาชนได้ดู เพราะฉะนั้นบางอย่างที่เขาคิดวาง เขาก็วางลงไป อยากจะทำให้ดูขลัง เขาก็ไปเอาน้ำมันมาทา ทำให้มันเก่า ดิฉันมีความรู้สึกว่า ถ้าดิฉันเข้าไปทำ ดิฉันอยากให้มีความรู้ มีความสามารถที่สื่อความอะไรกันได้ แต่ดิฉันเองก็ไม่ได้ร่ำเรียนมาทางวิชาพิพิธภัณฑ์หรือมานุษยวิทยา แต่ดิฉันก็ไม่ย่อท้อ เมื่อจะเข้าไปช่วย ดิฉันก็เริ่มสมัครเข้าไปสัมมนากับอาจารย์ศรีศักร เพราะทราบชื่อเสียงอาจารย์ดีว่า อาจารย์ลุ่มลึกในเรื่องเหล่านี้ และมีเมตตา พอได้เข้าไปคุยกับอาจารย์ว่า อยากมีพิพิธภัณฑ์ อาจารย์ก็มีเมตตาแนะนำ แต่ดิฉันก็วิ่งตามอาจารย์ไปจนกระทั่งถึงจังหวัดเพชรบุรี ว่าอาจารย์ไปช่วยดิฉันหน่อยเถอะว่ายี่สารนี้จะทำพิพิธภัณฑ์ได้หรือไม่ อาจารย์อยู่ที่วัดมหาธาตุ จังหวัดเพชรบุรี อาจารย์ก็ขึ้นรถมาเลย มาดูที่ยี่สารในวันนั้นเลย และอาจารย์ก็บอกว่า เห็นยี่สารนั้นมีอะไรต่อมิอะไรมากมายที่เป็นความรู้ นับจากวันนั้นดิฉันก็เริ่มเข้ามารู้จักกับมูลนิธิฯ ซึ่งดิฉันบอกกับใครๆ เสมอว่า เป็นมูลนิธิฯ ที่เป็นพลังของชาติอย่างใหญ่หลวงเป็นผู้ปิดทองหลังพระก็ว่าได้ คือรวยแต่ไม่ใช่รวยเพื่อตัวเอง แต่รวยเพื่อมนุษยชาติแบ่งปันให้มากเหลือเกิน มีใครบ้างที่จะทำให้มากขนาดนี้ ทีนี้มูลนิธิฯ ที่ว่านี้อาจารย์ได้โยงใยทำให้มาสนับสนุนทำให้เกิดพิพิธภัณฑ์ เพราะดิฉันคิดว่าการที่ทำพิพิธภัณฑ์นี้มันต้องรู้ด้วยว่าจะทำอย่างไร ต้องหาความรู้ขึ้นมา แต่ดิฉันทำไม่เป็น อาจารย์ก็ช่วยแนะนำและดูแลในเรื่องต่างๆ บอกให้ว่าวิธีการดูแลที่จะได้เนื้อหาเข้ามานี้จะทำอย่างไร เนื้อหาที่มีอยู่ก็คือเนื้อหายี่สาร ซึ่งดิฉันก็ทราบดีว่าจะทำอย่างไร เช่น เผาถ่านโกงกาง อย่างที่บ้านก็ทำเผาถ่านมานานตั้ง ๖๐ กว่าปี แล้วก็รู้ว่าในหมู่บ้านของเรานี้ย้อมผ้ามาตั้งนานแล้ว ย้อมด้วยเปลือกไม้ในป่าชายเลน แต่มันหายไป หายไปจากชุมชน ทีนี้พอทำพิพิธภัณฑ์ซึ่งก็ฝ่าฟันอุปสรรคมามากมาย คือ มีน้อยก็ทำน้อย มีมากก็ทำมาก โดยอาจารย์ให้กำลังใจตลอดเวลา

คุณกุศล เอี่ยมอรุณ

สรุปก็คือ พิพิธภัณฑ์ของอาจารย์คือจะเน้นในเรื่องของวิถีชีวิตในชุมชน การงานอาชีพต่างๆ อย่างในเรื่องการเผาถ่านหรือการย้อมผ้าตามที่อาจารย์พูดถึงนี้ ก็แปลว่าในแง่ของพิพิธภัณฑ์ ผมจะเรียนถามอาจารย์ทั้งสองท่านว่า พิพิธภัณฑ์จริงๆ แล้วไม่ใช่เกี่ยวเนื่องจากศาสนาหรือวัดวาอารามหรือตัววัตถุ ก่อนประวัติศาสตร์หรืออย่างเดียวใช่ไหมครับ อาจารย์ครับ เพราะตอนนี้ผมเชื่อว่าอีกหลายๆ คนมองภาพพิพิธภัณฑ์อีกภาพหนึ่งนะครับ อันนี้มันมีประเด็นอย่างไรครับเกี่ยวกับเรื่องพิพิธภัณฑ์ มันมีหลากหลายนั้น มีพิพิธภัณฑ์อย่างไหนได้บ้าง เผื่อว่าพวกเราอาจจะคิดออกว่าแถวบ้านเรานี่มันมีอะไรน่าสนใจ

อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม

คือ พิพิธภัณฑ์ที่เราคุ้นกันนี่คือพิพิธภัณฑ์ที่แสดงวัตถุ อย่างไปดูพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติก็ไปดูวัตถุซ้ำๆ กันนั่นแหละ บรรจุเป็นสมัยนั้น สมัยนี้ อันนี้สวยงามอย่างไร มันไม่เห็นคนหรอกครับ แต่พิพิธภัณฑ์ที่เราไปทำกันอย่างที่ยี่สารนี้มันเห็นคน ไม่ใช่เห็นของตรงนี้ของที่ไปแสดงมันมีความหมายเชื่อมโยงไปถึงคน เมื่อกี้คุณพูดไม่เห็นวัด มันเป็นองค์รวมหมด ภาพของคนมันไม่ได้อยู่ที่ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจอย่างเดียว มันมีมิติจิตวิญญาณครอบงำอยู่ เรื่องนี้เราไปกระตุ้นเขา เขาก็ฟื้นขึ้นมา พอเราไปมันก็ไปทั้งหมดเลย คือ องค์รวม ซึ่งเรื่องทางมิติจิตวิญญาณนี้อาจารย์ปราณี อาจจะเสริมได้ เพราะอย่างนี้คนจะไม่เข้าใจ อาจารย์ลองพูดถึงตรงนี้ซิ

