ถอดเทปการสัมมนาเนื่องในวาระ "ขึ้นรอบปีที่ ๕ พิพิธภัณฑ์จันเสน"

การสัมมนาเนื่องในวาระ “ ขึ้นรอบปีที่ ๕ พิพิธภัณฑ์จันเสน ”

เรื่อง ความรู้และความเข้าใจใหม่จากการดำเนินงานพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น

๒๘ ตุลาคม ๒๕๔๓

ศาลาประชาชนวัดจันเสน อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์


พิธีกรหญิง

ขอกราบอาราธนาหลวงพ่อพระครูนิวิฐธรรมขันธ์ เจ้าอาวาสวัดจันเสน ได้กล่าวเปิดการสัมมนา และเรื่องราวความเป็นมาของการสัมมนาในครั้งนี้ กราบอาราธนาหลวงพ่อ

พระครูนิวิฐธรรมขันธ์

ขอเจริญพรท่านวิทยากร เจริญพรทางศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ผู้บริหารโรงเรียนทุกโรงเรียนในเขตอำเภอตาคลีและเขตอำเภอใกล้เคียง หน่วยงานศึกษาทุกอำเภอในจังหวัดนครสวรรค์ และผู้แทนกำนัน ผู้ใหญ่บ้านตำบลจันเสน อบต. ตำบลจันเสน สภาวัฒนธรรมทุกอำเภอในเขตจังหวัดนครสวรรค์ รวมทั้งสภาวัฒนธรรมจังหวัด ผู้มีเกียรติและสาธุชนชาวบ้านตำบลจันเสนทุกท่าน      วันนี้เป็นโอกาสดี ทางวัดจันเสนของเราซึ่งมีพิพิธภัณฑ์จันเสน พระมหาธาตุเจดีย์ศรีจันเสน ได้เปิดดำเนินการให้เข้าชมตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๐ เรื่อยมาจนกระทั่งถึงปีนี้ และในปีพ.ศ. ๒๕๔๔ ก็จะย่างเข้าปีที่ ๕ การดำเนินงานพิพิธภัณฑ์ของจันเสน หลังจากได้เปิดให้เข้าชมตั้งแต่ปีดังกล่าวแล้วนั้น ได้รับความสนใจจากประชาชนทั้งในท้องถิ่น และประชาชนใกล้เคียง รวมทั้งจังหวัดอื่นๆ หมั่นมาเยี่ยมเยียน มาศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางสถาบันการศึกษาต่างๆ เช่น โรงเรียนในท้องถิ่น โรงเรียนมัธยมในเขตอำเภอใกล้เคียง และจังหวัดต่างๆ ตลอดกระทั่งสถาบันราชภัฏ มหาวิทยาลัย ประกอบด้วยหน่วยงาน ห้างร้าน บริษัท ต่างก็มาเข้าชม มาเยี่ยมเยียนเป็นครั้งคราว เป็นหมู่เป็นคณะ มากบ้างน้อยบ้าง เป็นลำดับมา      

ถือว่าเราประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ซึ่งเราดำเนินงานจัดการในรูปแบบของคณะกรรมการ นอกจากนั้น เราได้จัดให้มีการอบรมยุวมัคคุเทศก์ตั้งแต่ปีเริ่มต้น จุดประสงค์ก็เพื่อที่จะให้เยาวชนในท้องถิ่นมีส่วนร่วมด้วย จะได้มีจิตวิญญาณในการรักหวงแหนในท้องถิ่นของตน จึงได้มีโครงการจัดอบรมยุวมัคคุเทศก์แต่ละรุ่น แต่ละปี ในการอบรมนั้นก็ได้รับความร่วมมือจากนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร การท่องเที่ยวจังหวัดลพบุรี แล้วก็วิทยากรท้องถิ่น ครูบาอาจารย์ให้การอบรมโดยมาพักแรมที่วัด หลังจากเด็กได้รับการอบรมแล้วก็หมุนเวียนกันมาทำหน้าที่นำชมแก่แขกผู้มาเยี่ยมเยียนเป็นครั้งเป็นคราว เป็นหมู่เป็นคณะ เป็นลำดับมา      การปฏิบัติหน้าที่ของเยาวชน หรือยุวมัคคุเทศก์ ดังกล่าวนั้น เป็นที่ชื่นชอบแก่บุคคลที่มาเยี่ยมเยียนด้วย การบรรยายจะถูกต้องทั้งหมดหรือจะถูกบ้างผิดบ้างก็ได้รับการอภัย เพราะถือว่าเป็นเด็กเป็นเยาวชน มีความตั้งใจสูงที่จะทำหน้าที่ตรงนี้      เพราะฉะนั้น การประชุมสัมมนาในวันนี้ ทางวัดได้ร่วมกับทางศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร และมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ จัดขึ้นมาเพื่อวัตถุประสงค์ว่า การดำเนินงานของเราครบรอบ ๔ ปีเศษแล้วนั้น เราจะต้องมีการทบทวน เหลียวหลัง แล้วมองไปข้างหน้า ทางที่เดินมาแล้วถูกต้องดีหรือไม่ และทางที่จะเดินต่อไปข้างหน้าจะเป็นอย่างไร เพื่อให้การดำเนินงานของเรา หรือการก้าวย่างไปข้างหน้าไม่มีการผิดพลาด เกิดความมั่นคงและเป็นที่ยอมรับ      ทางวัดจึงได้ประสานงานไปทางมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ และศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ว่าทางวัดมีโครงการที่จะจัดประชุมสัมมนาตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว ซึ่งได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานทั้งสอง แล้วก็ได้เชิญหน่วยงานต่างๆ ที่กล่าวมาแล้วตั้งแต่ต้น ให้มีส่วนร่วมในการประชุมสัมมนาครั้งนี้      เพราะเหตุที่ว่าการดำเนินงานพิพิธภัณฑ์ของเรา นอกจากจะได้รับการชื่นชมจากหน่วยงานหลายๆ ท้องที่แล้ว ยังก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ภายในท้องถิ่น ซึ่งจะขอเวลาสั้นๆ ชี้แจงเป็นข้อๆ ว่า ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงกับในท้องถิ่นอย่างไรบ้าง และสิ่งที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในท้องถิ่น คือ      ๑ . ทำให้เกิดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ภายในท้องถิ่น เป็นวิชาการเรียนของเยาวชนในท้องถิ่น และท้องถิ่นใกล้เคียง      ๒ . ทำให้เกิดอาชีพ เช่น มีศูนย์ทอผ้าเกิดขึ้น ทำให้แม่บ้านที่ว่างงานได้มาทอผ้าที่วัด ทำให้เกิดมีรายได้ขึ้นมา      ๓ . ทำให้เกิดสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ เช่น เครื่องจักสานที่หมู่บ้านดงมัน ซึ่งใกล้จะสูญไปแล้ว ก็ได้มีการรื้อฟื้นขึ้นมาอีก คนสานตะกร้าและเครื่องจักสานต่างๆ นั้น ก็อายุกว่า ๗๐ และเหลืออยู่ไม่กี่คน ของดีอื่นๆ ในท้องถิ่นเป็นต้นว่า ขนมนมเนยต่างๆ ก็ได้ถูกปรับปรุง แล้วก็ทำมาขายที่วัด ตลอดกระทั่งกลุ่มแม่บ้านชอนเดื่อ กลุ่มอำเภอตาคลีก็นำมาฝากขายที่นี่ด้วย      ๔ . การจัดตั้งชมรมเรารักษ์จันเสนขึ้น นอกจากเราจะมีเยาวชนผู้มาทำหน้าที่ยุวมัคคุเทศก์แล้ว เรายังจัดตั้งชมรมเรารักษ์จันเสนขึ้นมา ซึ่งชมรมนี้มีคนทุกระดับวัย ตั้งแต่เยาวชนถึงผู้สูงอายุ      ๕ . ทำให้เกิดประเพณี มีการรื้อฟื้นประเพณีท้องถิ่นต่างๆ เช่น การทำบุญสารทลาว สารทจีน สารทพวน และสารทไทยในระหว่างพรรษา ประเพณีลอยกระทงเดือนสิบสอง ซึ่งจะมีคนต่างถิ่นเข้ามาเยี่ยมชม มาร่วมกิจกรรมนี้เป็นจำนวนมาก      ๖ . ทำให้เกิดศูนย์รวมของชุมชน เมื่อชาวบ้านมีกิจกรรมอะไรก็จะมาจัดกันที่วัด จึงถือว่าวัดนี้เป็นศูนย์รวมของชุมชนภายในท้องถิ่น หรือแม้แต่หน่วยงานอำเภอ หน่วยงานจังหวัดก็มาใช้สถานที่ตรงนี้เพื่อความสะดวกสบาย      ๗ . มีบุคคลระดับต่างๆ เข้ามาเยี่ยมชม และมาศึกษาหาความรู้ในพิพิธภัณฑ์      ๘ . เป็นแบบอย่างแก่ท้องถิ่นอื่นๆ ด้วย คือ เมื่อท้องถิ่นอื่นๆ มาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ที่นี่แล้ว ก็มีความคิดขึ้นมาว่าอยากจะไปปรับปรุงในท้องถิ่นของตนเอง อยากจะไปจัดสร้าง จัดทำ ซึ่งยังมีอยู่หลายท้องที่ที่เขามีความประสงค์อยากจะจัดแบบนี้เหมือนกัน แต่ว่าเขาไม่พร้อมในด้านกำลัง      ๙ . ความมีสำนึกเกิดขึ้นในชุมชนและบุคคลที่มาเกี่ยวข้อง ความสำนึกนี้หมายถึงว่า ความสำนึกในการรักท้องถิ่น หวงแหนท้องถิ่น      ๑๐ . ทำให้เกิดรายได้ของคนในชุมชนพอประมาณ ไม่ถือว่าสูงมากนัก      และข้อสุดท้าย คนในท้องถิ่นจันเสนเองที่ได้โยกย้ายไปทำมาหากินยังต่างจังหวัด ไปมีหลักฐานมั่นคงยังท้องถิ่นอื่น ถึงแม้ว่าจะไม่ได้กลับมาอยู่ที่นี่ แต่ก็ให้การสนับสนุนในด้านปัจจัย และวัตถุสิ่งของต่างๆ จึงทำให้พระมหาธาตุเจดีย์ศรีจันเสนสำเร็จได้ตามวัตถุประสงค์ทุกประการ ซึ่งความสำเร็จที่เกิดขึ้นมาได้นี้ก็เป็นความดำริจากอดีตเจ้าอาวาส คือ หลวงพ่อโอดว่าจะสร้างพิพิธภัณฑ์ สร้างพระศรีมหาธาตุเจดีย์ แล้วก็ไปเชื่อมโยงทางฝ่ายวิชาการ คือ มหาวิทยาลัยศิลปากร ได้มาจัดทำทั้งด้านเนื้อหา และรูปแบบต่างๆ ตั้งแต่ต้นจนจบ เพราะฉะนั้นงานที่เราได้ดำเนินการมาครบ ๔ ปีบริบูรณ์      แล้วจะย่างเข้าปีที่ ๕ ในวันที่ ๑ มกราคม ๒๕๔๔ นั้น เราจะต้องมีการทบทวนกันว่าที่ทำมาแล้วถูกต้องดีงามแล้วหรือยัง แล้วเราจะก้าวไปข้างหน้า เราจะก้าวไปอย่างไร อาตมาก็ขออนุโมทนาสาธุการยังหน่วยงานต่างๆ ที่ได้ให้ความร่วมมือมาประชุมสัมมนาในครั้งนี้ตามรายนามที่อาตมาได้กล่าวมาตั้งแต่ต้น      ขณะนี้ถือว่าเป็นเวลาพอสมควรแล้ว อาตมาขอเชิญท่านผู้มีหน้าที่เป็นวิทยากรได้โปรดมาทำหน้าที่ในลำดับสืบต่อไป ขอเจริญพร

พิธีกรหญิง

ในระยะเวลาสั้นๆ พระคุณเจ้าหลวงพ่อพระครูนิวิฐธรรมขันธ์ ได้เล่าถึงเรื่องราวของพิพิธภัณฑ์ในช่วง ๔ ปีที่ผ่านมาว่า เราทำอะไรไปบ้าง เกิดผลอะไรบ้าง พร้อมทั้งสาระของการสัมมนาในวันนี้ คือ เหลียวหลัง แลหน้า แล้วก็มองปัจจุบันว่า เราทำอะไร แล้วเราจะอยู่ต่อไปอย่างไร      ก่อนที่จะถึงช่วงของการชมวีดิทัศน์ ดิฉันใคร่ขอแนะนำผู้ร่วมฟังการสัมมนาที่ไม่ได้ขึ้นสัมมนาบนเวที เพื่อที่จะได้รู้จักกับทุกท่านไว้นะคะ ก่อนอื่นดิฉันขอแนะนำจากท้องถิ่นก่อนนะคะ ขอแนะนำทุกท่านรู้จักตัวแทนจากศูนย์วัฒนธรรม จังหวัดนครสวรรค์ ท่านผู้อำนวยการนิวัฒน์ พรหมสอน ค่ะ ส่วนของวัฒนธรรมท้องถิ่นในอำเภอของเรา ขอแนะนำให้ทุกท่านได้รู้จักกับท่านศึกษาธิการอำเภอตาคลี ท่านศึกษาสุรพงศ์ สุชินโรจน์ ค่ะ การสัมมนาในครั้งนี้      นอกจากจะมีชุมชนท้องถิ่นแล้ว ยังมีผู้ที่สนใจจะสืบสานงานพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นต่อไป เดินทางมาไกลทีเดียว ท่านมาจากตำบลป่าแดด อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย คุณพ่อจอมแปง พรหมสวัสดิ์ ค่ะ คุณพ่อจอมแปลงเป็นประธานผู้สูงอายุของตำบลป่าแดด ท่านมาดูงานเพื่อที่จะไปทำของท่านบ้างที่ป่าแดด พวกเราชาวจันเสนก็ยินดีต้อนรับ      นอกจากนี้ ดิฉันขออนุญาตแนะนำนักวิชาการที่มาร่วมให้เกียรติกับเรา ขอแนะนำนักวิชาการที่ท่านไม่ได้ขึ้นสัมมนาบนเวทีที่ให้เกียรติกับเรามาก อาจจะรู้จักกันแล้ว อาจารย์นิจ หิญชีระนันท์ ค่ะ ที่เป็นผู้ค้นพบเมืองโบราณจันเสน      อีกท่านหนึ่ง เป็นผู้ที่ริเริ่มก่อตั้งมาด้วยกัน บุกเบิกจันเสนมาด้วยกัน ท่านอาจารย์วนิดา พึ่งสุนทร ค่ะ ชื่อนี้เมื่อเอ่ยแล้วชาวจันเสนคุ้นใจ คุ้นหน้า คุ้นตาเป็นอันดี สำหรับนักวิชาการท่านอื่นๆ เดี๋ยวทุกท่านจะได้พบบนเวทีแห่งนี้นะคะ      

สำหรับรายการต่อไปนั้นจะเป็นปาฐกถานำในเรื่องของ " พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น สำนึกร่วมทางสังคม " ผู้ที่จะมาปาฐกถาในวันนี้ก็เป็นบุคคลที่คุ้นชื่อ และทุกท่านชาวจันเสนก็คุ้นหน้าท่านเป็นอันดีนะคะ เพราะท่านเป็นผู้หนึ่งที่ได้ร่วมบุกเบิกพิพิธภัณฑ์แห่งนี้มาด้วยกันกับเราชาวจันเสนค่ะ ปัจจุบันท่านเป็นข้าราชการบำนาญ เป็นคณะกรรมการศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร แล้วก็ยังเป็นที่ปรึกษามูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ เพราะฉะนั้นต้องบอกว่าท่านเป็นเรี่ยวแรงหนึ่งที่ทำให้เกิดกิจกรรมการสัมมนา เหลียวหลัง แลหน้า และมองปัจจุบันในวันนี้ขึ้นมา ท่านคงจะพร้อมแล้ว ขอเสียงปรบมือต้อนรับรองศาสตราจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ด้วยค่ะ

รศ. ศรีศักร วัลลิโภดม

นมัสการพระคุณเจ้า ท่านผู้มีเกียรติที่เคารพ ผมมาวันนี้ก็คงไม่มีอะไรแปลกใหม่ไปกว่าแต่เก่านะครับ เพราะรู้สึกว่าผู้ที่มาประชุมนี้มีทั้งหน้าใหม่และหน้าเก่า แล้วที่เราจะมาพูดกันวันนี้ก็คงไม่มีอะไรใหม่ๆ พูด แต่ผมคิดว่า การที่มาร่วมสัมมนาในวันนี้ ก็คือ การประเมินนะครับ ประชุมเพื่อประเมินสิ่งที่ได้ทำมาในรอบ ๔ ปี ผมว่าหลายๆ แห่ง หลายๆ โครงการในทางสังคมวัฒนธรรมที่มีการเปลี่ยนแปลงในดินแดนประเทศไทยนี้ โดยเฉพาะโครงการซึ่งนำโดยรัฐบาลไม่มีการประเมินว่า มันงอกงาม หรือมันเหี่ยวแห้งไป มักจะทำกันแบบทุ่มเงินลงไป หลังจากนั้นก็ไม่มีการประเมิน เพราะฉะนั้นโครงการพัฒนาต่างๆ เหล่านี้ มันไม่เป็นผลประโยชน์ ไม่มีผลดีขึ้นมา แต่การที่เรามาสัมมนาในวันนี้ เป็นความริเริ่มจากภายใน จากชุมชนจันเสน โดยการริเริ่มของหลวงพ่อโดยตรงนะครับ เพื่อประเมินว่าสิ่งที่ทำไปแล้วมันสัมฤทธิ์ผลอย่างไร น่าประหลาดและน่าชื่นชมในฐานะที่ผมมาจากภายนอก คือทุกอย่างเกิดขึ้นจากภายใน ไม่ใช่มาจากภายนอก ทำไมผมจึงใช้คำว่าท้องถิ่นวัฒนา เพราะว่าผมชิงชังต่อคำว่า พัฒนา มาตลอด พัฒนาในดินแดนประเทศไทยนี้ ตั้งแต่แผนฯ ๑ ถึงแผนฯ ๘ แล้วจะมาแผนฯ ๙ นี้ ทำความวิบัติให้กับบ้านเมืองอย่างมากมาย เพราะเป็นการมาจากข้างนอก คนข้างนอกตรัสรู้ว่ามันควรจะเปลี่ยนแปลงอย่างนี้ สังคมไทยในอดีตที่ผ่านมา ในยุคสงครามเย็นเป็นการดูถูกของคนที่เป็นนักวิชาการ ข้าราชการ ของคนในรัฐต่างๆ เหล่านี้ ที่ดูถูกชาวบ้านว่าเป็นคนงี่เง่า ความรู้ต่ำ คิดอะไรไม่เป็น ต้องทำหน้าที่พัฒนาให้ นั่นเป็นความคิดที่ผิด แล้วเกิดอะไรขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือความวิบัตินะครับ แต่ที่จันเสนน่าประหลาดที่ไม่ได้ขานรับต่อแผนพัฒนาอะไรของบ้านเมืองเลย แต่เป็นการกระตุ้นมาจากภายในทั้งสิ้น โดยเฉพาะความริเริ่มจากผู้ที่เป็นที่เคารพของชุมชน คือ พระคุณเจ้าหลวงพ่อโอด การเป็นผู้นำของหลวงพ่อโอด และบารมีของหลวงพ่อโอดนี้ ทำให้เกิดสำนึกร่วมขึ้นในสังคม ในชุมชนนี้นะครับ ท่านจะเห็นว่า เวลานี้คำว่า ชุมชนเข้มแข็ง ที่รัฐบาลจัดตั้ง โดยเฉพาะกระทรวงมหาดไทย ดั๊มเงินไปทั่วราชอาณาจักร ไม่ว่าจะเป็นมิยาซาว่า หรืออะไรต่างๆ เหล่านี้ รวมทั้งพรรคการเมืองใหม่ที่บอกว่าจะแจกเงินให้หมู่บ้าน หมู่บ้านละล้านนี่นะครับ สิ่งที่ดั๊มลงไปนั้นมันไม่มีทางที่จะพัฒนาได้หรอกครับ วัฒนาได้แล้ว เพราะอะไรก็ตามที่ดั๊มไปแล้วพัฒนาในเรื่องเศรษฐกิจ มันจะทำให้เกิดการขัดแย้ง ความขัดแย้งในชุมชน ในท้องถิ่นจะเกิดขึ้น คือ คนที่มีโอกาส และคนที่ด้อยโอกาส หลายๆ แห่งจะเกิดขึ้นตลอดเวลา แล้วถ้าหากยังทำอย่างนั้นต่อไป บ้านเมืองก็จะฉิบหายต่อไปนะครับ แต่การที่เรามาวันนี้ เราเห็นว่าการพัฒนานี้มาจากภายในโดยตรง ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับรัฐ แล้วประสบผลสำเร็จมายังไงใน ๔ ปีที่ผ่านมา สิ่งที่ทำให้เกิดความเข้มแข็งของท้องถิ่นได้ ก็คือการสร้างสำนึกร่วม ไม่ใช่ดั๊มเงินลงไป สำนึกร่วมอันนี้เกิดจากผู้นำท้องถิ่นที่มีความเข้าใจ ที่อยู่ในศีลธรรมริเริ่มขึ้น รื้อฟื้นสิ่งที่เป็นอดีตของท้องถิ่น ในด้านมรดกทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ สร้างให้เป็นมรดกของส่วนรวม เพราะฉะนั้นจันเสนที่มาถึงวันนี้ได้ คือ ความสำเร็จในการสร้างสำนึกร่วม ซึ่งเกิดขึ้นโดยหลวงพ่อโอด แล้วต่อมาผู้นำของชุมชนหลายๆ ฝ่ายร่วมกัน การสร้างสำนึกร่วมนี้ทำให้เกิดองค์กรข้างในท้องถิ่น ซึ่งเป็นองค์กรที่มีความเสมอภาค ไม่ว่าผู้ที่เป็นกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต . จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ของรัฐ รวมทั้งพระสงฆ์องค์เจ้า ครูบาอาจารย์ ร่วมกันเป็นองค์กรที่มีความเสมอภาคภายใต้ความรู้สึกร่วมกันว่าเป็นคนจันเสนนะครับ ตรงนี้คือความสำเร็จของจันเสนที่สามารถจัดองค์กรภายในให้อยู่ในระดับเสมอภาคกัน แล้วองค์กรอันนี้คือฐานของประชาสังคม ถ้าท่านไปดูที่อื่น องค์กรเหล่านี้จะนำโดยผู้ใหญ่บ้าน กำนัน หรือ อบต . บางที อบต . เลือกตั้งมาจากที่อื่นแล้วมาแย่งผลประโยชน์ของชาวบ้านไป แต่ที่นี่ทั้ง อบต . กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน รวมทั้งคหบดี หลายๆ ฝ่ายมาร่วมกันอย่างเสมอภาค ทำเพื่อท้องถิ่นแห่งนี้นะครับ ความสำเร็จอันนี้เกิดจากสำนึกร่วมที่ทำมา เริ่มจากสิ่งที่มี มีพระบรมธาตุ มีพิพิธภัณฑ์ ทำให้สำนึกร่วมเกิดขึ้น แล้วองค์กรที่เกิดขึ้นนี้ก็ไม่มีใครโดดเด่นกว่าใคร ต่างคนมุ่งที่จะทำนะครับ     

แล้วต้องเข้าใจว่าจันเสนไม่ใช่ชุมชนอย่างที่มหาดไทยพูด คำว่าชุมชนของมหาดไทยน ั้ น เป็นชุมชนที่น่ากลัว เพราะไม่รู้ว่ามันคืออะไร อย่างมากก็คือชุมชนที่มีหมู่บ้าน ๑ หมู่บ้าน ๒ หมู่บ้าน ๓ แล้วเป็นตำบล แต่จันเสนไม่ใช่ จันเสนเป็นชุมชนที่อยู่ และเติบโตหรือใหญ่โตกว่าชุมชนในระดับหมู่บ้านนะครับ บ้านจันเสนเป็นบ้านแห่งหนึ่ง แต่ความเป็นจันเสนไม่ใช่ ความเติบโตทางโครงสร้างของจันเสนเป็นเมืองขนาดเล็กครับ พัฒนาการของจันเสนนี้มีความเก่าแก่มาตั้งแต่สมัยทวารวดี แต่เราไม่จำเป็นต้องไปพูดถึงสมัยทวารวดี สมัยรัชกาลที่ ๕ เมื่อมีการตัดทางรถไฟเข้ามา ชุมชนจันเสนเริ่มเกิดตอนนั้น แล้วเริ่มเกิดเป็นศูนย์กลางการค้า เป็นศูนย์กลางการคมนาคมของท้องถิ่น เพราะฉะนั้นพัฒนาการของจันเสนนี้ มันเติบโตขึ้นสองข้างทางรถไฟ แล้วเติบโตเป็นเมืองเล็กๆ นะครับ ซึ่งมีหมู่บ้านหลายๆ หมู่บ้านเป็นบริวาร ความเป็นจันเสนจึงมีลักษณะเป็นเมืองและเป็นท้องถิ่น มีโครงสร้างสลับซับซ้อนไม่ใช่หมู่บ้านธรรมดา และคนในองค์กรชุมชนที่เต็มไปด้วยหลายฝ่ายนี้ ไม่ว่าครู พระสงฆ์องค์เจ้า กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต. นั้นสามัคคีกัน อันนี้เป็นความสำเร็จอย่างใหญ่หลวง แล้วเป็นท้องถิ่นซึ่งมีครบเครื่องในความเป็นมนุษย์นะครับ ท่านจะเห็นว่าสิ่งที่เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นท้องถิ่นนั้นคือ พระบรมธาตุ การเติบโตของจันเสนนั้นเกิดขึ้นจากระบบความเชื่อเป็นศูนย์กลาง เป็นอำนาจศักดิ์สิทธิ์ที่จะให้คนในท้องถิ่นอยู่ได้ด้วยกติกา มีศีลธรรม มีจารีตประเพณี สิ่งเหล่านี้เป็นเกราะป้องกันการรุกล้ำของอำนาจสาธารณ์ที่มาจากรัฐ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่สำคัญ จันเสนเป็นสังคมซึ่งมีศาสนา ชุมชนที่รัฐบาลจัดตั้งขณะนี้ ผมมองไม่เห็นว่าเป็นชุมชนที่จะเข้าข่ายเป็นชุมชนมนุษย์อย่างไร เพราะบ้าเรื่องเศรษฐกิจ ทำโน่นทำนี่ ฆ่ากันตายทุกวันเลยนะครับ แต่ที่นี่เป็นชุมชนที่มีศาสนาเป็นตัวนำ มีพระสงฆ์องค์เจ้าที่เป็นผู้นำทางศีลธรรมเป็นผู้จัดการ มีกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต. หรือคหบดี มาร่วมกันเพื่อความรุ่งเรืองของท้องถิ่น ผมติดใจมากครับ เพราะว่าความเป็นท้องถิ่นของจันเสนไม่ได้อยู่ตรงนี้ มันกินเข้าไปถึงตาคลี อย่างเสี่ยติ่ง อยู่ที่ตาคลี แต่ความสำนึกของเสี่ยติ่งคือคนจันเสน พร้อมที่จะมาเกี่ยวข้องกับจันเสนตลอด เพราะฉะนั้นนี่คือสำนึกร่วมที่เกิดขึ้น ไม่ใช่มาจากการเอาเงินดั๊มลงไปทำโน่นทำนี่ การเติบโตมันเกิดขึ้น มีทั้งศาสนา มีความสัมพันธ์ทางสังคมที่เป็นภราดรภาพนะครับ ผมไม่คิดว่าผู้อาวุโส หรือข้าราชการต่างๆ ที่อยู่ในท้องถิ่นนี้จะทำตัวเหนือคนโน้นคนนี้ แต่ทุกคนจะทำตัวในระดับเสมอภาค นั่นคือองค์กรชุมชนที่สำคัญในระดับเสมอภาค ความเป็นประชาสังคมเกิดขึ้นตรงนี้ ซึ่งเราโหยหาแล้วเราไม่รู้ว่าคืออะไรเวลาที่นักวิชาการพูด แต่อันนี้มันเกิดขึ้น นอกจากมีศาสนา มีความสัมพันธ์ทางสังคมในลักษณะที่เป็นภราดรภาพแล้ว จันเสนยังมีกระบวนการศึกษาที่เรียกว่า Socialization คือ การจัดอบรมทางสังคมให้แก่เด็กคนไทยในขณะนี้จำเป็นต้องสร้างความสำนึกร่วมของท้องถิ่น ให้ท้องถิ่นดูแลกันเอง จะถ่ายทอดให้เด็กอย่างไร ครูบาอาจารย์ที่นี่มีความสำคัญมาก ซึ่งผมประทับใจมากเลยนะครับ พอเรามาถึงตรงนี้แล้ว ท่านลองไปดูโครงการของรัฐบาล ดัดจริตจะปรับปฏิรูปการศึกษา ประชุมกันอยู่ในห้องเย็น เอาอรหันต์หลายๆ คนว่ากันไป แบ่งเป็นเขตการศึกษาโน้น การศึกษานี่ แต่ถามว่าท้องถิ่นนั้นคืออะไร เขาไม่มีองค์ความรู้ในท้องถิ่น เขาพูดได้แต่วิธีการ แล้ววิธีการซึ่งไม่เข้าท่าด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นในการที่จะเกิดความรู้ท้องถิ่นได้นี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่กระทรวงศึกษาฯ ต้องปลดปล่อยครูบาอาจารย์ที่อยู่ในท้องถิ่น เวลานี้คุณเอาระเบียบอะไรต่างๆ ไปกดเขาไว้ตลอดเวลา สอนอะไรก็ต้องไปตามนั้นตามนี้ แล้วยังดัดจริตมาบอกว่าศูนย์กลางของการศึกษาอยู่ที่เด็ก อันนั้นไม่ใช่นะครับ เด็กจะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าไม่มีครู แต่ครูจะเกิดไม่ได้ ถ้าไม่ให้อิสระแก่ครู แต่ระบบการศึกษา คือ กดครูตลอดเวลา แต่ที่นี่ผมคิดว่าครูเป็นพวกขบถ เริ่มไม่ยอมรับกฎเกณฑ์ของกระทรวงศึกษาฯ แต่พยายามจะอบรมเด็กในกระบวนการของ Socialization คือ เอากระบวนการสังคมกับการศึกษาในโรงเรียนมาผนวกกัน ซึ่งจะทำให้เด็กคิดเป็นและถ่ายทอดเป็น อย่างเช่นอาศัยพิพิธภัณฑ์นี้เป็นตัวอย่าง นั่นเป็นการริเริ่มอันแรกที่เกิดขึ้นในประเทศไทย เมื่อสมเด็จพระเทพรัตนฯ มา เด็กเป็นไกด์นำชมให้ผู้หลักผู้ใหญ่ ที่อื่นไม่เคยทำเลยนะครับ แล้วการนำนี้จะทำให้เด็กถ่ายทอดความรู้ต่างๆ เรื่องภูมิปัญญาลงไปในรุ่นต่อๆไป นั่นคือความยั่งยืนของความเป็นชุมชน และความเป็นท้องถิ่น เราสร้างสิ่งที่เป็นมาตุภูมิเกิดขึ้นในดินแดนประเทศไทย ซึ่งสิ่งเหล่านี้รัฐคิดไม่ออก เพราะฉะนั้นผมคิดว่าตรงนี้คือศักยภาพของท้องถิ่น ศักยภาพของภาคสังคมที่ต้องใช้ท้องถิ่นเป็นตัวตั้ง สร้างสำนึกร่วม ฟื้นฟูสิ่งที่เป็นภูมิปัญญา แล้วภูมิปัญญาในที่นี้ไม่ใช่วิธีการทำมาหากินอย่างเดียว ต้องเป็นเรื่องศีลธรรม จริยธรรม รวมทั้งสภาพแวดล้อม ปัจจัยสี่ต่างๆ นี้ให้เป็นองค์ความรู้แล้วถ่ายทอดไปให้เด็ก แล้วสร้างสำนึกร่วมว่าจะต้องรักษาแผ่นดินนี้ที่เป็นมาตุภูมิ นี่คือความสำเร็จครับ      

