|
|||||
|
รศ. ศรีศักร วัลลิโภดม ที่ปรึกษา รศ.ดร.มรว.อคิน ระพีพัฒน์ รศ.ดร.สุเทพ สุนทรเภสัช รศ.ปรานี วงษ์เทศ สืบเนื่องจากในวันที่ ๑๖ และ ๑๗ มีนาคม ๒๕๔๘ ที่ผ่านมา มีกิจกรรมการเสนอผลงานวิจัยจากนักวิจัยท้องถิ่น โดยการสนับสนุนของสำนักกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ในโครงการอบรมและวิจัยเชิงปฏิบัติการทางประวัติศาสตร์โบราณคดีและชาติพันธุ์ นำโดยอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม แบ่งหัวข้อผลงานศึกษาออกเป็น แบ่งหัวข้อผลงานศึกษาออกเป็น ๕ เรื่อง คือ ๑. ชลประทานราษฎร์และชลประทานหลวง : การเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรมในลุ่มน้ำแม่ลาวตอนบน ๒. ผีกับพุทธ : ศาสนาและความเชื่อในสังคมชายขอบ ๓. จากบ้านสำโรงถึงสวนส้ม : การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมในสังคมชายขอบจันทบูรณ์ ๔. จากเชียงของถึงเวียงแก่น : การปรับตัวของชาวบ้านกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมริมฝั่งแม่น้ำโขง ๕. อ่าวปัตตานี : นิเวศวัฒนธรรมที่ถูกทำลายโดยที่กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้น เพื่อให้เกิดการศึกษา วิเคราะห์ และสังเคราะห์หลักฐานทางโบราณคดี ประวัติศาสตร์ และชาติพันธุ์ มาสร้างเป็นองค์ความรู้ทางประวัติศาสตร์ท้องถิ่นและวัฒนธรรมท้องถิ่น โดยผู้คนทั่วไปในท้องถิ่นมีส่วนร่วมและยอมรับ ใช้วิธีอบรมและให้ทุนนักวิจัยที่เป็นคนในท้องถิ่นจนสามารถทำการวิจัยร่วมกับนักวิจัยที่มาจากภายนอกได้อย่างเสมอภาค โดยมีรายละเอียดของโครงการดังกล่าวดังนี้ หลักการและเหตุผล สืบเนื่องจากประสบการณ์ในการศึกษาวิจัยประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมท้องถิ่น ในฐานะเป็นเมธีวิจัยอาวุโสของสกว. ผู้ประสานงานโครงการเรื่องความหลากหลายทางชาติพันธุ์ และการเป็นที่ปรึกษามูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ที่ออกไปสนับสนุนการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นของชาวบ้านในที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ในช่วงเวลา 7 ปีที่ผ่านมาทำให้ได้เรียนรู้ถึงการเคลื่อนไหวของสถานการณ์และการเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรมของผู้คนในท้องถิ่นได้อย่างเป็นรูปธรรมพอสมควร นั่นก็คือ มีการเคลื่อนไหวของผู้คนในชุมชนเพื่อสร้างจิตสำนึกและฟื้นฟูภูมิปัญญาเพื่อการดำรงอยู่ร่วมกันอย่างมีพลังและศักดิ์ศรีในหลายๆ พื้นที่ทั่วราชอาณาจักร ดังเห็นได้จากการตื่นตัวของบรรดาผู้อาวุโส เช่น พระสงฆ์ ปัญญาชน ที่พยายามศึกษาเรื่องราวทางประวัติศาสตร์วัฒนธรรมของท้องถิ่น และรวบรวมบรรดาโบราณวัตถุทางโบราณคดีและชาติพันธุ์ เพื่อการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ให้คนในรุ่นหลังได้เรียนรู้และเพื่อให้คนจากภายนอกได้มาศึกษาและรับรู้ สถานการณ์และการเคลื่อนไหวจากภายในดังกล่าวนี้ ทำให้ต้องคิดว่า การวิจัยทางประวัติศาสตร์ สังคม วัฒนธรรม อย่างที่ข้าพเจ้าเคยทำมานั้น ควรมีการปรับเปลี่ยนในเรื่องตัวคนที่จะทำงานวิจัย รวมทั้งกระบวนการและทิศทางด้วยนั่นก็คือ การสนับสนุนและสร้างนักวิจัยที่เรียนจบหรือกำลังศึกษาอยู่ในสถาบันการศึกษา เช่น มหาวิทยาลัยในส่วนกลางและภูมิภาค รวมทั้งจากสถาบันราชภัฏเพียงอย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ บุคคลเหล่านี้ดูมีโอกาสมากกว่าผู้อื่น เป็นจำนวนมากกลายเป็นนักรับจ้างเก็บข้อมูลและวิจัยในเรื่องอะไร ๆ ก็ได้ สุดแต่ผู้รับผิดชอบเงินทุนและโครงการจะแจกให้ พอถึงเวลาก็พากันมาเสนอผลงานในการประชุมสิ้นปีก็เป็นอันยุติ ในขณะเดียวก็มีอีกหลายคนทำงานไม่เสร็จ อันเนื่องมาจากรับเงินหลายโครงการ แต่พอเร่งรัดมากๆ ก็ทำงานแบบลวกๆ เพื่อให้ทันเวลา การทำงานวิจัยแบบนี้มักทำตามกรอบที่กำหนดไว้ มีลักษณะอยู่ในวังวนจนเป็นภาพนิ่ง จนแทบไม่เห็นว่าผลงานวิจัยที่เกี่ยวกับท้องถิ่นในเรื่องต่างๆ นั้น จะเอาไปใช้ให้ได้ผลดีกับคนในสังคมท้องถิ่นได้แค่ไหน จากประสบการณ์ดังกล่าว ทำให้ระยะหลังๆ ต้องเบนเบี่ยงการสนับสนุนทุนไปสู่นักวิจัยที่เป็นผู้รู้ในท้องถิ่น ที่อาจจะเป็นครูโรงเรียน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต. และแม้กระทั่งพระสงฆ์และผู้อาวุโส คนเหล่านี้มีบทบาทมานานแล้ว แต่ถูกกำหนดให้เป็นเพียงวิทยากร [informant] ที่จะให้ข้อมูลแก่นักวิจัยจากโครงการเท่านั้น ซึ่งแท้จริงแล้วข้อมูลและข้อเท็จจริงส่วนใหญ่ก็มาจากผู้ที่เป็น " คนใน เหล่านี้ นักวิจัยผู้เป็นบุคคลจากภายนอกนั้น ถ้าไม่ได้เข้าไปสังเกตการณ์ในท้องถิ่นเป็นแรมเดือนหรือแรมปี จะไม่มีทางเข้าใจได้ เพื่อเปลี่ยนสถานภาพของผู้ให้ข้อมูลในท้องถิ่นเหล่านี้ให้มีฐานะเป็นนักวิจัยเสมอกับนักวิจัยจากภายนอก ก็ทำให้เกิดผลดีทั้งในด้านการประเมินข้อมูลหลักฐานข้อเท็จจริง และการนำผลวิจัยไปใช้ให้เป็นประโยชน์ในการพัฒนา เพราะคนเหล่านี้คือผู้รู้และผู้นำในท้องถิ่นอยู่แล้ว แต่ที่สำคัญก็คือ นักวิจัยซึ่งเป็นคนในท้องถิ่นจะเป็นผู้ทำงานทั้งการวิจัยและการพัฒนาได้อย่างต่อเนื่องไปตามสภาพและลักษณะการเปลี่ยนแปลงทางสังคมเศรษฐกิจและวัฒนธรรมของท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม ในบรรดานักวิจัยที่เป็นคนในท้องถิ่น อันได้แก่ ครูโรงเรียน ผู้รู้ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต. และพระภิกษุสงฆ์เหล่านี้ บุคคลที่ควรสนับสนุนในอันดับแรกก็คือ ครูโรงเรียน แต่ก็หาใช่ครูที่อยู่ในท้องถิ่นแต่เพียงย้ายมาจากที่อื่นไปประจำอยู่เพียงชั่วระยะเวลาหนึ่งแล้วก็ย้ายออกไปตามระบบข้าราชการไม่ หากต้องครูที่มีพื้นฐานเป็นคนท้องถิ่น หรืออยู่ในท้องถิ่นหลายปีจนเกิดสำนึกเป็นคนท้องถิ่น และบางคนถึงกับตั้งรกรากอยู่ในท้องถิ่นนั้นแล้วครูที่เป็น " คนใน " ของท้องถิ่นนี่แหละที่มีศักยภาพในการที่จะไปเชื่อมโยงร่วมมือกับผู้รู้อื่น ไม่ว่าจะเป็น อบต. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน พระสงฆ์ และกับครูอื่นๆ ด้วยกันเอง แต่ที่สำคัญก็คือ ครูจะเป็นผู้ทันสมัยที่สุด เพราะนอกจากจะรู้อะไรในท้องถิ่นแล้ว ยังรู้อะไรที่มีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงจากภายนอกอีกด้วย แต่การเลือกให้ครูท้องถิ่นเป็นบุคคลที่จะได้รับการสนับสนุนในเรื่องทุนวิจัยนั้น คงไม่ได้หมายความว่าจะให้ครูไปทำงานค้นคว้าแต่ผู้เดียวเท่านั้น หากต้องมองต่อไปถึงการที่ ครูจะต้องไปสร้างความสัมพันธ์ในการศึกษารวบรวมข้อมูลกับผู้รู้อื่นๆ เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต. และพระสงฆ์ รวมทั้งครูอื่นๆ ในลักษณะที่เป็นกลุ่มด้วย หากทำได้เช่นนี้ก็เท่ากับเป็นการสร้างองค์ความรู้จากกลุ่มของคนใน และเป็นกลุ่มคนที่จะนำผลงานวิจัยไปใช้ในการพัฒนาในเวลาเดียวกัน แต่จุดอ่อนของนักวิจัยที่เป็นคนในท้องถิ่นก็คือ ยังขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องแนวคิด [concept] และวิธีการในการศึกษารวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างเป็นระบบ ซึ่งจะแก้ไขได้ก็ต้องด้วยการอบรมให้มีความรู้ ในเรื่องประวัติศาสตร์โบราณคดี [archaeological past] กับชาติวงศ์วรรณนา [ethnological present] ในข ณะเดียวกันก็ต้องให้มีการร่วมมือกับนักวิจัยจากภายนอกที่มีความรู้ ความเข้าใจ ในกระบวนการวิจัย เพื่อที่จะทำให้การเสนอรายงานและผลงานเป็นไปอย่างมีกรอบและหลักการที่ดี ซึ่งผลที่ตามมาก็จะเป็นสิ่งดีกับทั้งนักวิจัยที่เป็นคนในท้องถิ่นกับคนที่มาจากภายนอก นับเป็นการสร้างและพัฒนานักวิจัยทั้งสองกลุ่มในเวลาเดียวกันโดยเหตุนี้ ในการกำหนดให้ทุนอุดหนุนการวิจัยนั้น ยังคงต้องพิจารณานักวิจัยจากภายนอกที่มาจากสถาบันการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยด้วย ถัดจากเรื่องตัวคนที่จะทำการวิจัย ก็เป็นเรื่องกรอบกระบวนการและทิศทางในการทำวิจัย นั่นคือ การวิจัยที่ว่านี้ หน่วยในการวิจัยจะไม่ใช้คำว่า "ชุมชนศึกษา "[community based study] คำนี้ไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ในการวิจัย เพราะเป็นงานปฏิบัติงานสนามไม่ใช่ในห้องเรียนทางสังคมศาสตร์ ในขณะเดียวกัน ก็จะปฏิเสธคำว่า "ประวัติศาสตร์ชุมชน " " วัฒนธรรมชุมชน " และ " เศรษฐกิจชุมชน "เพราะเหตุว่าพื้นที่ในการศึกษามีมากกว่าการเป็นชุมชนหนึ่งๆ หากเป็นของหลายๆ ชุมชนที่อยู่ในพื้นที่เดียวกัน จึงใช้คำว่า " ท้องถิ่นศึกษา " [locality based study] แทน กล่าวคือการเน้นในเรื่อง " พื้นที่ " [space] แต่เป็นพื้นที่ทางวัฒนธรรม [cultural space] ที่สัมพันธ์กับวิถีชีวิตของผู้คนจนทำให้เกิดสำนึกในประวัติศาสตร์ท้องถิ่นและวัฒนธรรมท้องถิ่นร่วมกัน ท้องถิ่นเป็นพื้นที่ซึ่งคนในสังคมท้องถิ่นเป็นผู้กำหนดและสร้างอะไรต่ออะไรในทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมร่วมกัน จึงเป็นเรื่องของคนจากภายในที่จะรู้ความเป็นมาและขอบเขต ตลอดจนการขนานนามของสถานที่และพื้นที่สาธารณะ เช่น ป่า เขา ทุ่ง หนอง คลอง และแม่น้ำ รวมไปถึงบรรดาโบราณสถานและสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ การกำหนดท้องถิ่นจากคนภายในดังกล่าวมานี้ ทำให้แตกต่างไปจากพื้นที่ทางราชการ ที่มีการสร้างขึ้นมาจากรัฐและส่วนกลาง ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เช่น หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ และจังหวัด ซึ่งมีการมุ่งหมายเพื่อการบริหารและการปกครองเป็นสำคัญ ท้องถิ่นที่เป็นการสร้างขึ้นโดยคนภายใน นับเป็นพื้นที่ทางวัฒนธรรมที่เป็นธรรมชาติ เพราะเกิดมาจากความต้องการที่จะอยู่ร่วมกันเป็นหมู่เป็นเหล่าของมนุษย์ในฐานะเป็นสัตว์สังคม ในขณะที่ท้องถิ่นที่เกิดจากการบริหารการปกครองที่มาจากภายนอกนั้น เป็นการจัดตั้งและบังคับใช้ที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของผู้คนในสังคมท้องถิ่น หาเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติของการรวมกลุ่มของมนุษย์ไม่ แต่ปัจจุบันคนทั่วไปยังเข้าใจผิดว่า บรรดาหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ และจังหวัด คือสิ่งที่เป็นพื้นฐานของคำว่า " ชุมชน " และ " ท้องถิ่น " กัน ความแตกต่างระหว่างท้องถิ่นที่มาจากการกำหนดของคนในสังคมท้องถิ่น กับท้องถิ่นที่กำหนดจากทางราชการที่มาจากภายนอก ก็คือ " โครงสร้างทางสังคม " [social structure] โครงสร้างสังคมของท้องถิ่นที่เกิดจากภายใน จะเป็นเรื่องของแนวนอนที่แสดงความเสมอภาค คือ ผู้คนในท้องถิ่นมีสถานภาพเท่าเทียมกันหมด ความเหลื่อมล้ำจะมีก็อยู่ที่เรื่องของอาวุโสและความรู้ความสามารถของบุคคลที่สังคมยกย่อง