อาจารย์ปราณี วงษ์เทศ

คือจะเห็นว่าความรู้ของท้องถิ่นที่เราละเลยไปนี่มันเป็นความรู้ที่ให้คุณประโยชน์กับความรู้สังคมส่วนใหญ่ด้วย อย่างเช่น เมื่อสองวันก่อนที่จะตามอาจารย์ศรีศักร ไปช่วยอบรมชาวบ้าน ครูบาอาจารย์ที่เขาสอยดาว จังหวัดจันทบุรี เขาก็มีเรื่องเล่าที่น่าสนใจมาก เช่น เขาบอกว่าคนกลุ่มที่อยู่นี่เป็นคนเขมรและอพยพเข้ามาถึง ๓๐๐ กว่าปีแล้ว เขามีประเพณีวัฒนธรรมที่เราไม่เคยรู้มาก่อนเลย เราจะรู้แต่ประเพณีที่เป็นส่วนกลางและกลุ่มอื่นๆ แต่ว่าความเป็นคนเขมรที่สืบเชื้อสายเข้ามาปนเปอยู่ในเมืองไทยนี้ เราไม่เคยรู้มาก่อน เขามีพิธีที่น่าสนใจมากคือ พิธีจองเปรียงลดชุดลอยโคม คือ เป็นคำที่เราเจอในหนังสือโบราณที่เราคิดว่า เป็นประเพณีของพวกเจ้านายชั้นกษัตริย์ ที่ทำกันอยู่สมัยอยุธยา ซึ่งเพิ่งเลิกไปไม่กี่สิบปีมานี้เอง แล้วประเพณีอันนี้ที่เขาทำ เขาทำแบบไม่ได้เล่นปาหี่แบบในงานเอเปค แต่เขาทำเพราะมีความหมาย เขาเชื่อว่าเขาทำพิธีเพื่อที่จะจุดโคมลอยกระทงเพื่อที่จะขอขมาแม่น้ำ ที่สำคัญเขาทำพิธีเพื่อที่จะเสี่ยงทายเพื่อจะดูว่าโคมจะลอยไปทางทิศไหน ฝนฟ้าจะตกหรือจะไม่ตกทางไหน หรือแม้แต่เวลาจุดลอยกระทง เขาจะเอาเทียนมาหยดดูว่า เทียนที่มันหยดลงมามีความหมายอย่างไร เขาจะทำมาหากินในที่ดินแบบไหน ข้าวยาอาหารมันจะอุดมสมบูรณ์ไหม หรือจะทำอย่างไร ฉะนั้น มันไม่ใช่เป็นเรื่องของการมาลอยกระทงกันสนุกสนาน แต่ว่ามันมีความหมาย วิถีชีวิตผูกพันกับการทำมาหากินของเขา เพราะฉะนั้นพิธีอย่างนี้มันเป็นเรื่องการเสี่ยงทาย และแสดงถึงความเชื่อของความอุดมสมบูรณ์ว่า เมื่อประกอบพิธีกรรมอย่างนี้แล้วจะทำให้ข้าวปลาอาหารอุดมสมบูรณ์ เรื่องราวแบบนี้เราคิดว่าเป็นประเพณีที่สูญหายหรือมีแต่ในพระราชพิธี แต่จริงๆ แล้วมันอยู่ในวิถีชีวิตการทำมาหากินของชาวนาเหมือนกัน แต่เมื่อพระพุทธศาสนาเข้ามา ความเชื่อในศาสนาฮินดูถูกลดลงไปและมองข้ามเลยไป พิธีกรรมก็เลยกลายเป็นเรื่องของความสนุกสนาน หรือเป็นพิธีที่คนปัจจุบันไม่รู้ความหมาย ฉะนั้นความรู้ท้องถิ่นมีมากมาย บางทีอาจจะออกมาในรูปของสิ่งที่เรียกว่า ตำนาน อย่างเช่น สถานที่บางแห่งอาจจะถูกรัฐเข้ามายึดครองบอกว่าเป็นที่ของอุทยานแห่งชาติ เป็นต้น แต่ชาวบ้านบางกลุ่ม เขามีนิทานตำนานอ้างว่าเขาอยู่ที่นี่มาเป็นเวลาหลายร้อยปี และเรื่องราวความศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ของสถานที่เป็นที่รับรู้ร่วมกัน การฟ้องร้องนี่เกิดและปรากฏว่าศาลยก เพราะว่ามีหลักฐานว่าชาวบ้านสามารถจะอ้างสิทธิชุมชนว่า ที่ตรงนี้เขาอยู่กันมาและเป็นที่รับรู้ ว่ามีชื่อ แม้ว่าจะไม่เคยถูกจดเป็นลายลักษณ์อักษรแต่ว่าประชาชนเขาอยู่ร่วมกัน เขาใช้ที่นี่มานาน เขารู้อะไรเป็นอะไร มีเรื่องเล่าอะไรต่างๆ เพราะฉะนั้นนี่คือความรู้ที่มันขาดหายไป และเป็นสิ่งที่มีคุณค่ามากที่เราได้เรียนรู้จากชาวบ้านด้วย หรือว่า มันมีเรื่องราวนิทานที่เราเห็นว่าไร้สาระ จริงๆ แล้วมันแสดงถึงภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เขาเล่าประวัติความเป็นมาของชุมชน ความสัมพันธ์ของสิ่งแวดล้อม การรักษาสิ่งที่เห็นว่าสำคัญศักดิ์สิทธิ์ อย่างเช่น แม้แต่การเชื่อเรื่องผี หรือศาลผีที่เราเห็นเป็นเรื่องที่อาจจะงมงาย แต่ว่ามันเป็นสิ่งที่มีความหมายมากต่อการอยู่ร่วมกันของชุมชน เพราะที่ตรงนั้นจะเป็นทีี่ศักดิ์สิทธิ์ คนจะเข้ามาทำมาหากิน เอาเปรียบหรือทำสกปรกเลอะเทอะไม่ได้ และจะเป็นที่ที่ร่มรื่นมักจะปลูกต้นไม้มากมาย เช่น ที่เราไปที่จังหวัดเลย เป็นที่ที่ชาวบ้านเข้ามาประกอบพิธีกรรมร่วมกันและกลายเป็นที่ของส่วนรวมซึ่งเหลือเพียงที่เดียว นอกจากนั้นชาวบ้านจะรุกเข้ามาทำมาหากินและทำลายจนต้นไม้หายไปหมด อันนี้เรื่องราวเหล่านี้เป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากต่อการอยู่รอดของชุมชนและต่อความเข้าใจสังคมวัฒนธรรม ทีนี้ อาจารย์มีอะไรจะเพิ่มเติ่มหรือไม่

อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม

ผมขอเสริมนิดหนึ่ง การที่เรารื้อฟื้นสิ่งเหล่านี้ขึ้นมา มันนำกลับมาสู่การเป็นมนุษย์ ปัจจุบันระบบทุนนิยมที่ลงไปมันสร้างความเป็นปัจเจก แต่ว่าสิ่งที่ไปฟื้นนี้มันสร้างความเป็นกลุ่มขึ้นมา ว่าทำอะไรต้องคำนึงถึงกลุ่ม สำนึกร่วมมันจะเกิดขึ้นมาในด้านศิลปวัฒนธรรม ประเพณี เขาเกิดเป็นคนกลุ่มนี้ ตรงนี้เป็นหัวใจของการจะเกิดสิ่งที่เอื้ออาทร เวลานี้ผมไม่เข้าใจว่าเอื้ออาทร มันจะเอื้ออาทรได้อย่างไร มันทะเลาะกันเพื่อแย่งกัน แต่เอื้ออาทรมันต้องมาจากการเสียสละ แล้วประเพณีพิธีกรรมที่สำคัญที่สุดที่เรามอง แต่ไม่ใช่พิธีกรรมเฮงซวยที่เล่นกัน ปัจจุบันมีพิธีกรรมที่คนในท้องถิ่นสำนึกร่วม และพิธีกรรมเหล่านี้ อย่างเช่น จองเปรียงอย่างนี้ชาวบ้านเขาทำตัวพิธีกรรมมันเชื่อมคนต่อคน คนที่อยู่ในท้องถิ่นเดียวกันมาพบปะกัน หนุ่มสาวพบปะกันแต่งงานกัน อย่างเช่น พิธีบุญพระเวส เป็นต้น เสร็จแล้วเป็นการเชื่อมคนกับธรรมชาติว่าท้องถิ่นนั้นมีอะไร ต้นไม้ต่างๆ อยู่ร่วมกันอย่างไร ใช้ทรัพยากรธรรมชาติร่วมกัน และอีกระดับหนึ่งเชื่อมคนกับสิ่งนอกเหนือธรรมชาติ ไอ้ตัวสิ่งนอกเหนือธรรมชาตินี่คือตัวคุม เกิดข้อห้ามอะไรต่างๆ เหล่านี้ให้คนอยู่รวมกัน เมื่อเร็วๆ นี้ เมื่อกี้อาจารย์ปราณี พูดถึงตำนาน ผมไปสัมมนาหนองหาน – กุมวาปี ที่หนองหาน – กุมวาปี มันมีตำนานเรื่องผาแดง-นางไอ่อยู่ แล้วหนองหาน – กุมวาปี มันมาถูกทำลายเพราะการรุกของรัฐและบริษัทต่างประเทศที่ไปทำโปรแตสฯ แต่ชาวบ้านคนแก่ๆ นี่เขาโต้ตอบด้วยวิธีอะไรทราบไหมครับ เขาโต้ตอบด้วยวิธีเอาผาแดง-นางไอ่มาพูด เขาบอกว่าตัวผาแดง คือ ตัวรัฐที่เข้าไป เพราะผาแดงนี่คือคนที่ทำให้แผ่นดินถล่ม แล้วตัวนางไอ่คือคนที่อยู่ในท้องถิ่น และตัวที่ทำให้ถล่มมากที่สุดคือ กระรอกด่อน ตัวละครมี ๓ ตัวด้วยกัน นางไอ่คือตัวที่อยู่ในท้องถิ่น กระรอกด่อนคือลูกท้าวพญานาค และถูกผาแดงยิงเอาเนื้อมาแจกกัน ชาวบ้านใช้ตำนานนั้นโต้ตอบว่ารัฐคือผาแดง คนที่อยู่ในท้องถิ่นคือนางไอ่ กระรอกด่อนคือบริษัทฝรั่งแคนาดาที่มันมาทำโปรแตสฯ ก็จะโต้ตอบอย่างนั้น ชาวบ้านจะโต้ตอบอย่างนั้น คนแก่อายุ ๘๖ ปี พูดออกมาอย่างนั้น เพราะฉะนั้นตำนานนี่มันจะบอกถึงการคาดคะเน แต่เขาไม่ได้เผชิญหน้า เวลาเราไปถามเด็ก เด็กไม่รู้เรื่องผาแดง-นางไอ่เลย แต่ตำนานผาแดง-นางไอ่ พูดถึงหมู่บ้านที่ชาวบ้านอยู่นี่ เช่น เชียงแหว บ้านดอนแม่ม่าย มาจากตำนานนี้ทั้งนั้น มันไปสร้างระบบจักรวาลของเขาเองและมีความเชื่อในสิ่งเหล่านั้น สิ่งเหล่านั้นรัฐละเลยแล้วมาถึงก็ซัดเลย แต่สิ่งที่เราฟื้นฟู พอฟื้นฟูก็เกิดความเข้าใจปั๊บเลย ความมั่นใจหรือความเป็นกลุ่มมันเกิดขึ้น นั่นคือความฟื้นฟูในเรื่องการเป็นมนุษย์ ท่านรู้ไหม ขณะนี้หลายๆ แห่งในประเทศไทย อย่างภาคอีสานนี่เป็นภาคที่แย่ที่สุดเลย มีการทำลายล้างท้องถิ่นอย่างยับเยิน จนกระทั่งคนต้องทิ้งถิ่นแตกแยกออกไปขายแรงงานต่างๆ เหล่านี้ มันทำให้เกิดการสลายในเรื่องศีลธรรม แล้วผลแห่งการสลายเรื่องศีลธรรม คือการทำลายความเป็นมนุษย์แตกแยกไปหมดเลย เพราะฉะนั้นคนในอีสานนี่เหลือคนแก่กับเด็ก แต่ท่านจะเห็นความยิ่งใหญ่ อีสานมีบ้านใหญ่ๆ เพราะลูกที่ไปอยู่ข้างนอกนี่ไปสร้างบ้านให้ ปรากฏมีคนแก่กับเด็กอยู่ ถามว่าครอบครัวมีไหม บอกได้ว่าไม่มี คือ มันโล่ง แต่จะเห็นว่าหลายๆ แห่งมันจะไม่เหมือนอีสาน ยกตัวอย่างที่หลวงพี่พูดขึ้นมาเรื่องของความมั่นคงของคนในท้องถิ่นของท่าน เขาอาจจะต้องฟื้นฟู ไอ้สิ่งเหล่านี้มันจะทำให้เกิดสำนึกร่วม ความสัมพันธ์ในครอบครัว กลุ่มญาติ เครือญาติ ความสำคัญต่อชุมชนที่จะดูแลกันเอง นั่นคือ การฟื้นฟูการเป็นมนุษย์ขึ้นมา นี่คือสิ่งที่เราอธิบายได้ครับ

