สรุปการสัมมนา

โครงการเสริมสร้างศักยภาพของการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว


หลักสูตร " การฟื้นฟูชุมชนโบราณให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ยั่งยืน "

โดย รศ . ศรีศักร วัลลิโภดม

วันที่ ๗ กันยายน ๒๕๔๕ ณ โรงแรมราชพฤกษ์ จังหวัดพิษณุโลก

การท่องเที่ยวแบบยั่งยืนในความเข้าใจของทั่วโลกเวลานี้เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาแบบยั่งยืน ซึ่งเป็นสิ่งที่มาจากข้างในไม่ใช่จากข้างนอก การพัฒนาที่ผ่านมามักจะมีบุคคลจากภายนอกเข้ามาจัดการให้ เช่น รัฐบาลเข้ามาวางแผนพัฒนา ให้เงินสนับสนุนจัดการเรื่องต่าง ๆ โดยที่คนข้างในไม่ได้คิดเอง แต่การพัฒนาแบบยั่งยืนเป็นการพัฒนาจากข้างใน เช่นเดียวกับการท่องเที่ยวแบบยั่งยืนที่เป็นการจัดการจากข้างในออกไป

เหตุที่ต้องเป็นเช่นนี้เนื่องจากปัจจุบันเกิดวิกฤตของโลกขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากการเกิด "โลกาภิวัตน์" หรือที่เรียกในภาษาอังกฤษว่า "Globalization" ซึ่งแปลว่าการปฏิวัติของโลกในยุคใหม่ โลกนี้มีการปฏิวัติมาแล้วสองครั้งด้วยกัน ครั้งแรกเมื่อ ๔,๐๐๐ – ๕,๐๐๐ ปีที่แล้ว เป็นการปฏิวัติที่มนุษย์เปลี่ยนจากการล่าสัตว์ขุดเผือกขุดมัน ซึ่งเป็นการพึ่งพาธรรมชาติในการหาอาหารมาเป็นการเลี้ยงสัตว์ ทำเกษตรกรรม ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

ต่อมาเมื่อ ๓๐๐ กว่าปีที่แล้วมีการปฏิวัติอุตสาหกรรม คือ การเปลี่ยนจากการใช้แรงงานคนและสัตว์มาเป็นการใช้เครื่องจักรและเครื่องยนต์ การปฏิวัติอุตสาหกรรมเกิดขึ้นที่ตะวันตกก่อนแล้วจึงแพร่ไปยังส่วนต่างๆของโลก ประเทศไทยก็เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิวัติอุตสาหกรรม

การปฏิวัติอุตสาหกรรมนี้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างมาก การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญประการหนึ่ง คือ การที่อิทธิพลตะวันตกเข้ามาครอบงำสังคมของประเทศไทยโดยระบบ เศรษฐกิจที่เรียกว่า "ทุนนิยม"

ปัจจุบันเกิดการปฏิวัติครั้งที่สาม เรียกว่า " การปฏิวัติข่าวสารข้อมูล " หรือ "information revolution" ในยุคนี้เรียกว่า ยุคโลกาภิวัตน์ ทั้งโลกสามารถติดต่อสื่อสารกันได้อย่างรวดเร็ว ข้ามพรมแดน และข้ามมิติของเวลา เช่น สหรัฐอเมริกาอยู่ไกลแค่ไหนก็สามารถติดต่อได้โดยดาวเทียม หรือหมู่บ้านเล็กๆ ในนครไทย เดิมนั้นกว่าจะเดินทางมาพิษณุโลกและต่อไปยังสหรัฐอเมริกาได้ต้องใช้เวลาเป็นเดือนเป็นปี แต่ปัจจุบันใช้เวลาไม่นานนัก หรือการใช้อินเตอร์เน็ตและคอมพิวเตอร์ที่ทำให้ติดต่อถึงกันทั่วโลกได้

การปฏิวัติข่าวสารข้อมูลเป็นการปฏิวัติที่สำคัญที่สุดของโลก ควบคู่ไปกับยุคอวกาศที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสูง เป็นยุคที่ไฮเทคมาก ดังนั้นกลุ่มคนที่คุมความไฮเทคจะได้เปรียบ กลุ่มคนที่ล้าหลังจะเสียเปรียบ จากการปฏิวัติข่าวสารข้อมูลนี้ทำให้เกิดบริษัทข้ามชาติขึ้นมา โดยไม่ได้อยู่ที่ชาติใดชาติหนึ่งแต่เป็นกลุ่มคนที่มีทรัพย์สินและสามารถมีอำนาจเหนือรัฐหรือประเทศใดประเทศหนึ่งได้ สามารถคุมเศรษฐกิจได้ และสามารถแสวงหาอำนาจทางเศรษฐกิจไปได้ทั่วโลก กลุ่มคนเหล่านี้จะมีทั้งอำนาจทางเศรษฐกิจ อำนาจทางการเงิน อำนาจทางเทคโนโลยี และอำนาจทางการสื่อสาร ดังนั้นแม้เขาจะไม่ได้รังแกคุณด้วยการยกกองทัพเข้ามาบีบ แต่เขาอาจใช้วิธีการอื่น เช่น การโฆษณาชวนเชื่อ ซึ่งเป็นอาวุธที่ร้ายแรงที่สุด

ทั่วโลกกำลังเกิดปัญหานี้ มีบริษัทข้ามชาติที่มีอิทธิพลทางเศรษฐกิจเข้ามารังแกโดยไม่ให้รู้ตัวด้วยการมอมเมาคน จึงทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้น สหรัฐอเมริกาพูดถึงการสร้างระเบียบใหม่ของโลกซึ่งหมายถึงโลกาภิวัตน์นั่นเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้คนที่ด้อยโอกาส ไม่มีเทคโนโลยี ปรับตัวไม่ทันและถูกเอารัดเอาเปรียบ การเอารัดเอาเปรียบนี้เกิดขึ้นจากบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ผ่านประเทศๆ หนึ่งมายังประเทศไทย และลงมาถึงชาวบ้าน นครไทยเองก็เป็นอำเภอเล็กๆ ที่ไม่สามารถหนีพ้นวงจรนี้ เหตุการณ์เช่นนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดเหตุการณ์เหล่านี้มากขึ้นก็เกิดมีแรงต้านขึ้น ดังจะเห็นได้จากเหตุการณ์เมื่อปีที่แล้วที่มีการทำลายตึกเวิล์ดเทรดเซ็นเตอร์ ซึ่งเกิดขึ้นเพราะโลกาภิวัตน์นั่นเอง เนื่องจากสหรัฐอเมริกาและคนเชื้อสายยิว ซึ่งเป็นเศรษฐีนั้นเอาเปรียบผู้อื่น ทำให้คนที่สู้ไม่ได้ต้องต่อต้านด้วยการใช้ศาสนาเป็นที่พึ่ง ใช้ศาสนาเป็นแรงผลักดันในการต่อต้าน

จะเห็นได้ว่าโลกาภิวัตน์ไม่สามารถทำลายมนุษย์ทั่วไปลงได้อย่างง่ายดาย มนุษย์ที่ไม่สามารถสู้กับโลกาภิวัตน์ได้ก็หันมาหาวิธีการต่างๆ เพื่อต่อสู้ เช่น หากต้องต่อสู้กับสหรัฐอเมริกานั้นเป็นที่แน่นอนว่าไม่สามารถสู้ได้ด้วยเทคโนโลยี แต่สามารถสู้ได้ด้วยกำลังใจและศาสนา จากเหตุการณ์ถล่มตึกเวิล์ดเทรดฯ ทำให้เห็นได้ว่าโลกไม่ได้แบ่งเป็นค่ายสหรัฐอเมริกาและค่ายอื่นๆ เช่นที่เคยเป็น หากแต่แบ่งเป็นขั้วภายในกับภายนอก คือขั้วของรัฐกับขั้วของสังคมหรือประชาชน จะเห็นตัวอย่างได้จากปากีสถาน แม้รัฐบาลจะสยบต่อสหรัฐอเมริกาที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาห้ำหั่นกลุ่มตาลีบัน แต่ขั้วสังคมหรือประชาชนนั้นไม่เห็นด้วยกับรัฐ และรวมตัวกันด้วยศาสนา ทำให้เกิดความขัดแย้งกันระหว่างขั้วรัฐและขั้วประชาชน ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้จะเกิดขึ้นทั่วโลก และแท้จริงแล้วเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อต้านอำนาจของโลกาภิวัตน์และทุนนิยมที่จะทำลายมนุษย์นั่นเอง

สังคมไทยเองก็กำลังอยู่ในสถานการณ์นี้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นที่ จะนะ บ้านกรูด หรือ ลำพูน เกิดจากการที่ทุนนิยมเข้าไปครอบงำ และจัดการกับท้องถิ่นที่ประชาชนเคยอยู่อย่างเป็นสุข ทุนนิยมเข้าไปแย่งที่ดิน และทรัพยากร ทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้นมาระหว่างรัฐกับประชาชน ยกตัวอย่างเช่นที่ จะนะ รัฐต้องการจะสร้างท่อก๊าซแต่ฝ่ายประชาชนไม่ยินยอม ซึ่งจริงๆ แล้วประชาชนไม่ได้ต่อต้านท่อก๊าซแต่ต้านอุตสาหกรรม เพราะหากอุตสาหกรรมเข้ามา ก็จะทำลายวิถีชีวิตของชุมชนทั้งหมด

นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยและทั่วโลก โลกาภิวัตน์พยายามครอบงำและกุมอำนาจทางเศรษฐกิจและข่าวสารข้อมูล ทำให้คนเล็กๆ ที่อยู่ในอำเภอเล็กๆ ปรับตัวไม่ทันและตกเป็นเหยื่อ ดังที่มีหลายคนพูดว่าสังคมไทยในอนาคตนั้น คนไทยจะเป็นทาสติดที่ดิน เนื่องจากต่างชาติสามารถเข้ามาซื้อที่ดิน คนไทยจะผันตัวเป็นทาสในโรงงาน ซึ่งเป็นโรงงานที่ลงทุนโดยต่างชาติ เช่น สิงคโปร์ ไต้หวัน และญี่ปุ่น จะทำให้เกิดเศรษฐกิจแบบสองขั้วขึ้น คือ เป็นเศรษฐกิจแบบส่งออก ซึ่งได้รับการสนับสนุนทั้งจากฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน แต่แท้จริงแล้วเศรษฐกิจแบบส่งออกนี้เป็นเครื่องมือของโลกาภิวัตน์ที่จะทำลายชาวบ้าน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ซึ่งเป็นพระมหากษัตริย์และพระประมุขของชาติในระบบประชาธิปไตยนั้น ไม่สามารถโต้แย้งแนวคิดเศรษฐกิจ แบบส่งออกอย่างโจ่งแจ้งได้ พระองค์ท่านจึงพูดถึงระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียง ซึ่งถูกตีความผิดเพี้ยนเป็นการแจกเงินให้ชาวบ้าน แต่แท้จริงแล้วพระองค์ หมายถึงให้ทบทวนว่าที่เราสามารถอยู่กันมาได้ถึงกว่าสามร้อยปีนั้น เราสามารถอยู่กันมาได้เพราะอะไร และกำลังถูกทำลายไปเพราะอะไร

เศรษฐกิจแบบพอเพียง คือ วิถีชีวิตที่เราเคยมีมาในอดีต ที่มีการใช้ทรัพยากรอย่างรอบคอบและเอื้ออาทร เป็นการสร้างดุลยภาพในพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ซึ่งมีหลายๆ คนที่สานต่อพระราชดำริของพระองค์ เป็นความเคลื่อนไหวต่อต้าน เพื่อรักษามาตุภูมิหรือท้องถิ่นของตนเองไม่ให้ถูกย่ำยีจากระบบนายทุน การเคลื่อนไหวลักษณะนี้ มีมากขึ้นในสังคมไทยปัจจุบัน รวมทั้งเกิดกระบวนการเคลื่อนไหวทางปัญญาขึ้นด้วย

การท่องเที่ยวแบบยั่งยืนถือเป็นหนึ่งในระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียง และเป็นสิ่งต้องเกิดจากข้างในท้องถิ่น โดยมีมหาวิทยาลัยทำหน้าที่ประสาน เพราะท้องถิ่นถูกทอดทิ้งมานานในเรื่องของการศึกษา ความเข้าใจ ทำให้ไม่สามารถปรับตัวได้ทัน มหาวิทยาลัยและกลุ่มปัญญาชนมีหน้าที่เข้ามาช่วย จึงเกิดกลุ่ม NGO หรือ มหาวิทยาลัยที่เข้าไปช่วยท้องถิ่นเป็นจำนวนมาก เพื่อให้ท้องถิ่นสามารถปรับตัวได้

ทั้งหมดนั้นคือความพยายามในการสร้าง Localization หรือ " ท้องถิ่นวัฒนา " จากการที่โลกาภิวัตน์พยายามจะครอบงำให้เราเหมือนกับที่อื่น ๆ ภายใต้อำนาจใหญ่ แต่ไม่สามารถเป็นไปได้ เพราะแต่ละพื้นที่ก็มีความแตกต่างกันทั้งด้านสภาพแวดล้อมและเชื้อชาติ ดังนั้นการอยู่รอดของสังคมสมัยใหม่นั้นกลุ่มเล็กๆ ในสังคมต้องเข้มแข็ง ต้องรู้จักตัวเอง และต้องมีพลังจึงจะต่อต้านได้ โดยที่กลุ่มจะต้องรักษาความเป็นตัวเอง และร่วมมือกับกลุ่มอื่นๆ เป็นเครือข่าย เหล่านี้คือที่มาของสิ่งที่เราจะพูดกันในวันนี้ คือ การท่องเที่ยวแบบยั่งยืนและการจัดพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น

หัวใจที่แท้จริงของการท่องเที่ยวแบบยั่งยืนไม่ใช่การจัดการท่องเที่ยวเพื่อให้ได้เงินเข้ามา แต่การท่องเที่ยวแบบยั่งยืนและพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นนั้นเกิดขึ้นเพื่อให้รู้จักรากเหง้าของตนเอง ความเป็นนครไทยคืออะไร คนที่อยู่ในนครไทยต้องมองนครไทยเป็นมาตุภูมิ มีความสัมพันธ์ต่อกัน มีรากเหง้า ซึ่งไม่ยิ่งหย่อนกว่าที่อื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นสุโขทัยหรือกำแพงเพชร เพราะเราเป็นมนุษย์เหมือนกัน หากท้องถิ่นมีความเข้มแข็งเมื่อใดก็จะเกิดความสำคัญขึ้นมา

ซึ่งความสำคัญของนครไทยนั้นไม่มีใครมาตัดสินได้ว่าดีหรือไม่ดีอย่างไรนอกจากคนนครไทยเอง ไม่สามารถเอาความคิดเห็นของคนสุโขทัยมาตัดสินว่านครไทยไม่ดี แต่ต้องเป็นคนนครไทยที่จะดูแลตัวเอง เช่นเดียวกันกับที่กำแพงเพชรหรือพิษณุโลกต้องเป็นตัวของตัวเอง อันจะทำให้เกิดความทัดเทียมกันทางวัฒนธรรม ที่จะส่งผลให้เกิดความรู้สึกว่าเราอยู่บนผืนแผ่นดินไทยร่วมกัน ซึ่งจะทำให้เกิดความเป็นชาติขึ้นในที่สุด วัฒนธรรมของนครไทยก็เป็นของนครไทย วัฒนธรรมของพิษณุโลกก็เป็นของพิษณุโลก วัฒนธรรมของวังทองก็เป็นของวังทอง ไม่มีใครดีกว่ากัน และล้วนแล้วแต่อยู่ในผืนแผ่นดินไทยร่วมกัน ความเป็นชาติจะเกิดขึ้นจากจินตนาการว่าเราอยู่ในผืนแผ่นดินไทยร่วมกัน โดยที่มีสถาบันพระมหากษัตริย์และสถาบันทางศาสนาเป็นที่พึ่งร่วมกัน สิ่งเหล่านี้จะทำให้เกิดความมั่นคงขึ้น

การท่องเที่ยวนั้นมีสองลักษณะ ลักษณะแรก เป็นการท่องเที่ยวแบบทั่วไปตามที่รัฐบาลส่งเสริม เรียกว่า " การท่องเที่ยวแบบมวลชน " (mass tourism) โดยมีความมุ่งหวังให้มีรายได้เข้ารัฐ เพื่อแสดงให้เห็นตัวเลขรายได้ของรัฐ แต่เงินที่ได้จากการท่องเที่ยวเหล่านี้กลับตกอยู่กับบริษัทท่องเที่ยวและบริษัทข้ามชาติแทบทั้งสิ้น จะสังเกตได้จากมัคคุเทศก์ที่พาทัวร์มายังกรุงเทพฯนั้นส่วนใหญ่เป็นมัคคุเทศก์ต่างชาติ รายได้ส่วนใหญ่จึงตกอยู่กับบริษัททัวร์