ที่เรามาวันนี้ก็เพื่อมองต่อไปข้างหน้าว่า ท้องถิ่นนี้จะจรรโลงสิ่งที่ได้ทำมาอย่างดีงามนี้ได้อย่างไร อะไรจะเกิดขึ้นในท้องถิ่นแห่งนี้ต่อไป เพราะว่าการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นนั้น จะต้องมองภาพของการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เพราะเราถูกข้างนอกมากระทบตลอด เราจะทำอย่างไรต่อสิ่งเหล่านี้ นี่เป็นเรื่องที่สำคัญนะครับ แล้วผมดีใจที่ได้เห็นภาพของเด็กๆ ที่มามาก ซึ่งน้อยแห่งเราจะพบ อย่างเวลาสัมมนาเกี่ยวกับพัฒนาชุมชน คุณไม่เห็นเด็กหรอก พบแต่ข้าราชการกับชาวบ้าน หรืออย่างมากก็แจกของกัน หรือทำเป็นพิธีกรรม แจกเหรียญ แจกอะไรบ้าๆ บอๆ เท่านั้นเอง แต่มันไม่ได้อะไรขึ้นมา แต่นี่เห็นเด็ก เห็นผู้ใหญ่ต่างๆ ที่มา เป็นสมานฉันท์ เป็นการถ่ายทอด แล้วก็ดีใจที่เป็นการเคลื่อนไหวของครู      เมื่อเร็วๆ นี้ ผมถูกเชิญไปสอนการท่องเที่ยวแบบยั่งยืนที่จังหวัดอุบลฯ ที่อุบลฯ นี่ประหลาด ราชภัฏไม่เคยทำหน้าที่หรอก แต่มหาวิทยาลัยอุบลฯ ซึ่งพื้นฐานเป็นมหาวิทยาลัยทางเทคโนโลยีกลับตื่นตัวทำขึ้นมา แล้วมีคณะหนึ่งของมหาวิทยาลัยอุบลฯ จัดอบรมช่วงสั้นๆ ให้แก่คนท้องถิ่น อย่างครูท้องถิ่น เจ้าหน้าที่อุทยานต่างๆ เหล่านี้ โดยที่ไม่คิดค่าอะไรเลย เอาเงิน ZIP มาใช้ ผมเพิ่งเห็นเงิน ZIP มีประโยชน์ตอนนี้นะครับ ที่แล้วๆ มาเฮงซวยมาก ก็เอามาให้ทางมหาวิทยาลัยอุบลฯ จัดอบรม ปรากฏว่ามีครูบาอาจารย์มาอบรมมาก ผมไปอบรมนะครับ ผมรู้ว่าครูต่างๆ เหล่านั้นเขามีความรู้ในท้องถิ่นดีกว่าผม พอเราให้ความเคารพเขา ยกย่องเขา ครูพวกนั้นจะเกิดความมั่นใจขึ้นมา เพราะฉะนั้นสิ่งที่เป็นความรู้ ที่เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่เขาเรียนรู้มามันพลั่งพรูออกมาเลย ผมรู้สึกว่าผมไปอบรมครั้งนั้น คนที่ได้กลับเป็นผมไม่ใช่ครูเหล่านั้น แต่เรากลายเป็นการแลกเปลี่ยนกัน แล้วผมมานั่งคิดว่าการปฏิรูปการศึกษาที่ทำอยู่ขณะนี้ เคยเข้าใจถึงสิ่งเหล่านี้หรือเปล่า มันทำให้คนในสังคมไทยอยู่ในกรอบ ไม่เป็นอิสระ ครูไม่สามารถพูดอะไรออกมาได้ เพราะว่าผู้หลักผู้ใหญ่หรือนักวิชาการในมหาวิทยาลัยมากดตลอดเวลา เพราะฉะนั้นผมคิดว่าถ้าเราขบถแบบนี้ เราฟื้นฟูความรู้ ความเป็นมนุษย์ของเราขึ้นมา เราจะศึกษาอะไรได้หลายอย่าง แล้วเราถ่ายทอดออกมาจากท้องถิ่นได้ นี่เป็นกระบวนการของท้องถิ่นซึ่งไม่เกี่ยวกับรัฐนะครับ รัฐทำขณะนี้ คือ โง่ ผมเป็นข้าราชการโง่อยู่ ๔๐ ปี เพราะอยู่ในตำแหน่งโน้นตำแหน่งนี้ ก็ต้องคิดไปอยู่ตามตำแหน่งนั่น เพราะฉะนั้นหัวโขนนี่ทำให้โง่ ถ้าไม่โง่ต้องแกล้งโง่นะครับ แต่เมื่อมาเป็นข้าราชการบำนาญแล้วรู้สึกมีอิสระ ผมสามารถทำอะไรได้ตามใจชอบ ผมก็เลยมาคิดถึงเรื่องเมื่อวานนี้ที่ประชุม สกว. ที่จังหวัดกาญจนบุรี ท่านอาจารย์เสน่ห์ ซึ่งเป็นปราชญ์อาวุโสของเมืองไทย ท่านพูดว่า สังคมไทยไม่มีอิสระ ผมเข้าใจว่าอิสระในที่นี้คือ ทุกคนต้องมีอิสระในฐานะเป็นมนุษย์ มนุษย์มีศักยภาพในการศึกษา และควรจะมีอิสระในกระบวนการศึกษาหาความรู้ เขาจะคิดได้ทำได้นะครับ เพราะฉะนั้นการจะปรับปฏิรูปการศึกษาขณะนี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้อิสรภาพแก่ครูท้องถิ่น ให้เขาเข้าใจท้องถิ่น ให้เขาคิดหาความรู้ขึ้นมาแล้วปรับความรู้ที่ได้จากในหลักสูตรให้สัมพันธ์กับกระบวนการอบรมทางสังคมในท้องถิ่น เด็กถึงจะคิดเป็น ถึงจะมีประสบการณ์ แล้วความงอกงามจะเกิดขึ้น สิ่งเหล่านี้ได้เกิดขึ้นที่จันเสนซึ่งครบเครื่องเลยนะครับ เพราะฉะนั้นผมถึงอยากให้ที่ประชุมตรงนี้ เรามาดูว่า ๔ ปีที่ผ่านมา ความงอกงามของจันเสนในลักษณะที่เป็นท้องถิ่นวัฒนา มันเป็นมาอย่างไร แล้วผมก็อยากจะมองต่อไปด้วย จากวันนี้ที่ผมมาผมเห็นการเปลี่ยนแปลงรอบๆ จันเสน ซึ่งแต่ก่อนนี้เคยเป็นหมู่บ้านโทรมๆ สกปรก เดี๋ยวนี้มีการจัดระเบียบ มีความเคลื่อนไหวมาก การเติบโตของจันเสนในอนาคตคงไม่หยุดอยู่ตรงนี้ แต่ควรจะจัดการอะไรหลายๆ อย่าง วัด พิพิธภัณฑ์ มีอยู่แล้ว แต่มีหลายๆ อย่างในเขตจันเสนสามารถเป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง พิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิตได้นะครับ อย่างเช่นสถานีรถไฟ ควรจะต้องเก็บไว้ เพราะเป็นประวัติศาสตร์ของการเกิดจันเสน ซึ่งเกิดจากริมทางรถไฟ เพราะฉะนั้นใครผ่านมาจันเสน จะคิดคำนึงได้ว่าในสมัยรัชกาลที่ ๕ มีการตัดทางรถไฟมา แล้วทำให้เกิดชุมชนขึ้นตามทางรถไฟมากมาย ปัจจุบันนี้ชุมชนเหล่านั้นเริ่มหายไป กลายเป็นตลาดใหม่ๆ ย่านธุรกิจการค้าใหม่ๆ แต่ถ้าเรารักษาสิ่งเหล่านี้ได้ จันเสนจะเป็นศูนย์กลางที่ใครๆ มาเรียน คนในประเทศมาเรียน คนในท้องถิ่นได้ภาคภูมิใจ แล้วคนต่างชาติได้มาศึกษาด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นตลาดเล็กๆ น่าจะดำรงอยู่ ขณะเดียวกันเราก็อาจจะเปิดโอกาสให้มีซุปเปอร์มาร์เก็ตได้ แต่ว่าในระดับหนึ่งนะครับ เพราะว่าบ้านเมืองต้องเปลี่ยน แต่สิ่งที่เป็นฐานควรจะมีนะครับ      อีกแห่งหนึ่งคือ ย่านตลาด ซึ่งเกิดขึ้นเป็นศูนย์กลางของจันเสน ร้านต่างๆ เหล่านั้นน่าจะรักษาเอาไว้ให้เป็นชุมชนที่มีชีวิตชีวา ซึ่งอันนี้ชาวจันเสนอาจจะคิดได้นะครับ      แล้วอีกแห่งหนึ่งคือ ฝั่งข้ามทางรถไฟ คือ ย่านที่เป็นโรงสี ท่านรู้มั้ยครับ สัญลักษณ์อันหนึ่งที่เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๕ ในชนบทนั้น ไม่ใช่วัดอย่างเดียว แล้วไม่ใช่ศาลากลางจังหวัดอย่างเดียว แต่เป็นปล่องโรงสีนะครับ ตั้งแต่รัชกาลที่ ๔ ที่ ๕ เราพัฒนาในเรื่องการค้าข้าวมาก เกิดที่นามากมายเหลือเกิน เกิดโรงสีขึ้นหลายๆ แห่ง แล้วคนจีนเข้ามาตั้งโรงสี เกิดย่านตลาดขึ้นมา นั่นคือความเป็นเมืองเกิดขึ้นนะครับ แล้วฝั่งนั้นที่เป็นโรงไม้ต่างๆ น่าสนใจมาก ถ้าพัฒนาให้ดีมันก็จะเป็นส่วนหนึ่งของพิพิธภัณฑ์ของจันเสน แล้วถ้าทำแบบนั้นได้ เราอาจจะวางแผนในการจัดท่องเที่ยวแบบยั่งยืนได้ พิพิธภัฑณ์และอาคารเหล่านั้นจะสนับสนุนสิ่งที่นำมาสู่เรื่องเศรษฐกิจของชุมชนของท้องถิ่น เศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นในท้องถิ่น ควรเป็นเศรษฐกิจซึ่งไม่มีคนกลาง เป็นเศรษฐกิจ ซึ่งชาวบ้านสามารถนำเอาสินค้าที่หลากหลายทางธรรมชาติมาขาย แล้วเป็นเสน่ห์นะครับ ผมชอบใจอันหนึ่งที่ท่านอาจารย์เสน่ห์ จามริก ท่านพูดว่า ความสำคัญของเมืองไทยนั้นคือ ความหลากหลายของชีวภาพและวัฒนธรรม ความหลากหลายของชีวภาพนี้ เราสามารถพัฒนาให้เป็นเรื่องอาหารและยารักษาโรคได้ ท่านรู้มั้ยว่าสิ่งเหล่านี้มีความหมายในการที่จะกู้บ้านกู้เมือง เพราะประเทศไทยเป็นหนึ่งในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค ซึ่งเป็นภูมิภาคที่มีความหลากหลายของชีวภาพมากเลยนะครับ เขาบอกว่ามี ๗ % ในโลกเท่านั้นเองที่มีสิ่งเหล่านี้ เมืองไทยเราเป็นหนึ่ง แล้วผมเชื่อว่าใน mainland southeast asia นี้ เมืองไทยดีที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับลาว เขมร พม่า ในลุ่มน้ำเจ้าพระยาเรานี้มีความหลากหลายมากเลย ดูตัวอย่างเพียงพันธุ์ปลา เรามีถึงสามร้อยกว่าชนิดนะครับ ขณะที่พวกพืชพันธุ์ต่างๆ ที่ส่งออกนอก มีถึง ๑๖๐ ชนิด ผลไม้มี ๘๐ ชนิด ทำไมเราไม่เอาจุดสำคัญอันนี้มาพัฒนาให้เกิดอาชีพที่ยั่งยืนได้ เราดัดจริตทำไมเรื่องอุตสาหกรรมที่ทำลายสภาพแวดล้อม ทำลายความหลากหลายทางชีวภาพต่อไป แล้วถ้าหากว่าเราเน้นในเรื่องของความหลากหลายทางชีวภาพต่างๆ เหล่านี้นะครับ เราสามารถพัฒนากลุ่มเล็กๆ คนที่ด้อยโอกาสได้ ในย่านจันเสนนี้ ผมเดินทางมาตลอดทาง อะไรที่เป็นจุดเด่นของเขตนี้รู้ไหมครับ ตั้งแต่เขตสิงห์บุรี อ่างทอง มาถึงนครสวรรค์นี้ ปลา ครับ ปลาขายเต็มเลย ปลาต่างๆ นานา ซึ่งหลากหลายมากเลยนะครับ มีความหลากหลายของปลาท้องถิ่นเป็นจำนวนมาก เราสามารถจะฟื้นฟูธรรมชาติแวดล้อมนั้น แล้วเอาสินค้าท้องถิ่นมาขายในระบบของสหกรณ์ หรือในท้องถิ่นนี้โดยที่ไม่มีพ่อค้าคนกลาง นอกจากปลาแล้ว ยังมีอีกหลายๆ อย่าง พืชพันธุ์หลายๆ อย่างซึ่งนำมาพัฒนาได้ แล้วนั่นเป็นหัวใจของการท่องเที่ยว เพราะคนไทยเวลาท่องเที่ยวภายในนี้มักเที่ยวแล้วก็ดูอะไรโดยที่ไม่หาความรู้ แล้วยังช้อปปิ้งโดยที่ไม่รู้เรื่องเลย ซื้อกันเลอะเลย แต่ถ้าเราสามารถจัดแหล่งนี้ให้เป็นพิพิธภัณฑ์ เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ครบวงจร เราจะเห็นว่าใครๆก็เอาความหลากหลายของพืชพันธุ์ธัญญาหารต่างๆ นี้มาจำหน่ายได้ แล้วก็เป็น สิ่งที่จะฟื้นฟูชีวิตของเขาได้ เพราะฉะนั้นทุกอย่างนี้ผมว่าเราต้องมองออกไปข้างหน้าว่า กระบวนการท้องถิ่นวัฒนา สร้างสำนึกร่วมให้เกิดชุมชนหรือท้องถิ่นวัฒนานี้ เราจะทำอย่างไรในอนาคต แล้วเราจะดำรงอยู่ท่ามกลางโลกาภิวัตน์ได้อย่างไร อันนี้เป็นเรื่องที่สำคัญนะครับ เพราะฉะนั้นเราควรจะพูดคุยกัน แล้วสร้างกิจกรรมร่วมกัน แต่ว่าสิ่งนั้นจะทำได้ก็ต้องเกิดสำนึกร่วม และความสัมพันธ์ทางสังคม ผู้ที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานในจันเสน ควรจะมีสำนึกว่าเขาเป็นคนจันเสน ไม่ใช่คนแปลกใหม่มาเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ จันเสนเองก็ต้องยอมรับคนเก่าและคนใหม่ สร้างให้เกิดความร่วมกัน เมื่อกี้พระคุณเจ้าหลวงพ่อพูดถึงว่าประเพณีสารทในจันเสนมีทั้งลาว ไทย จีน ใช่มั๊ยครับ นั่นคือแหล่งของเมืองเล็กๆ ซึ่งมีการผสมของเผ่าหลายเผ่าพันธุ์นะครับ ซึ่งคนหลายๆ เผ่าพันธุ์นั้น บัดนี้กลายเป็นคนจันเสนในท้องถิ่นจันเสน แล้วลูกเต้าก็อยู่ในท้องถิ่นจันเสน เพราะฉะนั้นอนาคตของเราต่อไปนี้ ท้องถิ่นจะต้องวัฒนา มิฉะนั้นเราจะอยู่รอดไม่ได้ สำนึกร่วมท้องถิ่นมี รักษาแผ่นดิน พัฒนาเรื่องอาชีพ ถ่ายทอดภูมิปัญญาทุกอย่างลงไปสู่เด็ก ความเจริญก็จะเกิดขึ้นนะครับ อย่าไปหวังพึ่งรัฐในขณะนี้นะครับ แต่ขณะเดียวกันถ้าท้องถิ่นวัฒนาและเข้มแข็งแล้ว เราก็สามารถจะจัดการควบคุมพฤติกรรมของรัฐได้นะครับ อันตรายที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองขณะนี้ คือ ผู้นำท้องถิ่น เช่น ส.ส. ทั้งหลาย ทีแรกก็บอกว่าเป็นตัวแทนของท้องถิ่น แต่พอเข้าไปอยู่ในรัฐสภาแล้วเป็นอีกชนิดหนึ่ง ผมว่ามีผีห่าซาตานเยอะแยะเชียว บุคคลเหล่านี้จะใช้ประโยชน์ของท้องถิ่นเพื่อนำไปสู่ผลประโยชน์ แต่ผมคิดว่าถ้าผู้นำท้องถิ่นไม่แคร์ในสิ่งเหล่านี้ แล้วทำเพื่อท้องถิ่นของเราเอง เน้นในเรื่องท้องถิ่นเป็นหลัก มันก็จะเติบโตขึ้น แล้วสิ่งเหล่านี้ผมคิดว่าประเทศญี่ปุ่นได้ทำสิ่งเหล่านั้นนะครับ คนที่เป็นผู้นำท้องถิ่นของเขามีสำนึกร่วมท้องถิ่นจริง เขาสร้างกิจกรรมต่างๆ เพื่อการศึกษาของท้องถิ่น แต่สังคมไทยเราไม่มี พอเป็นผู้แทนแล้วหายหัวหมดเลย เพราะฉะนั้นถ้าหากมีอย่างนี้แล้วอย่าไปเลือกมัน      อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ ๔ ปีแล้วที่พิพิธภัณฑ์จันเสนเกิดมา ในฐานะที่สร้างสำนึกร่วม แล้วเกิดการเติบโตในเรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจของท้องถิ่น หรือชุมชน รวมทั้งกิจกรรมทางวัฒนธรรมต่างๆ มากมาย ก็เป็นนิมิตหมายที่ดี ผมอยากจะสรุปในที่นี้ว่า ควรจะมองไปข้างหน้าว่าจะจัดการอย่างไร อย่าหยุดเพียงแค่นี้ แล้วกระบวนการถ่ายทอดภูมิปัญญาและวัฒนธรรมต้องดำเนินต่อไปนะครับ แล้วสิ่งที่ผมสบายใจมากที่สุดเลย คือ ท่านผู้หลักผู้ใหญ่ในที่นี้ ประธานสภาวัฒนธรรม ศึกษาธิการ กำนัน ข้าราชการต่างๆ เหล่านี้มีสำนึกร่วมกับท้องถิ่น ซึ่งหายากในที่อื่น เพราะฉะนั้นจันเสนจึงเป็นอะไรหลายอย่างที่จะเป็นต้นแบบให้กับที่อื่นๆ เลียนแบบเพื่อการอยู่รอดของประเทศ ผมคิดว่าผมพูดมามากแล้ว คงขอยุติแค่นี้ ขอบพระคุณครับ

พิธีกรหญิง     

ขอกราบขอบพระคุณท่านรองศาสตราจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม นะคะ ที่ให้เกียรติปาฐกถานำเรื่องของพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นกับสำนึกร่วมทางสังคม ดิฉันเชื่อว่าเรี่ยวแรงทางวัฒนธรรม สำนึกร่วมทางวัฒนธรรมของเรานี้จะกอบกู้สภาพประเทศของเรา สังคมของเราที่กำลังย่ำแย่อยู่ในขณะนี้ได้ดี พวกเราฟังปาฐกถานำไปแล้วคงจะมีความรู้สึกภาคภูมิใจในความเป็นจันเสนร่วมกัน และคงจะมีสำนึกร่วมตรงนี้แล้ว ว่าพิพิธภัณฑ์จันเสนไม่ใช่แค่แหล่งท่องเที่ยวอย่างเดียว แต่เป็นแหล่งการเรียนรู้ ซึ่งในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติได้กำหนดเรื่องของการเรียนรู้จากแหล่งการเรียนรู้ในชุมชน สำหรับผู้ที่จะมาดำเนินรายการในช่วงนี้ ดิฉันขอแนะนำเฉพาะผู้ที่ดำเนินรายการนะคะ แล้วก็ขอมอบหน้าที่ให้กับท่านเลยนะคะ เรื่องราวของพิพิธภัณฑ์จันเสน กระบวนการเรียนรู้นอกระบบจะเป็นอย่างไรนั้น พบกับผู้ดำเนินรายการของเราค่ะ ท่านเป็นอาจารย์ประจำภาควิชามานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยศิลปากร ท่านรองศาสตราจารย์ปรานี วงษ์เทศ ค่ะ ขอเสียงปรบมือต้อนรับท่านด้วยค่ะ

รศ. ปรานี วงษ์เทศ     

กราบสวัสดีท่านผู้มีเกียรติทุกท่านนะคะ ดิฉันขออนุญาตเรียนเชิญวิทยากรของเราสองท่านให้ขึ้นมาบนเวทีเลยนะคะ ท่านแรกคือ อาจารย์มานพ ถนอมศรี แล้วก็อาจารย์ภูธร ภูมะธน ขอเชิญอาจารย์สองท่านเลยค่ะ ฟังอาจารย์ศรีศักรแล้ว เลือดมันฉีดพล่าน ทุกครั้งที่ฟังอาจารย์เราจะได้รับแรงบันดาลใจที่อยากจะทำความดีความงามทิ้งไว้ในแผ่นดินของเราอีกต่อไปเรื่อยๆ นะคะ อาจารย์สองท่านที่เสียสละมาให้ความรู้แก่เราในวันนี้ ก็จะขอแนะนำอย่างสั้นๆ ท่านแรกคือ อาจารย์มานพ ถนอมศรี นะคะ ชาวจันเสนคงจะคุ้นเคยกับหน้าตาของอาจารย์อยู่เป็นเวลาช้านานหลายปี เพราะอาจารย์เป็นท่านหนึ่งที่เป็นเรี่ยวแรงสำคัญในการจัดทำพิพิธภัณฑ์จันเสนที่เราเห็นกันอยู่ อาจารย์เสียสละมากๆ เลย ใครที่ทำงานพิพิธภัณฑ์จะรู้ว่า ความยากลำบากของการทำพิพิธภัณฑ์มันแค่ไหน อาจารย์จบทางด้านศิลปะมาจาก มศว. ประสานมิตร ปัจจุบันอาจารย์ก็ทำงานมากมาย ส่วนใหญ่แล้วงานของอาจารย์ก็คือ การเน้นให้เห็นความสำคัญของการศึกษานอกระบบ แม้ว่าตัวอาจารย์เองจะเป็นผู้สอนอยู่ในระบบราชการด้วย แต่งานส่วนใหญ่ของอาจารย์เป็นเรื่องของการทำสื่อต่างๆ ที่เกี่ยวกับการศึกษา อาจารย์เป็นนักทำหนังสือ สื่อประเภทต่างๆ เป็นอาชีพหลักของอาจารย์ เช่น หนังสือของกรมวิชาการ นอกจากนั้นอาจารย์ยังอบรมการเขียนสารคดีให้กับกรมสามัญฯ เป็นอาจารย์พิเศษสอนการออกแบบนิเทศศิลป์ให้คณะศิลปกรรมศาสตร์ สถาบันราชภัฏสวนดุสิต อาจารย์เป็นทั้งนักเขียนและนักเขียนรูป มันหลายนักเหลือเกิน เพราะฉะนั้นคนที่จะมาทำพิพิธภัณฑ์ได้ ต้องค่อนข้างมีความรู้รอบด้าน ถ้ามีความรู้ศิลปะอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีความเข้าใจสังคมวัฒนธรรมมนุษย์ด้วย วันนี้อาจารย์จะมาพูดให้เราฟังว่า อาจารย์เห็นความสำคัญของพิพิธภัณฑ์ในฐานะที่ให้ความรู้ในเรื่องการศึกษานอกระบบอย่างไรนะคะ      อีกท่านหนึ่ง คือ อาจารย์ภูธร ภูมะธน ค่ะ ท่านอุตส่าห์เหลือเกิน ต้องใช้คำว่าอุตส่าห์ เพราะอาจารย์ป่วยเป็นฝีที่ขา แล้วเพิ่งผ่าตัดเกือบจะมาไม่ได้ อาจารย์เดินกะเผกมา แต่ด้วยความที่มีจิตใจที่ต้องการจะส่งเสริมการศึกษานอกระบบมาตลอดชีวิต อาจารย์ภูธรนั้นปัจจุบันเป็นอาจารย์ประจำที่สถาบันราชภัฏเทพสตรี จังหวัดลพบุรี อาจารย์มีพื้นความรู้ทางด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดี ได้รับปริญญาตรีทางด้านนี้จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ แล้วก็ปริญญาโททางวิชาประวัติศาสตร์ จากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นะคะ แล้วก็ยังไปฝึกอบรมวิชาพิพิธภัณฑ์วิทยาที่ประเทศฝรั่งเศส เพราะฉะนั้นอาจารย์เป็นผู้ที่เหมาะสมรอบรู้ที่สุดที่จะเป็นวิทยากรของเราในวันนี้ ประวัติการทำงานของอาจารย์ก็มากมาย อาจารย์เคยเป็นหัวหน้าพิพิธภัฑณสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์ จังหวัดลพบุรี เคยเป็นประธานชมรมอนุรักษ์โบราณวัตถุสถาน และสิ่งแวดล้อม จังหวัดลพบุรี แล้วก็ผู้อำนวยการศูนย์ศิลปวัฒนธรรม สถาบันราชภัฏเพชรบุรี อาจารย์ทำงานเกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์มาเท่าที่รู้จักได้ยินชื่ออาจารย์ จะโดยทางการในฐานะที่เป็นข้าราชการ และในฐานะส่วนตัว อาจารย์มีพิพิธภัณฑ์ที่น่าสนใจที่อาจารย์ ริเริ่มทำขึ้นนะคะ เป็นพิพิธภัณฑ์เรือ ที่วัดยาง ณ รังสี ที่จังหวัดลพบุรีอีกเหมือนกัน ก็อยากเชิญชวนให้ท่านผู้มีเกียรติแวะไปชมว่า เรือซึ่งเป็นรากฐานการคมนาคม ชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยนั้นมันเป็นอย่างไร ซึ่งอาจารย์ได้รวบรวมไว้อย่างน่าสนใจมาก เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา อาจารย์มานพบอกให้อาจารย์ภูธรพูดก่อน สิบห้านาทีก่อนแล้วกันนะคะ พูดได้เต็มที่ถือว่าเป็นกันเองเชิญอาจารย์ค่ะ