คุณกุศล เอี่ยมอรุณ

กลับมาทางท่านเจ้าอาวาสครับ คือในช่วงตอนท้ายๆ นี้ไม่ทราบทางชุมชนท่านเจ้าอาวาสมีสภาพการของชุมชนนี่เป็นอย่างไรครับ คือทราบมาว่าหลังจากที่มีการรวมตัวกันสู่กระบวนการเรียนรู้สู่ท้องถิ่น ซึ่งทางกลุ่มอาจารย์นี่เข้าไปด้วย มีการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจใช่ไหมครับ

เจ้าอาวาสวัดศรีสุทธาวาส

ขอเจริญพร สำหรับการเปลี่ยนแปลงที่ว่านี้ คือ ก็รู้สึกว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปสู่ในทางที่ดีเกี่ยวกับเรื่องภูมิปัญญาท้องถิ่น เพราะว่า ณ ปัจจุบันนี้มีกลุ่มเยาวชนที่ให้ความสนใจ โดยเฉพาะที่เห็นว่ามีความสำคัญ คือ มีกลุ่มอนุรักษ์ในการทำเครื่องปั้นดินเผา ทำของเล่นเด็ก มีกลุ่มคนเฒ่าคนแก่และที่เป็นกลุ่มที่น่าสนใจ ขณะนี้กำลังเกิดขึ้นคือ กลุ่มนักเรียนที่กำลังศึกษาภาษาล้านนา ก็ถ้าถามว่ามีความสำคัญอย่างไรนั้น ถ้ารู้ภาษา คือ ภาษาล้านนานี้เป็นการบันทึกเกี่ยวกับเรื่องราวต่างๆ ถ้าจะเปรียบแล้วก็เหมือนกับกุญแจทองที่จะไขไปหาสมบัติ คือ รากเหง้าในอดีตและเชื่อมโยงมาหาปัจจุบัน แต่ว่าพูดถึงพิพิธภัณฑ์ที่น่าจะฝากไว้ตรงนี้ก็คือ ทำอย่างไรจะให้พิพิธภัณฑ์ดึงเยาวชนเข้าไปใช้บริการแล้วเกิดความสุขความสนุกเหมือนกับไปในห้างของฝรั่งบิ๊กซี โลตัส ที่แย่งกันไปเที่ยว ทำอย่างไรเราจะทำให้เกิดจุดที่ว่าให้เยาวชนเกิดความสนใจใคร่รู้ เกิดการสืบต่อ และสานต่อภูมิปัญญาบรรพบุรุษ ขอเจริญพร

คุณกุศล เอี่ยมอรุณ

ขอบคุณครับ ช่วงนี้ผมอยากจะส่งต่อไปทางคุณอาภาภิรัตน์ ข้างล่างไม่ทราบว่าเป็นอย่างไรบ้างครับ มีใครสนใจที่จะมีคำถามอะไรไหมครับ

คุณอาภาภิรัตน์ วัลลิโภดม

ช่วงเวลาต่อไปนี้เราจะเปิดเวทีแล้วนะคะ คิดว่าพอฟังความรู้ที่ได้มาจากท่านวิทยากรทุกๆ ท่าน หลายๆ ท่านน่าจะเกิดแรงบันดาลใจและเกิดคำถาม มีคำถามไหมคะ เราเปิดกว้างเลยค่ะ

ผู้เข้าชมการเสวนา

ขอบคุณมากครับ พอผมได้ยินท่านอาจารย์อธิบายอย่างนี้ ผมก็มีความรู้สึกว่าค่อนข้างเห็นด้วย แต่จะทำอย่างไรให้ตรงนี้มันสืบสานไปได้ ให้รัฐแก้ตรงนี้ไป มีไม่กี่กลุ่ม ผมคิดว่ามันก็คงจะไปได้ ขอบคุณครับ

อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม

ขอบคุณครับ นี่เป็นคำถามที่ดี ปัญหาขณะนี้ มันเป็นปัญหาวิกฤติของชาติขนาดใหญ่เลย คือ ท้องถิ่นมันถูกทำลาย แต่ทำอย่างไรจะฟื้นฟูมัน ฟื้นฟูที่เราเข้าไปเกี่ยวข้อง เราไม่ได้ไปยุท้องถิ่นให้เผชิญหน้ากับรัฐนะครับ เราฟื้นฟูให้ท้องถิ่นมีความเข้มแข็งเพื่อไปต่อรองกับรัฐ ซึ่งมันก็เคลื่อนได้ยาก ท่านรู้ไหมว่า ทุนนิยมที่มันลงไปสู่ความเป็นปัจเจกนี่มันทำลายแทบทุกแห่งเลย เพราะฉะนั้นเมืองไทยถูกทำลายมากในกระแสโลกาภิวัตน์ เพราะท้องถิ่นไม่มีทางเข้าใจตัวเอง เพราะฉะนั้นเราก็ได้เป็นจุดคือ จุดที่ทำนี้นะ คือ จุดท้องถิ่นที่เขามีการเคลื่อนไหวในตัวเองตั้งแต่ของอาจารย์สิริอาภา ในยี่สาร หรือของหลวงพี่ นี่เป็นการเคลื่อนจากข้างในเราไปเสริม มันถึงเข้มแข็งขึ้นมา เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าในกระบวนการเคลื่อนไหวมีอีกเป็นจำนวนมากที่เคลื่อนไหวจากข้างล่าง ซึ่งจะต้องเข้าไปเกี่ยวข้อง ซึ่งงานมูลนิธิฯ นี่คงทำไม่ได้หรอกครับ ต้องเป็นเครือข่าย เวลานี้เราอยากให้มีการพบปะกัน อย่างเช่น ยี่สารเป็นแบบอย่างอันหนึ่งซึ่งกลุ่มอื่นอาจจะมาดู แต่ไม่ได้หมายความว่าเลียนแบบไปทำแบบ ไม่ใช่การก๊อปปี้ แต่ไปเกิดความคิดที่จะไปจัดการกับท้องถิ่นตัวเอง เพราะฉะนั้น เวลานี้ที่เราบอกว่าสิ่งที่น่ากลัว คือ กระแสโลกาภิวัตน์ แต่ถ้าหากว่าท้องถิ่นไม่วัฒนานี่พังแน่ เพราะฉะนั้นท้องถิ่นจะเข้มแข็ง จะต้องรู้จักตัวเอง รู้จักว่าอะไรที่ท้องถิ่นดีและเข้มแข็ง อะไรที่มาจากภายนอกและเหมาะกับเรา ขบวนการปรับเปลี่ยนตรงนี้ครับ แต่ท้องถิ่นต้องมีพลัง เวลานี้งานวิจัยทั่วโลกออกมาแล้วว่าความมั่นคงของมนุษย์ในยุคโลกาภิวัตน์นั้น อยู่ที่กลุ่มเล็กๆ ที่จะเกิดความเข้มแข็ง และกลุ่มของครอบครัวและชุมชนนี่สำคัญมาก แต่ชุมชนเราล่มสลาย ขณะนี้ต้องยอมรับ ที่ท่านตั้งคำถามมานี้เรารู้พวกเราทำนี่ไฟร์ติ้งอลูซิ่งเวอร์ คือหมายถึงว่า แพ้แน่ๆ แต่ต้องทำ ถ้าไม่ทำขอถามคำถามว่า ลูกท่านจะอยู่ได้อย่างไร เวลานี้หวนกลับไปดูเยาวชนของชาติ พิธีกรรมใหญ่ๆ ๒ แห่งที่ผ่านมา สงกรานต์ ลอยกระทง เด็กสมัยใหม่นี่ไม่รู้เลย มันไปเล่นสนุกๆ กัน มันไม่เห็นความหมายเลย แล้วเด็กรุ่นนี้จะเติบโตไปในอนาคตไม่มีรากเหง้า เพราะฉะนั้นที่เราทำนี่ เราทำเพื่อรุ่นเด็กๆ ลูกเรานี่จะทำอย่างไรให้รักษาแผ่นดินให้รักษาชีวิตอยู่ เวลานี้เราอาจยอมรับความพ่ายแพ้ แต่สักวันหนึ่งเราคงฟื้นขึ้นมา ถ้าไม่ทำเราคงสิ้นหวัง คำว่าไทยๆ นี่ อย่ามายกยอ บ้าๆ บอๆ เลอะเทอะทั้งนั้น เมื่อกี้ถึงบอกพิธีกรรมว่า ทำไมเราต้องฟื้นขึ้นมา เพราะมันมีความหมายเรื่องจิตวิญญาณ แต่ไม่ใช่แบบเอเปค ที่ผมตกใจมาก คือ จะสร้างกวนเกษียรสมุทรกลางแม่น้ำ พวกนักวิชาการเฮงซวยที่ไปอธิบายให้รัฐนี่ เขาหารู้ไม่ว่า ความหมายของเกษียรสมุทรนี่มันคืออะไร คือ เขาทำเพื่อบรมปราบดาภิเษกเมื่อพระมหากษัตริย์ได้ชัยชนะ หรืออีกอย่างหนึ่งคือ ตาย คือ อุปภิเษกพระมหากษัตริย์เข้าสู่ระบบเขาพระสุเมรุ เขาไม่รู้ แต่ปัญหาที่จำเป็นอย่างยิ่ง เขาต้องรู้ภายในแล้วพัฒนาให้เกิดมิติวิญญาณขึ้น อย่าไปเล่นกันตรงนั้น แต่ละท้องถิ่นจะมีพังกันก็ตรงนั้นเท่านั้นเอง

เวลานี้อย่างเช่นยี่สารเขาก็มีพลังเขามีระบบของผี อย่างพ่อปู่ศรีราชานี่เป็นผีอันหนึ่งที่คุมความประพฤติของชาวบ้าน ส่วนที่วัดของหลวงพี่นี่มีระบบผีตั้งเยอะตั้งแยะ อันนี้ต้องอธิบายนิดหนึ่ง เชิญครับ

เจ้าอาวาสวัดศรีสุทธาวาส

เรื่องความเชื่อ เรื่องผีที่เวียงป่าเป้านี่ มีผีหลายระดับชั้น ที่สูงที่สุดก็คือ ผีเจ้านายเมือง ก็คล้ายๆ ว่าถ้าใครจะไปอยู่ที่เวียงป่าเป้าก็ต้องให้ความเคารพนับถือ และก็มีพิธีเลี้ยงผีประจำปี แล้วก็เวียนไปสามปี คือ เลี้ยงด้วยควาย หมู ไก่ เวียนไป ถือเป็นกิจกรรมชาวบ้านต้องร่วมกัน ถือว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ อันนี้เป็นผีสูงสุด

คุณกุศล เอี่ยมอรุณ

เชิญอาจารย์ครับ มีอะไรอีกไหมครับ

อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม

คือที่ถามนี่ หมายถึงว่าเราต้องเคลื่อนครับ ถ้าไม่เคลื่อนเราผ่านไป แต่ว่าค่อยทำไป แล้วก็จากเบื้องล่างจากข้างล่าง ข้างล่างต้องทำอันนี้มาต่อรองกันเอง เพราะฉะนั้นต่อไปนี้ให้มองอีสานนี้เป็นตัวอย่างนะครับ ความวิบัติของอีสานจะเกิดขึ้น นี่ผมพูดเป็นการเมืองหน่อยนะ ถ้าทำบริษัทโปรแตสฯ ขึ้นมานี่ เกลือขึ้นมาเป็นล้านตัน พอล้านตันขึ้นมาอีสานจะกลายเป็นทะเลทราย แล้วผมไม่เชื่อหรอกว่าจะป้องกันได้ ไม่มีอะไรที่จะกันเกลือได้หรอกครับ ถ้าขึ้นมาเป็นล้านๆ ตัน มันจะแพร่ไปทางอากาศหมด แม่น้ำนี่มันจะเป็นเกลือไปหมด เพราะฉะนั้น วิธีที่ชาวบ้านเข้าใจตรงนี้ เขาจะเอาความรู้ตรงนั้นมาต่อต้านเรียกร้องสิทธิของเขาในการที่ทำประชาวิจารณ์ ฉะนั้นถ้ามีปัญหาต้องประชาวิจารณ์ให้ถึงจุดที่นั้น เพื่อจะจัดการกับนักวิชาการขายตัวในชาติเรา เพราะชาติเราฉิบหาย เพราะมีนักวิชาการขายตัวเยอะแยะไปรับใช้รัฐบาลแล้วทำลายชาวบ้าน เพราะฉะนั้นความรู้ที่เกิดจากท้องถิ่นนี้ ชาวบ้านจะมีภูมิคุ้มกันและไปเผชิญหน้าตรงนั้น แต่ไม่ได้ไปซัดกัน เป็นการป้องกันตัวให้เกิดดุลยภาพขึ้น เรายอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็ต้องต่อรองให้เกิดดุลยภาพ พูดง่ายๆ ว่า เรายอมรับการเปลี่ยนแปลงแต่ต้องมีภูมิข้างล่าง

คุณกุศล เอี่ยมอรุณ

ดูเหมือนอาจารย์จะบอกว่า สู้ทั้งแพ้ มีอีกไหมครับคุณอาภาภิรัตน์

ผู้เข้าชมการเสวนา

ขอเรียนถามอาจารย์สิริอาภา เป็นข้อๆ นะคะ ข้อที่หนึ่งจะเรียนถามว่า ถ้าเยาวชนของเราอยากจะเข้าไปซึมซับพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น จะมีการท่องเที่ยวอีกแบบหนึ่งเรียกว่า Home Stay ไม่ทราบว่าที่ยี่สารมี Home Stay ไหม หมายถึงมีการจัดที่พักแล้วให้นักท่องเที่ยว อาจจะเป็นเยาวชนหรือนักท่องเที่ยวชาวต่างชาตินี่ได้เข้าพัก และสามารถเดินชมชุมชนในตัวเขายี่สาร ข้อที่สอง ที่จะถามก็คือ ได้ทราบว่ามีกลุ่มย้อมผ้าจากเปลือกไม้นี้ได้ตั้งเป็นชื่อกลุ่มว่าอย่างไรบ้าง และขอเรียนถามอาจารย์ศรีศักร ด้วยว่าถ้าอาจารย์มีข้อเสนอแนะในเชิงนโยบายแก่รัฐบาลในเรื่องแนวทางพัฒนาชุมชนชนบทและพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว อาจารย์ศรีศักร คิดว่าจะมีแนวทางอะไรบ้างที่แนะนำรัฐ ที่การท่องเที่ยวนี้จะเป็นการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ไม่ทำลายวัฒนธรรมท้องถิ่น จากการที่ฟังอาจารย์ทุกท่านที่พูดมานี้ ดิฉันเข้าใจว่าชาวบ้านในสังคมนี้ถือว่าเป็นพลังสำคัญและได้ร่วมกันสร้างกระบวนการสร้างเครือข่ายสำคัญต่างๆ เพื่อจะพัฒนาท้องถิ่นให้เป็นการแบบพัฒนาด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ

อาจารย์สิริอาภา รัชตะหิรัญ

 ขอตอบสองข้อที่ท่านถามนะคะ ข้อที่หนึ่งคือ ถามเรื่อง Home stay ยี่สารไม่ได้ประกาศออกไปว่ามี Home stay แต่เราสามารถที่จะประสานงานกับท่านเพื่อที่ท่านจะได้พาเยาวชนหรือผู้ใหญ่เข้าไปสัมผัสชีวิตของยี่สารได้ เพราะว่าเมื่อสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีการจัดค่ายเยาวชนถึง ๘๐ คน เข้าไป แต่ต้องประสานงานกับทางพิพิธภัณฑ์ก่อนนะคะ เราจัดได้ เพราะว่าเราไปขอให้ชาวบ้าน คือ ที่ยี่สารมีบ้านไทยๆ อยู่หลายหลังทีเดียว และบ้านไทยของยี่สารจะมีธรรมชาติอย่างหนึ่งก็คือมีคนอยู่บ้านน้อยมาก อย่างเช่นขณะนี้มีบ้านบางบ้าน อย่างบ้านของเอกซึ่งเป็นกรรมการพิพิธภัณฑ์คนหนึ่ง เป็นคลื่นลูกใหม่ของพิพิธภัณฑ์ยี่สาร บ้านเอกเป็นบ้านหลังใหญ่มากเลย ไม่มีใครอยู่เราก็ไปขอร้องว่า เอกจัดให้หน่อยได้ไหม เอกก็ยอม หรือว่าจะมีอยู่อีกหลายๆ หลังมีคนอยู่คนสองคน อย่างนี้เขาก็ยินดีแต่ว่าต้องเรียนให้ท่านทราบว่าก็คงจะต้องอยู่แบบธรรมชาติของยี่สาร เช่น นอนมุ้ง อย่างนี้ เราไม่ได้ทำเป็น Home stay แบบโรงแรมระดับห้าดาวอย่างนี้ไม่มีนะคะ ท่านต้องเข้าใจกับสภาพยี่สาร แต่เราไม่ได้ประกาศว่าเป็น Home stay แต่เราจัดให้ท่านนอนได้และก็มีกิจกรรมได้ด้วยทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ประการที่สอง คือ เรื่องกลุ่มทอผ้า กลุ่มทอผ้าของยี่สารเป็นการรวมตัวของชาวบ้านโดยดิฉันได้ชักนำให้เขารวมกันแต่งตั้งกลุ่มขึ้นมาตั้งชื่อว่ากลุ่ม "เปลือกไม้บ้านเขายี่สาร" เสียดายวันนี้ไม่ได้นำไม้แขวนเสื้อมา เนื่องจากคนที่บ้านเข้าใจผิดไปหยิบเสื้อที่ดิฉันจะใช้ไม้แขวนเสื้อวันนี้เอาไปซักเลยต้องใส่เสื้อตัวอื่น ไม่เช่นนั้นจะได้เห็นว่าผ้ายี่สารเป็นอย่างไร ถ้าท่านสนใจก็เชิญที่ยี่สารได้ แต่เราก็จะต้อนรับท่านแบบคนยี่สาร ขอบคุณค่ะ