ในขณะเดียวกันมีกลุ่มต่อต้านที่เห็นว่ารายได้จากการท่องเที่ยวนั้นต้องตกอยู่กับท้องถิ่น ท้องถิ่นต้องจัดการตัวเอง นอกจากนี้การท่องเที่ยวยังเป็นการท่องเที่ยว เพื่อให้คนรู้จักกันทั่วโลก เช่น ให้คนทั่วโลกได้รู้จักว่านครไทยเป็นเช่นไร ไม่ใช่รู้จักนครไทยในฐานะที่ต่ำและด้อยศักดิ์ศรีกว่าที่อื่น แต่รู้จักนครไทยในฐานะที่เป็นมนุษย์ อยู่ในสภาพแวดล้อมแบบหนึ่ง มีความยั่งยืน และอยู่ร่วมกันมาอย่างไร ซึ่งการรู้จักกันนั้นจะทำให้มนุษย์อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข เป็นการต่อต้านการท่องเที่ยวแบบมวลชน ให้เปลี่ยนเป็น การท่องเที่ยวแบบยั่งยืน หรือ sustainable tourism ซึ่งเป็นแนวคิดใหม่ที่มีการประชุมพูดคุยกันทั่วโลก ซึ่งผมเองก็ได้ไปประชุมเรื่องนี้ที่มอนทรีออล ประเทศแคนาดา

พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นนั้นก็เป็นการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน เป็นการท่องเที่ยวที่คนนครไทยไม่เสียประโยชน์ แต่คนนครไทยจะมีศักดิ์ศรี เป็นผู้จัดการเรื่องการนำเที่ยวด้วยตนเอง และเป็นมัคคุเทศก์ให้แก่นักท่องเที่ยวด้วย รายได้ส่วนหนึ่งต้องมาสู่คนนครไทย นี่คือแนวคิดพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นที่ผมทำ

การท่องเที่ยวเพื่อให้รู้จักตัวเรานั้นต้องมีการสร้างองค์ความรู้เพื่อให้รู้จักตัวเรา ในการท่องเที่ยวที่ผ่านๆมา เช่น เมื่อนักท่องเที่ยวไปสุโขทัยก็เพื่อดูเจดีย์และลอยกระทง ซึ่งลอยกระทงเป็นการย้อมแมวขายโดยกรมศิลปากรยกเมฆขึ้นมา เพราะลอยกระทงตามประวัติศาสตร์โบราณคดีนั้นไม่มีที่สุโขทัย ลอยกระทงเกิดขึ้นที่กรุงเทพฯในสมัยรัชกาลที่ ๓ แต่กรมศิลปากรแต่งเรื่องนี้ขึ้นเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว เป็นการมอมเมาตนเองให้คิดไปว่ามีการลอยกระทงจริง

ศิลาจารึกเขียนไว้ว่า ตระพังโพยสี ใสกินดี... ดั่งกินน้ำโขงเมื่อแล้ง ดังนั้นย่อมไม่มีใครไปลอยกระทงเพราะจะทำให้เกิดมลพิษขึ้นมา นอกจากนั้น สุโขทัยยังเป็นพื้นที่แล้งน้ำอีกด้วย เพราะสาเหตุที่มีตระพังนั้นก็เพื่อเก็บกักน้ำไว้ใช้ในฤดูร้อนนั่นเอง นี่คือการท่องเที่ยวแบบไม่ยั่งยืน ในขณะที่รัฐบาลประโคม ว่ามีนักท่องเที่ยวมาร่วมงานเป็นจำนวนมาก แต่ผลประโยชน์กลับไปตกอยู่กับบริษัทท่องเที่ยว ไม่ได้ตกอยู่กับคนสุโขทัย คนที่ไปเที่ยวเห็นแต่เจดีย์และพระพุทธรูป แต่ไม่ได้เห็นว่าคนเมืองสุโขทัยอยู่กันอย่างไร มีระบบเศรษฐกิจอย่างไร มีระบบชลประทานอย่างไร

แม้ในนครไทยเองคนที่มาท่องเที่ยวก็จะไม่เห็นว่าคนนครไทยเป็นอย่างไร หากจัดการท่องเที่ยวในลักษณะเดียวกับที่จัดกันอยู่ทุกวันนี้ จะมีใครมาเที่ยวนครไทยหรือไม่ เพราะนครไทยไม่มีเจดีย์และพระพุทธรูปเช่นสุโขทัย

หากเป็นการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนที่มุ่งเน้นไปที่คน ไม่ใช่โบราณวัตถุสถาน แต่อยู่ที่คนนครไทยกับสิ่งแวดล้อม เปิดให้คนต่างชาติได้มาดู พบปะ พูดคุย รู้จักวิถีชีวิตของเรา รู้ว่าเราอยู่ในท้องถิ่นนี้ได้อย่างไร มีภูมิปัญญาอะไรบ้าง เราให้ความรู้แก่เขาเพื่อที่เขาจะนำไปเปรียบเทียบกับตนเอง ทำให้เกิดความเข้าใจซึ่งกันและกัน

ดังนั้นการท่องเที่ยวจึงนำมาซึ่งการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม แต่ต้องไม่ใช่การท่องเที่ยวแบบ exploitation ที่เข้ามาทำลาย การท่องเที่ยวแบบ mass tourism เป็นการมาเที่ยวแล้วจุดเทียนเผาไฟ พอกลับไปก็ทิ้งขยะไว้เป็นจำนวนมาก นักท่องเที่ยวพักที่โรงแรม เสพแล้วก็กลับไป เป็นการท่องเที่ยวที่ไม่ได้อะไร แล้วทั้งยังทำให้ท้องถิ่นถูกทำลาย

การท่องเที่ยวแบบยั่งยืนและพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นจะช่วยสร้างความรู้ให้รู้จักตนเอง ซึ่งจะช่วยให้เกิดการปฏิรูปการศึกษาในสังคมไทย ขณะนี้เราพูดถึงการปฏิรูปการศึกษาที่ใช้ไม่ได้ ซึ่งคิดโดยดอกเตอร์เพียงไม่กี่คนและเป็นการคิดในห้องเย็น คิดโครงสร้างว่าต้องลงท้องถิ่นถึง ๒๐๐ กว่าแห่ง เป็นการพูดถึงแต่โครงสร้างกับเทคนิค แต่ไม่พูดถึงเนื้อหาที่จะสอน กลับจะผลักให้ท้องถิ่นเป็นผู้จัดการ ซึ่งความรู้ที่ได้จะมีการรวบรวมข้อมูลหรือไม่ จะเป็นมาตรฐานหรือไม่ นั่นคือยังไม่มีเนื้อหาที่จะสอนเด็ก แต่กลับมีการกดดันให้รัฐบาลออกกฎหมายโดยเร็ว เช่นเดียวกับแนวคิดเรื่องการสร้างกระทรวงวัฒนธรรม

หากเราจัดการกับตัวเอง รู้จักตัวเอง สร้างพิพิธภัณฑ์ซึ่งเป็นคลังของความรู้เพื่อที่จะจัดการท่องเที่ยวด้วยตัวเอง นี่คือการปฏิรูปการศึกษาในภาคประชาชนหรือสังคม ซึ่งความรู้นี้จะไปช่วยเสริมให้รัฐทำงานได้ถูกต้อง เพราะเป็นความรู้ที่สร้างขึ้นโดยท้องถิ่นไม่ใช่ปัจเจก ความรู้ด้านประวัติศาสตร์ท้องถิ่นนั้นไม่ได้สร้างโดยครูคนใดคนหนึ่ง หรือคนใดคนหนึ่งที่เขียนนิยายขึ้นมา แต่สร้างโดยคนในท้องถิ่นที่จะอธิบายตนเอง

จากที่กล่าวมาจะเห็นได้ว่าพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเป็นกระบวนการที่เคลื่อนจากข้างใน เป็นการดูแลตนเอง รู้จักตนเอง รู้จักท้องถิ่น และสร้างความเข้มแข็งให้กับตนเอง จากความเข้มแข็งนี้ทำให้เราสามารถเปิดให้คนข้างนอกเข้ามารับรู้และเรียนรู้จากเรา ทำให้มีรายได้ซึ่งสามารถนำมาช่วยเหลือกันเองภายในท้องถิ่นได้ เป็นการปฏิรูปการศึกษา ในภาคประชาชน

การจัดทำพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นนั้น ต้องเริ่มจากคำถามที่ว่า " เรารู้จักตนเองแค่ไหน " เรารู้กันว่านครไทยเป็นเมืองด่าน นครไทยนั้นอยู่จุดไหนของประเทศไทย ฝรั่งเขียนชื่อนครไทยไว้ในแผนที่โบราณสมัยอยุธยา ต้องถามตนเองว่าทำไมฝรั่งจึงเขียนไว้

เมื่อเร็วๆ นี้ มีการจัดนิทรรศการแผนที่ ที่ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร โดยองค์กรศึกษา ๕ ภูมิภาค มีการนำเอาแผนที่เก่ามา ทุกคนก็ดีใจมากเพราะมีชื่อเมืองไทยอยู่ในแผนที่ฝรั่ง แต่แท้จริงแล้วที่ฝรั่งทำแผนที่ขึ้นมานั้น เพราะฝรั่งต้องการที่จะเข้ามาทำการค้าและเอาทรัพยากรจากเรา และต้องการยึดดินแดนจากเรา แต่เรากลับตื่นเต้นว่าเราอยู่ในแผนที่โลก เหตุที่มีเมืองไทยในแผนที่ฝรั่งเพราะเราเป็นประเทศที่อุดมสมบูรณ์ แต่คนไทยกลับไม่รู้จักตัวเอง

ดินแดนที่เป็นประเทศไทยนั้นเป็นส่วนหนึ่งของสุวรรณภูมิ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรำลึกมากในการสืบสานอดีต พระองค์ทรงรู้ว่าประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งของสุวรรณภูมิ ซึ่งประเทศไทยนั้นไม่ได้เป็นสุวรรณภูมิทั้งหมด แต่เป็นส่วนหนึ่งของภูมิภาคที่เรียกว่า สุวรรณภูมิ ดินแดนที่เรียกว่าสุวรรณภูมิหรือเอเชียอาคเนย์นี้ เป็นดินแดนที่มีความหลากหลายทางชีวภาพมาก นั่นคือมีพืชพันธุ์ธัญญาหารและสัตว์ต่างๆ ที่หลากหลาย และเป็นประโยชน์ต่อการดำรงชีพของมนุษย์ คือเป็นอาหารและยารักษาโรค สุวรรณภูมิเป็นภูมิภาคที่มั่งคั่ง

คำว่า " สุวรรณภูมิ " เกิดขึ้นจากเอกสารของอินเดีย เช่น พระมหาชนกต้องการแสวงหาความมั่งคั่งก็ต้องเสด็จมาสุวรรณภูมิ โดยเป็นพ่อค้าวาณิชนั่งเรือมา เป็นต้น รวมทั้งเอกสารโบราณของอินเดียก็กล่าวว่า หากต้องการความมั่งคั่งจะต้องมาค้าขายที่สุวรรณภูมิ ถ้ามาค้าสำเภากลับไปจะมั่งคั่งมาก สุวรรณภูมิจึงเป็นดินแดนที่เป็นที่ปรารถนา เมืองไทยเป็นส่วนหนึ่งที่อยู่ในสุวรรณภูมิ รวมทั้งอินโดนีเซีย มาเลเซีย และส่วนหนึ่งของพม่า ทั้งหมดนี้รวมเป็นสุวรรณภูมิ นอกจากคนอินเดียที่เข้ามาในสุวรรณภูมิแล้วยังมีพวกกรีก โรมัน และอียิปต์โบราณด้วย

คนโบราณเรียกบริเวณนี้ว่า " แหลมทอง " และต่อมาบริเวณนี้ก็เป็นที่พบกันระหว่างตะวันตกกับตะวันออก ตะวันตกคือพวกที่มาจาก กรีก โรมัน อินเดีย ลังกา ส่วนตะวันออกมาจากจีนและญี่ปุ่น ทั้งหมดต่างมาแสวงหาทรัพยากรที่นี่ การที่มีคนเข้ามาทำให้เกิดการตั้งถิ่นฐานและเกิดบ้านเมืองขึ้นมาในที่สุด ทำให้มีศาสนาต่างๆ หลั่งไหลเข้ามา

เมื่อ เดอ ลา ลูแบร์ เข้ามานั้นเป็นยุคแสวงหาอาณานิคม ตะวันตกเข้ามาล่าทรัพยากรจากเราและยังต้องการให้เราเป็นทาสเมืองขึ้นอีกด้วย แต่ในสมัยที่อินเดียเข้ามานั้น ไม่ได้ต้องการเข้ามาปกครอง แต่ต้องการเข้ามาค้าขาย ทำให้คนที่เป็นหัวหน้าของบ้านเมืองตั้งตัวขึ้นได้ โดยนำวัฒนธรรมอินเดียเข้ามาเสริม จึงเกิดระบบกษัตริย์ และการนับถือพุทธศาสนา ทำให้สังคมเกิดการเติบโต ในยุคนั้นตะวันตกเข้ามาเพื่อต้องการยึดครอง ประเทศไทย แม้จะรอดพ้นจากการยึดครองแต่ไม่รอดพ้นจากการเป็นทาสทางปัญญา

หากเราอ่าน จดหมายเหตุเดอ ลา ลูแบร์ จดหมายเหตุเดอ ชัวร์ ซี ซึ่งเขียนถึงประเทศไทยว่า สยามเป็นประเทศที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และหากอ่านให้ดีเราจะรู้จักเมืองไทยมากกว่าที่เราเคยรู้จัก มีการแจกแจงไว้ว่ามีคนอย่างไร มีพืชพันธุ์ธัญญาหารอย่างไร มีความอุดมสมบูรณ์อย่างไร มีการจดบันทึกลักษณะนิสัยของประชาชน รวมทั้งมีการวางแผนที่จะจัดการกับเราด้วย นั่นคือมีการนำความรู้ในท้องถิ่นของเราไปโดยที่เราไม่รู้ตัว และจัดการวางแผนจัดการเรา ทำให้สามารถยกกองทัพมาปิดปากน้ำเจ้าพระยาเพื่อบีบบังคับเราได้ การจดบันทึกอย่างละเอียดนั้นทำไปเพื่อหาจุดอ่อนของเรา เมื่อเราอ่านแล้วเราจะเข้าใจว่า เราตกเป็นเหยื่อของการล่าอาณานิคมและทรัพยากร แม้ในวันนี้เราก็ยังเป็นเหยื่ออยู่และเป็นอย่างมากด้วย

กลับมาที่นครไทย ทำไมจึงใส่นครไทยไว้ในแผนที่ ทั้งๆ ที่นครไทยมีแต่ภูเขา นครไทยนั้นอยู่ในลุ่มน้ำแควน้อย เป็นหมู่บ้านขนาดเล็ก แต่เหตุใดจึงอยู่ในแผนที่โลก

มีตำนานที่ฝรั่งได้บันทึกไว้ในจดหมายเหตุลาร์ลูแบร์ ว่ามีกษัตริย์จากนครไทยลงไปตั้งถิ่นฐานที่อยุธยา นี่คือเรื่องราวที่จดหมายเหตุบันทึกไว้ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นข้อเท็จจริงทั้งหมด เพราะว่าการจดบันทึกของคนในยุคหนึ่งเป็นการจดบันทึกตามความคิดความเข้าใจของเขา

หากเปรียบเทียบนครไทยกับพิษณุโลกแล้ว จะเห็นว่าพิษณุโลกมีที่ราบลุ่มที่กว้างใหญ่มีบ้านเมืองที่ใหญ่โต ในขณะที่นครไทยมีขนาดเล็กกว่ามาก แต่เหตุที่ต้องใส่นครไทยไว้ในแผนที่ เพราะนครไทยเป็นเส้นทางการค้าโบราณ มีการเคลื่อนย้ายคนจากดินแดนลาวหลายฝ่าย ทั้งจากทางฝ่ายเวียงจันทน์และฝ่ายหลวงพระบางเข้ามาอยู่ในนครไทย เส้นทางจากนครไทยนั้นจะผ่านต่อไปยังลุ่มน้ำแควน้อย พิษณุโลก และไปถึงสุโขทัย ซึ่งบนเส้นทางนี้ อาจมีทรัพยากรธรรมชาติ มีความหลากหลายทางชีวภาพ เช่น ต้นไม้ สัตว์ต่างๆ รวมทั้งแร่ธาตุ ซึ่งเป็นสินค้าออก ดังนั้นนครไทยจึงมีความหมาย ตรงที่เป็นเส้นทางโบราณที่มีคนผ่านไปมา