อาจารย์ภูธร ภูมะธน      

กราบนมัสการหลวงพ่อที่ได้กรุณาอนุญาตให้ผมมาเผยแพร่แนวคิดในวันนี้นะครับ แล้วก็ชาวจันเสนทุกท่าน รวมทั้งคณะกรรมการที่จัดงานวันนี้ ตัวผมเองอยู่ในวงการพิพิธภัณฑ์มาพอสมควร ถึงแม้จะเป็นครูสอนวิชาประวัติศาสตร์ในปัจจุบันก็ตาม ก็รู้สึกว่าวันนี้เป็นวันพบกันของนักพิพิธภัณฑ์ผู้มีอุดมคติในการจัดระบบการศึกษานอกระบบเพื่อให้ความรู้กับท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นทางมหาวิทยาลัยศิลปากรข้าราชการบำนาญอย่างเช่นอาจารย์ศรีศักร หรือแม้กระทั่งข้าราชการกรมศิลปากรที่มานั่งอยู่ในที่นี้หลายคน ผมคิดว่าวันนี้เป็นวันดีที่มีโอกาสได้เห็นภาพนี้เกิดขึ้นนะครับว่า เราควรจะต้องมีการพัฒนาปรับปรุงแล้วก็เอาใจใส่ในกิจกรรมทำนองนี้ของประเทศชาติอย่างไร เพื่อประโยชน์สูงสุดอันจะเป็นการพัฒนา ผมขออนุญาตใช้คำว่า พัฒนา นะครับ อาจารย์ศรีศักรบอกไม่ค่อยชอบคำนี้ พัฒนาวิธีการเรียนรู้ หรือวิธีคิดของสังคมในภาพรวมต่อไป      หัวข้อที่ถูกกำหนดให้พูด คือ พิพิธภัณฑ์จันเสน กระบวนการเรียนรู้นอกระบบ โดยที่หลวงพ่อท่านก็โทรศัพท์ไปถึงผมหลายหนว่า อยากจะให้สรุปให้ได้ว่า แนวคิดที่จะเกิดขึ้นในวันนี้นั้นจะนำไปสู่การปฏิบัติในอนาคตอย่างไรกับพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ผมอยากจะขอเรียนว่า ผมได้มาที่วัดจันเสนนี้ตั้งแต่ครั้งหลวงพ่อโอดท่านยังไม่มรณภาพ ก็เริ่มเห็นสิ่งที่หลวงพ่อโอดท่านได้สะสมไว้จากการที่ชาวบ้านนำมาให้ตั้งแต่ครั้งอยู่กุฏิหลังเก่านี้ พัฒนาเรื่อยมา จนกระทั่งกลายเป็นพิพิธภัณฑ์จันเสนอยู่ภายใต้มหาเจดีย์ที่งดงามเป็นอย่างยิ่ง ผมไม่รู้จักท่านผู้ออกแบบ คือ อาจารย์วนิดานะครับ แต่เรียนรู้มาว่าท่านเป็นผู้ออกแบบ ผมอยากจะขอชื่นชมเป็นการส่วนตัวว่า อาคารที่เป็นพิพิธภัณฑ์วัดจันเสนด้วย เป็นมหาธาตุเจดีย์อยู่ด้วยนั้น เป็นวิธีการนำเอารายละเอียดปลีกย่อยของสิ่งที่เป็นเอกลักษณะของท้องถิ่น คือ วัฒนธรรมทวารวดีมาออกแบบได้อย่างเหมาะเจาะ งดงาม ผมคิดว่าคนที่จะทำอย่างนี้ได้นั้น ต้องเป็นคนวิเศษ หรือพิเศษมากๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราขึ้นไปบนลานประทักษิณชั้นบนสุด จะเห็นซุ้มหน้าบันของมุขทิศแต่ละทิศที่นำเอาเรื่องราวพุทธประวัติ ตอนประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน มาทำเป็นลวดลายแล้วประดับกระจก ใช้รายละเอียดที่เป็นลวดลายทวารวดีจริงๆ คนคิดได้อย่างนี้นี่ต้องรู้ลึกซึ้ง แล้วก็มีความวิเศษ มีรสนิยมเอามากๆ ผมขอชื่นชมอย่างแท้จริง สำหรับผู้ที่ได้ออกแบบอาคารหลังนี้ รวมทั้งการจัดแสดงภายในด้วยนะครับ เมื่อสัปดาห์ก่อนก็มากัน มีคอลัมนิสต์คนหนึ่งของบ้านเรา ชื่อ ไมเคิล ไรท์ มาเที่ยวด้วยกัน คุณไมเคิล ไรท์ เห็นรูปวาดที่เป็นเรื่องพุทธประวัติที่อยู่ภายใต้ด้านล่างของอาคารนี้ คุณไมเคิล ไรท์ บอกว่า นี่คือระดับชาติทีเดียวนะครับ อยากที่จะให้ทุกคนได้มาเห็น เพราะว่าเป็นภาพวาดที่มีเอกลักษณ์ แล้วก็สุนทรียะจริงๆ แห่งหนึ่งของประเทศไทย อันนี้ผมก็ขอชื่นชมในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้      ทีนี้พูดถึงเรื่องกระบวนการเรียนรู้นอกระบบว่า พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ได้มีบทบาทด้านนี้อย่างไร พัฒนาไปในทิศทางที่ถูกต้องหรือไม่ ก่อนที่จะพูดถึงตรงนั้น ผมอยากจะเรียนว่าในการให้ความรู้ของคนไทยเรา หรือในโลกก็ตาม ก็คงมีความรู้หลักๆ อยู่สองความรู้ด้วยกัน ความรู้อย่างแรก ก็คือ เรื่องของวิทยาศาสตร์ เป็นเหตุและเป็นผลพิสูจน์ได้ ความรู้อีกอันหนึ่ง คือ เรื่องของจิตใจ ไม่ใช่เป็นวิทยาศาสตร์ จับต้องไม่ได้ เป็นนามธรรม โลกนี้ต้องการให้พลเมืองของโลกเจริญควบคู่กันทั้งสองอย่าง ถ้าน้ำหนักทางวัตถุ หรือวิทยาศาสตร์มากไป โลกก็เดือดร้อน แต่ถ้าจิตใจเป็นศิลปินมากไป โลกก็เดือดร้อนอีกเช่นกัน เทคโนโลยีต่างๆ ก็คงจะพัฒนาไม่ได้ เพราะฉะนั้นโดยสรุปความรู้ทั้งทางวิทยาศาสตร์ และจิตใจ จะต้องเจริญควบคู่กันอยู่เสมอ ทีนี้ถามว่าประเทศเราตอนนี้ระบบความรู้ทั้งสองนี้ควบคู่กันดีแล้วหรือไม่ สำหรับในทัศนะกระผมเอง คิดว่าไม่นะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราเผยแพร่แนวคิดในเรื่องวัตถุนิยมสูง ความรู้ทางด้านวัตถุนิยม หรือวิทยาศาสตร์ก็จะเป็นอุดมคติของนักเรียน นักศึกษา หรือครูบาอาจารย์ที่หลงทาง ก็จะพัฒนาไปในทิศนั้น ทีนี้ความรู้ทางด้านจิตใจก็อ่อนพลัง แต่โครงการที่มาทำพิพิธภัณฑ์แบบนี้ขึ้นมา พิพิธภัณฑ์เป็นเรื่องราวของการพัฒนาความรู้ทางด้านจิตใจนะครับ ซึ่งเป็นเรื่องนามธรรมเอามากๆ ให้เกิดความภูมิใจ ความหวงแหน รู้เช่นเห็นชาติภูมิหลังของตนเองอย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นผมคิดว่าองค์กร หน่วยงาน หรือผู้คนที่มาเอาใจใส่ในการพัฒนาความรู้ทางด้านจิตใจของสังคมเรา ของชาติเรานี้ ตอนนี้มีน้อยหน่วย แล้วที่ทำมานั้นก็ค่อนข้างจะไม่ประสบความสำเร็จ แล้วก็มีพลังน้อยนะครับ อันนี้ก็เลยทำให้เกิดปัญหาขึ้นมาในบ้านเมืองเราอย่างที่เราเห็นในปัจจุบัน เพราะความสมบูรณ์ทางจิตใจก็น้อยลงไปด้วย ทีนี้ในกรณีที่จัดทำพิพิธภัณฑ์ขึ้นมาเพื่อพัฒนาความรู้ทางด้านนี้ก็เป็นเรื่องที่กล้าหาญของผู้ที่กล้าจะต่อรองกับปัญหาของสังคมที่ทำให้เกิดเป็นรูปธรรมขึ้นมา ดังที่ชาวจันเสนได้ทำพิพิธภัณฑ์วัดจันเสนขึ้นมา ซึ่งผ่านพัฒนาการที่ผมเห็นตั้งแต่ครั้งหลวงพ่อโอดยังอยู่ที่กุฏิมาจนถึงทุกวันนี้ ผมคิดว่าทุกอย่างดีขึ้น มาดูนิทรรศการข้างหน้าที่จัดขึ้นเล็กๆ นี้ก็จะเห็นว่าแนวโน้มของผู้เข้าชมก็มากขึ้น แล้วที่สำคัญยิ่ง เวลามานั้นเราจะไม่เคยเห็นภาพนี้เท่าไรนัก นั่นก็คือเด็กๆ ออกมาบรรยาย ออกมาแนะนำ เป็นคนที่มีความรู้ทีเดียว ดูถูกภูมิรู้เด็กๆ เหล่านี้ไม่ได้ ตอนที่ผมมา ผมก็จะไม่บอกว่า ผมเองเป็นครูสอนวิชานี้นะ ก็ฟังเด็กบรรยายไป เด็กเก่งครับ ใช้ได้ทีเดียว แล้ววิธีการนี้ ผมคิดว่าทำให้เกิดความต่อเนื่องซึ่งที่ไหนก็ไม่มีกัน เพราะฉะนั้นในภาพรวม ผมคิดว่าพิพิธภัณฑ์นี้มาถูกทาง เพราะว่านับวันกิจกรรมก็ดีขึ้น มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น มีความต่อเนื่อง มุ่งหวังพัฒนา      โดยสรุปประเด็นแรกของผมก็คือว่า พิพิธภัณฑ์วัดจันเสนนั้นเป็นสถาบันที่ส่งเสริมคุณค่าความรู้ทางด้านจิตใจ แล้วก็มาได้ถูกทาง มีการพัฒนาไปสู่สิ่งที่ดี แล้ววันนี้ก็ยังมีการประเมินตนเองเพื่อจะหาทางพัฒนาต่อไปอีกนะครับ      มาถึงประเด็นที่สอง ซึ่งเป็นการบ้านที่หลวงพ่อฝากมาว่า การที่ผมเห็นพิพิธภัณฑ์จันเสนมาอย่างต่อเนื่องนั้น ผมเห็นอะไรและควรที่จะเสนอแนะอะไร สำหรับกระบวนการเรียนรู้นอกระบบ ณ พิพิธภัณฑ์จันเสนนี้ ในทัศนะแรกของผม ผมคิดว่าเมื่อมาที่นี่ ได้ดูพิพิธภัณฑ์วัดจันเสนเสร็จแล้ว ผมอยากดูเมืองจันเสน หลายครั้งที่มาก็พาหลายคนมาด้วย ทุกคนก็อยากไปดูเมืองจันเสนว่า มันสง่างาม มันน่าดู มันมีอะไรที่น่าสนใจขนาดไหน ปรากฏว่าหลายครั้งที่มาก็ไม่สามารถที่จะพิสูจน์ความยิ่งใหญ่ของเมืองจันเสนจากหลักฐานที่ได้เสนอไว้ในพิพิธภัณฑ์ หรือที่รับรู้กันในเอกสารต่างๆ นานาได้มากนัก ไม่สมศักดิ์ศรีว่างั้นเถอะนะครับ พอจะดูดีขึ้นบ้างถ้ากรณีที่เราเลี้ยวรถเข้าไปแล้วข้ามคูเมือง เราจะเห็นคูเมืองที่ค่อนข้างจะสะอาดตาขึ้นมาบ้าง แต่เมื่อเข้าไปข้างในแล้วถามว่า นี่หรือเมืองโบราณ นี่หรือคือชุมชนที่มีการปลูกฝังสิ่งที่เป็นรากเหง้าของวัฒนธรรมไทยปัจจุบันจากอินเดียเป็นชุมชนแรกๆ อย่างนี้เป็นต้น ก็จะถูกคำถามเหล่านี้จากคนที่นำมาด้วยเสมอๆ เพราะฉะนั้นผมอยากจะเสนอหรืออาจจะได้รับคำแนะนำจากผู้มีความรู้ก็ได้ ยกตัวอย่างเช่น เรารู้ว่าตรงนี้เป็นชุมชนยุคก่อนประวัติศาสตร์ พัฒนามาเป็นฟูนัน หรือว่าทวารวดีก็ตาม สืบเนื่องต่อมา แต่เราไม่สามารถเห็นได้ในบริเวณเมืองโบราณนั้น ยกเว้นในพิพิธภัณฑ์จากรูปถ่าย ทีนี้ถ้าเกิดมีโครงการขุดค้นจัดทำพิพิธภัณฑ์เปิดเพื่อที่จะเชื่อมโยงกับของจริงในพิพิธภัณฑ์นี้ก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดี ผมขอเรียนว่าในชุมชนจันเสนเองก็ไม่ถึงกับเลวร้ายนักในเรื่องของการมีบ้านเรือนอย่างหนาแน่นนะครับ สืบเนื่องจากที่เคยเห็นมาเมื่อประมาณยี่สิบปีก่อน ก็ถือว่ายังเติบโตหรือทำลายช้านะครับ เมืองโบราณบางแห่งที่เป็นเมืองยุคเดียวกัน ยกตัวอย่างเช่น เมืองคูบัว ราชบุรี เมื่อกรมศิลปากรไปดำเนินการขุดแต่งเมื่อหลายปีก่อนนั้น จากจุดนั้นมาถึงจุดนี้ ไม่มีความหวังในการกู้เมืองคูบัว อย่างนี้เป็นต้น แต่สำหรับกรณีจันเสนนี้ ในทัศนะผมคิดว่า ความเปลี่ยนแปลงจากยี่สิบกว่าปีก่อนจนถึงวันนี้นั้นก็ยังพอดูได้อยู่นะครับ ยังไม่มีการเอารถแม็คโครมาลอกเนินดินอันสูงนี้ไปจนเกือบค่อนเมืองอย่างที่คูบัวเป็น ที่นี่มีบ้างเล็กน้อยเป็นหย่อมๆ หรือบ้านเรือนก็ยังไม่หนาแน่นจนกลายเป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่ที่หาที่ขุดไม่ได้      ผมอยากจะเสนอแนะในประเด็นแรกว่า ถ้าหากจะมีการเชื่อมโยง หรือทำให้พิพิธภัณฑ์วัดจันเสนน่าสนใจ ควรมีการพัฒนาภายนอก ก็คือการเข้าไปดูแลเรื่องของชุมชนโบราณยุคก่อนประวัติศาสตร์จนถึงสมัยทวารวดีภายในเมืองจันเสนสักระดับหนึ่ง เพราะว่าเวลาผมพาใครๆ มา ทุกคนอยากเรียนรู้เรื่องนี้ทั้งนั้น ไม่ได้อยากเรียนอยู่แค่เพียงในพิพิธภัณฑ์      ประเด็นที่สองที่ผมจะกราบเรียนนมัสการท่านหลวงพ่อตามที่ท่านปวารณามานะครับ เรื่องของการเรียนรู้นอกระบบของพิพิธภัณฑ์จันเสนให้มีการสืบเนื่องนั้นก็คือ ความเชื่อมโยงระหว่างตัวพิพิธภัณฑ์จันเสนกับสิ่งที่น่าสนใจอื่นๆ ในบริเวณใกล้เคียง คือไม่คิดเป็นแค่หน่วยเดียว หรือคิดแค่พิพิธภัณฑ์จันเสน แต่อยากจะให้คิดว่าพิพิธภัณฑ์จันเสนนี้เชื่อมโยงกับบ้านหมี่ที่อยู่ไม่ไกลเลย เพียงไม่ถึงสามสิบกิโลเมตรนะครับ ที่บ้านหมี่ตอนนี้ก็พัฒนาตนเองไปเยอะแล้ว ผมเองก็ร่วมมืออยู่กับชุมชนไทยพวนที่แถวบ้านกล้วย แถวบ้านทรายที่เริ่มมีการพัฒนาหมู่บ้าน ความรู้เก่าๆ ประเพณีวัฒนธรรมทั้งหลายแหล่ที่เคยลืมกันไปแล้ว ก็เริ่มนำกลับมาใช้ใหม่ นำมาประยุกต์ นำมาแสดงออกกันมาใหม่ เช่น การแต่งกายแบบไทยพวนดั้งเดิม ซึ่งแต่เดิมชุมชนไทยพวนเขาไม่ได้ทำผ้ามัดหมี่แบบอีสานนะครับ แต่ระยะหลังๆ นี้ถูกพัฒนาเป็นมัดหมี่แบบอีสานหมด แต่ว่าตอนนี้มัดหมี่แบบพวนแท้ที่มีเชิงตรงชายซิ่น เริ่มทำกันใหม่สำหรับไทยพวนบ้านหมี่ มีพิพิธภัณฑ์ไทยพวนขึ้นมา มีการแสดงแบบไทยพวนเป็นระยะๆ ตามงานประเพณี อันนี้ผมอยากจะเรียนว่า ในบริเวณใกล้เคียงกับวัดจันเสนนี้ หรือพิพิธภัณฑ์จันเสนนี้ยังมีหน่วยที่น่าสนใจเชิงวัฒนธรรมนี้อีกเยอะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางแถบอำเภอบ้านหมี่เหนือขึ้นไป ผมเคยพบนักวิชาการฝรั่งเศสคนหนึ่งมาศึกษาเรื่องฟอสซิล เขาพูดให้ผมฟังหลังจากที่เขารู้ว่าผมอยู่ลพบุรี เขาบอกว่าบริเวณเขาช่องแคนี้เป็นแหล่งที่ร่ำรวยฟอสซิลแห่งหนึ่งของประเทศไทย เขาพูดอย่างนั้นนะครับ ผมก็ไม่เคยไป ผมไม่ใช่นักด้านนี้โดยตรง ก็ไม่เคยไปดูเลย เขาบอกว่าไปทางไหนก็จะเจอซากดึกดำบรรพ์นี้โดยเฉพาะแถบช่องแค ผมก็คิดว่าเรื่องทำนองนี้ ถ้าหากว่าชุมชนช่องแคซึ่งอยู่ไม่ไกลสามารถเอาสิ่งที่มีค่าภายในชุมชนมาแสดงออกคล้ายๆ กับไดโนเสาร์ของทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แทนที่จะปล่อยให้มีการระเบิดหินทิ้งทำลายไปอยู่ตลอดเวลา ตรงนี้ก็จะเป็นจุดน่าสนใจอีกจุดหนึ่ง หรือทางด้านวัดไลย์ ซึ่งเป็นโบราณสถานที่มีลวดลายปูนปั้นที่งดงามที่สุดเท่าที่มีอยู่ในประเทศไทยวันนี้ คือผมอยากจะเรียนว่าถ้าพิพิธภัณฑ์จันเสนนี้สามารถเผยแพร่ข้อมูลที่เชื่อมโยงได้กับหน่วยอื่นๆ ณ บริเวณใกล้เคียงที่น่าสนใจ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ก็น่าจะอยู่ในสายตามากยิ่งขึ้น ทำให้คนอยากจะแวะเวียนเข้ามา เพราะว่ามีสิ่งน่าสนใจอยู่ในปริมณฑลโดยรอบนะครับ อันนี้คือข้อเสนอของผม ซึ่งเป็นเรื่องของการพัฒนา น่าจะเป็นเรื่องภายนอกของวัด ภายนอกของพิพิธภัณฑ์      

ส่วนเรื่องภายในหรือปัจจัยภายในของพิพิธภัณฑ์นี้นะครับ ตอนนี้เท่าที่ทราบพิพิธภัณฑ์นี้มีลักษณะเด่นมากๆ เลยในเรื่องของการนำเสนอความรู้ แล้วนำเอาความรู้นั้นมาพัฒนาชุมชนภายในอีก โดยการพัฒนาเด็กหรือคนในท้องถิ่นให้เข้าใจตนเอง ซึ่งถือว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ทำงานหนักเป็นสองเท่า ไม่ใช่เพียงแค่คอยบริการให้คนข้างนอกมาชื่นชมเท่านั้น แต่ยังนำเอาพิพิธภัณฑ์ของตนเองที่มีนั้นมาพัฒนาคนข้างในอีก ซึ่งถือว่าเป็นอุดมคติอย่างแท้จริง ทีนี้เรื่องของการพัฒนาภายใน คือ การนำพิพิธภัณฑ์มาเชื่อมโยงพัฒนาชุมชนจันเสน เพื่อให้คนจันเสนภูมิใจในความเป็นชุมชนจันเสนตรงนี้ อาจารย์ศรีศักรก็ได้พูดไปเมื่อกี้เล็กน้อยแล้วว่า มีสิ่งมีค่ามากมาย ณ บริเวณโดยรอบชุมชนจันเสน เช่น โรงสี สถานีรถไฟ ซึ่งผมอยากจะเพิ่มเติมต่อไปอีกก็คือ เรื่องของสิ่งของ สิ่งประดิษฐ์ อาชีพของท้องถิ่น อาหารการกินทั้งหลายแหล่ของชาวจันเสนที่ทำให้ตรงนี้น่าสนใจมากยิ่งๆ ขึ้น ซึ่งผมเข้าใจว่า เรื่องนี้ชาวจันเสนตระหนักดี แล้วก็พัฒนามาได้ระดับหนึ่งแล้ว แล้วก็คงคิดออกนะครับว่า จะทำอะไรกับการพัฒนาภายในของตน หลังจากที่มีหลายๆ คนมาย้ำคิด ช่วยคิด ย้ำทำกันดังที่มีกิจกรรมกันในวันนี้      

เพราะฉะนั้นในช่วงสิบห้านาทีของผมนั้น ขอสรุปว่าพิพิธภัณฑ์วัดจันเสนนี้เดินมาถูกทิศทางแล้วนะครับ แล้วก็รู้ตนเองมาโดยตลอด มีการประเมินแสวงหาแนวทางใหม่ แคร์ในความรู้สึกของทั้งคนในท้องถิ่น และคนนอกท้องถิ่น เพราะฉะนั้นจุดนี้เป็นจุดที่คงจะให้เครดิต ให้เกรดเป็นอย่างดีนะครับ      สำหรับประเด็นที่สองที่ท่านหลวงพ่ออยากจะได้นั้น ก็คือทิศทางในอนาคตสำหรับพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ ซึ่งในทัศนะของผม ก็ขอแบ่งออกเป็นการพัฒนาภายนอกที่เชื่อมโยงกับพิพิธภัณฑ์สองประเด็น นั่นก็คือเชื่อมโยงกับสิ่งที่น่าสนใจรอบๆ พิพิธภัณฑ์ กับการจัดพัฒนาความรู้ให้เชื่อมโยงกับชุมชนโบราณจันเสนอย่างแท้จริง ซึ่งตอนนี้แทบจะมองเห็นนะครับ และการพัฒนาภายในตัวพิพิธภัณฑ์เอง ผมขอจบเท่านี้ก่อนก็แล้วกันนะครับ

รศ . ปรานี วงษ์เทศ      

ขอบพระคุณอาจารย์ภูธรมากเลยนะคะ อาจารย์เสนอประเด็นชัดเจนมากเลย แล้วชาวจันเสนน่าจะภูมิใจที่อาจารย์ให้เกรดเอบวกเลย ประสบความสำเร็จมากในแง่ความเป็นพิพิธภัณฑ์ของจันเสน และบทบาทในการให้ความรู้ และการศึกษานอกระบบ และอาจารย์ก็เป็นครูที่ดีมาก อาจารย์สรุปให้เสร็จเลยว่า ที่พูดมานี้มีกี่ประเด็น เสนออะไรบ้าง แล้วสังเกตว่าท่านเจ้าอาวาสท่านจดเอาไว้เลยนะคะ เป็นโครงการที่อาจจะเป็นการบ้านที่ชาวจันเสนจะต้องทำต่อ คือการพัฒนาความเป็นเมืองโบราณที่สำคัญมากของเมืองไทยนี้ให้เป็นชุมชนโบราณที่คนภายนอกสามารถจะมาเห็นและมีจินตนาการได้ว่า มนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์เขาอยู่กันมาอย่างไร แล้วก็ไปสอดคล้องกับความคิดที่ท่านอาจารย์ศรีศักรได้เสนอว่า เป็นงานที่ชาวจันเสนน่าจะทำต่อเนื่องให้เป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง ให้ครบวงจรทั้งภายในและภายนอก แล้วจะเป็นงานที่เราน่าจะได้ช่วยกันผลักดันให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นมา ต้องขอบคุณแทนชาวจันเสนด้วยนะคะ จริงๆ อาจารย์มีอะไรจะพูดอีกเยอะ แต่เรื่องเวลาค่ะ ชีวิตเราถูกกำหนดด้วยเวลาแล้วก็บีบคั้นจนเป็นโรคเครียดไปตามๆ กัน เพื่อไม่ให้เสียเวลาอาจารย์มานพก็จะมีอะไรเสนออีกมากมาย เชิญอาจารย์เลยค่ะ