คุณกุศล เอี่ยมอรุณ

 นี่เป็นช่วงท้ายแล้ว จะให้อาจารย์กล่าวสรุปเลยนะครับ

คุณอาภาภิรัตน์ วัลลิโภดม

 อาจารย์ค่ะ ยังได้อีกหนึ่งคำถามค่ะ เชิญค่ะ

ผู้เข้าชมการเสวนา

นมัสการพระคุณเจ้านะครับ ท่านวิทยากร คือกระผมขอบอกรายการหน่อยนะครับ ผมเป็นประธานชุมชนที่สมุทรปราการนี้นะครับ บังเอิญผมคิดว่าเป็นนิมิตหมายอันดีที่มาในวันนี้นะครับ ก็รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ผมรู้สึกปลื้มมากนะครับที่สถานที่นี้เกิดขึ้นได้ และมีบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์ที่ผมขอกราบเรียนท่านนะครับ คือท่านพลเรือตรีสมภพ ภิรมณ์ครับ ผมถือว่าท่านเป็นบุคคลสำคัญมาก ขอให้ท่านได้พูดอะไรนิดหน่อยให้ผมได้ชื่นใจซึ่งจะเป็นบุญอย่างยิ่ง ผมรู้สึกปลาบปลื้มมากครับ

พลเรือตรีสมภพ ภิรมณ์

ผมเป็นเด็กวัดระฆังครับ บ้านผมอยู่ปากตรอกวัดระฆัง แล้วอย่างไรไม่ทราบ มีการติดใจอย่างยิ่งคือการก่อพระทราย เดี๋ยวนี้ก็ยังอยากก่อพระทราย ทรายมันก็หายไปหมดแล้ว หลายๆคนคงรู้จักการก่อพระทราย เพราะถ้าเราก่อพระทราย ทรายก็จะเข้าในวัด วัดก็เอาทรายไปทำธุระอื่นๆ เดี๋ยวนี้ก็ยังอยากทำนะครับ อยากจะให้มีการก่อพระทรายกลับมาอีกสักครั้งหนึ่ง ไม่รู้เป็นเรื่องอะไร ผมก็ตอบไม่ถูกว่าเหตุผลอะไร นอกจากนั้นแล้วผมก็ได้ทำอีกอันหนึ่งก็คือ พิพิธภัณฑ์ก่อนประวัติศาสตร์บ้านเชียง สมัยนั้นครื้นเครงดีเหมือนกัน และปัจจุบันเมื่อ ๒ – ๓ วัน ก็คงจะเห็นแล้วว่ามีการพยุหยาตรา และถึงวันนี้ผมก็มีความภาคภูมิใจ คือ ผมเมื่อเป็นอธิบดีก็ตั้งพิพิธภัณฑ์โรงเรือพระราชพิธีเก็บเอาไว้ เพราะว่าจิตใจเป็นเด็กฝั่งธนและรักเรือหงส์นี่มาก จิตใจก็มุ่งอยู่แต่สิ่งเหล่านี้ แล้วส่วนอื่นๆ ที่เป็นพิพิธภัณฑ์หรือเรื่องเกี่ยวกับโบราณสถานนี้ ท่านอาจารย์ศรีศักร ก็คงรู้จักดี ผมมาที่นี่ทุกเดือน สมัยที่เฮียเล็กเขาอยู่ เพราะว่าเขารักผมมาก เคยมากินข้าวกับเฮียเล็กทุกเดือน แล้วเดี๋ยวนี้เมื่อเขาจากไปแล้วก็ยังมาเอาดอกไม้มาไว้ที่แจกันเขาทุกๆ เดือน เพราะมีความผูกพันทางจิตใจกันมาก เขามีความเมตตาปราณีต่อผม มาก็ไม่ได้คุยดีนะทะเลาะกันทุกที เขาก็อย่างนี้เราก็ว่าอย่างนั้น เขาชอบเถียง บ้านเขาก็บ้านเรือนไม้ไทยตรงนี้ แล้วมีอีกอย่างหนึ่งที่ผมรักมากคือ ผมเขียนเรื่องบ้านไทยภาคกลางเอาไว้ ถ้าใครอยากจะซื้อก็ไปซื้อที่ตรงข้างๆคุรุสภา จะมีขาย นอกจากนี้แล้วก็มีหนังสือเรื่องพระเมรุมาศอย่างนี้ก็เขียนเอาไว้ สิ่งเหล่านี้อะไรที่เป็นไทยเราแสดงออกได้ก็แสดงออก มีอีกหลายๆ เรื่อง แล้วผมขอพูดเสียตอนนี้ในที่ประชุม ถ้าท่านมีเรื่องอะไรที่ไทยๆ แล้วมาปรึกษาหารือกัน ถ้าผมตอบได้ผมจะตอบ ถ้าผมทำได้ผมจะทำ ถ้าทำไม่ได้ก็จะพยายามช่วยกันค้นคว้าหาต่อไป ขอขอบพระคุณครับ