ในการจัดการท่องเที่ยวเพื่อให้คนได้รู้ถึงความสำคัญของนครไทย ไม่ใช่ด้วยการบอกว่าที่นี่มีพระเจดีย์หรือมีพระพุทธรูป เช่นที่สุโขทัยพูดถึงแต่พ่อขุนรามคำแหง ชนช้างและการไปตีขอม แต่ต้องพูดนครไทยที่มีความหลากหลายทางชีวภาพอย่างมาก เป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติของสุวรรณภูมิ คนที่มานครไทยจะเดินทางผ่านนครไทยไปสุโขทัยและต่อไปยังด้านล่างคือ เพชรบุรี ราชบุรี เป็นต้น นั่นคือนครไทยเป็นส่วนหนึ่งของการเคลื่อนย้ายคนในทางบก

แต่การเข้ามาในเมืองไทยนั้นไม่เพียงแต่โดยการเดินทางทางบกเพียงอย่างเดียว มีการเข้ามาทางทะเลด้วย ดังนั้นเมื่อสองส่วนนี้มาชนกันจึงเกิดบ้านเมืองใหญ่ๆ ที่ภายในและชายทะเลขึ้น ดังนั้นนครไทยที่ดูเป็นเมืองเล็กๆ กลับเป็นเส้นทางเดินทางการค้าที่สำคัญ

ต่อคำถามที่ว่านครไทยมีอายุเท่าใด จากเอกสารกล่าวถึงสมัยอยุธยา แท้จริงแล้วมีอายุเพียงแค่สมัยอยุธยาจริงหรือไม่ ซึ่งสามารถหาคำตอบได้จากสิ่งที่ค้นพบในนครไทย พบว่านครไทยนั้นมีคนเข้ามาอยู่อาศัยตั้งแต่ยุคเหล็กซึ่งเป็นยุคก่อนประวัติศาสตร์ ก่อนมีพระพุทธศาสนา เพราะมีการพบเครื่องมือหิน เครื่องมือเหล็ก และผากระดานเลขที่ถูกขูดขีดบนเพิงผา รวมทั้งโบราณวัตถุที่พบกระจายอยู่มากตามถ้ำต่าง ๆ

ที่อุตรดิตถ์นั้นมีการพบกลองมโหระทึก ซึ่งกรมศิลปากรนำกลองไปเก็บไว้ที่กรมศิลปากรซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ดี การทำพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นนั้นต้องนำสิ่งเหล่านี้กลับคืนมาให้ท้องถิ่น กลองมโหระทึกนี้เป็นหลักฐานของการแรกเริ่มมีอารยธรรมในเอเชียอาคเนย์ เป็นการติดต่อระหว่างเรา เวียดนามเหนือ และตอนใต้ของประเทศจีน คือ ยูนาน กลองมโหระทึกเป็นเครื่องแสดงศักดิ์ศรีของผู้นำชุมชน จะนำกลองออกมาตีในพิธีกรรมใหญ่ๆ เช่น การขอฝนเพื่อความอุดมสมบูรณ์ เมื่อหัวหน้าชุมชนตายก็จะนำกลองมโหระทึก มาฝังไว้เป็นการแสดงศักดิ์ศรีของเขา ซึ่งกลองมโหระทึกนี้มากับเส้นทางการค้า

เส้นทางในนครไทยนี้เกิดขึ้นมาตั้งแต่สมัยยุคเหล็กแล้ว มีคนเดินทางจากถิ่นอื่นเข้ามาตั้งถิ่นฐานจึงเกิดผากระดานเลขมากมาย ซึ่งหากเราพบโบราณวัตถุเราก็จะนำมาเก็บไว้ แต่ไม่ใช่การเก็บแบบกรมศิลปากร ที่มีแต่ของมีค่าตั้งอยู่มากมายโดยไม่รู้ความหมายของสิ่งเหล่านั้น ดังนั้นการตั้งแสดงสิ่งของในพิพิธภัณฑ์ต้องให้ความหมาย เป็นการเน้นคุณภาพไม่ใช่ปริมาณ การให้ความหมายแก่ของแต่ละชิ้นนั้นคือการให้ข้อมูลว่าของนี้ได้มาจากที่ใด สะท้อนให้เห็นถึงอะไร ตัวอย่างเช่น ความเก่าแก่ของอุตรดิตถ์จะเห็นได้จากกลองมโหระทึก ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเป็นทางผ่าน มีการติดต่อกับเวียดนามและจีนตอนใต้ก่อนที่อิทธิพลของอินเดียจะเข้ามา

ในเขตนครไทยมีผากระดานเลข ซึ่งคนที่จะทำผากระดานเลขได้จะต้องใช้เครื่องมือเหล็กจึงจะขูดขีดได้ เป็นผาที่แสดงถึงเขตศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งมีคนอยู่เป็นจำนวนมากและมาทำพิธีกรรมร่วมกัน เขตศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้พบทั่วไปในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ภูผายนต์ในจังหวัดสกลนคร และที่อุบลราชธานี เป็นคนกลุ่มเดียวกันทั้งสิ้น ทำให้รู้ว่าเส้นทางนครไทยเป็นเส้นทางที่คนในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ใช้เดินทางมาจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือผ่านนครไทยลงมาอุตรดิตถ์ไปสุโขทัย รวมทั้งมาจากหลวงพระบางด้วย จึงเป็นเขตที่สำคัญ นี่คือการนำหลักฐานที่มีมาสร้างเป็นความรู้เพื่ออธิบายตัวเองให้คนได้รับรู้ให้เกิดความภาคภูมิใจในมาตุภูมิของเรา

การศึกษาเหล่านี้จะสร้างเป็นความรู้ให้คนได้รู้ความเก่าแก่ของนครไทยซึ่งเป็นมาตุภูมิของเรา ซึ่งคนที่อยู่ในมาตุภูมินี้จะมีการสร้างวัฒนธรรมร่วมกันเป็นวัฒนธรรมนครไทย และเป็นวัฒนธรรมที่ไม่ด้อยกว่ากรุงเทพฯ เราไม่จำเป็นต้องร่ำรวยแต่เราก็มีความสุขเพราะชุมชนของเรายั่งยืน มีความสุข และเอื้ออาทรต่อกัน

เมื่อพูดถึงการท่องเที่ยวสิ่งที่ผมระแวงและเกลียดอย่างหนึ่ง คือ การท่องเที่ยวที่จัดให้มีโฮมสเตย์ (homestay) ซึ่งผมเห็นว่าเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมและเป็นเรื่องของการหาเงินโดยตรง เช่นที่บ้านของผมนั้น ผมจะไม่ยอมให้คนที่ไม่มีหัวนอนปลายเท้าเข้ามาอยู่เป็นอันขาด เพราะบ้านเป็นสิ่งจำเพาะสำหรับครอบครัวเท่านั้น แต่ในปัจจุบันนี้มีหลายแห่ง ที่ขานรับการท่องเที่ยวแบบ โฮมสเตย์ ซึ่งอาจจะเกิดการย้อมแมวขายโดยการนำผู้หญิงจากที่อื่นมาหลอกว่าเป็นลูกสาวแล้วให้นอนกับแขก เมืองไทยเคยถูกโจมตีว่าเป็นเมืองหญิงงาม เช่นที่เชียงใหม่ถูกโจมตีว่ามีแต่เซ็กส์ทัวร์ เพราะฉะนั้นทำอะไรต้องมีศักดิ์ศรี

เราอาจจัดให้นักท่องเที่ยวพักในสถานที่พิเศษซึ่งเป็นของชุมชน โดยอาจจะสร้างเป็นบ้าน และให้รายได้เป็นของส่วนรวม หากเป็นการจัดกันเองในแต่ละบ้านจะทำให้เกิดการแข่งขัน ทำให้เกิดการแตกแยกกันขึ้น โฮมสเตย์ในความคิดของผมเป็นสิ่งที่อัปลักษณ์ที่สุด เป็นสิ่งที่ไร้ศักดิ์ศรี ควรมีพื้นที่สาธารณะที่จะทำการสร้างบ้านเรือนหรือรีสอร์ทให้นักท่องเที่ยวพัก ตัวนักท่องเที่ยวเองก็จะมีความสบายใจมากกว่าเพราะมีวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน นอกจากนี้ยังต้องระวังโจรในคราบของนักท่องเที่ยวอีกด้วย ดังนั้นจึงต้องรอบคอบ

โฮมสเตย์นั้นมีจุดเริ่มต้นที่คีรีวง ปรากฏว่าเกิดความขัดแย้งกัน เพราะมีคนที่ได้เงินไม่เท่ากัน การได้รายได้เป็นปัจเจกเป็นอันตรายต่อการอยู่รวมกัน เพราะมนุษย์เป็นสัตว์โลก ที่อ่อนแอ ไม่สามารถอยู่อย่างโดดเดี่ยวเป็นปัจเจกได้ ต้องอยู่รวมกันจึงจะอยู่รอดได้ มนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่อยู่รวมกัน มีความสัมพันธ์กัน เอื้ออาทรต่อกันจึงจะอยู่รอดได้ ถ้าเราคิดแตกแยกเมื่อใดจะกลายเป็นหายนะ ซึ่งจุดนี้เป็นจุดที่ทุนนิยมเข้ามาล่อหลอกเรา แนวคิดเรื่องโฮมสเตย์เป็นการล่อหลอกให้เราเห็นว่าจะมีรายได้ แต่เราอาจจะมีรายได้เพียงเล็กน้อยขณะที่รายได้ที่แท้จริงตกอยู่กับบริษัททัวร์

การสร้างความรู้เพื่อการท่องเที่ยวแบบยั่งยืนและพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น จะทำให้เรามีความภาคภูมิใจในฐานะเป็นคนนครไทย ความราบรื่นในสังคมจะเกิดขึ้น เราจะมีความมั่นใจและภาคภูมิใจในตนเอง

ความรู้ทางประวัติศาสตร์โบราณคดีเป็นสิ่งที่อาจจะต้องได้รับความช่วยเหลือจากคนข้างนอก เพราะเป็นสิ่งที่ผมหรือ ลา ลูแบร์ รู้ แต่สิ่งที่คนจากข้างนอกอย่างพวกผมไม่รู้คือความเป็นอยู่ภายในของนครไทย ความเป็นมนุษย์ของคนนครไทย เป็นประวัติศาสตร์สังคมจากภายในที่คนนครไทยสร้างขึ้น ซึ่งเป็นหัวใจที่สำคัญในการทำพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น

หากเราทำพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นด้วยหลักฐานทางประวัติศาสตร์โบราณคดี ก็จะเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ไม่ต่างไปจากที่กรมศิลปากรทำ เป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีอยู่ทั่วไปและไม่จำเป็นต้องอยู่ที่นครไทยก็ได้ แต่ประเด็นที่สำคัญในการทำพิพิธภัณฑ์คือ คนนครไทยเป็นใครมาจากไหน มาจากกี่ชาติพันธุ์ ทำไมมาเป็นนครไทย มีวิถีชีวิตอย่างไร มีระบบเศรษฐกิจ ระบบความเชื่อ และประเพณีอย่างไร สร้างสรรค์กันมาอย่างไร นี่คือสิ่งที่เกิดจากภายใน และเรียกว่า " ประวัติศาสตร์สังคม "

ประวัติศาสตร์สังคมนี้ผมพูดเองไม่ได้ แต่ผมจะขอให้ท่านทั้งหลายพูดในวันนี้ ความรู้เหล่านี้จะเป็นหัวใจในการทำพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น จะเป็นเรื่องราวของความเก่าแก่ของท้องที่นครไทย การตั้งถิ่นฐานของผู้คน อย่าไปหยุดอยู่ที่เมืองนครไทยเป็นเมืองของพ่อขุนบางกลางหาว เหมือนกับที่เพชรบูรณ์บอกว่าตนเป็นเมืองของพ่อขุนผาเมือง ซึ่งผมคิดว่าไม่ใช่ทั้งสองเมือง ความจริงนี้อาจจะเสียดแทงจิตใจ

ผมเคยไปพูดที่เพชรบูรณ์ คนตกใจกันมาก ผมบอกว่าพ่อขุนผาเมืองไม่ได้อยู่ที่เพชรบูรณ์ เพราะเส้นทางของพ่อขุนผาเมืองไม่เกี่ยวข้องกับเมืองเพชรบูรณ์เลย ตัวเมืองเพชรบูรณ์นั้นอยู่ต่ำเกินไปจึงไม่เป็นเส้นทางการค้า เมืองเพชรบูรณ์เป็นเมืองที่ขยายออกมาจากสุโขทัย มีจารึกของสมเด็จพระธรรมราชาลิไท พูดถึงการนำคนจากลุ่มน้ำป่าสักไปนบพระพุทธบาทที่สุโขทัย

ขณะที่พ่อขุนผาเมือง คือ กษัตริย์ที่เดินทัพผ่านนครไทย มาทุ่งยั้งเข้าศรีสัชชนาลัย สมคบกับพ่อขุนบางกลางหาวไปตีสุโขทัย หลังจากนั้นแล้วพ่อขุนผาเมืองหายไปที่ใด เพราะพ่อขุนผาเมืองไม่กลับไปที่เมืองราด จากหลักฐานพบว่าพ่อขุนผาเมืองไปเป็นกษัตริย์ที่เมืองขอม กัมพูชา

เหตุใดพ่อขุนผาเมืองเมื่อได้เมืองสุโขทัยแล้วจึงไม่อยู่ที่สุโขทัยแต่ยกให้กับพ่อขุนบางกลางหาว เพราะในจารึกบอกว่าพ่อขุนผาเมืองมีตำแหน่งเป็น กมรเตงอัญบดินทร์อินทราทิตย์ ซึ่งเป็นตำแหน่งนายพลของเมืองพระนคร ในจารึกยังบอกว่าผีฟ้าเจ้าเมืองยโสธรปุระซึ่งคือเมืองขอมนั้นยกธิดาคือพระนางศรีขรมหาเทวีให้เป็นมเหสี และให้พระขรรค์ชัยศรี การให้พระขรรค์นั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมากเพราะเป็นสถาปนาหัวหน้า ซึ่งจารึกนี้ตรงกับจดหมายเหตุโจวตากวนที่พูดถึงสามีของลูกสาวจับกษัตริย์องค์เดิมขังคุกแล้วตั้งตัวเป็นกษัตริย์ โดยที่ลูกสาวเป็นคนหลอกเอาพระขรรค์ชัยศรีจากพ่อเอาไปให้สามี ซึ่งเหล่านี้เป็นหลักฐานที่มีการถกเถียงกันมานานแล้วแต่ไม่มีการเปิดเผย

เรื่องนครไทยเป็นเมืองของพ่อขุนบางกลางหาวนั้นก็ไม่มีหลักฐาน ดังนั้น การพูดถึงประวัติศาสตร์ซึ่งเป็นตำนานที่คนท้องถิ่นมีความภาคภูมิใจก็อาจจะทำให้เกิดการโต้แย้งกันได้ อย่างไรก็ตาม เราสามารถกล่าวถึงในลักษณะที่เป็นตำนานได้ แต่สิ่งที่เป็นเนื้อแท้ที่สำคัญคือ คนนครไทยปัจจุบันนี้เป็นใคร มีชาติพันธุ์อะไร มีชีวิตอยู่อย่างไรจนกระทั่งปัจจุบันนี้

ประวัติศาสตร์ของไทยเป็นประวัติศาสตร์ที่กล่าวถึงแต่บุคคลสำคัญที่สมมุติขึ้นมาเป็นตัวตั้งแทบทั้งสิ้น แทบจะไม่มีเรื่องราวของคนที่เป็นรากหญ้าเลย ในขณะที่ประเทศอื่น เช่น ญี่ปุ่น จีน อินเดีย จะกล่าวถึงคนในท้องถิ่นที่มีความสำคัญ ตระกูลที่ทำความดีให้กับท้องถิ่น ตระกูลที่ทำความชั่วร้ายให้กับคนในท้องถิ่น คนที่มีภูมิรู้มีปัญญาจะได้รับการยกย่อง สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญสำหรับประวัติศาสตร์ยุคใหม่คือประวัติศาสตร์สังคม