อาจารย์มานพ ถนอมศรี      

ขอบพระคุณท่านอาจารย์ปรานีครับ ก่อนอื่นผมขอแสดงความยินดีกับชาวจันเสนที่วันนี้เป็นวันที่พิพิธภัณฑ์ของเราก้าวมาถึงปีที่ ๕ แล้วนะครับ สำหรับผมนั้นถ้าหากถามว่า พิพิธภัณฑ์จันเสนนั้นเกิดขึ้นมาอย่างไร แล้วผมเข้ามาเกี่ยวข้องอย่างไร ผมมักจะคิดไปว่า มันเป็นบุญกุศลของเราร่วมกัน เป็นบุญกุศลของหลวงพ่อโอด หลวงพ่อเจริญ ของท่านอาจารย์นิจ ของท่านอาจารย์วนิดา ของอาจารย์ศรีศักร ของอาจารย์ปรานี ของผม สำหรับผมนั้นตุหลัดตุเหล่เดินเข้ามาที่วัดจันเสนโดยที่ไม่เคยคิดล่วงหน้าว่าในชีวิตนี้จะเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง ไม่รู้จักวัดจันเสนมาก่อนเลย ครั้งแรกที่ผมเดินทางมาวัดจันเสน ผมมาโดยที่ไม่เคยรู้จักจันเสน ไม่เคยรู้จักวัดจันเสน ไม่เคยรู้ว่าจันเสนนี้เป็นโบราณสถาน และไม่เคยรู้ว่าเป็นเมืองทวารวดี แล้วจะให้ผมอ้างอะไร ถ้าผมไม่อ้างว่าเป็นกรรมเก่าเป็นบุญเก่าที่ผมได้ทำร่วมกับท่านที่กล่าวนามไว้ รวมทั้งประชาชนจันเสนด้วยนะครับ ยิ่งชัดเจนมากขึ้นเมื่อผมทบทวนกลับไปถึงครั้งที่คุณวลัยลักษณ์ ทรงศิริ มาชวนผมเข้าร่วมโครงการนี้ ผมขอเรียนว่าผมไม่เคยทำงานจัดแสดงติดตั้งพิพิธภัณฑ์มาก่อน พิพิธภัณฑ์จันเสนให้เกียรติผมมาก และให้โอกาสผมมาก หลวงพ่อเจริญท่านกล้าหาญชาญชัยมากที่ให้สตางค์ผมไป แล้วก็เชื่อใจผมจึงให้ผมทำตรงนี้ ผมไม่เคยทำ ถึงแม้ผมจะเรียนเรื่องการจัดตั้งนิทรรศการ แต่นิทรรศการที่ผมเรียนนั้นเป็นนิทรรศการเกี่ยวกับการพาณิชย์การค้าขาย ซึ่งไม่ใช่เรื่องของพิพิธภัณฑ์ เพราะฉะนั้นผมจึงคิดเสมอว่าที่ผมเข้ามาพัวพันอยู่กับวัดจันเสน นั่นเป็นเพราะบุญเก่าของผมที่ผมได้ทำร่วมกับท่านที่กล่าวนามไว้ มาถึงบัดนี้ผมได้มองสิ่งที่ผมได้เข้ามาร่วมบุญร่วมกุศลกับท่านด้วยความภาคภูมิใจนะครับ      ทีนี้ผมขอเรียนว่า ทำไมผมถึงตัดสินใจเข้ามาร่วมงานตรงนี้ ทั้งๆ ที่ผมเองไม่ได้มีความรู้ทางด้านนี้มาก่อน แล้วก็ไม่เคยรับงานทางด้านการจัดพิพิธภัณฑ์มาก่อน ผมกล้าหาญอะไร ถือดีอย่างไรถึงทำเช่นนั้น กราบเรียนว่าแต่เดิมนั้นผมชอบที่จะศึกษาหาความรู้จากการชมพิพิธภัณฑ์มาก่อน ตั้งแต่เล็กแล้วสิ่งที่ผมชอบไปก็คือ ผมชอบที่จะเดินชมพิพิธภัณฑ์ ไม่ว่าจะไปจังหวัดไหนสิ่งแรกที่ผมจะไป คือ พิพิธภัณฑ์ และชมพิพิธภัณฑ์ เดี๋ยวนี้ก็ยังไปชมอยู่ พิพิธภัณฑ์เรือของท่านอาจารย์ภูธรผมก็ไปชมมาตั้งแต่เริ่มแล้ว แล้วก็ทำสารคดีเรื่องพิพิธภัณฑ์เรือเรียบร้อยแล้วนะครับ ผมไปชมพิพิธภัณฑ์ตามจังหวัดต่างๆ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติมาตลอด ตอนแรกก็มีความรู้สึกว่าชื่นใจ ประทับใจ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นระยะหลังเมื่อชมพิพิธภัณฑ์นานเข้า ผมเกิดความซ้ำว่า สิ่งที่ผมได้รับจากพิพิธภัณฑ์จังหวัดต่างๆ นั้น ช่างเหมือนกันตลอด นั่นคือจะมีพระพุทธรูปสมัยต่างๆ กับหม้อ โอ่ง ไห ตั้งให้ผมชม แล้วเขียนว่าพระพุทธรูปสมัยไหน หม้อสมัยไหน โอ่งสมัยไหน ถ้าเผื่อผมไม่ได้เรียนทางด้านศิลปะมา ผมก็จะไม่รู้เลยว่า พระพุทธรูปสมัยอยุธยาต่างกับพระพุทธรูปสมัยสุโขทัยอย่างไร อาจรู้แต่เพียงว่าห้องนี้พระพุทธรูปสมัยสุโขทัย ห้องนี้พระพุทธรูปสมัยอยุธยา สิ่งที่ผมได้รับดูดซับมาทำให้เราได้เห็นเพียงพระพุทธรูป ฉะนั้นมันจึงทำให้ผมแคลงใจมาตลอดเวลาว่า พิพิธภัณฑ์กลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไปแล้วหรือ เป็นที่ศักดิ์สิทธิ์ไปในความรู้สึก เช่น บางที่เต็มไปด้วยพระพุทธรูปอย่างเดียว แล้วนิ่ง เงียบ สงบกันอย่างเดียว เราได้รับอะไรจากนั้น ผมก็เลยเกิดความคิดว่า ถ้าพิพิธภัณฑ์ทำให้มีชีวิตขึ้นมามากกว่านี้ได้มั๊ย เรื่องของอดีตอย่างเดียวเท่านั้นไม่พอซะแล้ว เรื่องของผู้คนหายไปไหน ผู้คนที่มีก็มักจะเป็นผู้คนที่ห่างไกลกับที่ผมจะรู้จักซะเหลือเกินนะครับ เป็นเรื่องอะไรต่างๆ ที่ไกลจากผม ผมอยากจะรู้ว่า ปู่ ย่า ตา ยาย หรือทวดของผมนั้นนุ่งผ้าอะไร กินหมากอย่างไร อะไรต่างๆ แต่ทำไมผมไม่เจอเลย ผมตั้งคำถามต่างๆ เหล่านี้มาตลอดเวลาว่าผมจะไปดูได้ที่ไหน นั่นคือพิพิธภัณฑ์ในสมัยอดีตก่อนที่ผมจะเริ่มรับทำจันเสนนะครับ เพราะฉะนั้นทันทีที่ปุ๋ยเสนอมาว่า อาจารย์ เราจะทำพิพิธภัณฑ์ตรงนี้ แล้วพิพิธภัณฑ์ตรงนี้นอกจากจะมีทวารวดีแล้ว เราจะฉายภาพต่อเนื่องว่ามีปัจจุบันด้วย จะเห็นว่าปัจจุบันของคนจันเสนเป็นยังไง มีของโบราณแล้วก็จะมีของปัจจุบัน เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมอยากเห็นจะเกิดอยู่ตรงนี้แล้ว ผมจึงรับปากทันที เพราะผมมีความคิดว่า อะไรที่จะเป็นชีวิต อะไรที่จะเป็นความรู้สึก อะไรที่จะเป็นความรู้นั้น มันจะต้องมีสามส่วนผสมผสานกันอยู่ คือ ส่วนที่เป็นอดีต ส่วนที่เป็นปัจจุบัน และส่วนที่เป็นอนาคต ถ้าหากอะไรก็ตามที่เราจะเรียนรู้มันมีอยู่แค่อดีตอย่างเดียวนั้น เราก็จะไม่พอ เราจะต้องมีส่วนที่เป็นปัจจุบันที่เราต้องรับรู้เขาด้วย เราจะต้องมีส่วนที่เป็นอนาคตที่เราจะรับรู้เขาด้วย เราถึงจะเต็มอิ่มกับการรับรู้ ฉะนั้นผมจึงรับปากกับปุ๋ยแล้วก็มาทำตรงนี้ สิ่งที่เข้าไปนำเสนอในการจัด ผมจึงพยายามที่จะนำเสนอให้เห็นสามส่วนนี้ชัดๆ นะครับ แต่อย่างไรก็ตาม ผมก็กราบขอบพระคุณอาจารย์วนิดาที่ท่านได้จัดอะไรต่างๆ ไว้ให้ผมได้นำเสนอได้ง่ายมากที่สุดนะครับ นี่คือในส่วนของการทำงานจันเสน แล้วก็แรงบันดาลใจที่เราทำมา      

ตลอดมาผมได้เห็นหลายๆ ที่ที่เขาเรียกว่า พิพิธภัณฑ์ แต่ที่นั้นเป็นเพียงที่รวมสิ่งของเอามาตั้งรวมๆ กันเข้านะครับ หรือบางวัดเขาก็จะทำพิพิธภัณฑ์ที่หลวงพ่อเจ้าอาวาสท่านเก็บของเอาไว้ พอไปชมแล้ว เราก็ไม่ได้อะไรจากพิพิธภัณฑ์เหล่านั้นมากไปกว่าได้ไปเห็นที่เก็บสมบัติของคนๆ หนึ่งนะครับ แต่พิพิธภัณฑ์จันเสนต้องไม่เป็นอย่างนั้น จะต้องมีผู้คนเข้ามาชม และหลังจากชมแล้วก็จะต้องหยิบฉวยความรู้กลับไปด้วย เพราะฉะนั้นหลังจากที่ทุกอย่างดำเนินการเสร็จสิ้นไปแล้ว สิ่งที่ผมห่วงใยก็คือ ทำอย่างไรผู้คนที่เข้ามาดูจะหยิบฉวยสิ่งที่เป็นความรู้กลับไปด้วย โครงการยุวมัคคุเทศก์เป็นโครงการที่ตอบสนองเรื่องนี้ได้ดีมากนะครับ การที่อบรมให้ความรู้แก่เด็ก แล้วจากนั้นให้เด็กเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้อีกทอดหนึ่ง นอกจากเป็นกลอุบายในการกระจายความรู้ได้อย่างดีเยี่ยมสู่เยาวชนแล้ว ยังเป็นการทำให้พิพิธภัณฑ์นั้นไม่หยุดนิ่ง เพราะสิ่งที่น่ากลัวที่สุดสำหรับพิพิธภัณฑ์ในความรู้สึกผมก็คือ ความนิ่ง ครับ บางครั้งผมเดินไปในพิพิธภัณฑ์บางแห่ง มีความรู้สึกวังเวงจนน่ากลัวนะครับ ทุกอย่างมันนิ่งไปหมด แม้แต่ภัณฑารักษ์บางที่ก็แอบนั่งหลับอยู่ที่มุม ทุกอย่างนิ่ง สงบเสียจนน่ากลัว เพราะฉะนั้นพิพิธภัณฑ์ไม่ควรจะนิ่ง พิพิธภัณฑ์ควรจะเคลื่อนไหว พิพิธภัณฑ์ควรจะเป็นสิ่งที่มีชีวิต การที่เด็กซึ่งเป็นวัยสดใสเข้ามาเคลื่อนไหวแล้วพาเสียงแจ๋วๆ บริสุทธิ์ เล่าสิ่งต่างๆ ให้เราฟังนี้ มันเป็นเรื่องที่ดี เพราะฉะนั้นโครงการนี้ผมถือว่าโอเค เยี่ยมยอดมาก ทีนี้ถ้าถามว่าสิ่งที่ทำมานี้ดีมั้ย ดีแล้ว แต่ถ้าถามว่าในโอกาสต่อไปล่ะ ผมว่ายังไม่พอนะครับ ขณะนี้จันเสนทำหน้าที่เป็นแหล่งหรือศูนย์รวมความรู้ของชาวจันเสนได้อย่างดีแล้ว ต่อไปจันเสนอาจจะไม่ใช่แหล่งความรู้ของคนแค่ตรงนี้แล้ว อาจจะต้องของคนทั่วประเทศกระจายไปมากขึ้น เป็นแหล่งรวมความรู้ที่ชาวจันเสนและชาวรอบๆ อย่างเช่น ชาวบ้านหมี่ ชาวลพบุรี ชาวนครสวรรค์ อย่างที่ท่านอาจารย์ภูธรว่า จะเริ่มเข้ามาใช้ความรู้จากจันเสนมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นองค์กรกลางมากขึ้นเรื่อยๆ      

สิ่งที่ผมเคยขบคิดก็คือ เวลาผมจะมาจันเสนผมมาไม่ได้ง่ายเลยนะครับ รถไฟก็มีเฉพาะเที่ยวธรรมดาเท่านั้น แล้วก็มีอยู่สองเที่ยวตอนเช้า ๗ โมง และ ๘ โมง ถ้าตกเที่ยวนั้นมาไม่ได้นะครับ ถ้ามารถยนต์ก็ไม่มีรถโดยสารมา ถ้ามาต้องลำบากมาก นอกจากมารถยนต์ส่วนตัว เพราะฉะนั้นการที่จะเอาพิพิธภัณฑ์ตั้งไว้ตรงนี้ให้ผู้คนเข้ามามากๆ เหมือนเอาลอบเอาไซตั้งแล้วให้ปลาเข้ามานั้น เราจะได้ปลาไม่มากนักเพราะอุปกรณ์ในการพาปลามามันน้อยมาก จึงเป็นเรื่องที่จะต้องขบคิดมากขึ้นนะครับ น้องผมบอกว่าอยากมานานแล้ว คนกรุงเทพฯ หลายคนอ่านหนังสือเรื่องจันเสน บอกอยากไปเหลือเกิน แต่ไปอย่างไร รถส่วนตัวไม่มี เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้คือปัญหา ผมก็คิดว่าทำไมไม่ให้พิพิธภัณฑ์ไปหาเขา ผิดมั้ยครับที่พิพิธภัณฑ์จะต้องไปหาเขา ไม่ผิด พิพิธภัณฑ์ตั้งอยู่ตรงนี้ แต่พิพิธภัณฑ์จะไปหาเขาได้อย่างไร สื่อตรงนี้มีมากมาย ในตัวพิพิธภัณฑ์เองก็มีสื่อ ทำสื่ออะไรได้มากมาย เพราะฉะนั้นสื่อเหล่านั้นสามารถที่จะไปสู่คนเหล่านั้นได้ ผมมองว่าวีดิทัศน์ตอนนี้สำคัญมากนะครับ และวีดิทัศน์ก็คงไม่ใช่เรื่องรวมๆ อย่างที่เราดูเมื่อเช้า เรื่องในจันเสนเจาะได้เป็นเรื่องๆ ทำเป็นวีดิทัศน์แต่ละเรื่องได้เป็นสิบๆ เรื่อง ผมมองในฐานะคนที่ทำสื่อทำหนังสือนะครับ แล้ววีดิทัศน์นี้จะเข้าไปสู่ผู้คน ไปหาคนกรุงเทพฯ ก็ได้ ไปหาคนยะลาก็ได้ ไปหาคนเชียงรายก็ได้ หาใครก็ได้ แทนที่เขาจะต้องเดินทางมาจันเสนนะครับ เพราะฉะนั้นในปีต่อๆ ไป พิพิธภัณฑ์จันเสนจึงไม่ใช่พิพิธภัณฑ์จันเสนที่จะต้องตั้งอยู่ตรงนี้แล้ว ผมว่าถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องทำให้พิพิธภัณฑ์จันเสนเดินไปหาคน ไม่ใช่คนเดินมาหาพิพิธภัณฑ์นะครับ      

นอกจากนี้อีกอันที่ผมคิดไว้นะครับ ก็อย่างที่ท่านอาจารย์ศรีศักรพูดเมื่อเช้า คือพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง ผมมองว่าห้องชั้นล่างตรงนั้นไม่พอบรรจุเนื้อหาที่เป็นองค์ความรู้ที่เกี่ยวกับผู้คน ท้องถิ่นที่เป็นเรื่องของจันเสน โดยเฉพาะเรื่องร่วมสมัยที่คาบเกี่ยวระหว่างอดีตและปัจจุบันที่กำลังค่อยๆ หายไป กำลังถูกลมแห่งยุคสมัยใหม่พัดให้ถอยร่นไป เรื่องราวจากอดีตสู่ปัจจุบันจึงเป็นเรื่องที่เราจะต้องทำกันอีกเป็นเรื่องใหญ่เลย และตรงนี้แหละครับที่จะต้องมีพิพิธภัณฑ์อีกแห่งหนึ่ง หรือพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งขึ้นมาเพื่อรองรับสิ่งต่างๆ เหล่านี้นะครับ เช่น เรื่องเครื่องมือจับสัตว์น้ำ เครื่องมือไถนา อย่างเมื่อสองวันก่อนผมไปสุพรรณบุรี ไปเห็นคันไถอันหนึ่งใหญ่โตมโหฬารมาก คนขนาดผมซึ่งอายุ ๕๐ ขึ้นแล้วก็เพิ่งเห็นเป็นครั้งแรกในชีวิต เพราะฉะนั้นเด็กรุ่นหลังไปนี้เขาก็จะไม่ได้เห็น ถึงเวลาที่เราจะต้องเก็บสิ่งของเหล่านี้และรวมเป็นองค์ความรู้ให้กับคนทั่วไปแล้ว ฉะนั้นจันเสนในฐานะที่ทำอดีตมาแล้ว ทำช่วงสืบเนื่องมาหลายๆ ยุคมาจนถึงปัจจุบันแล้ว ต้องทำต่อไปถึงอนาคตอีกหน่อยนึงแล้ว ในช่วงปีต่อๆไป ผมว่าจันเสนคงจะต้องมีภาระหน้าที่ที่จะเดินไปหาผู้คน แล้วก็ขยายองค์ความรู้มากขึ้น ผมคงไม่ต้องยกเรื่องที่ขณะนี้ประเทศชาติกำลังเพ่งมองมาที่ท้องถิ่นนะครับ อย่างการศึกษาบ้านเรา เท่าที่ทราบกันขณะนี้กำลังออกหลักสูตรปี ๔๕ กันอย่างขะมักเขม้น และส่วนหนึ่งในเป้าหมายของหลักสูตรก็คือจะให้ท้องถิ่นเข้าไปมีบทบาทกับการศึกษาของชาติบ้านเมืองมากขึ้น จันเสนได้เตรียมมาแล้วห้าปี จันเสนพร้อมแล้วที่จะทำหน้าที่นี้ให้กับการศึกษาของชาติและการศึกษาของท้องถิ่น เพราะฉะนั้นผมว่าจันเสนสวมรับบทบาทหน้าที่นี้ได้อย่างดีเลยครับ ขอบพระคุณครับ

รศ . ปรานี วงษ์เทศ      

ขอบพระคุณอาจารย์มานพมากนะคะ อาจารย์ก็ได้พูดถึงจุดเด่นของพิพิธภัณฑ์จันเสนในฐานะที่ให้การศึกษานอกระบบ คือ การที่มีมัคคุเทศก์เป็นเด็กนักเรียน ทำให้พิพิธภัณฑ์นี้มีชีวิตชีวา มีความหมาย และมีความสืบเนื่อง ไม่เหมือนพิพิธภัณฑ์ที่เป็นโกดัง แล้วนี่เป็นจุดเด่นที่ชาวจันเสนควรจะทำสืบทอดต่อไป      นอกจากนั้นอาจารย์ก็มีข้อเสนอแนะที่คล้ายคลึงกับอาจารย์ภูธร ที่อยากจะให้จันเสนมีโครงการสืบเนื่องในการที่จะดึงพิพิธภัณฑ์นี้ให้ออกไปสู่สาธารณชนให้มากขึ้น โดยการใช้สื่อสมัยใหม่เข้ามา เนื่องจากว่าการเดินทางเข้ามาที่นี่มันไม่ได้ง่ายๆ แล้วเข้าใจว่าจุดประสงค์แรกของชาวจันเสนที่ทำพิพิธภัณฑ์นี้ คือต้องการตอบสนองให้ชุมชนนี้เรียนรู้เรื่องราวของตัวเอง และมีจิตสำนึกที่จะภาคภูมิใจในรากเหง้าของตัวเราเอง เราอาจจะถึงจุดประสงค์นั้นแล้ว แต่ว่าอาจารย์ก็มีความทะเยอทะยานมากเลย อยากจะให้จันเสนโด่งดังมากไปกว่านี้ ทำยังไงให้องค์ความรู้นี้มันออกไปนอกชุมชนแถวนี้ไปถึงชุมชนภายนอก ซึ่งอาจจะต้องใช้สื่อสมัยใหม่เข้ามา ก็เป็นการบ้านอีกอันหนึ่งที่อยากจะฝากให้ชาวจันเสนรวบรวมพลังลองช่วยกันศึกษาและทำงานต่อ ต้องขออนุญาตเกินเวลารับประทานอาหารสักนิดหนึ่งนะคะ เพราะว่าท่านอาจารย์ภูธรมีอะไรมาฝากให้ชาวจันเสนและพวกเราฟังอีกนิดหนึ่งสักประมาณห้านาทีนะคะ ขอเชิญอาจารย์ค่ะ


อาจารย์ภูธร ภูมะธน      

ขอบคุณครับ ตัวผมเองก็เป็นคนทำพิพิธภัณฑ์มาก่อนเช่นกันนะครับ เมื่อทำแล้วก็อยากให้คนมาดู บางครั้งรู้สึกว่าต้องประเมินตัวเองนะ เราอาจจะทำไม่ดีหรือคนถึงไม่มาดู แต่เวลาเดียวกันนั้นก็รู้สึกว่าทำดีแล้วบางทีก็ไม่มีใครมาดู มีอยู่ครั้งหนึ่งผมพาคณะ Nation Museum Volunteers Group ซึ่งเป็นบรรดาชาวต่างชาติที่มาอาสาสมัครช่วยพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร มาลพบุรี ก็เกิดความนึกคิดว่า พามาดูที่นี่ดีกว่า พอเขามาดูที่นี่เขาตกใจครับ เขาบอกว่า ทำไมดีขนาดนี้ ไม่น่าเชื่อว่าในชุมชนขนาดเล็กๆ นี้จะมีพิพิธภัณฑ์อะไรที่ได้มาตราฐานสูงขนาดนี้ เขาก็เลยไปบอกเพื่อนฝูงต่อๆ กัน ในที่สุดก็จัดทัศนศึกษากันในหมู่ Nation Museum Volunteers Group มาที่นี่ ผมก็เลยอยากจะเรียนว่า ของดีบางทีเพราะคนไม่รู้ก็เลยไม่ได้มาดู ทีนี้พอพูดถึงประเด็นนี้ อย่างที่อาจารย์มานพพูดว่า ทำยังไงที่จะเผยแพร่ให้รู้กันมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ผมก็เลยอยากจะเรียนว่า ผมมีข้อคิดอยู่ข้อหนึ่งว่า สื่อประชาสัมพันธ์ที่ทางพิพิธภัณฑ์จันเสนทำแจกอยู่แล้วนะครับ ทำแผนที่แผนผังในการเดินทางมาให้ชัดเจน แล้วนำไปฝากไว้ที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ หรือฝ่ายจำหน่ายบัตรของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สมเด็จพระนารายณ์ ซึ่งแต่ละเดือนมีคนชมเป็นหมื่นนะครับตอนนี้ ซึ่งผมทราบมาว่า นักท่องเที่ยวที่มาลพบุรีเอง เขาก็บอกว่ามาเที่ยววังนารายณ์แล้วไม่รู้จะไปไหนต่อดี แต่ถ้าหากมีข้อมูลตรงนี้ให้เขา เข้าใจว่านักท่องเที่ยวจำนวนมากอาจจะตัดสินใจเลือกเดินทางต่อมา ณ เมืองนี้ ณ ตรงนี้นะครับ ซึ่งไม่ไกลมากนัก ผมก็เรียนว่า น่าทำส่วนนี้      ส่วนที่สองที่ผมอยากจะเรียนให้ความคิดเพิ่มเติม แต่อันนี้เป็นภาพรวมใหญ่ ท่านที่มานั่งประชุมอยู่ ณ ที่นี้ บุคคลสำคัญเยอะมากอาจจะช่วยกันผลักดันนโยบายนี้ได้ ผมคิดว่าการที่ทำพิพิธภัณฑ์แล้วคนไม่มาดู สาเหตุมันก็คงจะมีหลายๆ อย่าง ผมเองในฐานะครูอยากจะพานักศึกษาไปดูนั้นดูนี่อยู่เสมอ แต่ไม่สะดวกเอาเลยโดยระบบราชการนะครับ แล้วการพานักศึกษาออกนอกท้องที่แต่ละครั้ง โดยเฉพาะเด็กๆ ผมต้องสอนสาธิตด้วย ซึ่งเด็กสาธิตนี่ยิ่งยากนับเท่าทวีคูณจากเด็กโตๆ ของสถาบันราชภัฏ แต่ผมเข้าใจว่ามหาวิทยาลัยอาจจะง่ายกว่าผม แต่โดยสรุปก็คือ ยากมากเลยที่จะพาเด็กออกนอกสถานที่ ครูเสี่ยงเอามากๆ แต่ผมก็ยังคิดว่ามันเป็นเรื่องจำเป็น เพราะว่าระบบการเรียนวิชาทางด้านจิตใจนี้ เรียนในห้องเรียนอย่างเดียวไม่ดีนะครับ นักเรียนเรียนรู้จากกระดานดำกับปากกาของเรา หรืออะไรก็แล้วแต่ คงไม่ซึมซับเท่าไหร่ ควรเรียนนอกห้องด้วยนะครับ ถ้าไปดูของจริงได้ก็ยิ่งดี อย่างนี้เป็นต้น อย่างในต่างประเทศจะมีรถเช่าของสถานราชการ ตัวอย่างเช่น ของเทศบาลเอง หรือของกระทรวงศึกษาฯ เองที่จะจัดให้นะครับ เป็นรถที่รับประกันทุกประการ อย่างเช่น จะต้องวิ่งไม่เกิน ๘๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีไฟสัญญาณชัดเจน มีการคัดพนักงานขับอย่างเข้มงวดจนกระทั่งได้คนดีจริงๆ มาขับรถแบบดี แล้วก็มีสัญลักษณ์ต่างๆ นานาที่รถอื่นเมื่อเห็นรถแบบนี้ที่จะนำนักเรียนไปทัศนศึกษาพึงจะต้องกังวลอย่าเข้าใกล้มากนัก อย่าให้เกิดอันตรายโฉบเฉี่ยวอะไรก็แล้วแต่ ปรากฏว่าในสถาบันการศึกษาทั้งหลายจะใช้บริการรถแบบนี้นำนักเรียนไปเที่ยวโน้นเที่ยวนี่เพื่อจะได้รับความรู้ พ่อแม่ผู้ปกครองก็ไว้วางใจ ครูพาไปก็รู้สึกสบายใจไปเยอะเลยนะครับ โดยไม่ต้องกังวลว่าจะเดือดร้อนถ้าหากเกิดอุบัติเหตุอะไรขึ้นมา แต่บ้านเราไม่ใช่อย่างนั้น เราต้องหารถเช่าเอง บางทีก็โฉบเฉี่ยวกัน คนขับรถเราก็ไม่รู้ได้ว่า คืนก่อนนั้นไปกินเหล้าที่ไหนมา อย่างนี้เป็นต้น      

โดยสรุปผมอยากจะให้กระทรวงศึกษาฯ หรือเทศบาลก็ตามมีรถบริการให้กับชุมชน ท้องถิ่น หรือโรงเรียนของตนนะครับ เพื่อที่จะให้นักเรียนได้ออกไปเรียนรู้นอกระบบ โดยทำให้ผู้นำไปหรือโรงเรียนที่จัดเรื่องนี้นั้นรู้สึกปลอดภัยไปอีกระดับหนึ่ง น่าจะทำให้กระบวนการเรียนรู้นอกสถานที่ในเมืองนี้ ในประเทศนี้พัฒนาไปอีกระดับหนึ่งได้นะครับ อย่างกรณีคนไม่อยากมาดูพิพิธภัณฑ์จันเสน ก็อาจจะมีคนมามากยิ่งขึ้น ซึ่งเรื่องนี้ก็คงเป็นเรื่องระดับชาตินะครับ ผมก็ใคร่จะขอเผยแพร่แนวคิดนี้ต่อท่านนะครับ ถ้าท่านเห็นด้วยก็ช่วยกันผลักดัน ก็คงจะเป็นเรื่องดี ทำให้สถานที่การศึกษานอกระบบหลายๆ แห่งในประเทศนี้ได้ตื่นตัวกัน ได้พัฒนาเพราะว่ามีคนมาดูอย่างสะดวกครับ ผมก็ขอฝากสองประเด็นนี้ครับ