ในขณะที่โครงสร้างสังคมของท้องถิ่นทางราชการ จะมีลักษณะเป็นรูปสามเหลี่ยมปีรามิด ที่มีลำดับความสำคัญสูงต่ำลดหลั่นกันลงมา เพราะเป็นสิ่งที่ผูกพันกับอำนาจการปกครองของรัฐ ทำให้เกิดความแตกต่างกันในเรื่องของสถานภาพเพียงผู้อยู่ภายใต้การดูแลและชี้แนะจากองค์กรที่จัดตั้งโดยทางราชการ แทบไม่มีสิทธิในการแสดงความคิดเห็นและริเริ่มแต่อย่างใด ในเรื่องนี้ถ้าหากผู้มีอำนาจในองค์กรเป็นคนที่มาจากที่อื่น ก็อาจใช้ตำแหน่งและอำนาจหน้าที่หาผลประโยชน์และเร่งรัดเอาเปรียบผู้คนในชุมชนได้ อย่างไรก็ตาม ในกระแสของเศรษฐกิจแบบทุนนิยมที่ครอบงำประเทศชาติอยู่ในขณะนี้ ดูเหมือนจะสร้างทัศนคติที่เป็นปัจเจกให้แก่ผู้นำและผู้มีนสถานภาพในองค์กรที่จะคิดจะทำอะไรเพื่อตัวเองและพรรคพวกมากกว่าการจะทำให้กับส่วนรวม ยิ่งกว่านั้น การดำรงอยู่ขององค์กรชุมชนที่จัดตั้งโดยทางราชการนี้ กำลังสร้างความเหลื่อมล้ำและแปลกแยกกับผู้คนในชุมชนท้องถิ่นที่กินลึกลงไปจนถึงระบบครอบครัวและญาติพี่น้อง นั่นคือ ทำให้เกิดคนสองพวกขึ้นในเวลาเดียวกัน พวกแรกคือ คนที่มีชีวิตอยู่ตามแบบประเพณีเดิม ไม่โลภ และคิดอะไรยังสัมพันธ์กับการอยู่รวมกันอย่างเสมอภาค ส่วนพวกหลังคือพวกมีสำนึกเป็นปัจเจก รอบรู้ ทันโลก มักเป็นพวกที่มีโอกาสฉวยโอกาสสร้างความร่ำรวยและมีอำนาจในทางที่เอารัดเอาเปรียบพวกแรก ซึ่งกลายเป็นคนด้อยโอกาสไป โดยเหตุนี้เมื่อทางรัฐมีการสนับสนุนทางเศรษฐกิจ เช่น ผันเงินไปช่วยชาวบ้านหรือจัดทำโครงการในการพัฒนาใดๆ ผลประโยชน์มักตกไปอยู่กับบุคคลประเภทหลัง ดังได้กล่าวมาแล้วทั้งสิ้น ทำนองตรงข้าม โครงสร้างสังคมที่เกิดขึ้นจากการอยู่รวมกันและคนรวยในท้องถิ่นตามธรรมชาติของความเป็นมนุษย์นั้น เป็นโครงสร้างที่ไม่มีการให้อำนาจเด็ดขาดแก่บุคคลผู้หนึ่งผู้ใดในองค์กรชุมชน และผู้ที่เป็นสมาชิกขององค์กรก็ล้วนเป็นผู้ที่ได้รับการยอมรับในเรื่องความเป็นผู้รู้และผู้มีคุณธรรม มักประกอบด้วยบุคคลหลายประเภทที่มีบทบาทในสังคมท้องถิ่น อันได้แก่พระสงฆ์ ผู้เฒ่าผู้อาวุโส ผู้มีความรู้ในอาชีพต่างๆ แล้วจึงมาถึงผู้ที่เป็นผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ครูโรงเรียนและคนรุ่นหนุ่มสาว ที่รักจะทำอะไรเพื่อส่วนรวม โดยเฉพาะพระสงฆ์นั้นสำคัญมาก มักได้แก่พระสงฆ์ที่เป็นทั้งเจ้าอาวาสวัดของชุมชนและเป็นพระอุปัชฌาย์แก่คนในท้องถิ่นที่เป็นผู้ชาย ส่วนผู้อาวุโสก็จะได้แก่ผู้รู้ในเรื่องประเพณีพิธีกรรม ประวัติความเป็นมาของชุมชนหรือผู้ที่มีฐานะดี ประสบความสำเร็จในอาชีพและหน้าที่การงาน บุคคลเหล่านี้ เป็นที่รู้จักยอมรับกันในด้านการมีคุณธรรมและศีลธรรม ไม่มีความโลภทางวัตถุอันใด อยู่ในฐานะที่ชี้แนะและสั่งสอนให้ความรู้และทิศทางที่ดีแก่ผู้คนในสังคมได้ตลอดเวลา ในขณะที่ผู้ที่ได้รับเลือกให้เป็นผู้ใหญ่บ้านหรือกำนัน ก็มักเป็นคนในท้องถิ่นที่มีสำนึกในเรื่องของส่วนรวม มักไม่ถือตัวว่ามีอำนาจและมีหน้าที่ทางราชการ คนเหล่านี้มารวมตัวกันเป็นองค์กรที่จะทำอะไรเพื่อส่วนรวมและความยั่งยืนของผู้คนในชั้นลูกชั้นหลาน ไม่มีใครมีอำนาจเต็มในองค์กร แต่จะประชุมปรึกษาหารือร่วมกันและตัดสินใจร่วมกันเป็นสำคัญ องค์กรชุมชนจากโครงสร้างสังคมที่มาจากการอยู่ร่วมกันของคนภายในของท้องถิ่นดังกล่าวนี้ อยู่ในสภาพที่เสื่อมถอย เพราะการรุกล้ำของอิทธิพลการจัดการทางเศรษฐกิจการเมืองที่ผ่านเข้ามาทางองค์กรชุมชนที่รัฐจัดตั้งขึ้น การหายไปหมดไปขององค์กรชุมชนธรรมชาติและโครงสร้างสังคมที่เน้นความเสมอภาคอันมีมาแต่เดิมนั้น