คนนครไทยจะต้องรู้จักตัวเอง รู้ว่ามาจากไหน อยู่ร่วมกันอย่างไร อะไรที่ทำให้อยู่ร่วมกัน อะไรที่ทำให้อยู่ได้อย่างราบรื่นมาจนปัจจุบันนี้ เหล่านี้คือสาระสำคัญที่จะแสดงในพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น และเป็นสาระสำคัญที่จะอธิบายให้คนภายนอกรับรู้ ประเพณีนางด้งนางควาย ที่เล่นกันในนครไทยนั้นต้องอธิบายได้ ว่าเล่นกันเพื่ออะไร ความรู้ต่างๆ เหล่านี้คนนครไทยจะเป็นผู้ให้คำตอบ และเมื่อนำความรู้เหล่านี้มาสังเคราะห์แล้วจะเป็นสิ่งที่มาสร้างอัตลักษณ์ให้กับคนนครไทย เป็นจุดเด่นที่จะสามารถโชว์แก่นักท่องเที่ยวได้ สิ่งที่จะนำมาสร้างพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นจะประกอบไปด้วยประวัติศาสตร์สองลักษณะ

ลักษณะแรก คือ ประวัติศาสตร์โบราณคดีที่ผมพูดไว้ในตอนต้น เช่น จดหมายเหตุ เดอ ลา ลูแบร์ที่พูดถึงวัดวาอาราม เป็นต้น หรือเอกสารที่กรมศิลปากรเขียนขึ้น แม้กระทั่งเรื่องของพ่อขุนบางกลางหาวก็เป็นประวัติศาสตร์โบราณคดี

ลักษณะที่สอง คือ ประวัติศาสตร์สังคม เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับคนนครไทย ว่าเป็นใครมาจากไหน คนเก่าที่สุดเป็นใคร และคนใหม่นั้นเป็นใครมาจากที่ใด เนื่องจากสังคมแต่ละแห่งไม่มีการหยุดนิ่ง จะมีทั้งคนเก่าคนใหม่เข้ามาอยู่ คนใหม่ที่เข้ามาจะต้องเป็นที่รู้จัก เพราะหากไม่รู้จักก็จะไม่ได้รับการยอมรับให้เข้ามาโดยเฉพาะในสมัยโบราณ แต่ปัจจุบันนี้ด้วยกระแสโลกาภิวัตน์และอำนาจของรัฐ นายทุนคนหนึ่งเข้ามาซื้อที่เป็นเศรษฐีของชุมชน เข้ามาทำลายประเพณีและระรานทรัพยากรของท้องถิ่น เดิมนั้นการเข้ามาของคนใหม่ในท้องถิ่นนั้น คนที่เข้ามาใหม่จะต้องยอมรับในขนบประเพณีของท้องถิ่น เช่น เข้ามาโดยการแต่งงานกับลูกสาว มาสร้างวัด ต้องอยู่ตามจารีตของท้องถิ่นจึงจะอยู่ได้

จะเห็นได้ว่าเดิมนั้นท้องถิ่นจะดูแลตัวเอง ยกตัวอย่างเช่น การจัดการกับผู้ร้ายในสมัยก่อนนั้นไม่จำเป็นต้องใช้ทหารหรือตำรวจจากภายนอกเข้ามา แต่คนในนครไทยสามารถจัดการกันเองได้ จะมีการถือผีและจารีตต่างๆ เช่น ที่บ่อโพธิ์ ซึ่งผมมักจะยกเป็นตัวอย่างเมื่อพูดถึงชุมชนที่สามารถจัดการตัวเองได้

บ่อโพธิ์ในสมัยที่ผมเข้าไปนั้นมีประมาณร้อยหลังคาเรือน ซึ่งทั้งร้อยหลังคาเรือนนี้จะอาศัยบ่อเกลือสองสามแห่งที่มีอยู่ในหมู่บ้าน โดยที่ไม่มีใครคนหนึ่งคนใดจะสามารถยึดบ่อเกลือเหล่านั้นเป็นของตนเองได้ เพราะบ่อเกลือเป็นของส่วนรวม

การเข้าไปตักน้ำในบ่อเกลือนั้นก็ต้องมีการแสดงความเคารพ มีการล้างเท้าก่อนเข้าไป ต้องค่อยๆ ลุยน้ำเข้าไป และต้องตักแต่พอสมควรแล้วนำไปต้ม ในบ่อเกลือทุกคนจะเท่าเทียมกัน มีสิทธิในทรัพยากรเท่าเทียมกัน ที่บ่อเกลือจะมีศาลปู่ หากใครทำตัวไม่ดี เช่น เป็นชู้กับคนอื่น หากปู่ลงโทษด้วยการทำให้บ่อเกลือแห้งก็จะเกิดความเดือดร้อน ปู่จึงคุมพฤติกรรมของคนในบ่อโพธิ์ จะมีการไหว้ปู่ร่วมกันทุกๆ ปี

ในความเป็นอยู่ของคนในสมัยโบราณนั้นมีสองมิติที่อยู่ด้วยกัน หนึ่ง คือมิติทางธรรมชาติ และสองคือมิติที่นอกเหนือธรรมชาติ ทั้งสองมิตินี้จะซ้อนกันอยู่ เรือนจะมีผีเรือน บ้านจะมีผีบ้าน เมืองจะมีผีเมือง เรือนในที่นี้หมายถึงที่อยู่อาศัย ส่วนบ้านหมายถึงชุมชน ผีที่อยู่บนเรือนคือผีบรรพบุรุษ บ้านก็เช่นเดียวกันผีปู่ก็คือผีบรรพบุรุษ แต่ผีเมืองเป็นผีมเหศักดิ์ซึ่งเคยเป็นเจ้านาย สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่เคยเป็นแกนของบ้านเมือง เมื่อมีการพัฒนาบ้านเมืองกลับทำลายสิ่งเหล่านี้ไป ทั้งๆ ที่สิ่งเหล่านี้เป็นความเชื่อและประเพณีที่คนเชื่อถือและสามารถผูกโยงให้คนอยู่ร่วมกันอย่างราบรื่น

การไหว้ปู่จึงเป็นกิจกรรมทางสังคมทำให้คนอยู่ในศีลธรรม จะเห็นความเชื่อมโยงกันระหว่างความสัมพันธ์ทางสังคมของคนในบ่อโพธิ์ที่อยู่ร่วมกัน เป็นพี่น้องร่วมบ้านกัน หรืออาจจะแต่งงานกัน มีระบบเศรษฐกิจเหมือนกัน และถูกควบคุมโดยปู่เหมือนกัน ทำให้คนบ่อโพธิ์อยู่ร่วมกันได้ นี่คือระบบโบราณที่เราอยู่กันมา เป็นเศรษฐกิจแบบพอเพียงเอื้ออาทรต่อกันแบบยั่งยืน จากที่เราอยู่ร่วมกันมาเป็นร้อยๆปี วันดีคืนดีหากมีใครเข้าไปยึดบ่อเกลือคนที่เหลือก็จะอยู่ไม่ได้ เมื่อครั้งที่ผมเข้าไปมีผู้แทนคนหนึ่งไปทำอะไรบางอย่างที่บ่อเกลือ แต่ชาวบ้านไม่ร่วมมือด้วย

ที่ภาคอีสานประสบกับความหายนะก็เพราะนายทุน ในฤดูแล้งนั้นชาวบ้านจะไปขูดดินเอียดเพื่อนำไปต้มเกลือ แต่เมื่อมีนายทุนเข้าไปซื้อที่ มีการปั๊มน้ำฉีดเข้าไปใต้ดิน ทำให้เกลือซึมเข้าไปใต้ดิน จนไม่สามารถทำเกลือเช่นเดิมได้ ที่ด่านขุนทดและโนนไทยล้วนแล้วแต่ประสบปัญหาทั้งสิ้น ในอนาคตภาคอีสานส่วนหนึ่งจะกลายเป็นทะเลทราย เพราะกฎหมายแร่ที่ออกมา

นี่คือสิ่งที่เราต้องหวนกลับไปทบทวน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะหยุดอยู่เช่นนี้โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่ต้องเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ขจัดความขัดแย้งให้ได้มากที่สุด ซึ่งขึ้นอยู่กับภูมิปัญญาของท้องถิ่นที่จะเข้ามาจัดการ

ตัวอย่างของบ่อโพธิ์ ในการจัดการท่องเที่ยวที่บ่อเกลือนั้น แม้บ่อเกลือจะมีขนาดเล็กคนเห็นแล้วอาจจะไม่รู้สึกตื่นเต้น แต่มันมีเรื่องราวมากมายอยู่เบื้องหลังที่คนสามารถจินตนาการตามได้ รวมทั้งงานเลี้ยงผีประจำปี ซึ่งไม่ควรจัดแบบ ททท . เพราะจะไปทำลายความเชื่อ เป็นการนำความเชื่อมาขาย แต่สิ่งที่เราควรจะนำมาแสดงให้แก่นักท่องเที่ยว คือ ความเชื่อเหล่านี้ทำให้เราสามารถอยู่ร่วมกันได้

นอกจากนี้ที่บ่อเกลือยังสามารถจัดเป็นพิพิธภัณฑ์ขนาดเล็ก ไม่จำเป็นต้องมีขนาดใหญ่ใช้งบประมาณหลายสิบล้าน อาจจะสร้างเป็นศาลาเล็กๆ มีคำอธิบายความเป็นมาของหมู่บ้าน มีรูปประเพณีต่างๆ มีสิ่งของเก่าๆ ที่มีความหมายมาแสดง มีการจำลองที่ต้มเกลือ โดยการพาไปชมที่บ่อเกลือ และพาไปที่ศาลตาปู่ ซึ่งไม่จำเป็นต้องสร้างศาลให้ใหญ่โต แต่ให้คงความเรียบง่ายและเป็นธรรมชาติดั้งเดิมไว้ ความรู้ของบ่อเกลืออาจจะสอนคนอื่นๆให้เข้าใจและจัดการกับตนเองได้

ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่คนภายนอกอย่างผมไม่รู้แต่อาจจะสังเกตเห็นได้ แต่เนื้อหาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ทางสังคม เช่น มีความเป็นอยู่อย่างไร ประเพณีพิธีกรรมที่ทำให้อยู่ร่วมกันได้เป็นอย่างไร ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ท่านต้องรวบรวมความรู้ขึ้นมา เพราะประวัติศาสตร์สังคมและประเพณีพิธีกรรมนั้นไม่มีใครรู้ดีเท่ากับคนข้างใน

นักวิชาการภายนอกจะช่วยได้ในเรื่องของการสังเคราะห์ และช่วยชี้ให้เห็นประเด็นหรือสาระสำคัญที่สามารถแสดงให้เห็นถึงอัตลักษณ์ของท้องถิ่น รวมทั้งให้ความช่วยเหลือในเรื่องการจัดการและเทคนิค

การสร้างพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นนั้นไม่ควรหวังเงินสนับสนุนจากภาครัฐ ควรสร้างจากกำลังของตนเอง เริ่มจากพิพิธภัณฑ์เล็กๆ และขยายไปตามกาลเวลา พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเป็นกระบวนการศึกษาและเรียนรู้ ไม่ใช่สิ่งที่เป็นจุดจบในตัวเอง ความรู้ที่ใช้ในการสร้างพิพิธภัณฑ์นั้น สามารถนำมาเขียนขึ้นเป็นองค์ความรู้ให้คนในท้องถิ่นได้รับรู้และสืบทอดต่อไป

พิพิธภัณฑ์ยี่สารเป็นตัวอย่างของพิพิธภัณฑ์ที่เกิดจากภายใน และไม่ได้ขานรับการท่องเที่ยวแบบที่ทำกันทั่วไป ชาวยี่สารเดือดร้อนและอึดอัดที่ป่าชายเลนของหมู่บ้านถูกทำลาย เขาจึงหาทางออกด้วยการพยายามสร้างความมั่นคง แสดงความเป็นตัวของตัวเอง ด้วยการสร้างพิพิธภัณฑ์ขึ้นมา ส่วนการท่องเที่ยวเป็นเพียงผลพลอยได้ สิ่งที่พวกผมเข้าไปช่วยนั้นไม่ใช่ด้านเงินทุน แต่เป็นการช่วยเหลือเรื่องการจัดทำทะเบียนสิ่งของที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของท้องถิ่น แทนที่จะอยู่กับปัจเจกบุคคล เราก็จะจัดทำทะเบียนให้แล้วนำไปเก็บที่ส่วนกลาง แล้วเลือกสิ่งที่มีความหมายนำมาแสดงในพิพิธภัณฑ์ และนำความรู้ที่ชาวบ้านเล่าให้ฟังมาจัดเป็นเนื้อหาในการแสดง

สาระสำคัญในพิพิธภัณฑ์ของชาวยี่สาร คือ เรื่องอาหารท้องถิ่น เช่น ต้นชะคราม ปูแสม และการทำถ่านไม้โกงกางอย่างยั่งยืน ซึ่งการทำถ่านนั้นหากทำแบบอุตสาหกรรมจะทำลายสิ่งแวดล้อม แต่ที่ยี่สารเป็นการทำถ่านแบบยั่งยืนโดยนำไม้มาทำเท่าที่ทำได้แล้วปลูกทดแทน ซึ่งสามารถทำต่อเนื่องมาอย่างยั่งยืนถึงเจ็ดสิบกว่าปี นี่คือระบบเศรษฐกิจแบบเก่าที่ไม่ทำลายป่าชายเลน แต่เมื่อมีระบบใหม่คือนากุ้งเข้ามา กลับทำลายป่าชายเลนอย่างมาก

เขตยี่สารนั้นเป็นเขตน้ำกร่อย แม้กระทั่งน้ำใต้ดินก็เป็นน้ำกร่อย ชาวยี่สารต้องไปล่มน้ำจากแม่น้ำเพชรบุรีมาใช้ โดยใช้เรือขนาดใหญ่แล้วเอียงกราบเรือให้น้ำเข้าเรือแล้วจึงนำมาแจกหรือขายในหมู่บ้าน ดังนั้นบ้านเรือนที่ยี่สารจึงเต็มไปด้วยตุ่มเพื่อใช้เก็บกักน้ำ ส่วนน้ำกินก็จะรอน้ำฝน ซึ่งปัจจุบันนี้ที่ยี่สารยังไม่มีน้ำประปาใช้ แต่อาจจะมีในเร็วๆ นี้ แต่พวกเขาก็สามารถใช้ชีวิตอยู่ได้ด้วยภูมิปัญญาของเขา

หลังจากตั้งพิพิธภัณฑ์แล้ว คนยี่สารเกิดความตื่นตัวมาก หันมาทำอาหารแบบดั้งเดิม นำชะครามมาทำอาหารตามฤดูกาล นำเอาต้นตะบูนมาย้อมสีผ้า บริเวณนั้นมีต้นตะบูนมากจนเรียกกันว่าอ่าวบางตะบูน ดังนั้นสิ่งที่เป็นอัตลักษณ์ของยี่สารคือ ผ้าที่ย้อมด้วยสีตะบูน และทำให้อธิบายได้ว่าบางตะบูนคืออะไร ซึ่งคนภายนอกไม่รู้ ทั้งนี้ยังมีเรื่องของสมุนไพร นอกจากนี้คนยี่สารยังเป็นมัคคุเทศก์ในการนำเที่ยวเอง ทำให้มีความรู้ต่าง ๆ เพิ่มเข้ามามากขึ้น มีการนำคัมภีร์เก่าๆ มาถ่ายทอดความรู้มากขึ้น

นั่นคือสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นแม้จะไม่เป็นรูปธรรม แต่จะเป็นคลังความรู้ของท้องถิ่น ซึ่งเอาภูมิปัญญาของคนรุ่นเก่ามารวบรวม สังเคราะห์ และถ่ายทอดให้คนรุ่นต่อๆ ไป รวมทั้งเปิดให้คนภายนอกได้เข้ามาเรียนรู้

ความหลากหลายทางชีวภาพที่ยี่สารนั้นชัดเจนมากเพราะเป็นเขตป่าชายเลนซึ่งสอดคล้องกับความอุดมสมบูรณ์และหลากหลายทางชีวภาพของสุวรรณภูมิ เสน่ห์ของเมืองไทย ที่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวชาติต่างๆ เข้ามานั้น ไม่ใช่เพียงแค่โบราณสถานอย่างที่สุโขทัยและอยุธยาเท่านั้น แต่รวมถึงอาหารของเราด้วย ดังนั้นต้องหวนกลับมาดูที่นครไทยว่ามีสิ่งใดที่น่าสนใจ มีอาหารใดที่น่าสนใจ ควรทำการฟื้นฟูความรู้เก่าขึ้นมาอีกครั้ง เช่น ผ้านครไทย