รศ . ปรานี วงษ์เทศ     

ขอบคุณอาจารย์ภูธรมากนะคะ อาจารย์ก็เสนอแนะวิธีการที่จะทำยังไงให้จันเสนเป็นที่รับรู้แก่ชุมชนภายนอกมากขึ้น ก็เป็นโครงการที่น่าสนใจและน่าจะเป็นไปได้ถ้าหากมีการผลักดันจริงๆ นะคะ ขอเชิญอาจารย์มานพอีกสักห้านาทีค่ะ

อาจารย์มานพ ถนอมศรี      

ขอบคุณครับ ผมขออนุญาตขยายขายความคิดเมื่อครู่นี้อีกนิดนึงนะครับ เรื่องที่เราจะทำพิพิธภัณฑ์ให้เคลื่อนออกไปสู่ประชาชน ทำหน้าที่แหล่งความรู้ให้กับประชาชนสมกับที่เป็นแหล่งการศึกษานอกโรงเรียน หรือนอกระบบให้ได้ ตอนแรกผมสังเกตนะครับ เวลาที่คนเข้ามาดูในพิพิธภัณฑ์เรา ปัญหาแรกก็คือ คนที่เข้ามาดูส่วนใหญ่นั้น เขาจะเดินดูเพียงแตะ แตะ แตะ แล้วก็ผ่านไปนะครับ แค่ได้เห็น อาจจะยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีอะไรเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นการทำหน้าที่เป็นแหล่งความรู้ที่จริงกับประชาชน จึงยังทำไม่ได้ร้อยเปอร์เซนต์ การที่จะสอนคน บางทีการให้ดูหรือให้อ่านเฉยๆ นั้นไม่พอนะครับ ผมมีความคิดว่าในพิพิธภัณฑ์เองนั้นอาจจะต้องมีโสตอื่นๆ การรับรู้ในด้านอื่นๆ เช่น ด้านการฟังในเรื่องของเสียงเข้าไปอีก เสียงพร้อมภาพเข้าไปอีกนะครับ อาจจะต้องมีสื่อด้านอื่นเพิ่มเติมเข้าไปในพิพิธภัณฑ์มากขึ้นนะครับ เช่น ถ้าสนใจเรื่องนี้ อาจจะต้องดูเรื่องนี้กันโดยเฉพาะ ฟังเสียงเรื่องนี้กันโดยเฉพาะนะครับ เพื่อให้สำหรับคนที่ขี้เกียจอ่านหนังสือได้เห็นมากขึ้น ทีนี้เรื่องของวีดิทัศน์นั้น ผมมองว่านอกจากวีดิทัศน์จะใช้อยู่ในพิพิธภัณฑ์เองแล้ว อาจจะใช้กับสื่อหรือเครื่องในพิพิธภัณฑ์เองที่จะให้คนมาดู เราอัดวีดิทัศน์นั้นไว้เป็นกองกลางเป็นส่วนกลาง โรงเรียนในย่านนี้ต้องการก็ยืมไปใช้ หรือไม่ก็ dub ไปนะครับ เป็นแหล่งเป็นศูนย์กลางให้มา dub ไป เป็นศูนย์กลางที่จะให้ความรู้กับชุมชน กับท้องถิ่นนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรในตรงนั้น ไล่ไปตั้งแต่เรื่องของจันเสนสมัยทวารวดี เรื่องของของใช้ เรื่องของลูกปัด เรื่องของต่างหู เรื่องของตุ้มหู เรื่องของอะไรต่างๆ นี้ ทำเป็นเรื่องๆ ๆ ไป ทุกเรื่องเหล่านี้มีอยู่ในพิพิธภัณฑ์เราทั้งสิ้นนะครับ อาจจะเป็นโครงการค่อนข้างใหญ่สักนิดหนึ่งนะครับ แต่ค่อยๆ ทำไป เสร็จแล้วโรงเรียนไหนต้องการ dub ๆ ไป โรงเรียนไหนต้องการยืม ยืม แต่ยืมนี่อาจจะเป็นเรื่องยากนิดนึง เพราะอาจจะไม่คืน หรือติดตามยาก อาจจะต้องใช้วิธีการให้ draft ไปนะครับ ก็จะเป็นศูนย์กลางขององค์ความรู้เกี่ยวกับจันเสนนะครับ ซึ่งผมมองว่าในที่สุดก็จะทำหน้าที่แหล่งความรู้นอกระบบได้อย่างดีที่สุดเลยครับ ขอบคุณครับ

รศ . ปรานี วงษ์เทศ      

ขอบคุณอาจารย์มานพค่ะ เรามีเวลาอีกสักห้านาทีสำหรับท่านผู้ร่วมสัมมนาที่อาจจะอึดอัดคับข้องใจ อยากจะถามหรือว่าเสนอข้อคิดเห็นที่จะเป็นประโยชน์แก่ชาวจันเสนในที่นี้อีกสัก ๒ - ๓ คำถาม ทราบมาว่ามีเพื่อนของเราที่เดินทางมาไกลเหลือเกินมาจากจังหวัดเชียงราย คือ กลุ่มคนเฒ่าคนแก่ จากวัดหัวฝาย ตำบลป่าแดด อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ท่านเดินทางเพื่อที่จะมาร่วมศึกษา ร่วมแลกเปลี่ยนความรู้กับพวกเราตั้งแต่เมื่อวานนะคะ คิดว่าท่านอาจจะมีคำถาม หรือว่าข้อเสนอแนะ หรือความคิดเห็นอย่างอื่นที่จะเรียนถามวิทยากร หรือท่านผู้ร่วมสัมมนาคนอื่น หรือท่านอาจจะพูดถึงประสบการณ์ของท่านที่ท่านกำลังจะทำ หรือทำงานทางด้านพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านอยู่ในหมู่บ้าน ในชุมชนของท่าน ขอเชิญเลยค่ะ

คุณวีรพงษ์ กังวานนวกุล      

กราบนมัสการพระคุณเจ้านะครับ ผมวีรพงษ์ กังวานนวกุล ผู้ประสานงานกลุ่มคนเฒ่าคนแก่ จังหวัดเชียงราย ครับ คือในส่วนของชุมชนป่าแดดเอง มีความร่วมมือกันจากผลงานของผู้สูงอายุนะครับ เรื่องกระบวนการทำของเล่นพื้นบ้านเพื่อที่จะลดช่องว่างระหว่างผู้สูงอายุกับเด็ก แล้วก็ได้ประสานกับส่วนต่างๆ ในชุมชนให้มีส่วนร่วมกันในการพัฒนา โดยหลังจากที่มีผลิตภัณฑ์ของเล่นพื้นบ้านเกิดขึ้นมา ก็มีกลุ่มแม่บ้านเกิดขึ้นเพื่อที่จะทำอาหาร และขนมเพื่อสุขภาพ มีความร่วมมือจากโรงเรียนในการทำหลักสูตรท้องถิ่น โดยใช้การเล่นของเล่นนี้เป็นสื่อการเรียนการสอน แต่ว่าในเบื้องต้นนี้ยังอยู่ในช่วงของการพูดคุยถึงความเป็นไปได้ว่าเราอยากจะสร้างทางเลือกให้กับสังคมในการนำทรัพยากรในชุมชนมาให้คนทั้งภายนอกและภายในชุมชนเองได้เกิดการเรียนรู้อย่างสนุกสนาน แล้วก็สอดคล้องกับวิถีชีวิตในปัจจุบันครับ แล้ววันนี้ได้มีโอกาสนำผู้แทนจากส่วนต่างๆ ในตำบลมาเยี่ยมชมวัดจันเสน ก็ขอฝากไว้เท่านี้ก่อนนะครับ

รศ . ปรานี วงษ์เทศ      

ขอบคุณมากค่ะ เป็นนิมิตหมายอันดีที่เราจะขอร่วมเอาใจช่วย แล้วก็ขอปวารณาตัวนะคะว่า ถ้าเผื่อทางชาวบ้านที่แม่สรวยต้องการความช่วยเหลือจากพวกเรา คิดว่าไม่มีใครรังเกียจที่จะให้ความร่วมมือนะคะ มีใครมีคำถามหรือว่าอยากจะพูดอะไรเพิ่มเติมไหมคะ เชิญเลยนะคะ ได้สักอีกหนึ่งท่านค่ะ มีมั้ยคะ

อาจารย์ภูธร ภูมะธร     

ขออนุญาตครับ

รศ . ปรานี วงษ์เทศ      

เชิญอาจารย์ภูธรค่ะ

อาจารย์ภูธร ภูมะธน      

ก่อนจะขึ้นเวทีนี้ คุณก้อย จาก ททท . ลพบุรี คุยอยู่กับผมว่าทางหมู่บ้านเกยชัยก็อยากจะทำแบบนี้ด้วย คุณก้อยช่วยเล่าให้ฟังซิครับ เพราะถ้าได้คุยให้พวกเราฟังก็น่าจะได้รับความร่วมมือ

รศ . ปรานี วงษ์เทศ      

ช่วยแนะนำตัวเองนิดนะคะ

คุณวิยะดา ศรีรางกูล      

ขออนุญาตแนะนำตัวเองก่อนก็แล้วกันนะคะ วิยะดา ศรีรางกูล ค่ะ เป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ภาคกลาง เขต ๗ ซึ่งตั้งอยู่ที่ลพบุรี นะคะ ความจริงแล้วที่จันเสนนี้เราก็มาดูแลอยู่หลายครั้งแล้วเหมือนกันนะคะ แต่เมื่อกี้นี้ได้คุยนอกรอบกับท่านอาจารย์ภูธรว่า ขณะนี้ที่วัดเกยชัยเหนือ อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ นั้น ก็มีแนวคิดที่จะจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ชุมชนต้นน้ำเจ้าพระยาขึ้นเหมือนกัน ซึ่งทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยนั้นก็ได้ให้การสนับสนุนด้านงบประมาณอยู่ แต่ยังไม่มีการนำสิ่งของต่างๆ นั้นมาจัดให้เข้าระบบหมวดหมู่ และน่าเสียดายมากที่วันนี้ทางผู้แทน อบต. เกยชัย หรือว่าทางเจ้าอาวาสวัดเกยชัยเหนือไม่ได้มาร่วมการสัมมนาในวันนี้ ไม่งั้นคงจะได้รับรู้อะไร เพื่อเป็นแนวทางในการดำเนินงานของทางเกยชัยบ้าง แต่คิดว่าในโอกาสต่อไปก็คงจะประสานงานกับทางท่านอาจารย์อีกครั้งหนึ่ง เพื่อที่จะนำแนวคิดนี้ให้เขาไปเป็นต้นแบบ เพื่อที่จะให้มีการดำเนินงานเป็นระบบต่อไป ซึ่งคิดว่าการดำเนินงานของพิพิธภัณฑ์จันเสนนี้เป็นตัวอย่างที่ดียิ่งทีเดียวสำหรับชุมชนอื่นๆ เพราะว่าได้ผลหลากหลาย แล้วก็มีความร่วมมือกันไม่ว่าจะเป็นวัด โรงเรียน ชุมชน แล้วก็กลุ่มแม่บ้านต่างๆ ก็เห็นผลชัดเจน เพราะฉะนั้นในโอกาสหน้าถ้าเป็นไปได้ ก็อาจจะขอความร่วมมือจากทางคณะท่านอาจารย์ไปให้ความรู้กับทางชุมชน ซึ่งคิดว่าประมาณเดือนพฤศจิกายนที่จะถึง เราจะจัดอบรมให้ความรู้กับผู้นำชุมชนที่เกยชัยเกี่ยวกับเรื่องการดำเนินงานการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ต่อไปคะ ก็คงจะต้องขอประสานงานเป็นการภายหลังอีกครั้งหนึ่งนะคะ ในขั้นนี้ก็คงจะเล่าคร่าวๆ เท่านี้ค่ะ

รศ . ปรานี วงษ์เทศ      

ขอบพระคุณมากค่ะ ก็น่าอนุโมทนาร่วมนะคะ เราเกินเลยเวลาของท่านมามากแล้วนะคะ ถ้าหากไม่มีอะไรอีก จะขออนุญาตปิดการสัมมนาช่วงเช้า เพื่อที่จะไปรับประทานอาหารนะคะ      

ในนามของชาวจันเสนและผู้ร่วมสัมมนาทุกท่านนะคะ ต้องขอกราบขอบพระคุณอย่างสูงแด่ท่านอาจารย์ภูธร และอาจารย์มานพ ที่ท่านพยายามคิดทุกวิถีทางด้วยสุดจิตสุดใจที่จะทำให้จันเสนนี้พัฒนาและดียิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นข้อเสนอของอาจารย์นั้นมีคุณค่าอย่างยิ่งที่เราควรจะนำไปพิจารณาเพื่อที่จะพัฒนาให้จันเสนนั้นมีคุณค่าแก่สังคมและชุมชนของเราเองมากยิ่งขึ้น ขอกราบขอบพระคุณอาจารย์ทั้งสองท่านค่ะ

พิธีกรหญิง      

ฟังอภิปรายจบไปแล้วนะคะ ทุกท่านอาจจะมีดวงตาแวววาว ไม่ทราบจะเหมือนดิฉันหรือเปล่านะคะที่อยากจะเห็นภาพจำลองสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของคนทวารวดีเกิดขึ้น ณ เมืองโบราณจันเสนแห่งนี้ ในอนาคตนะคะ ท่านอาจารย์ศรีศักรบอกว่า เราอย่าหยุดคิด และอย่าหยุดทำ คณะวิทยากรในวันนี้นำโดยท่านรองศาสตราจารย์ปรานี วงษ์เทศ นะคะ ต้องขอบพระคุณที่ท่านมาปลุกเร้า มาปลอบขวัญ มา สร้างฝันให้เราเกิดกำลังใจ ให้ภาคภูมิในความเป็นไปกับหนทางที่ย่างเดิน กำลังใจที่ยิ่งใหญ่ที่ได้จากคณะผู้อภิปรายในวันนี้ ดิฉันขอเสียงปรบมือดังๆ ให้ท่านอีกครั้งหนึ่งค่ะ      ผู้ร่วมสัมมนาทุกท่านคะ เลยเวลารับประทานอาหารมาสิบห้านาที แต่คิดว่าเราฟังกันเพลินนะคะ อาหารพร้อมแล้ว เชิญผู้ร่วมสัมมนาทุกท่านได้เลยนะคะ ตอนนี้เที่ยงสิบห้า ดิฉันขอนัดเวลาบ่ายโมงสิบห้าหลังจากรับประทานอาหารและทำภารกิจส่วนตัวเรียบร้อยแล้ว เรามาพบกันที่นี่ เพื่อเริ่มรายการต่อไปในภาคบ่ายค่ะ เรียนเชิญค่ะ

พิธีกรชาย      

การสัมมนาในภาคเช้านั้น เป็นเรื่องของนักวิชาการ แล้วก็ผู้รู้ได้มาเสนอแนะแนวคิดต่างๆ พร้อมทั้งวิสัยทัศน์ รวมตลอดไปจนถึงแนวทางที่จะสร้างงาน สร้างกิจกรรมต่างๆ ในชุมชนแห่งนี้ ในพิพิธภัณฑ์ของเรา เพราะฉะนั้นในภาคบ่ายนี้ก็จะเป็นเรื่องของผู้ปฏิบัติบ้างนะครับ ในหัวข้อ การดำเนินงานพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น และผลกระทบต่อชุมชนจันเสน ผู้ดำเนินรายการนะครับ ขอเรียนเชิญคุณวลัยลักษณ์ ทรงศิริ จากมูลนิธิประไพ วิริยะพันธุ์ ครับ ขอเรียนเชิญครับ

คุณวลัยลักษณ์ ทรงศิริ      

กราบนมัสการพระคุณเจ้าและสวัสดีท่านผู้มีเกียรติทุกท่านนะคะ รายการต่อไปนี้ก็จะเป็นเสียงจากชุมชนโดยแท้จริง หัวข้อก็คือ การดำเนินงานพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น และผลกระทบต่อชุมชนจันเสน ก่อนที่จะเริ่มการอภิปราย ดิฉันขอแนะนำผู้ร่วมอภิปรายทุกท่าน ซึ่งเป็นตัวแทนส่วนหนึ่งของผู้ที่ดำเนินงานพิพิธภัณฑ์จันเสนตลอดระยะเวลาสิบกว่าปีที่ผ่านมานี้ เป็นเรี่ยวแรงสำคัญพอสมควร ท่านแรกทางขวามือของดิฉัน คือ กำนันมาโนช พงศ์ปลื้มปิติชัย ค่ะ หรือที่ชาวบ้านจันเสนเรียกกันว่า กำนันโต กำนันรู้จักกับดิฉันมาตั้งแต่กำนันเป็นผู้ใหญ่บ้าน เมื่อสัก ๗ - ๘ ปีที่แล้วนะคะ กำนันเป็นผู้ใหญ่บ้านเมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๕๒๐ แล้วก็เลื่อนมาเป็นกำนันตำบลจันเสนเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๘ และปัจจุบันนี้ก็ยังดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหารของ อบต . ด้วยนะคะ กำนันเพิ่งได้รับโล่พลเมืองดีของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติไปเมื่อ ๒-๓ วันนี้ เมื่อปี ๔๒ ท่านก็ได้กำนันยอดเยี่ยมของกรมการปกครองด้วย นอกจากนี้ท่านยังก็ได้รับเป็นประธานสภาวัฒนธรรมของอำเภอตาคลีในปีนี้ด้วย จะเห็นว่าผลงานของท่านมากมายมหาศาล แล้วอีกท่านหนึ่งทางด้านขวามือของดิฉันอีกเช่นกันก็คือ คุณป้าประยูร พฤกษาสมบัติ ค่ะ คุณป้าเป็นประธานกลุ่มแม่บ้านทอผ้ากี่กระตุกของตำบลจันเสน ตอนแรกคุณป้าทำฟาร์มเลี้ยงหมูมานานหลายสิบปี จนกระทั่งเมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๕๓๘ เริ่มมีการรวมกลุ่มกันที่จะทำการทอผ้าขึ้นมา คุณป้าก็เข้าเป็นสมาชิกด้วย และปี พ.ศ. ๒๕๔๐ คุณป้าก็ได้เป็นประธานของกลุ่มจนถึงปัจจุบันนี้ คุณป้าเป็นกำลังที่เข้มแข็งมากของชุมชนจันเสนนะคะ      

ฝ่ายต่อมาทางซ้ายมือก็คือ อาจารย์รุจิรา เชาว์ธรรม ค่ะ อาจารย์รุจิราเป็นอาจารย์ประจำหมวดสังคมศึกษา โรงเรียนมัธยมจันเสนเอ็งสุวรรณอนุสรณ์ อาจารย์รุจิราเกิดที่นี่ โตที่นี่ แล้วก็เรียนละแวกใกล้เคียงนี้ เมื่อจบแล้วไปบรรจุเป็นอาจารย์อยู่ที่อุดรธานีสิบปี จนเมื่อประมาณปี ๓๔ อาจารย์ก็ย้ายกลับภูมิลำเนา บ้านอาจารย์อยู่ข้างๆ วัดนี่เอง เพราะฉะนั้นอาจารย์เดินมาทำงานที่วัดได้สบายมาก เมื่อปี ๓๕ - ๓๖ ที่ดิฉันเข้ามานั้น ได้พบอาจารย์เป็นครั้งแรก จนปัจจุบันนี้อาจารย์ก็ยังอยู่ แสดงว่าอาจารย์เหนียวแน่น แล้วก็ยังเข้มแข็งอยู่ในการทำงาน ต้องขอชื่นชมเป็นพิเศษส่วนตัวนะคะ      ต่อมาก็คือน้องหนูคนสุดท้อง คือ น้องจิตติมา พาดี ค่ะ น้องคนนี้เห็นกันมาตั้งแต่อยู่ ป.๕ - ป.๖ นะคะ ตอนนี้เป็นนักเรียนชั้น ม.๔ ของโรงเรียนจันเสนเอ็งสุวรรณอนุสรณ์แล้ว น้องมาเข้าอบรมเป็นยุวมัคคุ เทศก์รุ่นที่สอง แล้วก็ผ่านประสบการณ์ที่น่าภาคภูมิใจ คือ ได้เฝ้าละอองธุลีพระบาทสมเด็จพระเทพรัตนฯ มาแล้วเมื่อคราวเปิดพิพิธภัณฑ์จันเสน วันนี้น้องก็จะมาเล่าว่าในฐานะเป็นตัวแทนยุวมัคคุเทศก์ทั้งสี่รุ่นนี้ น้องรู้สึกยังไงนะคะ ต่อไปก็อยากเล่าสักเล็กน้อยเกี่ยวกับพื้นฐานของชุมชนจันเสนนี้นะคะ บางท่านคงจะทราบมาแล้วเป็นอย่างดี แต่ว่าอยากจะปูพื้นให้ทราบว่า ก่อนที่จะมีโครงสร้างอย่างนี้ได้ เป็นปึกแผ่นตรงนี้ได้นั้น โครงสร้างของชุมชนจันเสนเป็นยังไงในปัจจุบัน เราจะไม่พูดถึงอดีตที่มันไกลโพ้น ในปัจจุบันนี้เราอาจจะมองว่าชุมชนจันเสนนี้เป็นชุมชนซึ่งเกิดขึ้นริมทางรถไฟ เป็นเมืองเล็กๆ อย่างที่อาจารย์ศรีศักรว่า ซึ่งขยายตัวมาจากการค้าข้าว การเป็นศูนย์รวมการขนส่งข้าว คุณจะเห็นว่าที่จันเสนนั้นมีร่องรอยของความเจริญมากมายเหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็นโรงสี ตั้งแต่โรงสีป่องเหลี่ยม ป่องกลม ซึ่งเราจะเห็นพัฒนาการมาโดยตลอด เมื่อคราวที่เข้ามาพร้อมๆ กับอาจารย์ศรีศักรและอาจารย์ปรานีนั้น ชุมชนจันเสนค่อนข้างเงียบเหงาค่ะ ซึ่งมีคนเล่าให้ฟังมากมายว่าที่นี่เคยเป็นตลาดใหญ่มาก ใหญ่กว่าช่องแค หรืออาจจะพอๆ กับบ้านหมี่ด้วยซ้ำในการเป็นศูนย์กลางของการซื้อข้าวแล้วขึ้นรถไฟไปขายที่กรุงเทพฯ ถ้าคุณเข้าไปสำรวจในตลาดจันเสนก็จะเห็นตลาดหลังเบ้อเริ่มเลยนะคะ ส่วนที่วัดก็ยังคงมีประเพณีตามฤดูกาลอยู่ แต่การเฟื่องฟูของกิจกรรมภายในชุมชนนี้ ดิฉันเห็นว่าในระยะแรกนั้นค่อนข้างน้อยมากนะคะ หลวงพ่อท่านได้ลงมือการก่อสร้างพระธาตุนี้เมื่อประมาณสิบกว่าปีที่แล้ว ก็ค่อยๆ ดำเนินการเรื่อยมา แล้วก็เริ่มเป็นพิพิธภัณฑ์อย่างเต็มรูปแบบนี้เมื่อราวสี่ปีที่แล้ว การดำเนินงานตั้งแต่เริ่มก่อสร้างเมื่อสิบปีที่แล้ว และการดำเนินงานตลอดสี่ปีที่ผ่านมานั้น แน่นอนว่าชุมชนจันเสนต้องผ่านประสบการณ์ความยากลำบาก การขัดแย้ง การรวมกลุ่มกันทำงาน หรืออะไรก็ตาม คิดว่าเป็นประสบการณ์ที่น่าจะมีคุณค่ามากมายมหาศาลสำหรับเราที่จะต้องเรียนรู้ หรือว่าชุมชนอื่นๆ ที่อยากจะทำพิพิธภัณฑ์ต่อไปในอนาคตนี้ น่าจะมาเรียนรู้กระบวนการเหล่านี้ของชุมชนจันเสน ก็อยากเรียนถามท่านกำนันนะคะว่า จากประสบการณ์ที่ผ่านมา กำนันกับกลุ่มได้มีบทบาทในการทำงานด้านนี้กับโรงเรียนแล้วก็กับชุมชนมาโดยตลอดนั้น กำนันได้ประสบการณ์ยังไงบ้างคะ