ย่อมเป็นอันตรายแก่ชีวิตวัฒนธรรมของผู้คนในสังคมท้องถิ่นเป็นอย่างยิ่ง เพราะในกระแสของความเปลี่ยนแปลงที่มาจากภายนอกที่เป็นโลกาภิวัตน์นั้น จะไม่มีอะไรที่เป็นกลไกในการปรับระดับสังคมให้เกิดการดำรงอยู่อย่างมีดุลยภาพและเข้มแข็งแก่คนทั่วไปที่ด้อยโอกาสได้ อีกนัยหนึ่งก็คือ " กระบวนการท้องถิ่นวัฒนา " [localization] ที่สามารถปรับปรนสังคมท้องถิ่นให้ทันโลกทันสมัยจะไม่มีวันเกิดขึ้น ความสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมในปัจจุบัน หาขึ้นอยู่กับการพัฒนาทางเศรษฐกิจไปตามโครงสร้างชุมชนทางราชการที่รัฐเป็นผู้กำหนดและจัดตั้งขึ้นเท่านั้นไม่ เพราะจะทำให้เกิดความเอารัดเอาเปรียบและแตกแยกทางสังคมระหว่างคนฉวยโอกาสและคนด้อยโอกาสลงไปจนถึงชุมชนท้องถิ่นในระดับรากหญ้า หากมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการกระตุ้นและสนับสนุนให้ชุมชนในท้องถิ่นได้พัฒนาตัวเองจากภายในให้เกิดมีสำนึกท้องถิ่นและองค์กรชุมชนที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติของความเป็นมนุษย์ที่มีมาแต่เดิม มาเป็นกลไกที่จะสร้างดุลยภาพกับอิทธิพลทางเศรษฐกิจการเมืองที่มาจากภายนอกการฟื้นฟูสำนึกร่วมของผู้คนในสังคมท้องถิ่น จะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยอาศัยความรู้ความเข้าใจในเรื่องประวัติศาสตร์ท้องถิ่นและวัฒนธรรมท้องถิ่น อันเป็นสิ่งที่คนภายในท้องถิ่นมีบทบาทและส่วนร่วมในการสร้างเป็นองค์ความรู้ขึ้นมาอย่างเป็นรูปธรรม ที่ออกมาในรูปของพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นที่ว่านี้ เกิดขึ้นแล้วหลายแห่ง อันเกิดจากการตื่นตัวของคนภายใน เช่น พิพิธภัณฑ์วัดม่วง อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี พิพิธภัณฑ์จันเสน ในอำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ พิพิธภัณฑ์บ้านเขายี่สาร ในเขตอำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม และที่กำลังจะเสร็จตามมาอีกหลายแห่ง เช่น ที่บ้านหนองขาว อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี ความสำเร็จของบรรดาพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นที่กล่าวมานี้ ทำให้แลเห็นการเกิดสำนึกร่วมของคนในท้องถิ่นที่สัมพันธ์กับโครงสร้างสังคมและองค์กรชุมชนที่เกิดขึ้นจากคนภายใน ความรู้ทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม มีการเพิ่มเติมขึ้นเรื่อยๆ จากการเรียนรู้ การให้ข้อมูลของผู้คนในท้องถิ่น ซึ่งก็รวมไปถึงการจัดการถ่ายทอดให้คนในรุ่นหลังได้เรียนรู้ และขณะเดียวกันก็เผยแพร่ให้คนจากภายนอกรวมทั้งนักท่องเที่ยวได้ศึกษาอีกด้วย แต่ที่สำคัญก็คือ เกิดการริเริ่มและการนำความรู้ที่เป็นภูมิปัญญาเดิมไปพัฒนาให้เกิดการผลิต อาหาร ยา เสื้อผ้า เครื่องใช้ ทำให้มีรายได้ทางเศรษฐกิจแก่คนในท้องถิ่นอีกด้วย ขณะนี้มีการตื่นตัวในเรื่องการสร้างความรู้ท้องถิ่น และการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นกันอย่างแพร่หลาย โดยที่มีแนวคิดและวิธีการ ตลอดจนรูปแบบแตกต่างกันออกไป แต่ถ้าหากเป็นพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นตามแนวทางและทิศทางที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น ยังเป็นสิ่งที่คนจากภายในไม่อาจจัดตั้งขึ้นได้ โดยปราศจากการอบรมให้เข้าใจการค้นคว้าประวัติศาสตร์ท้องถิ่นและวัฒนธรรมพื้นบ้าน เพราะเนื้อหาความรู้ที่ค้นคว้ามาได้คือ สิ่งที่นำไปกำหนดเป็นประเด็นต่างๆ ในการจัดแสดงสิ่งของและเรื่องราวทางวัฒนธรรมการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่นอันเป็นประวัติศาสตร์จากภายใน มีสิ่งที่จะต้องค้นคว้าและวิจัยอยู่สองอย่างด้วยกัน อย่างแรกเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ความเป็นมาของท้องถิ่น อันเกี่ยวกับพื้นที่และสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์ เรียกในที่นี้ว่า ประวัติศาสตร์โบราณคดี เพราะเป็นการศึกษาให้เห็นความเก่าแก่ของท้องถิ่นจากหลักฐานทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ ทั้งด้วยเอกสารและโบราณวัตถุ นักวิจัยท้องถิ่นเรียนรู้จากการรวบรวมข้อมูลที่มีในท้องถิ่นมาให้นักโบราณคดี นักมานุษยวิทยา และนักประวัติศาสตร์ ช่วยกันวิเคราะห์ตีความ แล้วรายงานเป็นเรื่องราวออกมา อย่างที่สองเป็นประวัติศาสตร์สังคมของกลุ่มชนในชุมชนต่างๆ ที่อยู่ในท้องถิ่นเดียวกัน โดยเน้นจากกลุ่มชนที่อยู่ในปัจจุบัน ย้อนกลับลงไปยังคนรุ่นเก่าๆ ว่าเคลื่อนย้ายมาจากไหน เข้ามาตั้งถิ่นฐานและมีความสัมพันธ์กันทางสังคมอย่างไร ข้อมูลทางสังคมดังกล่าวนี้ มีความสำคัญมาก อีกทั้งเป็นสิ่งที่นักวิชาการจากภายนอกเข้าไปเก็บข้อมูลยาก เพราะมักเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องส่วนตัวภายในครอบครัว ซึ่งถ้าจะทำได้ก็ต้องใช้เวลาที่จะสร้างความสัมพันธ์จนเป็นที่พอใจของชาวบ้าน จึงจะได้ผลดี แต่ถ้าหากเป็นสิ่งที่คนในเป็นคนศึกษาแล้ว คงไม่ต้องใช้เวลานานเท่าใด เพียงแต่ต้องได้รับการอบรมความรู้และวิธีการทางชาติวงศ์วรรณนามาจากนักมานุษยวิทยาเสียก่อน จึงจะทำได้อย่างมีระบบ การศึกษาประวัติศาสตร์สังคมดังกล่าวนี้ จะทำให้ได้ทราบเครือข่ายความสัมพันธ์ทางสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมของบรรดาชุมชนทั้งหลายที่อยู่ในท้องถิ่นเดียวกัน ผู้คนเหล่านี้อธิบายความเป็นมาของพวกคนที่สัมพันธ์กับหลักฐานของท้องถิ่นทางประวัติศาสตร์โบราณคดี ออกมาในรูปของตำนาน ประเพณี พิธีกรรม อย่างไรถึงได้เกิดสำนึกท้องถิ่นร่วมกัน จากเรื่องทางประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ทั้งทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี และประวัติศาสตร์สังคม ก็จะส่งต่อความรู้ความเข้าใจมาสู่การค้นคว้าเรื่องราวของวัฒนธรรมท้องถิ่น ซึ่งเป็นเรื่องของปัจจุบัน และการเปลี่ยนแปลงในชีวิตวัฒนธรรมของผู้คนในชุมชนต่างๆ ที่อยู่ในท้องถิ่นเดียวกัน ซึ่งการค้นคว้าในเรื่องนี้ก็ต้องกระตุ้นและอบรมให้นักวิจัยที่เป็นคนในทำ เพราะมีพื้นฐานความรู้และรู้จักผู้คนที่อยู่ในท้องถิ่นเดียวกันมากกว่าคนที่มาจากภายนอก ซึ่งถ้าหากได้รับการอบรมให้รู้จักการสังเกตและการตั้งคำถามแล้ว ก็จะได้หลักฐานข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือได้ดีกว่าการทำงานของคนจากภายนอก
วัตถุประสงค์ จากหลักการและเหตุผลที่ได้กล่าวมาแล้ว พอสรุปเป็นวัตถุประสงค์ในการดำเนินโครงการอบรมและวิจัยเชิงปฏิบัติการได้ดังนี้1. เพื่ออบรมและให้ทุนนักวิจัยที่เป็นคนในท้องถิ่น จนสามารถทำการวิจัยร่วมกับนักวิจัยที่มาจากภายนอกได้อย่างเสมอภาค2. เพื่อศึกษา วิเคราะห์ และสังเคราะห์ หลักฐานทางโบราณคดี ประวัติศาสตร์ และชาติพันธุ์ มาสร้างเป็นองค์ความรู้ทางประวัติศาสตร์ท้องถิ่นและวัฒนธรรมท้องถิ่น ที่ผู้คนทั่วไปในท้องถิ่นมีส่วนร่วมและยอมรับ3. เพื่อนำความรู้ทางประวัติศาสตร์ท้องถิ่นและวัฒนธรรมพื้นบ้านไป1. เป็นพื้นฐานในการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้แก่ผู้คนทั้งจากภายในและภายนอก 2. เป็นหลักฐานที่จะนำไปใช้ในการพัฒนาทางวัฒนธรรมของท้องถิ่น 3. เรื่องราวและเนื้อหาในเรื่องท้องถิ่นศึกษาตามโรงเรียน