เราจะนำความรู้เกี่ยวกับวิถีชีวิตดั้งเดิม ว่ามีความเป็นอยู่อย่างไรนำมาทำพิพิธภัณฑ์ แล้วความรู้นี้จะถ่ายทอดไปสู่คนรุ่นใหม่เพื่อนำไปจัดการชีวิตของตนเอง ซึ่งไม่ได้หมายความว่าจะหวนกลับไปเป็นแบบเดิมแบบถอยหลังเข้าคลอง แต่นำมาใช้เฉพาะสิ่งที่ดีๆ ในอดีต ตัดสิ่งที่ไม่ดีทิ้งไป และรับสิ่งใหม่ๆ จากข้างนอกเข้ามาปรับใช้ให้เหมาะสม นี่คือกระบวนการศึกษาและกระบวนการปฏิรูปการศึกษาของสังคมซึ่งจะทำให้เกิดพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นและการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน

ผมจะพูดถึงพื้นฐานบางอย่างเกี่ยวกับประวัติศาสตร์โบราณคดีเพื่อให้เกิดความเข้าใจ เพื่อให้เห็นว่านครไทยมีความหมายอย่างไรในเชิงประวัติศาสตร์โบราณคดี แล้วจึงจะพูดถึงเรื่องทางประวัติศาสตร์สังคม

ด้านประวัติศาสตร์โบราณคดีนั้น เริ่มจากภูมิประเทศซึ่งเป็นเรื่องมีความสำคัญมาก เพราะเป็นหัวใจที่จะให้คนและเด็กๆ ได้เรียนรู้ว่าสถานที่ๆ เขาไปเที่ยวอยู่นั้นมีความสำคัญอย่างไร ทั้งทางด้านภูมิประเทศ ความหลากหลายทางชีวภาพ ประวัติศาสตร์โบราณคดี

เริ่มจากการศึกษาด้านภูมิประเทศ นครไทยมีลำน้ำหลายๆ สายไหลผ่าน นครไทยมีความสำคัญเพราะมีพื้นที่ที่ทำการเพาะปลูกได้ มีที่ลุ่ม เป็นแอ่งกระทะที่เป็นชุมชน มีเมืองเล็กๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ชาติตระการ นครชุม นาบัว ซึ่งมีความสัมพันธ์กันหมด และบริเวณนี้สามารถเดินทางตัดขึ้นไปพระธาตุเจดีย์ศรีสองรักได้ เป็นเส้นทางเดินใหญ่ และการเดินทางนั้นไม่ลงน้ำป่าสัก

ยังมีโบราณวัตถุรุ่นหลังลงมาอีก คือพระพุทธรูปหิน ๒ องค์ องค์หนึ่งเป็นรูปพระนาคปรก สมัยลพบุรี และที่วัดหน้าพระธาตุก็มีเสมาที่ต่อมาสกัดเป็นพระพุทธรูปหน้าเดียว นี่คือหลักฐานความเก่าแก่ของนครไทย ขณะเดียวกันมีกำแพงเมืองที่มีคูน้ำสองชั้นสามชั้นซึ่งเป็นลักษณะของสุโขทัย และนครไทยได้รับการฟื้นฟูขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ เพราะตอนนั้นเกิดสงครามระหว่างอยุธยากับล้านนา กำลังคนของอยุธยาต้องอาศัยกำลังคนจากที่นี่

คนที่มาอยู่พิษณุโลกมาจากล้านช้างเป็นจำนวนมาก หากอ่านพระราชพงศาวดารจะพบว่าในสมัยพระบรมไตรโลกนาถมีการสร้างกำแพงเมืองนครไทย เคลื่อนย้ายกำลังพล รวมทั้งคนลาวลงมาที่นี่เป็นจำนวนมาก จะเห็นได้จากหลักฐานพบว่า มีไหลักษณะเดียวกับที่พบในอีสาน และมีวัดของพวกคนลาวเยอะมาก แต่ถูกทำลายไปหมด

ความเป็นพิษณุโลกเกิดขึ้นในสมัยพระบรมไตรโลกนาถมาก และที่สำคัญคือที่ริมแม่น้ำวังทองพบแหล่งทำเกลือขนาดใหญ่ และมีบริเวณทำเกลือที่ผมสำรวจพบสามสี่แห่ง ผมหนุนให้ทางกรมศิลปากรใช้ข้อมูลแต่เขาไม่สนใจซึ่งน่าเสียดาย

เรารู้จักพิษณุโลกเพียงแค่เป็นเมืองพระพุทธชินราช แต่ไม่รู้ว่าพิษณุโลกเป็นเมืองทางเศรษฐกิจ เป็นฐานเศรษฐกิจของสุโขทัย ความเป็นเมืองเก่าๆ ที่สำคัญๆ อยู่ได้นั้นไม่ใช่เพียงเพราะว่ามีพระพุทธศาสนาหรือมีเจ้านายเท่านั้น แต่เป็นเพราะมีทรัพยากรธรรมชาติอยู่ ทั้งพิษณุโลกและสุโขทัยเป็นแหล่งที่มีทรัพยากร โดยเฉพาะเกลือ ซึ่งพบในบริเวณนี้เป็นจำนวนมาก และต่อเนื่องไปถึงบ่อโพธิ์ด้วย พื้นที่แถบนี้จะมีธารเกลืออยู่ หินทรายต่างๆ เหล่านี้กร่อนไปเพราะเกิดจากเกลือยุบ

ที่น่าเสียดายคือบริเวณที่ผมพบแถวๆ วัดโบสถ์ที่เป็นแหล่งทำเกลือนั้นถูกทำลายไปแล้ว ถ้าศึกษาให้ดีจะพบว่าที่นั่นเป็นชุมทางเศรษฐกิจของสุโขทัย เพราะที่เนินเกลือพบเครื่องสังคโลกแบบเตาเกาะน้อยทั้งรุ่นเก่ารุ่นใหม่กระจายอยู่ การศึกษาสุโขทัยเพื่อทำการท่องเที่ยวที่ผ่านมานั้นเราละเลยสิ่งที่จะทำให้เข้าใจเรื่องเศรษฐกิจหรือวัฒนธรรมกันไปหมด

สุโขทัยตั้งเมืองอยู่ที่ตีนเขาหลวงเพราะถ้าตั้งอยู่ต่ำกว่านี้จะเกิดน้ำท่วมฉับพลัน จะตั้งที่บริเวณริมน้ำยมไม่ได้เพราะน้ำจะท่วมฉับพลัน จึงต้องร่นเมืองมาอยู่ที่เชิงเขาและอาศัยลำน้ำเก่าเช่นเดียวกับนครไทยที่จะตั้งถิ่นฐานอยู่ริมลำน้ำสาขา

สุโขทัยมีระบบชลประทานที่ซับซ้อนมาก แต่อุทยานประวัติศาสตร์กลับละเลยเรื่องนี้ ทำให้ไม่เห็นความคิดของคนสมัยนั้น ผมเองได้สำรวจไว้ทั้งหมด แต่น่าเสียดายที่หลักฐานเหล่านี้ถูกทำลายหมดแล้ว

การเกิดของสุโขทัยนั้นอยู่บนเส้นทางการค้า เช่น จากแควน้อย จากพิษณุโลกอาจจะขึ้นไปทุ่งยั้ง อุตรดิตถ์ ตัดไปศรีสัชชนาลัย ลงสุโขทัย นี่คือเส้นทางโบราณ นอกจากเส้นทางแม่น้ำแควน้อยแล้วยังมีลำน้ำจรที่สามารถไปทุ่งยั้ง ไปศรีสัชชนาลัยได้ด้วย

ต่อคำถามที่ว่าพ่อขุนผาเมืองมาจากไหนนั้น พ่อขุนผาเมืองนั้นมาจากนครไทย ผ่านทุ่งยั้ง ไปศรีสัชชนาลัย จากศรีสัชชนาลัยผ่านเมืองบางฉนังเข้าตีสุโขทัย นี่คือเส้นทางโบราณ พ่อขุนผาเมืองไม่ได้มาจากเพชรบูรณ์ แต่มาจากนครไทย ในขณะเดียวกันทุ่งยั้งอาจเป็นเมืองของพ่อขุนบางกลางหาว ซึ่งมาผนวกกำลังกันเข้าตีศรีสัชชนาลัยและสุโขทัย

เส้นทางนี้ช่วยให้เห็นภาพการค้าโบราณจากแควน้อยเข้าต้นน้ำเหืองหรือเลยไปอุดรธานี ไปวังสะพุง ไปเวียงคำ ไปหลวงพระบาง เป็นต้น และความสำคัญในการเป็นเส้นทางคมนาคมก็ยังคงดำรงอยู่เรื่อยมา

ถ้าถามว่าจากสุโขทัยไปไหน จะเห็นว่าจากสุโขทัยจะมีทางผ่านไปตากเส้นทางหนึ่ง ส่วนอีกเส้นทางหนึ่งตามทางพิษณุโลกเข้ากำแพงเพชร เพราะฉะนั้นสุโขทัยจึงตั้งอยู่บนเส้นทางการค้า ในด้านทรัพยากรของสุโขทัยนั้น เราพบหลักฐานจำนวนมาก เช่น สมุนไพร ยางไม้ และเหล็ก ในเขตสุโขทัยไปถึงตลิ่งชันและลำปางพบว่าเป็นย่านของแร่เหล็ก มีการถลุงเหล็ก มีหลักฐานสมัย ทวาราวดี พบเหรียญสมัยทวาราวดี ซึ่งการค้านั้นมีการพัฒนามาตั้งแต่สมัยทวาราวดีหรือสมัยก่อนประวัติศาสตร์แล้ว

โดยทั่วไปเมื่อเอ่ยถึงสุโขทัยจะกล่าวถึงแต่พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ แต่ไม่กล่าวถึงในแง่ของการเป็นฐานทางเศรษฐกิจและฐานทางธรรมชาติ ซึ่งจะทำให้เห็นว่าบ้านเมืองมีเศรษฐกิจแบบใด คนไทยเราไม่เคยตั้งคำถามแบบนี้ แต่ในขณะเดียวกันชาวต่างประเทศเขาจะตั้งคำถาม สังเกตได้จากจดหมายเหตุเดอ ลา ลูแบร์จะบันทึกไว้ว่าบริเวณใดเป็นแหล่งทรัพยากร เช่น บันทึกไว้ว่าที่ชัยนาทบริเวณเขาแหลมเป็นแหล่งถลุงเหล็ก ซึ่งเรื่องเหล่านี้ แม้คนจากส่วนกลางจะไม่รู้แต่คนท้องถิ่นจะรู้ โดยจะอยู่ในรูปของตำนานที่เล่าถ่ายทอดกันมาว่าตรงนี้เป็นแหล่งถลุงเหล็ก ตำนานจึงมีความสำคัญสำหรับการศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ดังนั้น เวลาทำพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นจำเป็นต้องกล่าวถึงตำนานท้องถิ่น

จากพิษณุโลกมาสุโขทัยแบบตรงๆ นั้นยากเพราะเป็นที่ลุ่ม จะต้องใช้เส้นทางทางน้ำ เส้นทางจากพิษณุโลกลงไปถึงพิจิตรนั้นมีเส้นทางทางน้ำเยอะมาก เพราะต่ำลงไปเป็นที่ลุ่มทั้งสิ้น ชุมชนโบราณจะไม่ค่อยเกิดในบริเวณที่ต่ำกว่าพิษณุโลกลงไป แต่จะเกิดบริเวณเขามากกว่า

ในการทำพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเราอาจให้ภาพเมืองนครไทยแก่คนที่เข้ามาชมว่า เราอยู่ตรงนี้ ที่นี่มีความหมายอย่างไร และเชื่อมให้เห็นภาพของสุโขทัยว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างไร ทำให้คนที่อยู่ถิ่นอื่นรู้ว่าจากนครไทยแล้วไปไหน ทั้งหมดนี้จะเป็นฐานที่ทำให้เราเก็บข้อมูลปัจจุบันได้

การจัดทำพิพิธภัณฑ์อาจจะกำหนดจากสภาพภูมิประเทศให้เห็นว่าเราอยู่ในสภาพภูมิประเทศอย่างไร แล้วจึงกล่าวถึงทรัพยากรธรรมชาติต่างๆ หลักฐานต่างๆ เพื่อให้คนที่มาดูเข้าใจ เหล่านี้คือหลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีที่จะพูดถึงความเก่าแก่และความสำคัญของท้องถิ่นนี้

ต่อจากนั้นก็กล่าวถึงตำนาน กล่าวถึงพ่อขุนบางกลางหาวและต้นจำปาขาว ซึ่งผมก็ไม่คัดค้าน เพราะมันเป็นความเชื่อ ตำนานนั้นถูกสร้างขึ้นได้ตลอดเวลา ถ้าตำนานนั้นมีความหมายต่อการอยู่รวมกันของคนในท้องถิ่น

ตำนานนั้นการสร้างไม่ได้สร้างจากความเป็นจริงเสมอไป ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นบางแห่งในความเป็นมนุษย์เป็นประวัติศาสตร์สมมุติ แต่ประวัติศาสตร์สมมุติเป็นความเป็นจริงของความเป็นมนุษย์ ความสมมุติเป็นความเป็นจริงอย่างหนึ่งของความเป็นมนุษย์ คุณต้องเชื่อว่าเป็นอย่างนั้นถึงจะอธิบายตัวเองได้

เพราะฉะนั้นในตำนานซึ่งต้องการอธิบายถึงรากเหง้าของความเป็นนครไทย อาจทำการสร้างเรื่องของพ่อขุนบางกลางหาวขึ้นมา แล้วนำไปเชื่อมต่อกับต้นจำปา ซึ่งในความเป็นจริงต้นจำปาอายุเพียงไม่กี่ร้อยปี มีอายุห่างจากพ่อขุนบางกลางหาวมาก

หากจัดพิพิธภัณฑ์ ในพิพิธภัณฑ์จะต้องมีแผนผังแสดงให้เห็นถึงจุดต่าง ๆ ที่กล่าวมานี้ และนำเอาหลักฐานทางโบราณคดีมาตั้งแสดง หรือสร้างแบบจำลองขึ้นมา ในพิพิธภัณฑ์ไม่จำเป็นต้องนำของจริงมาแสดงมากจนเกินไป เพราะบางครั้งการนำของจริงมาแสดงอาจทำให้ของมีค่าหายไปได้ ดังนั้นอาจเก็บของจริงไว้แล้วนำของปลอมมาแสดงในพิพิธภัณฑ์ จะนำของจริงมาแสดงก็ต่อเมื่อมีกำลังเพียงพอในการดูแลรักษาไม่ให้ชำรุดสูญหาย

ถ้าคุณบอกว่าในท้องถิ่นนครไทยมันไม่มีอะไร คุณก็ไปดูที่นาบัว ที่ชาติตระการ ใครได้เก็บอะไรไว้มีอะไรก็มาเก็บรวมไว้เป็นพิพิธภัณฑ์ เอาของเหล่านั้นมาศึกษาหาความหมาย มาเก็บเอาไว้หรือตั้งแสดง มันก็จะได้ความเก่าแก่ของบริเวณนี้

ซึ่งเรื่องพวกนี้ครูจะช่วยได้ ครูในโรงเรียนต่างๆ อาจแนะนำให้นักเรียนเก็บเศษอิฐเศษกระเบื้อง โดยต้องระบุด้วยว่าเก็บมาจากที่ใด เพื่อที่จะสอบค้นได้ง่ายขึ้น เพราะหลักฐานที่ไม่มีประโยชน์คือหลักฐานที่ถูกเคลื่อนย้ายโดยไม่รู้ที่มา แต่ถ้ารู้ที่มาจะทำให้รู้ว่าตรงนั้นเป็นชุมชนโบราณ หรือแสดงให้เห็นถึงลัทธิความเชื่อต่างๆ บางอย่างก็เอารูปถ่ายมาแสดงไว้ในพิพิธภัณฑ์ก็ได้

เราใช้วิธีการง่ายๆ เพราะมีเป้าหมายคือให้คนในท้องถิ่นรู้จักสิ่งของเหล่านั้นด้วย คนต่างถิ่นมาก็สามารถอธิบายให้ฟังได้ เช่นเดียวกับที่มีการปฏิบัติกันในต่างประเทศ ในเมืองไทยนั้นมักคิดสร้างพิพิธภัณฑ์ด้วยงบประมาณสูงถึงสิบถึงยี่สิบล้านบาท

เมื่อสามสี่ปีที่แล้ว มีกรณีวัดศรีโคมคำหรือวัดพระเจ้าตนหลวงที่จังหวัดพะเยา หลวงพ่อที่เป็นเจ้าคณะจังหวัดต้องการทำพิพิธภัณฑ์ เพราะท่านเก็บสิ่งของต่างๆ ไว้ตั้งแต่ท่านยังหนุ่ม เก็บสะสมสิ่งของที่เกี่ยวกับเมืองพะเยาไว้มากมาย ท่านขอให้กรมศิลปากรช่วยเหลือ แต่กรมศิลปากรไม่ให้ความร่วมมือ กรมศิลปากรอ้างว่าถ้าทำแล้วพิพิธภัณฑ์ต้องเป็นของกรมศิลปากร แต่ท่านไม่ยอมรับเงื่อนไขนี้