กำนันมาโนช พงศ์ปลื้มศิริชัย      

กราบนมัสการพระคุณเจ้า คณะศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร และมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ทุกท่าน พร้อมทั้งแขกผู้มีเกียรติ นักศึกษา นักเรียน และผู้เข้าร่วมสัมมนาในครั้งนี้นะครับ ผมขอพูดภาพรวมของชุมชนจันเสนก่อนนะครับ คือ ตำบลจันเสนมีทั้งหมด ๑๑ หมู่บ้าน มีประชากรทั้งหมดประมาณแปดพันคนเศษ ตั้งอยู่ตอนใต้สุดของจังหวัดนครสวรรค์ มีเขตติดต่อกับจังหวัดลพบุรีและจังหวัดสิงห์บุรี มีการคมนาคมได้ ๒ ทาง คือ ทางรถไฟ และทางรถยนต์ นะครับ      พิพิธภัณฑ์ หรือมหาธาตุเจดีย์ศรีจันเสนของเรา เริ่มการก่อสร้างขึ้นมาด้วยดำริของพระคุณเจ้าหลวงพ่อโอด ท่านได้ดำริกับทางคณะกรรมการและฝากฝังงานที่จะสานต่อให้เจ้าอาวาสองค์ปัจจุบัน คือ พระครูนิวิฐธรรมขันธ์ หรือพระครูเจริญนะครับ หลวงพ่อบอกกับคณะกรรมการและพระครูนิวิฐธรรมขันธ์ว่า จะสร้างพระมหาธาตุเจดีย์ขึ้นเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ของชุมชน งบประมาณก็คงไม่เกินสิบล้านบาท ทางคณะกรรมการก็บอกว่า ชุมชนของเราเล็กๆ อย่างนี้จะเอาเงินที่ไหนมาสร้างพระมหาธาตุได้ ตอนนั้นก็เป็นเรื่องที่หนักใจอยู่ แต่ก็ได้มีการวางศิลาฤกษ์เมื่อประมาณปี ๒๕๓๑ จากนั้นหลวงพ่อท่านก็อาพาธเรื่อยมาจนท่านมรณภาพเมื่อปี ๒๕๓๒ ซึ่งในปี ๒๕๓๒ นั้นก็ได้ทำพิธีตอกเสาเข็ม ตอนนั้นทางวัดเองก็มีงบประมาณไม่เท่าไหร่เลยนะครับ แต่ด้วยบุญบารมีของหลวงพ่อ หลังจากที่หลวงพ่อมรณภาพไป ทางวัดก็จำหน่ายวัตถุมงคลได้สิบกว่าล้าน แล้วก็ได้แรงศรัทธาของคนในชุมชน ใครมีฐานะดีก็ออกมากหน่อย คนที่ฐานะน้อยก็ออกน้อยหน่อย ใช้งบประมาณทั้งสิ้นร่วมสี่สิบล้านบาทนะครับ ดังนั้นคนในชุมชนจึงมีส่วนสร้างพิพิธภัณฑ์หลังนี้ขึ้นมา และสำเร็จทุกวันนี้ด้วยบารมีของหลวงพ่อพระครูนิสัยจริยคุณ และหลวงพ่อเจริญแท้ๆ เพราะใครจะนึกว่าชุมชนเล็กๆ ของเรา จะสามารถสร้างพิพิธภัณฑ์ ที่เป็นที่เชิดหน้าชูตาของชาวจังหวัดนครสวรรค์ได้ถึงขนาดนี้ เป็นความภาคภูมิใจของคนในชุมชนจันเสนเป็นอย่างยิ่งครับ      แล้วพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ก็เป็นสถานที่ที่เยาวชน หรือคณะครูบาอาจารย์ในชุมชนนี้ จะนำนักเรียนมาเรียนรู้ประวัติศาสตร์ หรือวัฒนธรรมตั้งแต่สมัยทวารวดีจนถึงสมัยปัจจุบันของท้องถิ่นนี้ หรือโรงเรียนที่อยู่ในชุมชนอื่นอย่างโรงเรียนบ้านหมี่วิทยาก็นำนักเรียน มาศึกษานอกสถานที่ที่พิพิธภัณฑ์แห่งนี้นะครับ      ส่วนการบริหารงานของพิพิธภัณฑ์นั้น เราดูแลกันเองโดยมีคณะกรรมการในชุมชน ที่ประกอบไปด้วยโรงเรียนจันเสนเอ็งสุวรรณอนุสรณ์ โรงเรียนวัดจันเสน อนามัยจันเสน แล้วก็ ศ.ป.ต. จันเสน หลายหน่วยงานที่เข้ามาร่วมกันทั้งบ้าน วัด โรงเรียน จะต้องสามัคคีกันครับ เพราะทำให้พิพิธภัณฑ์ของเราอยู่ได้ดีและอยู่ด้วยความราบรื่น อย่างผู้ที่เข้ามาชมหรือแม้แต่ผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ที่ท่านนำคณะมาที่วัดจันเสนเมื่อวันที่ ๒๔ นี้ ท่านก็ยังบอกว่า กำนัน ไม่เก็บค่าเข้าชมพิพิธภัณฑ์เหรอ เพราะที่อื่นเขายังเก็บค่าชม ค่าดู ผมก็เรียนกับทางคณะท่านผู้ว่าราชการจังหวัดฯ ว่า คณะกรรมการของเราไม่หวังค่าชมหรือค่าเรียนรู้ เราอยากให้คนที่เข้ามาศึกษาในพิพิธภัณฑ์ของเรา ไม่ว่าจะมีเงินหรือไม่มีเงินก็สามารถเข้ามาเที่ยวชมได้นะครับ และยกตัวอย่างให้ท่านผู้ว่าฯ ฟังว่า บางครั้งสองเดือนที คณะกรรมการได้เปิดนับเงินในพิพิธภัณฑ์ดู มีผู้ที่บริจาคแบงค์ห้าร้อยก็มี แบงค์พันก็มีนะครับ เราถึงไม่จำเป็นที่จะต้องไปกำหนดกฎเกณฑ์ว่าจะต้องเก็บค่าชมเท่านั้นเท่านี้ เพราะเราไม่ได้หวังในเชิงธุรกิจเพื่อให้พิพิธภัณฑ์มีรายได้เยอะ แต่อยากให้คนในชุมชนหรือคนทั่วไปได้มาศึกษาหาความรู้ในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ครับ และไม่ว่าใครเข้ามาชมก็ล้วนแต่บอกว่าพิพิธภัณฑ์จันเสนบริหารจัดการได้ดี ไม่คิดเลยว่า เข้ามาดูแล้วข้างในนี้จะสวย สวยมาก แล้วก็ประทับใจที่ได้มาเที่ยวชม ไม่ว่าการต้อนรับหรือการบรรยายให้ความรู้แก่ผู้ที่มาชมพิพิธภัณฑ์ เป็นความภาคภูมิใจของคนในจันเสนอย่างยิ่งนะครับว่า ชุมชนของเรามีแหล่งที่จะให้ความรู้แก่นักศึกษา ซึ่งทุกวันนี้ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ และห้องสมุดเฉลิมราชกุมารี ก็เป็นที่เรียนรู้ของเยาวชนรุ่นหลัง และรุ่นที่จะมาใหม่ในภายภาคหน้า ผมก็ขอนำเรียนแค่นี้ครับ

คุณวลัยลักษณ์ ทรงศิริ      

ท่านกำนันก็ได้เกริ่นนำให้ทราบถึงวัตถุประสงค์ของการทำพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นจันเสน ที่ต้องการจะเผยแพร่ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับท้องถิ่น หรือว่าชุมชนจันเสนให้คนในพื้นที่ ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ในเชิงพาณิชย์ หรือทางเศรษฐกิจนะคะ ต่อไปก็อยากจะเรียนถามทางอาจารย์รุจิรา เชาว์ธรรม ว่ากระบวนการในการสร้างองค์กรที่จะมาทำงานหลังจากการเปิดพิพิธภัณฑ์แล้ว เพราะเมื่อมีพิพิธภัณฑ์ พิพิธภัณฑ์นั้นควรจะมีชีวิต แล้วก็ควรจะมีความเคลื่อนไหว อาจารย์รุจิราได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับกระบวนการในการทำงานทางด้านนี้อย่างไรบ้างคะ ขอเรียนเชิญค่ะ

อาจารย์รุจิรา เชาว์ธรรม      

กราบนมัสการพระพุทธคุณเจ้า แล้วก็สวัสดีแขกผู้มีเกียรติทุกท่านนะคะ จากการที่คุณวลัยลักษณ์บอกนะคะ บ้านอยู่หน้าวัด ก็มองอะไรหลายๆ อย่าง เราไปทำงานให้กับจังหวัดอื่นมาตั้งสิบปี เมื่อกลับมาบ้านเรา เราก็มาเป็นครูอยู่ในท้องถิ่น เราจะเป็นครูรับเงินเดือนอย่างเดียวมันก็คงจะเท่านั้นแล้วก็จบไปนะคะ ก็เคยคิดนะคะว่า จะทำกิจกรรมอะไรขึ้นมา แล้วพอดีทางวัดสร้างพิพิธภัณฑ์ก็ได้เข้ามาร่วมงานกับคุณวลัยลักษณ์ โดยเข้ามาเก็บข้อมูลนะคะ ตอนนั้นองค์กรของเราก็ยังไม่เข้มแข็งขนาดนี้ เริ่มแรกจากเจ้าอาวาสวัดท่านก็พูดคุยพลางๆ ก่อนว่า จะมีกรรมการ แล้วจะให้ดิฉันมาทำงานด้วย ดิฉันก็บอกว่า ยังอาวุโสน้อยจะทำได้หรือ แต่คุณวลัยลักษณ์บอกว่า พี่เป็นครูทำได้อยู่แล้ว ก็คิดว่าเขาให้กำลังใจ คนข้างนอกดูว่าเราทำได้ แล้วตัวเราเองจะไม่เชื่อใจตัวเองหรือ เมื่อเข้ามาทำงานแล้วคุณวลัยลักษณ์และในชุมชนก็มีแนวความคิดว่าจะตั้งเป็นองค์กรของท้องถิ่นขึ้นมานะคะ ก็คือจัดตั้งคณะกรรมการพิพิธภัณฑ์ แล้วก็แบ่งงานออกเป็นส่วนๆ เช่น มีฝ่ายการเงิน ฝ่ายประชาสัมพันธ์ อาคารสถานที่ ของที่ระลึก นันทนาการ แล้วก็อะไรอีกอย่างหนึ่งจำไม่ได้ จะมีทั้งหมดหกงาน ทีนี้ในหกงานก็น่าจะหกงานหกคนไม่ใช่ว่าคนหนึ่งทำสามงาน อย่างเราเป็นข้าราชการ บางทีคนเดียวทำงานสามงานมันทำได้ทุกงาน แต่ว่ามันไม่ดี ก็เลยเสนอในที่ประชุมอยู่บ่อยๆ ว่า เอาอย่างนี้ได้ไหม ขอเป็นหนึ่งคนหนึ่งงาน อย่างดิฉันอยู่ฝ่ายภัณฑารักษ์ คุณป้าประยูรอยู่ฝ่ายสินค้าของที่ระลึก ทีนี้พอหนึ่งคนหนึ่งงาน งานมันก็จะเข้มงวด เข้มแข็งขึ้น แล้วทุกคนก็จะกลับไปมองงานของตัวเองว่าจะทำได้ขนาดไหนนะคะ      ทีนี้ก่อนที่จะมาเป็นวันนี้ได้ ก็ต้องขอขอบคุณมูลนิธิประไพ วิริยะพันธุ์ และคุณวลัยลักษณ์นะคะ ในปี ๒๕๓๙ มูลนิธิประไพ วิริยะพันธุ์ จัดสัมมนาเรื่องพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น หลวงพ่อก็สั่งดิฉันกับอาจารย์นารัตน์ ทองแท้ ไปเข้าร่วมสัมมนานี้ เราไปพูดอะไรไว้หลายอย่างเหมือนกับที่พูดวันนี้นะคะว่า ไปเป็นครูอยู่ที่อื่น ไปทำอะไรให้ได้ตั้งเยอะตั้งแยะ กลับมาบ้านเรา เราจะเป็นครูอย่างเดียวหรือ เมื่อกลับจากการสัมมนาในคราวนั้น ก็มาคิดกิจกรรมกันว่า ช่วงปิดเทอมเราน่าจะอบรมเด็ก เอาเด็กในพื้นที่นี้แหละ ก็เริ่มอบรมยุวมัคคุเทศก์ในปี ๒๕๔๐ ปีแรกทำน่าพอใจมากเลยค่ะ เด็กมาสมัคร ๖๐ คน เราปิดรับสมัครแล้ว เด็กก็บอกหนูจะสมัคร แล้วตอนนั้นเราไม่ได้จำกัดอายุ ต่ำสุดรู้สึกจะเป็น ป.๔ แล้วตอนนั้นโรงเรียนยังไม่มี ม.ปลาย สูงสุดก็คือ ม.๓ เด็กบางคนก็ชวนเด็กโรงเรียนอื่นที่ไม่ใช่ในตำบลนี้มาด้วย ในรุ่นแรกได้ ๖๐ คน เด็กสนุกค่ะ แต่เราเหนื่อย เหนื่อยมากๆ เลย พออบรมเสร็จเด็กไม่มาทำงานค่ะ ครูก็เหนื่อยแล้วก็เครียดว่า โอ้โห เธอนี่ทำไม เราคิดว่าเราต้องมาทำคนเดียว ก็พยายามหาสาเหตุว่าเราพูดกับเด็กไม่รู้เรื่องหรือเปล่า ทีนี้หลังจากอบรมรุ่นที่หนึ่ง เรามีประสบการณ์แล้ว รู้ว่าอะไรดี อะไรไม่ดี ก็มาทำใหม่ ทบทวนกันนะค่ะ พอรุ่นที่สองเราก็รับเด็กเข้าอบรมอีก ๖๐ คน แต่คัดคนแล้วค่ะ ค่อนข้างที่จะเข้มงวดมาก เราต้องคัดคนสักหน่อยว่าอบรมแล้วนะ ทานข้าววัดนะ เธอต้องตอบแทนวัด เขาถามว่าหนูจะต้องทำอะไร ดิฉันตอบว่าเธอจะต้องมาทำหน้าที่อยู่เวรพิพิธภัณฑ์ ๔ - ๖ วันในหนึ่งปีในวันเสาร์ - อาทิตย์แล้วแต่สมัครใจมา พอถึงรุ่นที่สาม เด็กเข้าร่วมกิจกรรมแค่ ๒๒ คน แต่เป็นที่น่ายินดีอย่างยิ่งว่า รุ่นที่สาม ๒๒ คนนี้ มาทำงานเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ค่ะ ทุกคนมาอยู่เวรพิพิธภัณฑ์ให้เราในวันหยุด ทีนี้เรื่องที่ว่าเด็กเข้ามาได้ยังไง มันก็เหมือนกับสินค้าบางอย่างนะคะ ปากต่อปากทำแล้วก็ได้รับอานิสสงฆ์ของการทำ เช่น เด็กบางคนทำแล้วได้ออกสื่อต่างๆ เช่น หนังสือพิมพ์ ทีวี เขาก็ตื่นตัว ก็มากัน แต่บางคนไม่มาอยู่เวร พอเวลาออกทีวีหรือว่าบันทึกเทปนะคะ แหม จะแห่กันมา ดิฉันก็บอกว่า คุณไม่เคยมาเลย ๔ วัน คุณไม่เคยมาทำหน้าที่เลย พอสื่อจะลงไม่ให้ลงแน่ๆ เราก็จะขู่เขาไว้ ทีนี้พอเขารู้อย่างนั้น ถึงเวลานัดเขาจะมา เขาจะไม่เบี้ยว หรือว่ากรณีที่เขามาไม่ได้ เขาก็จะฝากเพื่อน แต่ว่าปัญหาก็มีเหมือนกันนะคะ คือ มันก็มีวันสบาย วันไม่สบาย วันอยากมา วันไม่อยากมานะคะ ส่วนวันราชการถ้ามีคนมาชม เช่น สถานศึกษาจะมาดูงานหรือมาดูพิพิธภัณฑ์ค่อนข้างหลากหลาย อย่างเวลาโรงเรียนประถมมาาดูพิพิธภัณฑ์ เราก็ให้ทางโรงเรียนวัดจันเสนจัดเด็กยุวมัคคุเทศก์ของวัดจันเสนมาลง พอเด็กมัธยมมา โรงเรียนจันเสนเอ็งสุวรรณฯ ก็รับ ถ้าสูงกว่านี้ หรือสื่อมาเราก็เอาเด็กมาร่วมกัน แต่การนำเด็กมามันจะมีปัญหาตามมาเยอะแยะนะคะ ปัญหาทั้งด้านบวกแล้วก็ด้านลบ แต่เราก็จะประคับประคองเขาว่า คุณมาทำหน้าที่ตรงนี้ คุณเป็นตัวแทนของชุมชนนะ คุณจะต้องทำยังไง จะต้องมีบทบาทยังไงเพื่อให้เขามองว่าชุมชนจันเสนนี้มีศักยภาพสูงในการเป็นแบบอย่างอย่างที่ภาคเช้าได้พูดไป นะคะ      กับอีกกรณีหนึ่ง คือ หลายหน่วยงานยอมรับการดำเนินงานของเรา เวลามีงานเกี่ยวกับวัฒนธรรม เช่น มีประชุม มีสัมมนา มีอบรม เขาก็จะส่งเรื่องมาที่พิพิธภัณฑ์ แล้วหลายแห่งก็ยังเข้าใจว่า พิพิธภัณฑ์นี้เป็นพิพิธภัณฑ์จันเสนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับวัด แต่เหมือนกับพิพิธภัณฑ์ตามสถานที่ต่างๆ ที่ต้องอยู่ส่วนราชการ หรือต้องเป็นองค์กรเอกเทศ แต่ที่จันเสนไม่ใช่ มันมาอิงอยู่ที่วัด ทีนี้การอิงอยู่ที่วัด มันได้ประโยชน์หลายอย่าง วัดเป็นศูนย์รวม อย่างที่อาจารย์ศรีศักรบอกตอนเช้า ศูนย์รวมของครู ของผู้นำ พอเขามีสัมมนาอะไร มีหนังสือแจ้งมาเราก็ไป ดิฉันไม่ได้เป็นนางเอกหรืออะไรไปคนเดียว ก็จะชักชวนคณะกรรมการเปลี่ยนกันไป ครั้งนั้นมีสัมมนาที่หนองขาว ครั้งนั้นมีสัมมนาที่ศูนย์มานุษยฯ ก็จะผลัดเปลี่ยนกันไป แล้วก็นำกลับมาคุยกันว่า ที่โน่นเขาจัดเป็นอย่างนี้นะ เวลาเขาจัดสัมมนา เขาพูดถึงเรื่องนั้นเรื่องนี้ เขามีข้อบกพร่องอย่างนั้น เราก็กลับมาแก้ มันได้มากกว่าที่จะไปตีค่าเป็นตัวเงินนะคะ นั่นคือ โอกาสที่เราออกไปข้างนอก แล้วเอาข้างนอกมาปรับปรุง ไม่ใช่ว่าเราเป็นแบบอย่างแล้ว เราจะนิ่ง แล้วฉันจะทำของฉันอย่างนี้ ฉันจะเป็นอย่างนี้ไม่เปลี่ยน มันก็คงไม่ได้ มันก็จะต้องปรับไปเรื่อยๆ      แล้วอีกกรณีหนึ่งนะคะ จากการที่เราทำงานเป็นรูปแบบของคณะกรรมการ บางท่านอยู่บ้านอาจจะไม่เคยล้างชามเลย มีคนทำให้ แต่เวลามาวัด ต้องมาล้างจานด้วยกัน ต้องมายกหม้อข้าวหม้อแกงร่วมกัน ดิฉันว่ามันเกิดอะไรใหม่ๆ ขึ้น แล้วเวลาเราไปขอความร่วมมือ เช่น พี่ วันนี้วัดจะจัดอบรม หนูยังหาคนทำกับข้าวไม่ได้ ทำอาหารไม่ได้ อะไรอย่างนี้ แค่บอกแค่นั้นแหละค่ะที่จันเสน เขาก็จะช่วยกันมา ถ้าไม่บอกสิคะน้อยใจกันนะ มันเป็นนิมิตหมายดีตรงนี้ที่ว่าทำด้วยใจ แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เอาระบบราชการเข้ามา มันจะหยุดชะงัก แล้วก็ทำให้ไม่อยากทำ ดิฉันว่าอันนี้เป็นข้อคิดอีกอันหนึ่ง ขอพูดค้างไว้เพียงเท่านี้ก่อนนะคะ

คุณวลัยลักษณ์ ทรงศิริ      

ขอบคุณมากนะคะ อาจารย์รุจิราก็ได้ชี้ประเด็นที่สำคัญอย่างยิ่งประเด็นหนึ่งว่า พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นต้องเกี่ยวข้องกับความศรัทธา แล้วก็ความเชื่อของชุมชน ก็คือ พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นนั้นสมควรอย่างยิ่งเลยนะคะว่าจะต้องอยู่ที่วัด ดิฉันได้ไปทำ ได้ไปเกี่ยวข้องกับงานพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นหลายๆ แห่ง ที่มีปัญหาหนักๆ ก็คือว่า เมื่อแยกตัวออกมาจากวัด จากผู้นำชุมชน การเกี่ยวข้องหรือการประสานงานกันนั้นมักจะมีปัญหา แต่ถ้าที่ใดนั้นตั้งอยู่ที่วัดนะคะ ความศรัทธาดั้งเดิม ความคิดที่มีต่อวัดอย่างเดิมยังคงอยู่ เพียงแต่ปรับปรุงกระบวนการความคิดที่เกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น เกี่ยวกับสำนึกการเรียนรู้ อะไรต่างๆ นานานี้เข้าไปสู่ที่วัด วัดก็จะเป็นสถานที่รองรับกระบวนการการสร้างพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นได้ดีอย่างยิ่ง      ต่อไปนะคะ อยากจะเรียนเชิญคุณป้าประยูรได้พูดเกี่ยวกับการรวมตัวของกลุ่มแม่บ้าน เข้าใจว่ากลุ่มแม่บ้านส่วนใหญ่ที่มาทำการทอผ้ากี่กระตุกนี้ เป็นเป็นเกษตรกรในชุมชนจันเสนซะส่วนใหญ่ เรียนเชิญคุณป้าได้เล่าตรงนี้นิดนึงนะคะ เรียนเชิญค่ะ

คุณป้าประยูร พฤกษาสมบัติ      

สวัสดีท่านผู้มีเกียรติทั้งหลายนะคะ ดิฉันจะมากล่าวประวัติของกลุ่มทอผ้านะคะ กลุ่มทอผ้านี้ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ ๒๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๘ โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานพัฒนาชุมชน อำเภอตาคลี และเจ้าหน้าที่สี่กระทรวงหลัก จุดมุ่งหมายในการจัดตั้งกลุ่ม ก็เนื่องจากชาวบ้านส่วนใหญ่มีอาชีพทำนา รายได้น้อย ขาดอาชีพเสริม ดังนั้นจึงได้รวมตัวจัดตั้งกลุ่มทอผ้าขึ้นมา เพราะชาวบ้านบางส่วนมีอาชีพทอผ้ากันอยู่แล้ว ที่สำคัญ ตำบลจันเสนมีพื้นที่ติดต่อกับอำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี ซึ่งเป็นแหล่งทอผ้ามัดหมี่อันลือชื่อ เริ่มแรกมีสมาชิก ๑๕ คน ได้รับการสนับสนุนจาก กศน . ที่จ้างวิทยากรมาสอนเพิ่มเติมให้ ปัจจุบันมีสมาชิก ๓๑ คน มีคณะกรรมการบริหารกลุ่มหนึ่งคณะ ที่ทำการกลุ่มก็ได้รับความอนุเคราะห์จากท่านเจ้าอาวาสวัดจันเสนให้ใช้อาคารโรงเรียนปริยัติธรรมเป็นที่ทำงานของกลุ่ม งานของกลุ่ม คือ ช่วยกันผลิต ช่วยกันจำหน่าย ส่งเสริมด้านเงินทุนให้สมาชิกกู้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ ดำเนินกิจกรรมอื่นๆ ควบคู่กันไปกับงานทอผ้า เช่น กลุ่มจักสาน ศิลปะประดิษฐ์ ตัดเย็บเสื้อผ้า ทอเสื่อ ทำหมวก และอื่นๆ อีก รวมทั้งการนำผลิตภัณฑ์ของกลุ่มสตรีออกร้านร่วมกับอำเภอ จังหวัด และระดับประเทศที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยเมื่อวันที่ ๒๙ เมษายน ถึงวันที่ ๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๒ มีการแบ่งผลกำไรกันเมื่อสิ้นปี สมาชิกมีรายได้เดือนละ ๒,๘๐๐ - ๓,๐๐๐ บาท ปัจจุบันกลุ่มมีเงินฝากธนาคารออมสิน ๑๘๕ , ๙๒๐ บาท กลุ่มสตรีพัฒนา ๒๑ ,๑๙๔ บาท แล้วยังมีเงินสัจจะออมทรัพย์ของกลุ่มทอผ้าอีก ๖๔ ,๐๐๐ บาทค่ะ คติพจน์ประจำกลุ่มของเรา คือ สามัคคีคือพลังนำทางสู่ความสำเร็จค่ะ ขอบคุณค่ะ

คุณวลัยลักษณ์ ทรงศิริ      

ขอบคุณคุณป้าประยูรมากนะคะ คุณป้าประยูรก็พูดสั้นๆ เกี่ยวกับความเป็นมาของกลุ่มทอผ้ากี่กระตุกนะคะ อยากเล่าเพิ่มเติมสักนิดนึงนะคะ เมื่อประมาณปี ๓๘ การทอผ้าของกลุ่มจันเสน เรามองไม่เห็นเลยนะคะ ดิฉันพยายามที่จะตระเวนหางานศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านเพื่อมาจัดพิพิธภัณฑ์ ไม่มีเลยนะคะ ไม่หลงเหลืออะไรอยู่ในท้องถิ่นเลย นอกจากที่บ้านคุณตาขุน ซึ่งก็อยู่ที่บ้านดงมัน เป็นแหล่งใหญ่มีการขายกี่ ในตอนแรกนั้น ผ้าทอที่จันเสนแทบจะไม่ค่อยมีใครซื้อเลย เพราะคุณภาพแย่มากนะคะ แต่ก็ได้มีการปรับปรุงคุณภาพขึ้นมาเรื่อยๆ ดิฉันเห็นเลยนะคะว่าภายในระยะเวลา ๓ - ๔ ปีที่ผ่านมานี้ มีการรวมกลุ่มได้อย่างเหนียวแน่น แล้วก็มีการปรับปรุงพัฒนาคุณภาพฝีมือในการทำ แต่ที่นี่เนื่องจากว่ามีพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น เพราะฉะนั้นตลาดของกลุ่มแม่บ้านนี้จะรองรับโดยผู้ที่มาท่องเที่ยว แล้วก็ไม่ใช่เป็นตลาดตัน ตอนนี้เข้าใจว่ากลุ่มแม่บ้านก็ยังทอผ้าได้ไม่พอขายอยู่นั่นเองนะคะ แล้วทุกคนในกลุ่มดิฉันไม่เห็นว่ามีความเครียดในการทำงาน ทุกคนจะมีความสุข ได้พบปะผู้คน พบปะเพื่อนฝูงในการที่เข้ามาทำงานตรงนี้ แม้ว่าที่บ้านแต่ละคนก็จะมีกี่กันคนละหลัง และสามารถนั่งกระตุกกี่กันที่บ้านได้ แต่ว่าทุกคนจะมารวมกลุ่มกัน และมีความกลมเกลียว แล้วการออกไปทำกิจกรรมร่วมกันนี้ทำให้กลุ่มแม่บ้านในจันเสนนั้นเกิดความร่วมมือร่วมใจขึ้นมา แต่ละคนไม่ได้คิดว่าจะต้องทำเปอร์เซ็นต์จากตรงนี้ให้ได้สูงสุด แต่ความภูมิใจที่ได้คือ การได้มาทำกิจกรรม การได้มาให้ส่วนหนึ่งให้กับวัด ให้กับชุมชน อันนี้ก็คือ ลักษณะเด่นของกลุ่มแม่บ้านที่จันเสนนะคะ แล้วกิจกรรมต่อเนื่องก็เห็นว่ามีการพยายามที่จะทำของที่ระลึกมากมาย ตรงนี้ก็เป็นความริเริ่มเป็นความดำริกันภายในกลุ่มกันเอง      ต่อมาอยากจะแนะนำให้รู้จักกับน้องเบียร์นะคะ ซึ่งเป็นยุวมัคคุเทศก์ของจันเสนรุ่นที่สอง น้องถูกคัดเลือกให้ขึ้นมานั่งพูดตรงนี้ น้องค่อนข้างพูดเก่ง แต่วันนี้ไม่รู้ว่าจะพูดออกหรือเปล่า เอาใจช่วยน้องด้วยนะคะ อยากจะถามน้องว่า การมาเป็นมัคคุเทศก์อาสาสมัครที่จันเสนนี้ มีประสบการณ์และมีความรู้สึกยังไงบ้างกับการมาทำงานตรงนี้ เชิญน้องเบียร์เลยค่ะ

น้องจิตติมา พาดี     

กราบนมัสการพระคุณเจ้านะคะ หนูเป็นยุวมัคคุเทศก์รุ่นที่สอง เป็นตัวแทนของยุวมัคคุเทศก์พิพิธภัณฑ์จันเสน สาเหตุที่หนูอยากมาทำงานพิพิธภัณฑ์ก็เพราะว่า หนูเป็นคนในท้องถิ่นนี้ หนูอยากรู้ประวัติศาสตร์ของชุมชนและท้องถิ่นของเรา แล้วก็อยากรู้ว่าพวกสิ่งของโบราณวัตถุต่างๆ นั้น เขาใช้กันยังไง เมื่อพิพิธภัณฑ์จันเสนมีจัดอบรมยุวมัคคุเทศก์ หนูก็มาเข้าร่วมกิจกรรม แล้วก็ได้รู้ และได้นำไปเผยแพร่ให้แก่คนอื่นได้รู้ด้วย ส่วนผลของการที่หนูได้มาเป็นยุวมัคคุเทศก์นะคะ ทำให้หนูมีความกล้า กล้าที่จะแสดงออก กล้าที่จะพูดกับคนที่มาชมพิพิธภัณฑ์เพื่อให้เขารู้ถึงประวัติศาสตร์ในท้องถิ่นของหนู กล้าแสดงออกในห้องเรียน ซึ่งแต่ก่อนนี้ไม่ค่อยกล้าเท่าไหร่ ก็ทำให้กล้าพูดต่อหน้าเพื่อนๆ นอกจากนี้ก็ได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์แทนที่จะอยู่บ้านเฉยๆ ในวันเสาร์ อาทิตย์ซึ่งหยุดไม่ได้ไปโรงเรียน อยู่บ้านเฉยๆ ดูทีวี ก็เบื่อ มาเฝ้าพิพิธภัณฑ์ดีกว่า เมื่อมีคนมาชมเราก็ทำตัวให้เป็นประโยชน์ต่อสังคมและท้องถิ่นของเรา ไปบรรยายให้เขารู้ถึงความเป็นมาของจันเสน เวลามีการถ่ายทำบันทึกเทปรายการต่างๆ หนูก็กลับไปเล่าให้เพื่อนๆ ฟังว่าได้เจอดารา ก็รู้สึกดีใจหรือตอนที่อาจารย์รุจิราบอกหนูได้เป็นตัวแทนยุวมัคคุเทศก์รับเสด็จสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ในวันที่ ๑๔ กรกฎาคม หนูดีใจมาก กลับไปบอกแม่ แม่ดีใจใหญ่เลย ก็ตื่นเต้นนะคะ พอสมเด็จพระเทพฯ เข้ามาในพิพิธ - ภัณฑ์ มายืนฟังตรงหน้าแล้วก็ยิ้มให้ หนูก็พูดได้ แต่รู้สึกว่าตื่นเต้นและประทับใจมากเลยกับภาพตอนนั้น