คุณกุศล เอี่ยมอรุณ

ไม่ทราบว่าอาจารย์มีอะไรจะเพิ่มเติมไหมครับ

อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม

คือไม่มีอะไร ผมจะตอบปัญหาเมื่อกี้ที่ถาม ประการแรกนะครับต้องระวังเรื่อง Home stay Home Stay นี่มันเป็นวิธีการที่ผิดมนุษย์แบบโลก คือทำ Home stay ได้นี่ การที่จะเอาคนต่างถิ่นเข้าไปอยู่ในครอบครัวของตัวเองนี่มันบ้า อย่างผมนี่ ผมไม่ยอมให้เข้าไปหรอกนอกจากเห็นเงินเป็นใหญ่ ดีไม่ดีสังคมไทยนี่ ถ้าพลาดนะกระหรี่ขึ้นเต็มบ้าน ขณะนี้นโยบายแปลกๆ นะฮะที่จะเอาพวกโสเภณีให้ถูกกฎหมาย ฉิบหายหมดอย่างนี้ นี่พูดหยาบๆเลย และไม่เห็นด้วย และผมไม่เห็นด้วย Home stay ถ้าทำต้องจัดให้เขาอยู่เป็นกลุ่ม แล้วก็ไม่ต้องให้ไปอยู่ในบ้านของเขาในครอบครัวเขา ผิดมนุษย์ บ้า

อันที่สองนะ ผมพูดถึงเรื่องนโยบายการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน การท่องเที่ยวแบบนี้ที่มันเลอะเทอะคือ แมททัวร์ลิซึ่มของททท. ซึ่งเข้าไปปู้ยี่ปู้ยำเขาหมดเลย ถ้าหากการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนท้องถิ่นต้องจัดการ พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น สภาพแวดล้อมในท้องถิ่น แม้กระทั่งโบราณสถานท้องถิ่นให้ชุมชนคนท้องถิ่นเขาดูแล แล้วเขาผลิตไกด์ของเขา ทำไมเราพยายามจะจัดยุวมัคคุเทศก์ในเมืองโบราณ วันนี้นำเด็กเข้ามาสู่ยุวมัคคุเทศก์เพื่อว่าจะผลิตยุวมัคคุเทศก์ จะรับถ่ายทอดวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ในท้องถิ่น แล้วเขาจะเป็นตัวอธิบาย รายได้นั้นจะไปตกในท้องถิ่น แล้วท้องถิ่นจะดูแล นั่นคือการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน เราต้องเคลื่อนตรงนี้ครับ แต่ว่าเคลื่อนไม่ไหวเพราะ ททท.ลงแรงเหลือเกิน ผมถึงบอกมันก็ต้องสู้กันต่อไป แต่สิ่งที่สำคัญผมกำลังจะบอกว่า หลวงพี่นี่กำลังจับสิ่งเหล่านี้ ในแง่ของวัดศรีสุทธาวาสผมไปดูเด็กนี่ ดูถึงสภาพแวดล้อมท้องถิ่น แล้วก็ไปดูสถานที่ประวัติศาสตร์ของท้องถิ่น อันนี้ขอให้หลวงพี่ได้เสริมนิดหนึ่ง นี่คือตัวอย่างของการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน

เจ้าอาวาสวัดศรีสุทธาวาส

ขอเจริญพรอีกครั้งหนึ่ง สำหรับที่วัดความจริงก็ไม่ได้ทำอะไรมากมายเพราะว่าตรงนั้นทำให้มันเหมือนปกติ เป็นความภาคภูมิใจที่ว่า ครูบาอาจารย์ตั้งแต่สมัยสร้างวัด บูรณะวัดขึ้นมานี่ ท่านก็ได้อนุรักษ์พื้นที่ป่าของวัดไว้ ซึ่งมีเนื้อที่ประมาณ ๔๓ ไร่ ๓ งาน กับ ๗๓ ตารางวา ให้เป็นพื้นที่ป่า ณ ปัจจุบันทางวัดก็ให้เป็นคำขวัญของวัดว่า เป็นวัดป่ากลางหมู่บ้าน แหล่งสืบสานวัฒนธรรม ศูนย์น้อมนำชาวประชา ก่อเป็นคำขวัญของวัด ก็เป็นความภาคภูมิใจที่ว่า อาตมามาจากเวียงป่าเป้า เมื่อก่อนพูดถึงป่านี่ก็มีความน้อยเนื้อต่ำใจว่าเราอยู่ป่า แต่ ณ ปัจจุบันนี้ โครงการหลายโครงการ โดยเฉพาะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็มีการรณรงค์ให้มีการปลูกป่าถาวรขึ้น ก็เป็นการภาคภูมิใจอย่างหนึ่ง

คุณกุศล เอี่ยมอรุณ

กราบขอบพระคุณมาก คือผมคิดว่าเวลาล่วงเลยมาค่อนข้างมากแล้วนะครับ ก็ต้องขอขอบคุณกราบนมัสการท่านเจ้าอาวาสและวิทยากรทั้งสามท่าน โอกาสนี้ผมขอให้ท่านอาจารย์ ศรีศักร ในฐานะที่เป็นเจ้าภาพ และเจ้าบ้านมอบของที่ระลึกให้กับท่านวิทยากรทั้งสามท่านนะครับ ผมก็ปิดการเสวนาลงตรงนี้เลยนะครับ ก็ของกราบขอบพระคุณท่านนะครับที่ได้ติดตามรับฟังมาโดยตลอด ขอกราบขอบพระคุณ

คุณอาภาภิรัตน์ วัลลิโภดม

ขอบพระคุณเวทีการสร้างความรู้ท้องถิ่นจากการเสวนาแนวคิด ประสบการณ์ วิธีการ มากๆเลยนะคะ

 

-------------------------------------------------------------------------