ขอบเขตและเวลา โครงการอบรมและวิจัยนี้ เลือกทำเฉพาะบางท้องถิ่นในภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ที่คณะผู้ดำเนินการสามารถควบคุมและจัดการได้สะดวก โดยใช้เวลา 1 ปี 6 เดือน ในการดำเนินงาน
แนวคิด ทฤษฎี และวิธีการ เป็นกระบวนการศึกษาทางมานุษยวิทยาในเรื่อง "โครงสร้าง-หน้าที่นิยม" [structural-functional approach] ที่เน้นการปฏิบัติงานภาคสนามเป็นหลัก ผู้วิจัยจะได้รับการอบรมให้เข้าใจในเรื่องการเป็นสัตว์สังคมของมนุษย์ รวมทั้งสถาบันทางสังคมและวัฒนธรรมที่เกี่ยวข้อง และการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมเป็นสำคัญ กำหนดท้องถิ่นอันประกอบไปด้วยหลายชุมชนธรรมชาติที่มีวัดเป็นศูนย์กลางของประเพณีพิธีกรรม ที่มีการสังสรรค์กันทางสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม เป็นหน่วยในการศึกษาและปฏิบัติจากสนาม อบรมผู้วิจัยให้เข้าใจหลักฐานทางโบราณคดีและชาติพันธุ์วรรณนา ตลอดจนถึงการนำมาวิเคราะห์ตีความและเชื่อมโยงอย่างเป็นระบบ เพื่อเขียนเป็นรายงานการศึกษาอย่างมีขั้นตอน แต่การดำเนินการให้ได้ผลดีเป็นที่ควบคุมได้ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือของบุคคลอีกสองประเภทประเภทแรก คือ ผู้ที่เป็นที่ปรึกษาอาวุโสที่มีความรอบรู้ทางวิชามานุษยวิทยาทั้งภาคทฤษฎีและการปฏิบัติงานสนาม ท่านเหล่านี้จะต้องเชิญมาประเมินและวิจารณ์รายงานการศึกษาในการสัมมนากลุ่มย่อย [work shop] เป็นระยะๆ ไปจนถึงการรายงานขั้นสุดท้าย ส่วนประเภทหลังก็คือ นักวิจัยจากภายนอกที่เป็นนักศึกษาขั้นปริญญาโทที่เรียนวิชามานุษยวิทยาพอสมควร จะเข้ามาร่วมในการทำการวิจัยในท้องถิ่นกับนักวิจัยภายในตั้งแต่แรกเริ่ม ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้กับนักวิจัยจากภายใน และประสานงานกับหัวหน้าโครงการและคณะที่ปรึกษาทางวิชาการ รวมทั้งช่วยเหลือในการเขียนรายงานตั้งแต่ขั้นแรกจนขั้นสุดท้าย การวิจัยในแต่ละท้องถิ่นจะเป็นการดำเนินงานที่เป็นกลุ่ม คือ มีนักวิจัยจากภายในจำนวน 5-10 คน โดยมีนักวิจัยจากภายนอกมาร่วมด้วยอีก 1 คน มีการประชุมทุกกลุ่มเพื่อติดตามผลและแนะนำโดยที่ปรึกษาอาวุโสในทุก 4 เดือน จนถึงการประชุมขั้นสุดท้าย
หัวหน้าโครงการ รศ. ศรีศักร วัลลิโภดม ที่ปรึกษา รศ.ดร.มรว.อคิน ระพีพัฒน์ รศ.ดร.สุเทพ สุนทรเภสัช รศ.ปรานี วงษ์เทศ
ความสำคัญของพื้นที่ศึกษา 1.โครงการศึกษาพื้นที่ชายแดน อำเภอโป่งน้ำร้อน และอำเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรี บริเวณชายแดนด้านตะวันออกของประเทศไทยกับกัมพูชา แถบอำเภอโป่งน้ำร้อนและอำเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรี เป็นบริเวณที่ยังไม่มีการศึกษาชุมชนในรอยต่อนี้แต่อย่างใด ทั้งชุมชนดั้งเดิมและชุมชนใหม่ที่เกิดขึ้นจากการค้าชายแดน เช่น บ้านสวนส้มซึ่งเป็นหมู่บ้านทำเฟอร์นิเจอร์ไม้จากกัมพูชา และชุมชนที่อยู่บริเวณจุดผ่านแดนหลายแห่งที่ได้รับอิทธิพลจากการเปิดบ่อนคาสิโนในฝั่งกัมพูชา นอกจากนี้ ยังเป็นพื้นที่ซึ่งมีสภาพภูมิประเทศหลากหลายและมีความอุดมสมบูรณ์สูง เพราะตั้งอยู่ในพื้นที่ซึ่งรับอิทธิพลมรสุมจากชายฝั่งและสภาพพื้นที่ป่าดิบชื้นจากเทือกเขาสอยดาว ทำให้มีการบุกเบิกพื้นที่ป่ากลายเป็นสวนอย่างรวดเร็ว ผู้คนซึ่งอยู่ในแถบนี้จึงมีความหลากหลาย ทั้งนายทุน คนรับจ้าง ผู้แสวงโชคจากที่ต่างๆ และชาวพื้นถิ่นที่มีกลุ่มชาติพันธุ์ เช่น ชาวเชื้อสายชอง เชื้อสายเขมร ที่มีอยู่เดิม การศึกษานี้จะทำให้เกิดความเข้าใจในลักษณะชุมชนชายแดนที่มีความเคลื่อนไหวของผู้คนในพื้นที่และลักษณะทางเศรษฐกิจอย่างสูงมากแห่งหนึ่ง 2.