คุณวลัยลักษณ์ ทรงศิริ     

ความประทับใจของยุวมัคคุเทศก์นั่นก็คือ ได้รับเสด็จสมเด็จพระเทพฯ นะคะ ก็เป็นความภาคภูมิใจของน้อง และวงศ์ตระกูล แล้วก็คนจันเสนทั้งหมด ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีนะคะ      

เรามีเวลาที่จะให้พูดกันได้อีกคนละหนึ่งรอบนะคะ ก็อยากจะแจกคำถามเดียวกันทั้งสี่ท่านนะคะว่า ตั้งแต่มีการดำเนินงานพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเป็นต้นมา และเปิดเป็นทางการประมาณเมื่อสี่ปีที่แล้วนะคะ สี่ปีกว่าๆ นี้ ท่านมองเห็นผลกระทบทั้งด้านดีและด้านไม่ดีกับชุมชนของท่านแล้วก็กับตัวเองยังไงบ้าง อยากให้เล่าตรงนี้นิดนึง คนละเล็กน้อย ขอเรียนเชิญกำนันก่อนนะคะ

กำนันมาโนช พงศ์ปลื้มศิริชัย      

ถ้าพูดถึงด้านผลกระทบต่อชุมชนที่เป็นผลเสีย ผมคิดว่าคงไม่มีนะครับ เพราะผู้ที่มาเที่ยวชม เมื่อมาแล้วเขาก็กลับไป และจากการที่ผมสัมผัสกับราษฎรในพื้นที่ตำบลจันเสน ไม่มีใครพูดเลยว่า ตั้งแต่มีพิพิธภัณฑ์จันเสนแล้ว ทำให้ท้องถิ่นจันเสนสกปรก หรือไม่ดีอย่างโน้นอย่างนี้ ผลเสียอย่างนี้ไม่มีครับ ส่วนด้านดี ดีมากครับ เพราะทำให้คนในชุมชนรู้จักรักโบราณสถาน และสิ่งของภายในมหาธาตุเจดีย์ของจันเสนอย่างดียิ่งครับ รู้สึกถึงความภาคภูมิใจของคนในชุมชน ตั้งแต่มีพระมหาธาตุเจดีย์หรือมีพิพิธภัณฑ์เกิดขึ้นแล้ว ทำให้คนในชุมชนตื่นตัวและเข้ามาร่วมกิจกรรมกับทางวัดอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าช่วงหลังทางวัดจะจัดกิจกรรมอะไรก็แล้วแต่ ไม่ว่าจะเป็นวันปีใหม่ วันเข้าพรรษา ออกพรรษา หรือเป็นวันเวียนเทียน คนในชุมชนก็ให้ความสำคัญเป็นอย่างดี แล้วอีกอย่างหนึ่งราษฎรก็มีรายได้เพิ่มขึ้น เพราะกลุ่มทอผ้าของเราเป็นศูนย์รวมที่ชาวบ้านจะนำวัสดุสิ่งของหรือพวกของกินของใช้มาฝากจำหน่าย ทำให้คนในชุมชนมีรายได้ช่วยเหลือทางครอบครัว      การมีพระมหาธาตุเจดีย์ศรีจันเสน มีพิพิธภัณฑ์จันเสน มีศาลาท่าน้ำที่สวย แล้วก็มีห้องสมุดเฉลิมราชกุมารี จึงเป็นสิ่งที่เชิดหน้าชูตาของคนในชุมชนของเรา ผมขอนำเรียนแค่นี้ครับ

คุณวลัยลักษณ์ ทรงศิริ      

ก็คำถามเดียวกันนะคะ คือ มีผลกระทบกับตนเอง แล้วก็กับชุมชนยังไงบ้าง ขอเรียนเชิญคุณป้าประยูร คุณป้ามองยังไงบ้างคะ

คุณป้าประยูร พฤกษาสมบัติ      

ตั้งแต่มีมหาธาตุเจดีย์ศรีจันเสนนี้นะคะ มีแต่จุดดีค่ะ เพราะว่ามีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์ โดยเฉพาะวันเสาร์ - อาทิตย์ จะมีแขกมาเที่ยวชมมาก บางครั้งมาเป็นรถบัส เมื่อชมพิพิธภัณฑ์แล้วก็มาซื้อผ้าทอ และของกินของใช้ในกลุ่ม บางครั้งขายได้หมื่นกว่าบาท ทำให้กิจการของกลุ่มดำเนินไปด้วยดีค่ะ งานทอผ้าของเราขายดีจนทำแทบไม่ทันขาย ตั้งแต่มีมหาธาตุเจดีย์ศรีจันเสนนี้ ทำให้ท้องถิ่นของเราเจริญรุ่งเรือง ชาวบ้านมีงานทำ มีแต่ผลดีค่ะ เท่านี้ค่ะ

คุณวลัยลักษณ์ ทรงศิริ      

ก็มองในด้านผลดี ก็คงจะดีจริงๆ นะคะ ทีนี้มาทางอาจารย์รุจิรานะคะ ไม่ทราบว่าอาจารย์ได้เฟ้นหาด้านเสียของการมีพิพิธภัณฑ์เจอหรือเปล่าคะ เรียนเชิญค่ะ

อาจารย์รุจิรา เชาว์ธรรม     

ถ้าพูดถึงด้านเสียของการทำงานพิพิธภัณฑ์นะคะ จากที่ดิฉันเป็นครู เป็นลูกของพ่อแม่ เป็นแม่ของลูก มันหลายสถานะเหลือเกินค่ะ สำหรับดิฉันในฐานะที่เป็นผู้ปฏิบัติก็พอใจตรงระดับนี้ที่ว่าตัวเองทำได้ทุกงาน แต่ยังไม่พอใจว่าทุกงานนี้มันก็ยังไม่ดี อย่างงานพิพิธภัณฑ์ที่ดิฉันทำอยู่นี้ ถ้าจะให้มันดีกว่านี้ก็คงจะเกินกำลัง แต่ว่าตอนนี้ก็ทำได้เท่านี้ แล้วก็จะพยายามปลูกฝังเด็กรุ่นใหม่ให้มาทำแทนเราค่ะ นี่คือที่ประสบปัญหาอยู่ และคิดว่ามันเป็นผลกระทบด้วย      ทีนี้กับการทำงานมันมีผลเสียแน่เลยค่ะ บางทีดิฉันกำลังสอนอยู่ ทางผู้บริหารมาบอกว่า อาจารย์ หลวงพ่อบอกให้ไปนำชมพิพิธภัณฑ์ บางทีเด็กห้องนั้นที่เราสอนอยู่ เราจะต้องทิ้งเขามานะคะ ๔๐ คน สมมุติว่าเราสอนคาบ ๓ - ๔ อยู่ติดกัน แล้วก็พักเที่ยง ถ้าดิฉันมาคาบ ๒ ดิฉันต้องทิ้งเด็กแล้ว คาบ ๓ กับคาบ ๔ จะต้องทำอย่างไร เราจะต้องแก้ปัญหาอย่างไร แบบเรียนสำเร็จรูปบางทีเราทำได้ไม่มากหรอกค่ะ อย่างเก่งทำไว้ ๕ ชุดเท่านั้นแหละ แล้วต่อไปอีกล่ะ แล้วก็ไม่ได้สอนวิชาเดียวตลอดปี อันนี้ก็คือผลกระทบที่มันเป็นอยู่นะคะ กระทบมากจริงๆ กับการที่เรามีงานประจำอยู่ แล้วก็มาทำงานพิเศษของโรงเรียนนะคะ      แล้วอีกอย่างหนึ่งนะคะ กรณีที่นัดมาเป็นหมู่คณะ ไม่รู้ว่าเขาดูนาฬิกาหรือเปล่า นัดเรา ๔ โมง เรารอไปเถอะ ๔ โมง ๕ โมง เด็กก็มารอนะคะ มาจริงๆ บ่ายสอง ดิฉันไม่รอแล้ว เที่ยงกลับโรงเรียนแล้ว พอกลับไปยังไม่ทันจะนั่งเลย โทรศัพท์มาบอกว่า เขามาถึงแล้วนะ เด็กก็ต้องกลับมาอีก ถ้าเป็นเด็กในพื้นที่ ดิฉันก็ไม่แคร์นะคะ เขาอยู่ในบ้านเรา แต่เด็กที่มาเป็นยุวมัคคุเทศก์มีมาจากที่อื่นด้วย บางคนนั่งรถไฟมาเรียนที่โรงเรียนจันเสนเอ็งสุวรรณฯ อันนี้คือปัญหาที่เราประสบ แล้วเราก็ยังแก้ไม่ได้ แต่วิธีการอย่างหนึ่งที่เราทำอยู่แล้วก็ค่อนข้างน่าพอใจนะคะ ก็คือ กรณีที่เรามาไม่ได้ก็จะให้พระคุณเจ้าเปิดให้ชม แล้วให้เขาศึกษาด้วยตัวเอง เพราะมีป้ายให้อ่านเองได้ อันนี้ก็คือวิธีที่เราทำอยู่นะคะ      

กับอีกกรณีหนึ่ง ชุมชนร้านค้ายังมองเรื่องเศรษฐกิจ เมื่อก่อนดิฉันก็คิดนะคะ คิดแบบชาวบ้าน ไปคุยกับน้องใหญ่เลยว่า พอมีพิพิธภัณฑ์เดี๋ยวเราตั้งร้านค้าหน้าบ้าน แกปักคอสติชเป็นนะ แกทำมะขามคลุกได้นะ แม่เราทำปลาร้าอร่อยนะ กะรวยเลยค่ะ แต่พอไปทำงานพิพิธภัณฑ์ แล้วมองพิพิธภัณฑ์ดำเนินงานมาห้าปี ก็คิดว่าทำยังไงมันก็ไม่เวิร์ค ยังไงเราก็เหนื่อยฟรี เอาแค่ว่าเขามาขอซื้อปลาร้าบ้านเรา เราก็ขายดีกว่า เอาแค่นั้น ก็สรุปว่ากลับมาเป็นแบบพออยู่พอกินก็พอ อันนี้ก็คือผลกระทบที่เราประสบอยู่

คุณวลัยลักษณ์ ทรงศิริ       

น้องเบียร์มีอะไรจะพูดมั้ยคะ เรื่องผลกระทบ

น้องจิตติมา พาดี

ก็มีตอนเวลาเรียนนะคะ คือบางทีจะมีทัวร์มาลงในวันที่หนูเรียน อาจารย์ก็จะมาบอกว่า วันนี้มีทัวร์มาลงนะ ก็ต้องขออนุญาตอาจารย์ประจำชั้น แล้วก็บอกให้เพื่อนจดงานที่อาจารย์สั่งเป็นการบ้านให้ด้วย แล้วก็กลับมาทำงานตามเดิมเหมือนเคยค่ะ กับเพื่อนๆ นะคะ เพื่อนชอบที่หนูมาเป็นยุวมัคคุเทศก์ แล้วก็อยากมาเป็นตามด้วย เพราะว่ามาแล้วได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ มาแล้วทำให้มีเพื่อนใหม่ ได้เจอคนมาก ได้พบผู้คนจากหลายที่มารวมกันค่ะ

คุณวลัยลักษณ์ ทรงศิริ      

ก็พอจะเห็นภาพนะคะ ประสบการณ์โดยตรงจากผู้ที่ปฏิบัติงานภายในท้องถิ่น ก่อนที่จะเปิดให้มีการพูดคุยเสนอแนะข้อคิดเห็นอะไรต่างๆ นานาจากท่านทั้งหลายนะคะ ทางกำนันมาโนชมีอะไรจะพูดสักเล็กน้อยค่ะ ขอเรียนเชิญกำนันมาโนชค่ะ

กำนันมาโนช พงศ์ปลื้มศิริชัย      

ผมขอกล่าวในนามตัวแทนของชุมชนจันเสน ขอขอบคุณต่อผู้มีพระคุณกับชุมชนจันเสนของเราซึ่งทำให้มีพิพิธภัณฑ์ มีศาลาทำน้ำ มีห้องสมุดเฉลิมราชกุมารี นะครับ ผู้ที่ออกแบบทั้งสามแห่งนี้ คือ ท่านอาจารย์วนิดา พึ่งสุนทร ผู้ควบคุมโครงการก่อสร้าง คือ อาจารย์บัญชา ช่วงเกษร และผู้จัดพิพิธภัณฑ์จันเสนของเราก็คือ รองศาสตราจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม รองศาสตราจารย์ปรานี วงษ์เทศ อาจารย์มานพ ถนอมศรี และคุณวลัยลักษณ์ ทรงศิริ ซึ่งมาคลุกคลีอยู่กับชุมชนของเราเป็นประจำนะครับ ผู้ที่ผมกล่าวมานี้ชุมชนจันเสนของเราไม่อาจจะลืมพระคุณของท่านได้เลยที่ท่านมีแต่ให้กับชุมชนของเรา ไม่เคยหวังผลประโยชน์ในชุมชน ให้ทั้งมันสมอง ให้ทั้งความคิด ก็อยากให้ผู้ร่วมสัมมนาในวันนี้ปรบมือให้กับทุกท่านที่ผมกล่าวนามด้วยครับ

คุณวลัยลักษณ์ ทรงศิริ      

ขอบคุณมากนะคะกำนัน ดิฉันคงไม่สรุปนะคะ เพราะว่าหน้าที่การสรุปนั้นเป็นของอาจารย์ปรานี วงษ์เทศ ซึ่งจะดำเนินการในช่วงต่อไป แต่ว่าตอนนี้เรามีเวลาเหลือนะคะ ก็อยากจะนมัสการพระคุณเจ้าหลวงพ่อเจริญได้ช่วยมองในมุมของคนภายในท้องถิ่นว่า พิพิธภัณฑ์จันเสนที่ท่านปลุกปั้นคลุกคลีมาโดยตลอดเป็นระยะเวลาสิบกว่าปีนั้น ส่งผลอะไรต่อชุมชนในสายตาของท่านบ้างนะคะ ขอนมัสการค่ะ

พระครูนิวิฐธรรมขันธ์      

เจริญพร เกี่ยวกับการดำเนินพิพิธภัณฑ์ในด้านการก่อสร้างตั้งแต่ต้นมาถึงจนกระทั่งเสร็จเรียบร้อย รวมทั้งการจัด และการดำเนินการให้เข้าชมตั้งแต่ต้นตลอดมาจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ ก็เป็นธรรมชาติหรือธรรมดาของงานทุกงานก็ต้องมีปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงาน อุปสรรคแรกๆ ก็เกี่ยวกับการไม่เข้าใจกับคนในชุมชนเท่าใดนัก ต้องอาศัยการชี้แจงอะไรต่างๆ เพราะว่าในช่วงนั้น หลวงพ่อโอดอดีตเจ้าอาวาสท่านเป็นเกจิอาจารย์ วันหนึ่งๆ ก็จะมีคนไปมาหาสู่เยอะ แล้วต่อมายังไม่ทันจะสร้างพระมหาธาตุ หลวงพ่อก็มรณภาพลง ประชาชนส่วนมากก็ไม่มั่นใจว่าการดำเนินงานก่อสร้างนั้นจะเสร็จลงไปได้ เพราะว่าเมื่อเริ่มงานนั้นการเงินก็มีไม่มากเท่าใด มีแค่แสนกว่าบาท แล้วก็เป็นงานที่หลวงพ่อฝากไว้ด้วย แล้วในขณะที่อาตมาเป็นลูกวัดอยู่ในช่วงนั้น ด้านงานก่อสร้างอะไรต่างๆ อาตมาก็ไม่ได้ร่วมงานด้วย อาตมาจับแต่งานทางด้านเอกสารมาตลอดตั้งแต่ต้น งานก่อสร้างนั้นอาตมาไม่มีความรู้ในเรื่องเหล่านี้เลย ก็อาจจะเป็นเหตุให้ชาวบ้านไม่มั่นใจว่าจะสร้างสำเร็จหรือ ก็ต้องอาศัยความร่วมไม้ร่วมมือ การไปเชื่อมโยงกับผู้รู้ต่างๆ ตามที่ท่านทั้งหลายได้ทราบอยู่แล้ว ทีนี้การดำเนินงานเรื่อยมาโดยไม่หยุดชะงักนั้น อาตมาก็ต้องอาศัยความบริสุทธิ์ใจ อาศัยความหนักแน่น อาศัยความมั่นคงของจิตใจ ก็ทำด้วยใจที่เป็นกุศลมาโดยตลอด จนกระทั่งงานสำเร็จเป็นรูปเป็นร่าง บุคคลที่มีทัศนคติไปในทางที่ไม่ค่อยมั่นใจก็เปลี่ยนไป อันนี้ก็คืออุปสรรคปัญหาต่างๆ มันก็ต้องสู้ด้วยจิตใจที่มั่นคง สงบเงียบ สู้ปัญหา แก้ปัญหา      หลังจากพระมหาธาตุองค์นี้สำเร็จแล้ว การดำรงคงอยู่ของพิพิธภัณฑ์หรือพระมหาธาตุนี้จะยืนอยู่ตลอดไปนั้น มันก็เป็นเรื่องยาก ไม่ใช่เรื่องง่าย อาตมาคิดว่าการสร้างนั้นเป็นระดับรองนะ การบริหารจัดการที่จะให้มันยืนยาวตลอดไปนั้นเป็นเรื่องยาก ต้องอาศัยกำลังคนหลายๆ กลุ่ม ก็อาศัยทางวลัยลักษณ์ซึ่งมาคลุกคลีกับท้องถิ่นนี้เป็นเวลานานพอสมควร แล้วก็คณะอาจารย์ที่มาช่วยงาน ก็ได้ปรึกษาหารือกันมาตลอดว่าจะทำยังไงให้พิพิธภัณฑ์ของเรานั้นดำรงคงอยู่ตลอดไป แล้วก็เป็นที่สนใจของคนทั้งในชุมชนแล้วก็ท้องถิ่นอื่น จึงได้จัดตั้งการบริหารในรูปคณะกรรมการขึ้นมา เพื่อให้ชุมชนได้มีส่วนร่วมหรือเป็นเจ้าของพิพิธภัณฑ์ตรงนี้ เพราะอาตมภาพจะหยิบยกเอาเรื่องนี้ขึ้นมาพูดอยู่ตลอดเวลาในท้ายเวลาทำบุญทุกวันพระว่า พิพิธภัณฑ์ตรงนี้ไม่ใช่เป็นของวัดโดยตรงนะ วัดไม่ได้เป็นเจ้าของโดยตรง ญาติโยมทุกคนเป็นเจ้าของ เมื่อเราเป็นเจ้าของแล้ว เราก็ต้องดูแล และลูกหลานที่ได้รับการอบรมฝึกฝนเพื่อเป็นยุวมัคคุเทศก์นั้น ผู้ปกครองก็ต้องให้ความร่วมไม้ร่วมมือด้วย เวลาลูกหลานมาทำหน้าที่เป็นยุวมัคคุเทศก์ที่นี่ก็ควรจะส่งเสริมให้มาปฎิบัติหน้าที่ อาตมาต้องพูดประชาสัมพันธ์ ชี้แจงกับญาติโยมและผู้ปกครองเด็กโดยตลอดเวลา ทีนี้การดำเนินงานในรูปคณะกรรมการเมื่อถึงระยะหนึ่งเราก็ต้องมีการทบทวนการงานของเราที่ได้ดำเนินกันมาว่า สิ่งที่เราทำมาตั้งแต่ต้นนั้น มันดีเป็นที่ประทับใจกับคน หรือแขกผู้มีเกียรติที่มาเยี่ยมชมหรือไม่ แล้วก็มาดูกันว่า ความพอใจไม่พอใจ หรืออยากจะปรับปรุงอย่างไร แล้วการที่จะพัฒนาให้ก้าวหน้าต่อไปจะต้องทำอย่างไรอีก ในรูปแบบไหน เราจึงได้มีการสัมมนาครั้งนี้ขึ้นมา ก็คงเจริญพรชี้แจงแค่นี้นะ

คุณวลัยลักษณ์ ทรงศิริ      

ก่อนที่จะเปิดโอกาสให้ท่านทั้งหลายได้แสดงความคิดเห็น อยากจะเรียนเชิญอาจารย์สุเทพ สุขเอี่ยม ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดจันเสน และผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ที่เพิ่งแต่งตั้งกันนะคะ ได้กล่าวถึงการใช้ประโยชน์จากการมีพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นยังไงกับโรงเรียนวัดจันเสน ขอเรียนเชิญอาจารย์สุเทพค่ะ

อาจารย์สุเทพ สุขเอี่ยม      

กราบนมัสการพระคุณเจ้า ท่านผู้มีเกียรติทุกท่านนะครับ คือทางหัวหน้าวิทยากรบอกให้ผมใช้เวลาห้านาที ก็คงจะสรุปสั้นๆ นะครับว่า เราจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เกี่ยวข้องกับพิพิธภัณฑ์จันเสนยังไง คือ ตาม พ.ร.บ. การศึกษาใหม่ ให้โรงเรียนนั้นจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญนะครับ เพราะฉะนั้นทางโรงเรียนก็ได้เล็งเห็นว่า ชุมชนของเรานั้นมีพิพิธภัณฑ์ ก็ได้ปรึกษาหารือกันแล้วก็จัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เกี่ยวข้องกับพิพิธภัณฑ์ลงในหลักสูตรเป็นแผนการสอน โดยในหนึ่งอาทิตย์นั้น เราจะใช้หนึ่งวันในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้พิพิธภัณฑ์ของเราเป็นสถานที่ศึกษา ในระยะแรกๆ ที่เราจัดการเรียนการสอนอย่างนี้นั้น เราจัดเพียงโรงเรียนเดียวก่อน ต่อมาเมื่อโรงเรียนภายในตาคลีทั้งหมดได้ทราบ ก็สนใจ และขอมาเรียนร่วมด้วยหลายๆ โรงเรียนนะครับ ก็มากันเยอะนะครับ กิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมที่เราได้ให้เด็กปฏิบัติจริง ฝึกจริง กล้าแสดงออก จากผลงานที่ผ่านมาเมื่อคราวที่สมเด็จพระเทพฯ ได้เสด็จมานั้น นักเรียนระดับประถมศึกษาของโรงเรียนวัดจันเสนได้ถวายคำบรรยายแด่สมเด็จพระเทพฯ นอกจากนั้นแล้วในทุกสัปดาห์นะครับ จะมีหน่วยงานต่างๆ ทั้งทางราชการและเอกชนมาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ ส่วนใหญ่เราจะใช้ยุวมัคคุเทศก์ระดับประถมศึกษา ถ้างานใหญ่เราก็จะเรียกยุวมัคคุเทศก์ระดับมัธยมมาช่วยบรรยายให้ผู้เยี่ยมชมฟัง ก็ได้รับคำชมเชยจากหัวหน้าหน่วยราชการระดับสูงๆ หลายท่าน ก็ถือว่านักเรียนของเรานอกจากจะได้รับความรู้ ยังมีความภาคภูมิใจว่าได้รักท้องถิ่นของจันเสน ซึ่งผมนั้นได้เข้ามาอยู่ตรงนี้สามปีเศษ ก็ถือว่าเป็นบ้านผมแล้ว ก็มีความภาคภูมิใจทั้งตัวผมเองและลูกศิษย์ครับ เนื่องจากเวลาน้อยนะครับ ก็คงจะขอนำเสนอแค่นี้ครับ ขอบคุณครับ

คุณวลัยลักษณ์ ทรงศิริ      

ขอบพระคุณอาจารย์สุเทพมากนะคะ เราได้ฟังเสียงจากภายในท้องถิ่นแล้วนะคะ ก็อยากจะฟังเสียงจากภายนอกบ้างนะคะ ไม่ทราบว่ามีท่านใดอยากจะแสดงความคิดเห็นมั้ยคะ ค่ะ เรียนเชิญอาจารย์สิริอาภา รัชตะหิรัญ นะคะ อาจารย์เป็นผู้ก่อตั้งริเริ่ม แล้วก็เป็นกำลังสำคัญในการทำพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านที่วัดเขายี่สาร บ้านเขายี่สาร จังหวัดสมุทรสงคราม ค่ะ เรียนเชิญอาจารย์สิริอาภาค่ะ

อาจารย์สิริอาภา รัชตะหิรัญ      

กราบนมัสการพระคุณเจ้า และสวัสดีท่านผู้มีเกียรตินะคะ ดิฉันจากพิพิธภัณฑ์บ้านเขายี่สาร วันนี้ได้ฟังเรื่องต่างๆ ของจันเสนแล้ว ดิฉันมีความรู้สึกอบอุ่นมาก และมีความรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่ดีงามที่เกิดขึ้นแล้วที่นี่ สิ่งที่เป็นกำลังสำคัญที่สุดที่คิดว่าท้องถิ่นอื่นจะไม่มีเช่นนี้ได้ง่ายๆ ก็คือ หลวงพ่อค่ะ หลวงพ่อท่านเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณจริงๆ ที่ทำให้เกิดสิ่งที่ดีงามกับชุมชนจันเสนได้ หลวงพ่อเป็นหลักสำคัญที่ทำให้เกิดพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ รวมทั้งทำให้เกิดแรงบันดาลใจ เกิดความร่วมมือร่วมใจของหน่วยงานต่างๆ ในท้องถิ่นอย่างดีเยี่ยม ดิฉันขอชมเชยด้วยความรู้สึกจริงใจ และสาเหตุจากความภูมิใจตรงนี้นะคะ ทำให้อยากจะเรียนถามท่านผู้เป็นเจ้าของชุมชนจันเสน และผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหลายว่า สมมุติว่าชุมชนบางแห่งไม่มีหลักที่พึ่งสำคัญอย่างนี้ ทำยังไงจะนำพาหรือทำให้เกิดความดีงามขึ้นกับพิพิธภัณฑ์แห่งนั้นๆ ได้บ้าง เราจะมีทางออกอย่างไรที่จะทำให้การเกิดพิพิธภัณฑ์แห่งนั้นราบรื่น แล้วก็ไปสู่จุดหมายได้อย่างดี มีวิธีการแก้ปัญหา หรือท่านใดก็ได้ค่ะที่มีวิธีแนะนำดิฉัน เพื่อว่ามันจะเป็นประโยชน์บ้าง

คุณวลัยลักษณ์ ทรงศิริ      

เป็นประเด็นที่ยากมากนะคะในการที่จะตอบ ไม่ทราบว่ามีท่านใดอยากจะตอบคำถามนี้บ้างมั้ยคะ กำนันคะ ถ้าสมมุติว่าไม่มีพระหรือวัดเป็นหลักนะคะ กำนันว่าจะสามารถบริหารพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นนี้ให้ดำเนินงานต่อไปได้อย่างราบรื่นมั้ยคะ เรียนเชิญค่ะ

กำนันมาโนช พงศ์ปลื้มศิริชัย     

จากที่อาจารย์สอบถามมานะครับ ผมมองว่า บ้าน วัด โรงเรียน ถ้าประสานกัน ทุกสิ่งก็จะเกิดผลประโยชน์ ฉะนั้น ในความคิดของผมนะครับ ถ้าขาดวัดไปอย่างหนึ่ง การจัดพิพิธภัณฑ์คงจะไม่สำเร็จง่ายๆ เพราะที่วัดมีพร้อมหมดทุกอย่างนะครับ พร้อมทั้งสถานที่ พร้อมทั้งด้านจิตใจ ความเชื่อถือ ความศรัทธา นอกจากว่าผู้นำชุมชนคนนั้นจะเป็นคนที่มีความสามารถในเรื่องของจิตใจ สามารถดึงส่วนราชการ หรือทุกสิ่งทุกอย่างให้มาร่วมมือกันได้ แล้วก็ต้องเป็นคนที่มีทุนทรัพย์ด้วยนะครับ เป็นผู้เสียสละที่สังคมยอมรับ มันถึงจะจัดสำเร็จนะครับ

อาจารย์สิริอาภา รัชตะหิรัญ      

ขอบพระคุณค่ะที่กรุณาแนะนำ คือ พิพิธภัณฑ์ที่ดิฉันทำอยู่นี้ก็อยู่ในวัด แล้วพระท่านก็อนุญาตทุกประการว่าอยู่ตรงนั้นได้ ทำอะไรก็ได้ แต่ว่าดิฉันขาดกำลังใจ ขาดกำลังใจที่หลวงพ่อท่านอาจจะเป็นคนไม่พูด หรือไม่ได้ถนัดงานทางด้านนี้ ก็เลยเกิดความรู้สึกว้าเหว่ จะหันไปทางไหนก็ไม่ได้ รวมทั้งบางทีขาดปัจจัยก็ดิ้นรนสุดแรงเกิด ทำให้เห็นว่าพิพิธภัณฑ์ยี่สารนั้นต่างจากบ้านจันเสนโดยสิ้นเชิงค่ะ ตอนนี้ก็ยังยินดีรับฟังข้อคิดเห็นจากทุกๆ ท่าน เพื่อว่าเราจะได้นำไปปรับปรุงพิพิธภัณฑ์ที่กำลังทำให้ดียิ่งขึ้นค่ะ ขอบพระคุณค่ะ

คุณวลัยลักษณ์ ทรงศิริ      

ขอบพระคุณอาจารย์สิริอาภามากนะคะ ยังไงก็ขอให้กำลังใจทางชุมชนยี่สารนะคะ แล้ววันที่ ๑๑ พฤศจิกายนนี้ ชุมชนยี่สารก็จะจัดงานแถลงข่าวเปิดตัวพิพิธภัณฑ์ชุมชนยี่สารอย่างเป็นทางการ ก็ขอแสดงความยินดีกับอาจารย์สิริอาภาล่วงหน้า แล้วก็ขอแสดงความกังวลใจด้วยนะคะว่า น่าที่จะเจอปัญหาร้อยแปดพันประการ ซึ่งชุมชนจันเสนก็ได้แสดงออกมาแล้วว่าเขาได้เจออะไรบ้าง ไม่ทราบว่ามีใครอยากจะแสดงความคิดเห็นมั้ยคะ เรามีเวลาเหลืออีกเล็กน้อย ๒ - ๓ นาทีนะคะ ถ้าไม่มี ดิฉันจะขอปิดการสนทนา การอภิปรายในหัวข้อนี้ลงตรงนี้เลยนะคะ ขอเชิญโฆษกเลยค่ะ

พิธีกรชาย      

ขอบคุณคณะวิทยากรและผู้ร่วมอภิปรายทุกท่านนะครับ พอจะสรุปได้ใจความสั้นๆ นะครับ ในช่วงแรกนั้น ตัวแทนในท้องถิ่นก็ได้พูดถึงจุดเริ่มต้นในการสร้างพิพิธภัณฑ์ การจัดตั้งคณะกรรมการ การก่อตั้งกลุ่มทอผ้า และการอบรมยุวมัคคุเทศก์      สำหรับผลกระทบที่พอจะสรุปสั้นๆ ในส่วนของพระเดชพระคุณหลวงพ่อในช่วงแรกก็คือ การสร้างความเข้าใจกับชาวบ้าน หลังจากนั้นก็เป็นเรื่องของการปฏิบัติงาน ปัญหาและอุปสรรคที่อาจารย์รุจิราได้พูดถึง ส่วนของกำนันกับคุณป้าประยูรนั้น ไม่มีเลยนะครับในทางที่ไม่ดี มีแต่ดีทั้งนั้นนะครับ แล้วผมก็เห็นด้วยว่ามันเป็นจริงอย่างนั้นจริงๆ      ลำดับต่อไปนั้นจะเป็นหัวข้อเรื่อง เราได้ความรู้และความเข้าใจอะไรจากการดำเนินงานพิพิธภัณฑ์จันเสนครับ ขอกราบเรียนเชิญท่านรองศาสตราจารย์ปรานี วงษ์เทศ เป็นผู้ดำเนินรายการในช่วงนี้ครับ ขอ
กราบเรียนเชิญครับ

รศ . ปรานี วงษ์เทศ      

ขอกราบนมัสการพระคุณเจ้า แล้วก็ท่านผู้มีเกียรติที่มาร่วมสัมมนาอีกรอบหนึ่งนะคะ ความจริงหนักใจมาก เพราะไม่รู้จะสรุปอะไร ตลอดระยะเวลาหลายชั่วโมงที่เราพูดกันถึงเรื่องจันเสน กับบทบาทของพิพิธภัณฑ์ ท่านก็ได้รับฟังเสียงทั้งจากคนภายนอก และคนภายในชุมชนจันเสนเองแล้ว และคงจะสรุปอยู่ในใจได้แล้วโดยที่ดิฉันอาจจะไม่ต้องขึ้นมาพูดอะไรอีกเลยว่า เราเรียนรู้อะไร เราได้อะไรบ้างจากการที่จันเสนมีพิพิธ - ภัณฑ์แห่งนี้ขึ้นมานะคะ มันมากมายมหาศาล แล้วก็เป็นเรื่องของจิตใจ เป็นเรื่องของความรู้สึกที่ยากมากที่เราจะมาพูดเป็นรูปธรรมออกมาเป็นข้อหนึ่ง ข้อสอง ข้อสาม ข้อสี่ ข้อห้า เพราะมันเป็นสิ่งที่มีความต่อเนื่อง แล้วก็ไม่ได้สิ้นสุดลงแค่ที่เราจะพูดว่ามันมีประโยชน์แค่นั้นแค่นี้นะคะ ดิฉันก็จะขอสรุปตามหน้าที่ จริงๆ ไม่อยากสรุป เพระาว่าทุกท่านคงมีข้อสรุปอยู่ในใจเรียบร้อยแล้วถึงคุณประโยชน์ แล้วก็สิ่งที่เรียนรู้ได้จากชุมชนแห่งนี้นะคะ      ประการแรกจะเห็นว่าสังคมเราทุกวันนี้มันมีลักษณะบ้านแตกสาแหรกขาด เป็นสังคมที่กำลังมีปัญหาทั้งบ้านทั้งเมือง จากข่าวสารข้อมูลที่ท่านรับฟังกันทั่วประเทศทุกวันนี้ มันมีการจราจล มีความขัดแย้ง มีความว้าเหว่า มีปัญหามากมาย ซึ่งเป็นผลพวงมาจากความบกพร่องในการบริหารจัดการเรื่องการศึกษา และการสังคมที่รัฐไม่เคยให้ความสำคัญ นอกจากมุ่งพัฒนาแต่ทางด้านเศรษฐกิจ ความว้าเหว่านี้มันเกิดขึ้นจากว่า มนุษย์เริ่มที่จะไม่รู้ว่าจะไปทางไหน เรามาจากไหนเราก็ไม่รู้ แล้วเราจะไปทางไหนเราก็ไม่แน่ใจ พิพิธภัณฑ์จันเสนที่จัดตั้งขึ้นมา และชุมชนแห่งนี้ได้ให้ข้อคิด ได้ให้บทเรียนที่เราควรจะหันกลับมาพิจารณาถึงวัฒนธรรมดั้งเดิมของเราว่า นี่คือสิ่งที่มีคุณค่าที่เราควรหันกลับมาให้ความสำคัญ และเรียนรู้จากสิ่งเหล่านี้ให้มากยิ่งขึ้นนะคะ จะเห็นว่าความสำเร็จของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้นั้นมาจากพื้นฐานวัฒนธรรมไทยแท้ๆ ที่เรามีมาแต่ดั้งเดิม คือ วัฒนธรรมการลงแขก การลงแขกของชาวไร่ชาวนาที่ทำมาเป็นพันเป็นร้อยปีนั้น คือ ทุกคนช่วยกันค่ะ และทุกคนต้องเสียสละ เราจะเห็นว่าไม่มีใครเป็นคนเด่นในการทำงาน แต่สังคมปัจจุบันนี้ เน้นความเป็นปัจเจก ความมีหน้ามีตา ความมีชื่อมีเสียง ความมีเกียรติยศ ยศถาบรรดาศักดิ์ ชื่อเสียงเงินทอง สิ่งเหล่านี้มันทำลายล้างความเป็นชุมชน ทำลายล้างความเป็นมนุษย์ และทำให้เกิดปัญหาที่เราประสบอยู่ทุกวันนี้ แต่บทเรียนจากจันเสนที่แสดงให้เห็นว่ารากฐานร่องรอยของวัฒนธรรมเหล่านี้ยังคงอยู่อย่างหนาแน่นอย่างไม่น่าเชื่อ และมันเป็นความจริงแล้วด้วยนะคะ ดิฉันรู้สึกประทับใจมากที่ได้เห็นการทำงานอย่างเหนียวแน่นของกลุ่มชน จะเห็นว่าจันเสนนี้ไม่ได้ทำงานเฉพาะกลุ่มผู้เฒ่าผู้แก่ หรือกลุ่มคนหนุ่มคนสาว หรือว่าเด็กรุ่นใหม่ แต่ว่ามันมีความสืบเนื่องตั้งแต่คนแก่ คนหนุ่มสาว และเด็ก แล้วก็ทุกวงการ ทั้งในส่วนของราชการ ในส่วนของชาวบ้าน และในส่วนของวัดนะคะ เพราะฉะนั้นนี่คือประจักษ์พยานชัดเจนว่า วัฒนธรรมเดิมของเราที่สูญหายไปสามารถฟื้นฟูขึ้นมาได้ ถ้าหากคนเกิดความเชื่อมั่นและมีศรัทธาที่จะทำ เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นได้ เกิดจากกลุ่ม มิใช่ปัจเจก ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามการทำงานที่เน้นความเป็นปัจเจก เน้นความมีหน้ามีตาของส่วนบุคคลแล้ว จะเกิดการแตกแยกมากกว่าการร่วมมือกัน      ทีนี้เราได้ความรู้ความเข้าใจอะไรบ้าง ถ้าหากว่าในแง่ของชุมชนจันเสนเองนั้น สิ่งที่จันเสนได้รับ ดิฉันมองเห็นว่า จันเสนนั้นได้เรียนรู้การจัดการชุมชนที่เป็นบ้านเกิดเมืองนอนของตัวเอง มันเป็นรากฐานที่สำคัญต่อความเข้าใจตนเองและทำให้เกิดความเชื่อมั่น คนเราไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน จะไปดินแดนไหน สิ่งที่คิดถึงมากที่สุด คือ บ้านเกิดเมืองนอน เพราะฉะนั้นการที่จันเสนมีวันนี้ได้ เพราะคนที่แม้จะจากจันเสนไปแล้ว แต่ว่ายังกลับมาเหลียวแล แม้ว่าจะไม่มีกำลังแรงก็มีจิตใจ หรือว่ามีทุนทรัพย์ที่กลับมาช่วยเสริมสร้างให้ชุมชนนี้เข้มแข็งขึ้น จริงๆ แล้วมนุษย์ทุกคนมีความผูกพันกับบ้านเกิดเมืองนอน แต่ทุกคนได้แต่คิดไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะว่าไม่มีผู้นำชุมชน ไม่มีคนเริ่มต้น แต่จันเสนพิสูจน์ให้เห็นว่ามีสิ่งที่เป็นรูปธรรมที่สามารถจะดึงพลังอันนั้นของมนุษย์ ความดีงามของมนุษย์นั้นกลับมาทำให้เป็นรูปธรรมได้ เพราะฉะนั้นนี่คือสิ่งที่จันเสนได้รับ และชุมชนอื่นก็จะเห็นด้วยว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งดีงาม ไม่ใช่เป็นเรื่องความฝัน มันทำได้และทำได้ดีด้วย เพราะฉะนั้นลักษณะของงานที่คนจันเสนได้เรียนรู้ จะเห็นว่าคนจันเสนนั้นมีความเชื่อมั่นมากขึ้น ดิฉันเห็นความเปลี่ยนแปลง เพราะว่าเดิมนั้นความสัมพันธ์ระหว่างเมืองกับชนบท หรือคนภายนอกกับชนบทนั้น เป็นความสัมพันธ์ที่เป็นเรื่องของชนชั้นและความแตกต่างกัน แต่ปัจจุบันนี้จันเสนสามารถเผชิญหรือติดต่อกับคนภายนอกได้อย่างทัดเทียม และเป็นผู้ให้ได้ ไม่ใช่เป็นผู้รับหรือว่าต้องงอมืองอเท้าขอความช่วยเหลือจากที่อื่น แต่คนจันเสนสามารถให้ความรู้ ถ่ายทอดวัฒนธรรมของตัวเองให้คนอื่นได้เรียนรู้และเข้าใจว่า สังคมที่เป็นมนุษย์ธรรมดาๆ นั้นมันเกิดขึ้นได้ และเป็นสังคมที่ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของการพาณิชย์ และความละโมบโลภมากนะคะ จะเห็นว่าลักษณะของความสัมพันธ์ที่เราเห็นในชุมชนนี้ไม่มีความแตกแยก แต่มีความเสมอภาคกัน มีความเท่าเทียมกัน เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราเรียนรู้จากจันเสนก็คือว่า ทำให้เราเห็นว่าเนื้อหาต่อไปนี้ คนที่มาจันเสนจะเรียนรู้เรื่องราวของจันเสนจากคนจันเสนเอง เขาสามารถจะเล่าได้ว่า บ้านเกิดเมืองนอน ชุมชนแห่งนี้มีประวัติความเป็นมาอย่างไร โดยคนจันเสนเอง ไม่ต้องไปให้ใครมาสั่งสอนหรือว่ามาเขียนให้อ่าน มาเล่าให้ฟัง เพราะฉะนั้นเรื่องราวแบบนี้มันเป็นจิตสำนึกที่สำคัญมาก ที่จะทำให้คนจันเสนสามารถเลือกที่จะกำหนดอนาคตของตัวเองได้นะคะ      

เรื่องราวของคนจันเสนนั้นไม่ใช่หมายความว่ามันจะต้องเป็นสิ่งที่ดีงามเสมอไปนะคะ ชุมชนก็เหมือนกับบ้าน บ้านที่ประกอบไปด้วยเครือญาติต่างๆ มีทั้งส่วนดีและส่วนด้อย ชุมชนก็เช่นเดียวกัน ชุมชนนี้ก็มีข้อบกพร่อง มีปัญหามากมายก่ายกอง แต่คนจันเสนต้องกล้าที่จะขึ้นมาพูดควาามจริง มีความกล้าหาญที่จะยอมรับว่าส่วนที่ดีเรามี ส่วนที่ด้อยเราก็มี ไม่ว่าจะเรื่องปัญหายาเสพติดของเด็กรุ่นใหม่ หรือปัญหาอย่างอื่นที่ทะลักทะลวงเข้ามาในสังคมของเรา คนจันเสนต้องกล้าที่จะยอมรับด้วยว่าเรามีข้อบกพร่องอะไร และนั่นก็คือวัฒน ธรรมส่วนหนึ่งที่เราจะต้านวัฒนธรรมส่วนนั้นให้ได้จากพื้นฐานวัฒนธรรมเดิมของเรา เพราะฉะนั้นนี่คือสิ่งที่เราเรียนรู้ได้จากการก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ขึ้นมา แล้วเราเริ่มที่จะหันกลับมามองตัวเราเองจริงๆ นะคะ อันนี้เป็นส่วนที่เห็นได้ว่าเราได้อะไรจากพิพิธภัณฑ์แห่งนี้      อีกอย่างคือ ความมีชีวิตชีวาของจันเสน อย่างที่วิทยากรหลายๆ ไม่ว่าจะเป็นท่านอาจารย์ศรีศักร หรือหลวงพ่อก็ตาม ท่านได้พูดมาแล้วว่า มันเกิดอะไรขึ้นได้บ้าง หลังจากที่พิพิธภัณฑ์นี้ขึ้นมา เพราะฉะนั้นการที่คนทั้งในชุมชนได้เรียนรู้เรื่องของตัวเองนั้น เป็นสิ่งที่มีคุณค่ามากซะยิ่งกว่าคนอื่นจะรู้จักเรา ขอย้ำนะคะว่า การเรียนรู้จากตัวเองนั้นมันมีคุณค่า มากกว่าคนอื่นจะมารู้จักตัวเรา เพราะฉะนั้นที่สำคัญคือว่า อย่าหลงไปว่าทำยังไงเราจะให้คนมาเยอะๆ ถ้าคนมาเยอะๆ แต่ว่าคนจันเสนเองนั้นไม่เห็นคุณค่ามัน ก็ไม่มีประโยชน์ มันเป็นเพียงการแสดงที่จะมีคนที่มาชมการแสดงแล้วเขาก็กลับไป แต่คนที่ต้องอยู่ก็คือคนจันเสน เพราะฉะนั้นจะทำยังไงให้สิ่งเหล่านี้สืบทอดต่อไป การเรียนรู้เรื่องตัวเองเป็นเรื่องสำคัญอันดับหนึ่ง ส่วนการที่จะเผยแพร่ความรู้วัฒน - ธรรมของเราให้ชุมชนอื่นนั้น เป็นเรื่องสำคัญอันดับรอง แต่ไม่ใช่ว่าไม่สำคัญเลยนะคะ เพราะฉะนั้นในอีกด้านหนึ่ง คือในแง่บทบาทของวัด จะเห็นว่าวัดที่เป็นศูนย์กลางทั้งทางด้านจิตใจ และสังคมนั้นได้กลับคืนมา บทบาทวัดเดิมนั้นมันสูญสลายไปแล้วในหลายท้องที่ในเมืองไทย แต่วัดจันเสนได้ดึงหน้าที่อันนั้นกลับคืนมาให้วัดกลายเป็นศูนย์กลางของชุมชนทั้งทางด้านสังคมและทางด้านสภาพจิตใจอย่างเข้มแข็ง เรามีกลุ่มต่างๆ เกิดขึ้นนะคะ จะเป็นกลุ่มแม่บ้านก็ตาม หรือกลุ่มองค์กรอะไรต่างๆ ที่เกิดขึ้นมา ทั้งหมดจะเห็นว่ามันเกิดขึ้นมาจากความศรัทธาในหลวงพ่อ เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าวัดนั้นมีบทบาทที่สามารถปรับตัวเองให้เป็นที่พึ่ง เป็นศูนย์รวมของชุมชนได้ หลังจากที่พลังอำนาจอันนั้นมันสูญสิ้นไปแล้วในหลายๆ วัดในประเทศไทย องค์กรสงฆ์ก็ตาม องค์กรวัดนั้นกำลังถูกโจมตี แล้วก็ทำให้ประชาชนนั้นเสื่อมความศรัทธา แต่วัดนี้กำลังดึงบทบาทอันนั้นกลับคืนมาได้ ดิฉันรู้สึกว่ามันเป็นที่พึ่งทางใจสำหรับคนที่เบื่อต่อกระแสบริโภคนิยม เบื่อต่อการแก่งแย่งชิงดี แล้วหันกลับมามองว่ามนุษย์ที่อยู่ร่วมกันอย่างพึ่งพาอาศัยกันนั้น ยังมีอยู่ในสังคมนะคะ นี่คือสิ่งที่เห็นได้ชัดจากการเกิดขึ้นของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ แล้วก็การร่วมมือร่วมใจของชาวจันเสน      ทีนี้ดิฉันมีข้อที่อยากจะพูดนิดนึงสั้นๆ เกี่ยวกับข้อที่อาจจะเรียกว่า ข้อที่ควรระวังสำหรับการดำเนินงานของพิพิธภัณฑ์จันเสนคือว่า บางทีการที่จันเสนมีชื่อเสียงขึ้นมา มันทำให้เราลืมตัวได้เหมือนกัน สื่อเป็นอาวุธ และมีคุณประโยชน์ที่สำคัญในตัวของตัวเอง การที่บางทีเราหลงสื่อมากเกินไป ทำให้เกิดการแข่งขันชิงดีชิงเด่น อยากดังอยากเด่น เมื่อไหร่ที่เมล็ดพืชแห่งความชั่วร้าย คือ ความหลงตัวเองเข้ามาเมื่อไหร่ มันจะเกิดความแตกแยก เพราะฉะนั้นสิ่งที่จันเสนอยู่ได้เพราะว่ายังไม่มีใครที่อยากจะชิงดีชิงเด่น หรือว่าอยากจะยกตนข่มท่าน สิ่งที่เราเห็น คือ ความเสมอภาค ความเป็นหนึ่งเดียวกันในจันเสน ซึ่งดิฉันคิดว่าเราจะก้าวไปทางไหนก็ตาม ต้องให้เท้าเหยียบดินเอาไว้ อย่าให้ลอยแล้วก็ถูกกระแสอื่นๆ หรือว่าทำตัวไปตามกระแสสังคมที่อาจจะกลายเป็นการเน้นวัตถุนิยม แม้ว่าการท่องเที่ยวที่อาจจะเข้ามาจะดึงจันเสนให้เข้าไปสู่สังคมบริโภคนิยม อันนี้เป็นเรื่องที่ต้องระวังว่า เราจะต้องก้าวเดินไปอย่างมั่นคงนะคะ และที่สำคัญคือว่า ชุมชนนี้สำเร็จขึ้นมาได้ เพราะความเสียสละ ทำอย่างไรจึงจะรักษาความเสียสละอย่างนี้ให้อยู่ได้ อันนี้เป็นปัญหาที่เป็นหน้าที่ของทุกคนนะคะ ดิฉันเห็นว่าชุมชนที่สามารถดึงชาวบ้าน ดึงโรงเรียน ดึงหน่วยงานรัฐบาลเข้ามารวมกันได้นั้น เป็นคุณค่าที่เกิดขึ้นได้จากตัวอย่างของจันเสน เพราะฉะนั้นต้องขอจบการสรุปด้วยการขอแสดงความชื่นชมอีกครั้งต่อคนจันเสนค่ะ ขอบพระคุณค่ะ

พิธีกรชาย      

ขอบคุณท่านรองศาสตราจารย์ปรานี วงษ์เทศ นะครับ ในส่วนของกำหนดการก็คงจะจบเพียงเท่านี้นะครับ หลังจากนี้จะเป็นการเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ แล้วก็ชมของที่ระลึก จะมีตัวแทนจากกลุ่มคนเฒ่าคนแก่กล่าวอะไรสักเล็กน้อย เชิญครับ

คุณธีรพงศ์ คุณานวล      

กราบนมัสการพระคุณเจ้านะครับ      ความในใจยืดยาวจากราวป่า กลั่นออกมาจากฝันอันเข้มข้น      บนสายทางที่ศรัทธาค่าของคน สบตาตนเต็มตากว่าเมื่อวันวาน จากเชียงรายถึงจันเสนเน้นรำลึก ด้วยรู้สึกด้วยความหวังพลังล้น      เห็นแนวทางพัฒนาค่าชุมชน กุศลล้นแห่งศรัทธาค่าความจริง      ขอขอบคุณชาวจันเสนเป็นที่รัก คอยฟูมฟักช่วยเหลือเผื่ออาศัย      มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ไซร้ ที่ช่วยให้คำแนะนำแก่สังคม      ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร สร้างอนุสรณ์กอบการประสานผล  สร้างผลงานทรงคุณค่าน่าพึงยล ฝึกสร้างคนให้เกิดค่าน่ารำพัน      ได้เยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์ที่จันเสน ที่ได้เน้นเป็นแบบอย่างสร้างวิถี      นำชุมชนสังคมได้ด้วยดี ขอน้องพี่ช่วยปรบมือเพื่อสื่อความ      จากผม ธีรพงศ์ คุณานวล ตัวแทนครู และตัวแทนกลุ่มคนเฒ่าคนแก่จากจังหวัดเชียงราย ครับผม

พิธีกรชาย      

นั่นคือความในใจของคนชาวเชียงรายนะครับ สำหรับการสัมมนาในครั้งนี้นั้น เราได้รับความกรุณาจากคณะวิทยากร ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร มูลนิธิประไพ วิริยะพันธุ์ รวมทั้งผู้เข้าร่วมสัมมนาทุกท่าน แรงพลังชุมชนถิ่นจันเสน สุดงามเด่นนำหน้าหาใครเหมือน      ก็เพราะได้ความรู้ไม่บิดเบือน คอยย้ำเตือนดำเนินการสู่ปลายทาง      วิชาการต่างๆ ที่ได้รับ นำมาปรับเรียนรู้พร้อมสะสาง ทั้งผู้รู้ นักวิชา สร้างแนวทาง ช่วยถากถางสู่ระบบของชุมชน

ครับ ในช่วงนี้ขอกราบอาราธนาพระครูนิวิฐธรรมขันธ์ เจ้าอาวาสวัดจันเสนกล่าวปิดการสัมมนาในหัวข้อ ปีที่ 5 พิพิธภัณฑ์จันเสน ครับ ขอกราบอาราธนาครับ

 

พระครูนิวิฐธรรมขันธ์

ขอเจริญพรท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน การประชุมสัมมนา ย่างเข้าปีที่ 5 ของการดำเนินการพิพิธภัณฑ์จันเสน ได้ดำเนินงานมาตั้งแต่ต้น ซึ่งได้รับการเสนอแนะจากท่านวิทยากรในที่ประชุมสัมมนา และโดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านสุดท้าย คือ รองศาสตราจารย์ปรานี วงษ์เทศ ซึ่งมาสรุปให้ที่ประชุมสัมมนาฟัง ก็ได้ข้อคิด ได้ความรู้ที่ได้เสนอแนะมา ซึ่งทางวัดจันเสนหรือชาวชุมชนจันเสนจะได้จำสิ่งเหล่านี้เอาไว้ดำเนินการ แล้วก็ระวังในสิ่งที่ได้เสนอแนะเตือนไว้ว่าความหลงตัวเอง อันนี้ก็ได้เตือนตัวเองมาตลอด เรื่อง การหลงตัวเอง และเตือนคณะกรรมการอยู่ตลอดไม่ให้ฟู เราต้องแฟบเข้าไว้อยู่ตลอดเวลา ถ้าฟูล่ะก็แสดงว่าจุดเสื่อมกำลังจะเกิดขึ้น อาตมาก็พูดอยู่เสมอ อันนี้ก็อาศัยความไม่ประมาทเป็นที่ตั้ง อาตมภาพขออนุโมทนาสาธุการศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร มูลนิธิประไพ วิริยะพันธุ์ สภาวัฒนธรรมจังหวัด ผู้บริหารโรงเรียน ครูบาอาจารย์ทุกระดับ รวมทั้งศึกษาธิการอำเภอต่างๆ ที่มาร่วมประชุมสัมมนาในวันนี้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวอำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย ซึ่งภายใต้การนำของเจ้าอาวาสวัด แล้วก็ผู้ใหญ่บ้าน ครูอาจารย์ที่ได้มากัน ก็ต้องขอขอบใจที่ท่านอุตส่าห์เดินทางมาจากจังหวัดเชียงราย แล้วก็มีแนวคิดที่จะจัดทำพิพิธภัณฑ์แบบจันเสนนี้อีกเช่นกัน ก็มาเรียนรู้ มาฟังหลายๆ ความคิดเห็นในวันนี้ ก็คงจะได้หลายๆ อย่างไปดำเนินงานในชุมชน หรือในวัดของท่าน

ประการสุดท้ายนี้ อาตมภาพก็ได้ข้อสรุปเป็นที่ชัดเจนแล้ว ก็ขออนุโมทนาสาธุการ ขออำนวยพรให้กับบรรดาท่านทั้งหลายตามที่ได้กล่าวนามมาตั้งแต่ต้น ขอให้ท่านจงมีความสุข มีความสบาย สุขภาพพลานามัยแข็งแรง อย่าได้มีโรคโรคาพยาธิ การเดินทางกลับก็ขอให้กลับไปโดยสวัสดิภาพด้วยกัน แล้วขอให้เจริญไปด้วยจตุรพรชัย กล่าวคือ อายุ วัฒนะ สุขะ พละ ปฏิภาณ ธนสารสมบัติ ทุกท่านเทอญ

 

พิธีกรชาย

ทางวัดจันเสนและชุมชนจันเสนนั้นก็ขอขอบพระคุณทุกท่านที่เข้าร่วมการสัมมนาในครั้งนี้ด้วย ขอกราบขอบพระคุณ