โครงการศึกษาพื้นที่ชายแดนลุ่มน้ำโขง-เชียงของ-เวียงแก่น จังหวัดเชียงราย กลุ่มศึกษาพื้นที่นี้เกิดจากการรวมตัวของครูและกลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติท้องถิ่น ที่ต้องการข้อมูลพื้นฐานเรื่องราวความเป็นมาของชุมชนในมิติที่ลึกซึ้งกว่าแต่เดิม เพื่อทำให้เกิดความเข้าใจตนเองและนำไปสร้างสำนึกรักท้องถิ่น และทำให้เกิดแนวคิดร่วมกันเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น อันเนื่องมาจากปัญหาต่างๆ ที่รุมเร้าอยู่ในปัจจุบัน ปัญหาทั้งเรื่องการระเบิดแก่งแม่น้ำโขง การปลูกพืชแบบเกษตรอุตสาหกรรม ปัญหายาเสพติด ฯลฯ การเปลี่ยนแปลงทางสังคมวัฒนธรรมที่รุนแรงในพื้นที่แถบนี้ ต้องการความรู้ความเข้าใจในข้อมูลเกี่ยวกับชุมชนต่างๆ ทั้งพื้นที่สูงและพื้นที่ราบ และบริเวณริมแม่น้ำโขง เบื้องต้นเพื่อนำมาใช้ในการเรียนการสอนหลักสูตรท้องถิ่น และนำไปสร้างฐานความเข้าใจเกี่ยวกับท้องถิ่นของตนเอง เพื่อหาทางเลือกสำหรับปัญหาที่เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมดังกล่าว 3.โครงการศึกษาชุมชน ประชาคมลุ่มน้ำลาว เวียงป่าเป้า - แม่สรวย จังหวัดเชียงราย ในลุ่มน้ำแม่ลาวซึ่งเป็นแอ่งที่ราบระหว่างหุบเขา มีชุมชนขนาดใหญ่เรียงรายตั้งแต่เวียงป่าเป้าจนถึงแม่สรวย มีฐานทางประวัติศาสตร์ สังคม วัฒนธรรมที่มีรากเหง้ามาอย่างยาวนาน กลุ่มผู้ศึกษาในปัจจุบันตั้งกลุ่มเป็นประชาคมลุ่มน้ำ ทำการศึกษาเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมและอนุรักษ์พื้นที่ลุ่มน้ำในเชิงนิเวศกันอย่างคึกคัก แต่ยังขาดการศึกษาข้อมูลทางด้านประวัติศาสตร์ สังคม และวัฒนธรรม ซึ่งเป็นพื้นฐานของความเข้าใจเรื่องชุมชนและท้องถิ่นในมิติที่ลึกซึ้งขึ้น การศึกษานี้ นอกจากจะสร้างความเข้าใจในมิติที่ลึกเกี่ยวกับชุมชนเพื่อนำไปใช้ในงานของประชมคมลุ่มน้ำแล้ว ยังนำไปใช้กับงานสร้างพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในชุมชนที่ศึกษาอีกด้วย 4.โครงการศึกษาท้องถิ่นอำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย เพื่อการจัดพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในชุมชน เป็นโครงการที่เกิดขึ้นจากการริเริ่มของผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชด่านซ้าย ซึ่งพัฒนาระบบบริการสุขภาพโดยส่งเสริมให้ประชาชนดูแลสุขภาพด้วยตนเอง แต่ยังขาดความเข้าใจเกี่ยวกับวิถีชีวิตของชุมชน จึงได้สร้างกลุ่มเครือข่าย ภายในอำเภอด่านซ้ายในหลายๆ ชุมชน เพื่อทำการศึกษาสังคมวัฒนธรรม ความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ โดยหวังว่าจะสามารถสร้างพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นขนาดเล็กๆ ในหมู่บ้าน เช่น ที่วัดโพนชัย บ้านเดิ่น กลางเมืองด่านซ้าย อันเป็นศูนย์กลางของการทำบุญหลวงและแห่ผีตาโขน ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดี วัดโพธิ์ศรี บ้านเทิงนา วัดศรีภูมิ บ้านนาหอ ซึ่งทางโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชจะเป็นฝ่ายดำเนินการและดูแล จนชาวบ้านสามารถดำเนินงานและจัดการได้ด้วยตนเอง 5.โครงการศึกษาการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม กรณีศึกษา บ้านดาโต๊ะ และ บ้านภูมี อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี |
|
||||