ต่อมาท่านย้ายสิ่งของที่ท่านเก็บไว้จากวัดศรีอุโมงค์คำมาไว้ที่วัดพระเจ้าตนหลวงแล้วพยายามติดต่อหน่วยงานต่างๆ ต่อมาสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯทรงให้การสนับสนุน รวมทั้งกรมศิลปากรรับปากว่าจะช่วยเหลือ แต่ปรากฏว่ารูปแบบพิพิธภัณฑ์ที่กรมศิลปากรออกแบบมามีมูลค่าถึงสี่สิบล้านบาท ท่านไม่มีทุนทรัพย์มากเท่านั้น ต่อมาบรรดาลูกศิษย์ท่านจึงจัดทอดกฐินเรี่ยไรเงินมาทำเป็นพิพิธภัณฑ์ที่วัดพระเจ้าตนหลวง แต่ยังต้องสัมพันธ์กับทางราชการจึงใช้ชื่อว่าหอไทยนิทัศน์

ถ้าคนท้องถิ่นทำพิพิธภัณฑ์เองแล้วจะทำให้ความรู้งอกงามขึ้นมา จะมีสิ่งของเพิ่มขึ้น เพราะคนจะเริ่มนำสิ่งของไปเก็บไว้ที่นั่นเพื่อให้คนอื่นได้ศึกษา นักวิชาการจากภายนอกก็จะนำสิ่งของที่เพิ่มเติมขึ้นมาเหล่านั้นมาศึกษาวิเคราะห์ ทำให้ได้ข้อมูลใหม่ๆ ขึ้น

แต่ถ้าทางราชการเป็นผู้จัดทำ เงินงบประมาณสี่สิบล้านบาทนี้ก็จะมีการโกงกิน เมื่อสร้างพิพิธภัณฑ์เสร็จสมบูรณ์ รัฐก็จะส่งเจ้าหน้าที่มาเป็นภัณฑารักษ์ แต่กลับเป็นได้เพียงปู่โสมเฝ้าทรัพย์เพราะอธิบายไม่เป็นไม่มีความรู้ จะเห็นได้จากพิพิธภัณฑ์ของกรมศิลปากรทั่วราชอาณาจักรที่คนเฝ้าพิพิธภัณฑ์ไม่สามารถอธิบายอะไรได้ นอกจากเมื่อมีการจัดนิทรรศการเท่านั้นจึงจะมีคนมาอธิบาย ซึ่งไม่เกิดประโยชน์ต่อบ้านเมือง ไม่ก่อให้เกิดความรู้ในประวัติศาสตร์ท้องถิ่นบ้านเมือง

ปัจจุบันกรมศิลปากรขึ้นทะเบียนโบราณสถานและโบราณวัตถุไว้เป็นจำนวนมาก แต่ไม่ได้ทำอะไร และหากมีคนจะไปทำก็ไม่สามารถทำได้เพราะผิดกฎหมาย ในขณะเดียวกันกรมศิลปากรก็ไม่คืนให้แก่ท้องถิ่น เพื่อให้ท้องถิ่นจัดการเองตามสติปัญญาของเขา

หากมีการยกเรื่องตำนานเข้าไว้ในพิพิธภัณฑ์ ยกตัวอย่างเช่น ตำนานเรื่องพ่อขุนบางกลางหาว กรมศิลปากรจะอ้างว่าไม่ถูกต้อง ท้องถิ่นก็ไม่สามารถทำอะไรได้ แต่ถ้าท้องถิ่นทำพิพิธภัณฑ์ด้วยตนเอง จะสามารถบอกว่าพ่อขุนบางกลางหาวอยู่ที่นี่ก็ได้ ผมก็ยอมรับ แต่ผมก็เข้าใจว่ามันเป็นความเชื่อ เป็นความเชื่อที่ทำให้คนในท้องถิ่นมีความมั่นใจ มีความสุข

แต่ถ้าท้องถิ่นนั้น ปรับเปลี่ยนโบราณสถานหรือพิธีกรรมต่าง ๆ เป็นวัดใหม่หรือเป็นพิธีกรรมใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องปกติเพราะต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย แต่ต้องรู้ที่มาที่ไป และมีความสัมพันธ์กับสังคม นี่คือเรื่องที่เราต้องทำ ซึ่งถ้าทำแบบนี้ได้ ก็ทำกับว่ารัฐต้องคืนประวัติศาสตร์ให้กับประชาชน เพราะว่าประวัติศาสตร์ที่แล้วมาสร้างโดยรัฐและส่วนกลางทั้งสิ้น เรื่องขุนผาเมือง ขุนบางกลางหาว ถูกสร้างขึ้นโดยส่วนกลางเข้ามาครอบท้องถิ่น ทำให้ประชาชนไม่มีประวัติศาสตร์

เมื่อวานผมได้ไปประชุมงานเกษียณอายุของ ดร. ธิดา สาระยา ซึ่งเป็นนักประวัติศาสตร์ที่จุฬาฯ มีการพูดถึงคำพูดของ คุณศักดิ์ชัย บำรุงพงศ์ หรือเสนีย์ เสาวพงศ์ ท่านบอกว่าประวัติศาสตร์เมืองไทยมีแต่ประวัติศาสตร์ของต้นไม้ใหญ่ๆ แต่ประวัติศาสตร์ของพวกวัชพืชไม่มี นั่นคือมีแต่ประวัติศาสตร์ของคนสำคัญๆ แต่ไม่มีประวัติศาสตร์ของพวกรากหญ้า

เมืองไทยเติบโตโดยไม่มีประวัติศาสตร์ คนในท้องถิ่นไม่มีประวัติศาสตร์ของตนเอง ไม่รู้จักกำพืดของตัวเอง กลายเป็นคนอะไรไม่รู้ ทำให้ทะเลาะกัน เราสร้างความเป็นไทยด้วยอะไรก็ไม่รู้

เมื่อเร็ว ๆ นี้ผมไปประชุมเรื่องพิพิธภัณฑ์ที่ลาดหญ้าจังหวัดกาญจนบุรี ฝ่ายทหารต้องการทำพิพิธภัณฑ์สงครามเก้าทัพ แต่กลับกล่าวถึงแต่รัชกาลที่ ๑ กับกรมพระราชวังบวร ซึ่งในความเป็นจริงท่านไม่ได้รบกันอยู่เพียงสองคน แต่แท้จริงแล้วมีทหารมอญร่วม ๔๐,๐๐๐ คน ที่ร่วมรบในครั้งนั้น และมีคนไทยไม่มากนัก นอกจากนี้ยังมีกะเหรี่ยงเข้ามาผสมผสานด้วย

คนเหล่านี้ก็เป็นวีรบุรุษด้วยแต่กลับไม่มีพวกเขาอยู่ในประวัติศาสตร์ แล้วเวลานี้คนเหล่านั้นถูกเล่นงาน หาว่าเป็นคนต่างถิ่น ไม่มีบัตรประชาชน นโยบายเวลานี้รัฐบาลจะให้บัตรประชาชนสีเทาสีชมพูด้วยการสอบประวัติหาดีเอ็นเอ ไม่รู้จะทำไปทำไม

ในสมัยโบราณเวลาเขาจะให้ความเป็นประชาชนนั้นเขาไม่ได้ให้โดยปัจเจก แต่ต้องอยู่รวมเป็นกลุ่มมีหัวหน้าเขาถึงให้รวมไปเลย สมัยนี้ต้องมาตรวจดีเอ็นเอ สมมุติผมมาอยู่นี่นานแล้ว ๒๐ ปี แต่ลูกเพิ่งมาจากเมืองมอญ ลูกเพิ่งมาอยู่ยังไม่เป็นประชาชนเลย มันไม่ยุติธรรม แต่สมัยโบราณเขาฉลาดมาก สามารถที่จะเอาเขาเหล่านี้เข้ามาอยู่ให้ดูแลกันเอง แต่ตัวหัวหน้าจะยอมรับอำนาจของรัฐกลายเป็นขุนนาง จะเห็นจากสมัยก่อนขุนนางมอญกลายเป็นไทยหมด ชุมชนจีนก็กลายเป็นไทยหมดเลย

รวมทั้งที่ภาพกองทัพเสียมกุกที่นครวัด มีนักประวัติศาสตร์บอกว่าเสียมกุกมาจากที่นั่นที่นี่ แต่ผมคิดว่าชาวเสียมในภาพไม่ได้มาจากที่ใดแต่อยู่ที่นั่น เป็นชาวเสียมที่อยู่ในเมืองพระนคร เมื่อมีงานของรัฐพวกเขาจึงมาร่วมในขบวนพาเหรด เหมือนในสมัยพระนารายณ์ที่ชาวญี่ปุ่นและจีนก็เป็นคนในประเทศนี้ นี่คือความหลากหลายของชาติพันธุ์ในบ้านเมือง แต่เมื่อเราศึกษาเรื่องชาติพันธุ์ เรากลับไม่เห็นภาพของคนธรรมดา เพราะฉะนั้นจึงไม่มีประวัติศาสตร์ของคนที่เป็นวัชพืช ทำให้ไม่สามารถที่จะพัฒนาได้ เพราะท้องถิ่นไม่ได้เกิดขึ้นจากคนที่อุปโลกน์ แต่เกิดขึ้นจากความเป็นจริง คนที่อยู่ตรงนั้นเขาดูแลจัดการกันเอง จีนกับญี่ปุ่นเขาจะมีป้ายบอกว่าคนไหนเป็นคนสำคัญ

จะเห็นว่าในท้องถิ่นนครไทยมีหลายชุมชนอยู่ร่วมกัน เป็นท้องถิ่นย่อยๆ แต่มีความสำนึกร่วมใจเป็นนครไทยเหมือนกันจึงเกิดความมั่นคงเข้มแข็งขึ้นมา ซึ่งเราต้องทำให้เห็นภาพรวมว่าท้องถิ่นอยู่ตรงไหน แล้วจึงจะมาลงความเป็นท้องถิ่นอีกทีหนึ่ง เมื่อมาถึงขั้นนี้ในพิพิธภัณฑ์จะต้องมีแผนผังขนาดใหญ่ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญในระดับภูมิภาคจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี และภูมิศาสตร์ แล้วจึงมาถึงส่วนที่ย่อยเข้ามาคือเข้ามาสู่ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น

อาณาบริเวณที่เป็นท้องถิ่นนครไทย คือทุกชุมชนทุกหมู่บ้านที่มีสำนึกร่วมของความเป็นนครไทย ซึ่งความเป็นคนนครไทยนั้นคนภายนอกไม่รู้แต่พวกท่านรู้ คือมันต้องมาจากภายใน คือตรงนี้เป็นศูนย์กลาง แต่มีชุมชนอื่น ๆ ที่ใดอีกบ้างที่อยู่ในละแวกของนครไทย

ในด้านความสัมพันธ์ระหว่างชุมชน อาจจะมีลำน้ำเล็ก ๆ ติดต่อกัน มีความสัมพันธ์กันด้านต่าง ๆ เช่น มีคนจากแต่ละชุมชนมาแต่งงานกัน แล้วแยกตัวออกมาเป็นหมู่บ้านใหม่ ๆ ขึ้น มีเครือข่ายทางสังคมที่เชื่อมโยงกัน เกิดเป็นชุมชนใหม่ ชุมชนเก่า ซึ่งแต่ละชุมชนก็จะมีวัดประจำหมู่บ้านสำหรับจัดงานพิธีกรรมในหมู่บ้าน แต่เมื่อมีงานใหญ่จะใช้วัดของท้องถิ่น เช่น วัดกลางของนครไทยอาจเป็นวัดสำคัญ เช่น ตรงที่เป็นริมน้ำอาจมีการแข่งเรือ ก็จะมีเรือจากหมู่บ้านต่าง ๆ มาแข่งกัน เป็นการแข่งระหว่างหมู่บ้านว่าหมู่บ้านใครจะเก่งกว่ากัน เป็นความขัดแย้งแต่เป็นความขัดแย้งที่ทำให้เชื่อมโยงกัน ซึ่งสำนึกร่วมจะเกิดจากจุดนี้ นอกจากนี้ยังมีย่านตลาด และต่อมาก็จะเกิดเจ้าเมืองขึ้น

นี่คือความเป็นท้องถิ่นที่ไม่ใช่ชุมชนเดียว จะเห็นความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ สังคม ระบบความเชื่อ นอกจากนี้ในท้องถิ่นก็จะใช้ทรัพยากรร่วมกัน เช่น ใช้ลำน้ำร่วมกัน ลำน้ำไม่ได้เป็นของผู้ใดผู้หนึ่งใช้ร่วมกันได้ ใช้ภูเขาร่วมกัน เข้าไปหาฟืนหาเห็ด นั่นคือ มีพื้นที่สาธารณะของท้องถิ่นซึ่งชุมชนต่าง ๆ สามารถเข้ามาใช้ได้โดยมีกติการ่วมกัน เช่น บอกว่ามีผีดุ ถ้าใครใช้ทรัพยากรมากเกินไปก็อาจจะถูกผีทำร้ายได้ นั่นคือเกิดจารีตขึ้น

ทั้งหมดนี้คือวิถีชีวิตของคนไทยสมัยโบราณที่เป็นอยู่สืบเนื่องมาช้านาน แต่มาล่มสลายไปเมื่อ ๔๐ ปีที่ผ่านมา เริ่มจากสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ สร้างถนนเข้าไป มีนักลงทุนเข้าไป ทำให้ท้องถิ่นถูกทำลาย รวมทั้งทรัพยากรถูกทำลาย ตัวอย่างเช่น หนองน้ำบางแห่งเดิมอาจจะมีชื่อว่าหนองน้ำขุนบางกลางหาว ซึ่งเป็นชื่อที่คนในท้องถิ่นตั้งขึ้นเพราะเป็นพื้นที่สาธารณะ ทุกคนสามารถมาใช้ได้ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเป็นท้องถิ่น แต่เมื่อมีราชการเข้ามาก็อาจจะเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น หนองน้ำสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ชื่อเดิมก็หายไป หนำซ้ำต่อไปอาจจะเกิดเอกสารสิทธิ์ให้นายทุนเข้ามายึดครองก็เป็นได้ ซึ่งคนในท้องถิ่นอาจจะอ้างสิทธิตามรัฐธรรมนูญ ก็อาจจะบอกว่าที่นี่เรียกว่าหนองน้ำขุนบางกลางหาว เป็นที่รับรู้กันมานาน มีหลักฐานยืนยันได้ ซึ่งเหล่านี้เป็นภูมิปัญญาของคนที่เข้ามาตั้งถิ่นฐาน ดังนั้นต้องมีแผนผังแสดงสิ่งเหล่านี้ ให้เห็นถึงการสื่อสารกันโดยนำเอาตำนานมาตั้งชื่อสถานที่ต่าง ๆ

แต่ปัจจุบันนี้พื้นที่สาธารณะถูกทำลายและแย่งชิง พื้นที่สาธารณะเหล่านี้สามารถช่วยให้คนยากไร้ดำรงอยู่ได้ เช่น บางคนไม่มีที่ทำกินก็สามารถเข้าไปเก็บของมากินได้ ทำให้เกิดเศรษฐกิจแบบพอเพียงตามพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แต่ปัจจุบันพื้นที่เหล่านี้ถูกบุกรุก

แนวคิดเรื่องป่าชุมชนยังเป็นแนวคิดที่แคบมาก เพราะพูดถึงป่าอย่างเดียวเท่านั้น แต่ความเป็นจริงแล้วพื้นที่สาธารณะมีมากกว่านั้น เช่น แม่น้ำมูล ทำไมจึงไม่เรียกว่าเป็นแม่น้ำชุมชน เพราะนักวิชาการไม่มีแนวคิดของแม่น้ำที่ใช้ร่วมกัน กรณีปากมูลนั้น คนที่อยู่ปากแม่น้ำมูลไม่ใช่ชาวไร่ชาวนา แต่เป็นชาวประมงน้ำจืด ใช้พื้นน้ำแม่น้ำมูลในการจับปลาร่วมกันมาเป็นร้อย ๆ ปีแล้ว วันดีคืนดีก็ถูกไล่เพื่อสร้างเขื่อน โดยคิดว่าคนเหล่านี้เป็นชาวนา ทำให้พวกเขาต้องสูญเสียอาชีพ ประสบความทุกข์ยาก จะเห็นได้ว่าลำน้ำก็เป็นพื้นที่สาธารณะ เขาใช้น้ำร่วมกัน เชื่อมโยงกันหลายครอบครัว หลายชุมชน ซึ่งถ้ามีประวัติศาสตร์ท้องถิ่น จะรู้ทันทีว่าที่ใดเป็นพื้นที่สาธารณะ จะล่วงละเมิดไม่ได้ นอกจากนี้พื้นที่สาธารณะยังมีจารีตในการใช้อยู่ด้วย

ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่มีในประวัติศาสตร์ไทย ไม่มีในแผนพัฒนาประเทศที่จะยืนยันสิทธิของคนในชุมชน ทำให้ถูกทำลายในสิ่งที่เป็นมาตุภูมิ ดังนั้นในการที่เราจะสร้างพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นจะต้องคิดถึงลูกหลานของท่านที่อยู่ตรงนี้ว่าเขาจะต้องอยู่ต่อไป เพราะสังคมไทยเป็นสังคมอุตสาหกรรมไม่ได้ ถ้าเป็นสังคมอุตสาหกรรมเมื่อใดก็จะกลายเป็นเหยื่อของโลกาภิวัตน์ ถ้าเราหวนกลับมาสู่ระบบเดิม เข้าใจว่าเมืองเราเป็นสุวรรณภูมิที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ จะเห็นว่าอาหารการกินเราอุดมสมบูรณ์ ถ้าคุณซื้อได้ คุณก็ซื้อความหลากหลายทางชีวภาพได้ และจะซื้อสินค้าเกษตรได้ และเราจะยังอยู่เรื่อยไป ในขณะเดียวกันก็เป็นจุดที่ต่างชาติจะเข้ามาด้วย

ดังนั้นจึงจำเป็นต้องสร้างภูมิปัญญาที่เกิดขึ้นตรงนี้ โดยการนำมาวิเคราะห์แล้วสร้างขึ้นมา ถ้าทำแบบนี้ได้ คุณก็จะเห็นว่าท้องถิ่นนครไทยก็มีพลังที่จะเชื่อมโยงกัน และเห็นความเป็นมนุษย์ในฐานะที่เป็นสัตว์สังคม

บางแห่งเป็นสถานที่ประวัติศาสตร์ ซึ่งสถานที่นั้น เช่น ศาลเจ้า ก็สามารถเป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้งได้ เราทำแผนผังแล้วมีเครื่องหมายแสดงไว้เมื่อมีคนมาดูก็อธิบายให้ฟังว่าสถานที่นี้มีความสำคัญอย่างไร หรืออย่างเช่นการเล่นเรือที่หน้าพระธาตุที่ปัจจุบันเปลี่ยนไปแล้ว ก็สามารถอธิบายได้ว่าเปลี่ยนไปอย่างไร เดิมมีพิธีกรรมอย่างไร คนที่มาเที่ยวก็จะรับรู้ว่าคนที่นี่มีวิถีชีวิตอย่างไร ซึ่งการท่องเที่ยวไม่ใช่เพียงแต่เสนอข้อมูลล้วน ๆ แค่มาดูแล้วผ่านไป แต่ต้องให้คนที่มาดูรับรู้และจินตนาการได้ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ รายละเอียดต่าง ๆ นั้นเป็นเรื่องของท่านที่จะจัดการ

ส่วนพิธีกรรมต่าง ๆ เช่น พิธีนางด้ง ผมมาที่นครไทย พวกท่านไม่เคยมาเล่นให้ผมดู ในขณะที่ที่อื่น ๆ กลายเป็นการละเล่นเพื่อท่องเที่ยว ประเพณีนี้เป็นประเพณีที่มีความหมาย ไม่ใช่เป็นเพียงการทรงผีเท่านั้น แต่เป็นประเพณีโบราณที่เรียกว่าประเพณีแห่งความอุดมสมบูรณ์ สังคมไทยเป็นสังคมที่มีฤดูฝน มีมรสุม มีความชุ่มชื้น แต่บางแห่งก็แห้งแล้ง จึงต้องมีพิธีนี้เพื่อให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ ลักษณะเดียวกันกับการแห่นางแมว ซึ่งประเพณีเหล่านี้สร้างขวัญสร้างกำลังให้กับคนในท้องถิ่น ปัจจุบันนี้ประเพณีในที่อื่น ๆ มักเป็นประเพณีจอมปลอม ผนวกกับนำเรื่องการท่องเที่ยวเข้าไปทำให้เละเทะมากขึ้น แต่ประเพณีของนครไทยหากเล่นตามฤดูกาลโดยไม่ต้องแต่งเติม คนก็จะเข้าใจถึงความหมาย

ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องศึกษาจากคุณป้าคุณยาย คนเฒ่าคนแก่มีความทรงจำอะไรต้องนำมาพูด ซึ่งผมดีใจที่มีท่านที่มีอายุมาในวันนี้ เพราะท่านเหล่านี้จะรู้ว่าในอดีตเป็นอย่างไร และต้องถ่ายทอดให้เด็ก ๆ รวมทั้งคนที่จะเป็นวิทยากรเก็บเป็นข้อมูลไว้เพื่อที่นำมาทำพิพิธภัณฑ์

จากที่กล่าวมาทั้งหมดจะเห็นได้ว่าประวัติศาสตร์นั้นมี ๒ ระดับ คือ ระดับที่หนึ่งเป็นประวัติศาสตร์โบราณคดี ระดับที่สองคือประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ที่จะพูดถึงท้องถิ่นที่ท่านอยู่ เป็นประวัติศาสตร์สังคม ประเพณีที่ท่านมีอยู่เป็นอย่างไร มีความสำคัญอย่างไรซึ่งขึ้นอยู่กับท่าน แล้วจึงนำเอาสิ่งเหล่านี้มาจัดแสดง

สิ่งที่เราจะศึกษาในเรื่องการสร้างประวัติศาสตร์ท้องถิ่นหรือพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นนั้น เราจะศึกษามนุษย์ในฐานะที่เป็นปัจเจกไม่ได้ แต่เราต้องศึกษามนุษย์ในฐานะที่เป็นคน คำว่าคนในที่นี้ไม่ได้หมายถึงปัจเจก เช่น นายอิน หรือนายดี แต่เป็นคนที่เป็นกลุ่ม เพราะว่าธรรมชาติของมนุษย์นั้นเป็นสัตว์สังคม ธรรมชาติของมนุษย์ต้องอยู่เป็นกลุ่มจึงจะมีชีวิตรอด ต่างจากสัตว์ต่างๆ เช่นม้าที่เกิดมาก็วิ่งได้ ประเด็นนี้เป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องเข้าใจ เพราะถ้าเราไม่เข้าใจก็จะตกเป็นเหยื่อของทุนนิยม เนื่องจากทุนนิยมทำให้คนเป็นปัจเจกและเอาเปรียบกัน ดังนั้นต้องมองมนุษย์ในฐานะที่เป็นสัตว์สังคม อยู่กันเป็นกลุ่ม มีคนเป็นศูนย์กลาง

ในชีวิตของคนในความเป็นมนุษย์นั้นมีสิ่งที่ข้องแวะอยู่ในสำนึกตลอดเวลาอยู่ ๓ เรื่อง เรื่องแรกคือโครงสร้างสังคมและความสัมพันธ์ทางสังคม เช่น ในครอบครัวมีพ่อ แม่ ลูก ต้องมีความสัมพันธ์กันจึงจะอยู่รอด ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเด็กเกิดขึ้นมาไม่อยู่กับพ่อแม่พี่น้องก็อยู่ไม่ได้ ในชุมชนก็เช่นเดียวกันต้องมีความสัมพันธ์ทางสังคมถึงจะเป็นกลุ่ม คนเราต้องอยู่เช่นนี้ อยู่โดด ๆ ไม่ได้

เรื่องที่สองคือเรื่องเศรษฐกิจ คือการทำมาหากิน ปัจจัยสี่ วัน ๆ หนึ่งจะทำอะไรกิน เป็นเรื่องธรรมดาของความเป็นมนุษย์ ทั้งสองอย่างนี้อยู่ในมิติที่เราเรียกว่า " วัตถุ " ซึ่งเรื่องเศรษฐกิจนี้จะเห็นว่ามนุษย์ต้องทำเป็นกลุ่ม เวลาไปทำไร่ไถนาต้องช่วยกัน ดังนั้นเศรษฐกิจจริง ๆ แล้วไม่ได้อยู่โดด ๆ แต่ต้องสัมพันธ์กับโครงสร้าง

ซึ่งสัตว์อื่น ๆ ก็อาจมี ๒ ลักษณะนี้เช่นเดียวกับมนุษย์ แต่มนุษย์แปลกกว่าสัตว์อื่น มนุษย์มีอีกสิ่งหนึ่งนั่นคือ " ความเชื่อ " ความเชื่อนี้เป็นลักษณะของความเป็นมนุษย์ ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ก็เพราะว่ามนุษย์นั้นต่างจากสัตว์อื่น ๆ ในโลกนี้ตรงที่มนุษย์มีศักยภาพในการเรียนรู้และสามารถสื่อภาษาได้ ซึ่งกระบวนการการสร้างการเรียนรู้ทำให้มนุษย์มีศักยภาพที่จะมีชีวิตอยู่ดีกว่าสัตว์อื่น ๆ และเหนือกว่าสัตว์อื่น

แต่ศักยภาพในการเรียนรู้ก็เหมือนดาบสองคม ถ้ามนุษย์เรียนรู้ในสิ่งที่พิสูจน์และสังเกตได้ แต่ยังมีอีกหลายอย่างที่มนุษย์ไม่รู้ และมนุษย์ต้องหาคำตอบ ซึ่งคำตอบที่มนุษย์พิสูจน์ได้คือเรื่องวิทยาศาสตร์ แต่ยังมีหลายอย่างที่มนุษย์หาคำตอบไม่ได้ จึงกลายเป็นเรื่องของความเชื่อ ดังนั้นความเชื่อจึงกลายเป็นสิ่งที่เป็นมนุษย์ เพราะมนุษย์เองมีศักยภาพในการเรียนรู้ แต่หลายอย่างในโลกมนุษย์และในจักรวาลนั้นมนุษย์ไม่สามารถเรียนรู้ได้ เมื่อหาคำตอบไม่ได้ จึงสร้างความเชื่อขึ้นมา

ความเชื่อนี้มีสองอย่าง คือ ศาสนา และไสยศาสตร์ ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกัน ศาสนาคือเรื่องที่มนุษย์สยบ ยอมทำกติกาตั้งขึ้นเป็นบทบัญญัติ ซึ่งศาสนานี้จะคุมศีลธรรม คุมความสัมพันธ์ระหว่างคนให้อยู่อย่างมีกติกา นี่คืออำนาจของศาสนา เป็นมิติของจิตวิญญาณ

แต่ยังมีความเชื่ออีกแบบหนึ่ง คือความเชื่อทางไสยศาสตร์ ซึ่งไสยศาสตร์ก็เหมือนกับเทคโนโลยี คือ เป็นสิ่งที่มนุษย์เอาสิ่งนอกเหนือธรรมชาติมาใช้เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย เช่น การทำเสน่ห์ยาแฝด การขอฝน ดังนั้นความเชื่อทางศาสนาและไสยศาสตร์จึงต่างกัน อันหนึ่งมนุษย์สยบยอม ขณะที่อีกอันหนึ่งมนุษย์นำมาใช้

สถาบันที่มีความจำเป็นสำหรับมนุษย์มากก็คือ ศาสนา แต่ในขณะเดียวกันมนุษย์อีกระดับหนึ่งก็หันไปพึ่งพิงไสยศาสตร์ เพราะคิดว่าไสยศาสตร์เป็นเทคโนโลยี สำหรับในสังคมไทยนั้นก็นับถือศาสนาแต่ในขณะเดียวกันก็มีไสยศาสตร์ ซึ่งไสยศาสตร์นั้นมีสองกรณี คือในกรณีที่ดีก็ถือว่าเป็นไสยขาว ถ้าเป็นกรณีที่ไม่ดีก็เป็นไสยดำ เช่น การทำเสน่ห์ยาแฝด การทำคุณไสยเป็นไสยดำ ส่วนการทำพิธีขอฝนถือว่าเป็นไสยขาว

เมื่อใดก็ตามที่เราปราศจากความเชื่อเราก็จะอยู่อย่างแห้งแล้ง ผมไปสหรัฐอเมริกาเมื่อสองปีที่แล้ว เห็นเขาเขียนไว้ที่กลางมหาวิทยาลัยว่า เราปรารถนาที่จะมี universal morality คือ ศีลธรรมของสากล ซึ่งผมเห็นว่ามันไม่ได้อะไรขึ้นมา เขาพูดแต่คำใหญ่ๆ แต่ไม่เห็นเป็นรูปธรรม ถ้าเป็นคนในสังคมเอเชียอาคเนย์จะสร้างเทพขึ้นมา เช่น จีนต้องการให้เห็นถึงความซื่อสัตย์ในหมู่คน ก็สร้างกวนอูซึ่งเป็นเทพเจ้าแห่งความซื่อสัตย์ขึ้นมา จีนต้องการเห็นความเมตตาธรรม ก็สร้างกวนอิมขึ้นมาซึ่งสืบมาจากพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ส่วนเขมรโบราณสร้างความยุติธรรมโดยการสร้างพระยมเป็นพระธรรมรักษา ที่นครวัดจะมีภาพพระยมขี่ควาย ถือกระบองและภาพนรก ๓๒ ชั้น นี่คือการอบรมคนให้อยู่ในศีลธรรม เพราะไม่มีอะไรที่จะคุมมนุษย์ได้เท่ากับความเชื่อ เมื่อใดก็ตามที่หันไปหากฎหมาย ซึ่งจำเป็นสำหรับสังคมที่มีคนมากมาย แต่กฎหมายเท่านั้นยังไม่เพียงพอ จะเห็นได้จากสหรัฐอเมริกาที่อ้างกฎหมายทุกวันนี้ก็มีทั้งการปล้น จี้ เอาเปรียบกัน

กุศโลบายของคนโบราณที่เขาทำขึ้นไม่ว่าจะโดยรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม ทำให้มนุษย์อยู่ร่วมกันได้ นี่คือบทบาทของความเชื่อ แม้ในเวลานี้ท่านก็อาจจะทำขึ้นมาได้ สร้างประเพณีใหม่ ๆ ของนครไทยขึ้นมา ท่านมีสิทธิจะทำได้ เอาของเก่ามารวบรวมเป็นระบบสัญลักษณ์แล้วอธิบายให้ได้เพื่อที่จะอยู่รอด เพราะประเพณีวัฒนธรรมไม่ได้อยู่กับที่แต่มีการเปลี่ยนแปลงไป มีความหมายในการดำรงอยู่ร่วมกัน

โครงสร้างสังคม เศรษฐกิจ และความเชื่อ ทั้งสามสิ่งนี้เมื่อเชื่อมโยงกันแล้วก็คือสิ่งที่เรียกว่าวัฒนธรรม วัฒนธรรมคือทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์ในฐานะ ที่เป็นกลุ่มทางสังคมสร้างขึ้นเพื่อที่จะอยู่ร่วมกัน สิ่งที่ย่อยลงไปกว่านั้นคือ ทั้งความสัมพันธ์ทางสังคม เศรษฐกิจ ความเชื่อก็เชื่อมโยงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน

ข้อซักถามและความคิดเห็นของผู้ร่วมสัมมนา

ชาย

เรื่องพ่อขุนบางกลางท่าว กับพ่อขุนบางกลางหาวนั้น ตั้งแต่ผมเกิดมาก็ได้ยินแต่คำว่าพ่อขุนบางกลางท่าว แต่มาในระยะหลังมีการใช้คำว่าพ่อขุนบางกลางหาว ผมจึงอยากนำเสนอในที่ประชุมเพื่อขอความกระจ่าง

อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม

เรื่องนี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องของการจารึก คือเรื่องของขุนบางกลางหาวกับขุนผาเมืองไม่ได้เกิดจากตำนานที่อยู่ในท้องถิ่น แต่เกิดจากการอ่านจารึกของนักวิชาการในสมัยศาสตราจารย์ เซเดย์เข้ามา พบว่าหลักจารึกหลักที่ ๒ ของสุโขทัยพูดถึงพ่อขุนนาวนำถม พ่อขุนผาเมืองเจ้าเมืองราด พ่อขุนบางกลางท่าวเจ้าเมืองบางยาง แต่ต่อมาดอกเตอร์ประเสริฐ ณ นคร ชี้ว่าการอ่านว่าขุนบางกลางท่าวนั้นผิด ต้องอ่านว่าขุนบางกลางหาว เพราะฉะนั้น ทางราชการจึงแก้ว่าเป็นบางกลางหาว แต่ชื่อเหล่านี้ได้ลงไปในท้องถิ่นแล้ว เขาจึงติดคำว่าบางกลางท่าว ซึ่งเมื่อมาถึงจุดนี้ คุณจะยืนยันว่าเป็นบางกลางท่าวก็ได้เพราะชาวบ้านเชื่อกันมานาน ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนก็ได้ แต่ทางราชการนั้นถือว่าเขาอ่านจากจารึก

เรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ส่วนใหญ่มาจากจารึกแล้วแพร่ลงไป ส่วนมากมาจากผู้รู้ทั้งหลายมาตีความแล้วสร้างเป็นตำนานขึ้นมา เช่น พ่อขุนผาเมืองเจ้าเมืองราด ซึ่งเป็นการสร้างสำนึกท้องถิ่นร่วมกันโดยสร้างตำนานขึ้น แต่ไม่สามารถกล่าวว่าเป็นข้อเท็จจริงทางได้ประวัติศาสตร์เพราะจะทำให้เกิดการทะเลาะกัน โดยเฉพาะเรื่องเจดีย์ยุทธหัตถี ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างฝ่ายกาญจนบุรีกับสุพรรณบุรี

หญิง

ที่ท่านพูดว่าพ่อขุนผาเมืองที่ออกจากนครไทยไปทุ่งยั้งนั้น การเดินทางผ่านพิษณุโลกหรือไม่

อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม

ไม่จำเป็นต้องผ่านพิษณุโลก เพราะจากลำน้ำแควน้อยลงมาก็สามารถตัดไปพิชัย อุตรดิตถ์ได้ เมืองพิชัยก็เป็นเส้นทางหนึ่ง

ชาย

ผมยังสงสัยในเรื่องพระนเรศวรฯ ผมเคยอ่านหนังสือพบว่าตอนเด็ก ๆ พระนเรศวรเคยไปอยู่ที่ประเทศพม่า พม่าเลี้ยงดู พอพระนเรศวรชนช้างชนะพม่า ก็มีบางท่านบอกว่าพระนเรศวรเนรคุณต่อพม่า

อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม

เป็นการใช้ความเห็นส่วนตัว แต่เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องของประวัติศาสตร์ เรารู้กันว่าพระนเรศวรถูกนำไปเป็นตัวประกัน และการมากู้ชาติก็เป็นเรื่องธรรมดา แต่เวลาเขาคิดในอีกแง่หนึ่ง เขาอาจจะคิดว่าเนรคุณก็ได้ ถือว่าเป็นเรื่องของความเห็นส่วนตัว อย่างเมื่อเร็ว ๆ นี้ที่มีนักวิชาการผู้หญิงพม่ามาพูดถึงเรื่องเมืองไทย เราต้องระวัง อย่าไปหลงทางกับเรื่องพวกนี้

ประวัติศาสตร์เป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดความบาดหมางได้มาก จริง ๆ แล้วเขาอาจจะมองว่าเราเนรคุณก็ได้ในสายตาของเขา ในขณะที่เราคิดว่าไม่ใช่การเนรคุณแต่เป็นการกู้ชาติ เพราะเรามีสังคมที่ต่างกัน เพราะฉะนั้นต้องระมัดระวัง เช่น เรื่องคนนครไทยกับคนพิษณุโลกจะทะเลาะกัน ความคิดเห็นและค่านิยมของคนนครไทยอย่านำไปใช้กับคนพิษณุโลก ดังนั้นหากจะบอกว่าใครถูกใครผิดต้องอยู่ในความคิดของคนในกลุ่มนั้นจึงจะยุติธรรม

แต่โดยทั่วไปเวลาขัดแย้งกัน ไทยจะมองอย่างพม่าก็จะมองอีกอย่าง ตอนนี้ก็ทะเลาะกันเรื่องมีการชนช้างกันจริง ๆ หรือไม่ พม่าจะบอกว่าถูกปืนยิง คือต่างคนก็ต่างว่าของตนดีทั้งสิ้น ต้องระวังให้มากในการใช้ค่านิยมของเราไปตัดสินคนอื่น ถ้าเราไปหลงตามพม่าเราก็ตกเป็นเหยื่อของเขา

ตำนานเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวัง โดยเฉพาะที่พิษณุโลกจะ sensitive มาก กับเรื่องอะแซ หวุ่นกี้ขอดูตัวพระยาจักรี มันก็คือเรื่องสามก๊ก ทำไมจึงเป็นเรื่องสามก๊ก เพราะกรุงเทพฯ ชอบแปลพงศาวดารจีน เช่น พระยาพระคลัง ( หน ) ซึ่งสามก๊กนี้เป็นตำรับพิชัยยุทธที่ไม่ใช่เฉพาะเรื่องการรบเท่านั้นแต่เป็นตำรับพิชัยยุทธสำหรับนักปกครองด้วย

ในคำพังเพยบอกว่าใครอ่านสามก๊กสามจบคบไม่ได้ สังคมไทยในสมัยรัชกาลที่ ๑ - ๓ แปลวรรณกรรมภาษาต่างชาติมาใช้ประดับสติปัญญาของชนชั้นปกครอง และสร้างความชอบธรรมให้กับคนที่เป็นผู้นำสมัยนั้น ซึ่งในสมัยนี้เราต้องวิพากษ์วิจารณ์ ที่ผมวิพากษ์วิจารณ์นั้น ผมไม่ได้ขัดข้องหากใครจะเชื่อ ใครจะเชื่อก็เชื่อไปเพราะเป็นเรื่องของความเชื่อ แต่ถ้าถามผม ผมเห็นว่ามันก็คือตอนที่โจโฉขอดูตัวกวนอู และถ้าถามว่าในความเป็นจริงเป็นไปได้หรือไม่ ก็เป็นไปได้ คือเป็นกบฏ พม่ายุให้เป็นกบฏ ซึ่งจะเป็นเรื่องใหญ่ หากมองในแง่ของการวิจารณ์ในหลาย ๆ มุม ซึ่งเราเป็นสังคมที่มีสติปัญญา ดังนั้นเราต้องรับฟัง ต้องกลั่นกรอง จึงจะทันโลก

ดังนั้นหากจะเล่นละคร การขอดูตัวพระยาจักรีก็ทำได้ แต่ในด้านความเป็นจริงทางประวัติศาสตร์นั้นต้องเปิดให้มีการวิพากษ์วิจารณ์ การที่พูดเช่นนี้อาจจะกระเทือนใจคนพิษณุโลกเป็นจำนวนมาก แต่เราในสังคมสมัยใหม่ ในยุคโลกาภิวัตน์ต้องทันโลก กระบวนการท้องถิ่นวัฒนาที่จะเกิดขึ้นนี้เราต้องรับรู้ว่าข้างนอกคิดอย่างไร และเราคิดอย่างไร

หญิง

ดิฉันได้ฟังอาจารย์พูดถึงโบราณของนครไทย แล้วบังเอิญที่โรงเรียนได้รับการคัดเลือกจากเขตการศึกษา ๗ ให้เป็นโรงเรียนนำร่องเรื่องภาษาถิ่น จึงอยากเรียนสอบถามท่านเกี่ยวกับทัศนะเรื่องภาษา เท่าที่ท่านได้ฟังจากคุณยายพูดถึงภาษา จึงอยากจะฟังทัศนะของท่านเกี่ยวกับเรื่องภาษานครไทยเพื่อเราจะนำไปขยายผลให้กับเด็ก ๆ ค่ะ

อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมไม่รู้ ผมไม่ถนัด แต่ก็มีการศึกษาภาษานครไทย แต่ต้องเข้าใจความเป็นจริงอย่างหนึ่งนะครับว่าท้องถิ่นต่าง ๆ ของเมืองไทยประกอบไปด้วยกลุ่มชาติพันธุ์ที่นับไม่ถ้วน ซึ่งบางครั้งเมื่อมารวมตัวอยู่ในท้องถิ่นเดียวกันก็จะสร้างสำนวนและสำเนียงภาษาของเขาเอง สำเนียงภาษาอาจจะมาจากกลุ่มชนดั้งเดิมเมื่อแรกเข้ามาก็ได้ และเมื่อมาผสมผสานแล้วก็เกิดสำเนียงเฉพาะของท้องถิ่นก็ได้ ซึ่งจะมีมากจนเป็นเรื่องธรรมดา เพราะฉะนั้นท้องถิ่นนครไทยอาจจะประกอบด้วยคนหลายชาติพันธุ์ เมื่อมารวมอยู่ในท้องถิ่นร่วมกันนาน ๆ ก็เกิดสำเนียงรวมกันเป็นภาษาท้องถิ่นของนครไทยขึ้นมา

เช่นเดียวกับเสียงเหน่อสุพรรณบุรี อย่าคิดว่าสุพรรณบุรีนั้นเป็นเหน่อจากชาติพันธุ์เดียว ความจริงแล้วเป็นเหน่อแบบเจ๊กปนลาว ในท้องถิ่นใดท้องถิ่นหนึ่งจะมีการพัฒนาสำเนียงของตนขึ้น แม้แต่ในเวลานี้บริเวณภาคกลางมีกระจายไปมาก เช่น มีลาวแง้ว และลาวอื่น ๆ กระจายอยู่ทั่วไป แต่ถ้าเป็นชาติพันธุ์ใหญ่ ๆ เช่น เป็นคนไทย หรือ ลาว ก็จะต้องตรวจสอบโดยนักภาษาศาสตร์ เรื่องนี้เป็นเรื่องค่อนข้างละเอียดในท้องถิ่น แต่จำเป็นที่จะต้องศึกษา เพราะลักษณะภาษาท้องถิ่นเป็น อัตลักษณ์อย่างหนึ่งที่สื่อกันได้ เป็นเรื่องของภายในโดยตรง และเป็นหัวใจอย่างหนึ่งในการทำพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น

สำเนียงภาษานั้นสอดคล้องกับความหมายคำบางอย่างที่คนปัจจุบันนี้ไม่รู้ ดังนั้น ถ้าจะล้วงลึกถึงความเป็นคนในนั้นภาษาอาจจะช่วยได้ แต่อย่าถามผมนะ ผมพูดภาษานั้นไม่เป็น ผมก็ไม่รู้นอกจากท่านบอกผม เพราะฉะนั้น หน้าที่ของท่านตอนนี้คือจะมีคนจากข้างนอกเข้ามารับฟัง ดังนั้นงานที่จะเกิดขึ้นเป็นพิพิธภัณฑ์นั้นความรู้จะมาจากท่าน และเมื่อพิพิธภัณฑ์เสร็จสมบูรณ์ท่านต้องเป็นคนนำอธิบาย ผมเป็นคนนอก อธิบายไม่ได้ ซึ่งจุดนี้เป็นจุดที่แตกต่างระหว่างผมกับกรมศิลปากร เพราะกรมศิลปากรสร้างและเป็นคนอธิบายเอง โดยอ้างว่ารู้มากกว่าคนท้องถิ่น จริงๆ แล้วคนท้องถิ่นรู้และควรเป็นคนถ่ายทอดเอง เพราะความหมายที่ลึกซึ้งมันอยู่ที่ตรงนั้น ยกตัวอย่างเช่น คำว่า บ้านกุดลิง ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รัชกาลที่ ๔ ท่านแปลว่า วานรนิวาส เป็นการมองจากกรุงเทพ คือ ท่านคงคิดว่าชื่อมันเชย ท่านก็เลยแปลเป็นบาลีสันสกฤต กุดคือที่อยู่ ลิง คือวานร ก็กลายเป็นวานรนิวาสไป แต่ความจริงแล้วคำว่ากุดลิงคือลำน้ำมัน " ด้วน" แล้วตรงนั้นมีต้นหูลิงอยู่ จึงเรียกว่ากุดลิง มันเป็นความหมายของท้องถิ่น และท้องถิ่นแต่ละแห่งสร้างขึ้นตามลักษณะภูมิประเทศ เช่น บางกะทุ่ม บางตะบูน เพราะมีต้นตะบูนอยู่มากจึงเรียกบางตะบูน แต่ส่วนกลางมักจะเข้าไปทำลายเสียทำให้ท้องถิ่นไม่สามารถย้อนหลังอดีตของตนได้ ซึ่งมีทุกชาติทุกภาษา เช่น ที่ออสเตรเลียเขาไม่ยอม มีสถานที่หนึ่งมีชื่อเป็นภาษาอะบอริจินเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และเป็นสิทธิของเขา เป็นสิ่งที่สัมพันธ์กับสิทธิของท้องถิ่น แต่ถ้าเป็นถนน จะเปลี่ยนชื่อถนนเป็นกิตติขจรก็ไม่เป็นไรเพราะท้องถิ่นไม่ได้เป็นคนทำ

หญิง

ดิฉันอยากย้อนไปถึงเมื่อเช้านี้ เกี่ยวกับเรื่องของศิลาจารึกพ่อขุนรามคำแหงที่บันทึกเกี่ยวกับพ่อขุนบางกลางท่าวเจ้าเมืองบางยางและพ่อขุนผาเมืองเจ้าเมืองราด แล้วท่านพูดอยู่คำหนึ่งว่าเมืองราดไม่ใช่เพชรบูรณ์ ตรงนี้เราก็สับสนอยู่เหมือนกันว่าเจ้าเมืองราดหรือพ่อขุนผาเมืองนั้นมาจากที่ไหนกันแน่ เท่าที่เราได้เรียนรู้มาก็คือว่า พ่อขุนผาเมืองกับพ่อขุนบางกลางท่าวได้รวมพลกันแล้วยกทัพไปตีศรีสัชชนาลัย ดังนั้นเมื่อท่านพูดตรงนี้จึงไม่ทราบว่าพ่อขุนผาเมืองเจ้าเมืองราดจะอยู่ที่ไหนถ้าไม่ใช่เพชรบูรณ์ ในการที่เราจะนำไปสอนเด็กเราก็ไม่เชื่อเหมือนกันว่าอยู่ตรงไหน แล้วเราจะสอนอย่างไร จะสอนด้วยเหตุผลหรือด้วยคำสอนจากนักวิชาการ

อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม

เรื่องนี้ไม่สามารถหาคำตอบได้ง่าย ๆ เพราะเรื่องเกิดขึ้นมานานแล้ว แต่เราก็พยายามค้นหาตามข้อเท็จจริง ผมเองก็ยังหาไม่เจอ แต่ผมมองจากเส้นทางที่พ่อขุนผาเมืองเดินทาง ถ้ามาจากเพชรบูรณ์นั้นจะมาทางไหน ข้ามมาทางแถววังทองงั้นหรือ แต่บริเวณนั้นก็เป็นภูเขาสูง คือเส้นทางมันไม่เห็นชัด แต่ถ้ามาไปจากนครไทยจะเห็นชัด คือขึ้นไปจากนครสวรรค์ แต่ทางเพชรบูรณ์นั้นจะมีส่วนที่เป็นเขาสูงอยู่ ส่วนต่ำของเพชรบูรณ์คือแถวศรีเทพ เป็นเส้นทางที่ผ่านเข้าไปยังโคราช ปากช่อง และเป็นเส้นทางที่ติดต่อกับเวียงจันทน์ แต่เส้นทางที่เกี่ยวกับการสู้รบกับสุโขทัยนั้นผ่านมาจากเส้นทางเวียงจันทน์ เวียงคำ มานครไทยเข้าพิษณุโลก เป็นคนละเส้นทาง นี่คือสิ่งที่ผมเชื่อ แต่ถ้าไม่เห็นด้วยก็เป็นเรื่องปกติ

สำหรับประเด็นที่ว่าเมืองราดคือนครไทย ผมเห็นด้วยเพราะมันใกล้เคียงมาก สำหรับเมืองบางยางถ้าให้ผมเดาผมคิดว่าน่าจะเป็นทุ่งยั้ง

กระแสของนักวิชาการและนักประวัติศาสตร์นั้น นักประวัติศาสตร์สมัยใหม่จะไม่หา ข้อยุติ จะนำประวัติศาสตร์มาตั้งคำถาม คิด คัดค้านกัน แต่สังคมไทยนั้นเรียนประวัติศาสตร์เพื่อหาข้อยุติ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ควรจะเป็น ทำให้ทะเลาะกันเรื่องที่ไร้สาระ เพราะไม่มีใครที่จะสามารถรู้ความจริงได้ ต้องหาเหตุผล ดังนั้นการสอนประวัติศาสตร์ควรเป็นการสอนให้คนฉลาดไม่ใช่สอน เพื่อหาข้อยุติ

หญิง

ขอย้อนไปที่คำถามเกี่ยวกับการบูรณาการ ที่โรงเรียนนครไทยเป็นสถานที่ที่เขตใช้เป็นที่ประชุมทางด้านการศึกษาเพื่อนำร่องทางด้านการปฏิรูปการศึกษา จากการประชุมครูจากที่ต่าง ๆ ทั้งจากชาติตระการและนครไทยซึ่งเป็นพื้นที่นำร่องของพิษณุโลกเขต ๓ การที่จะปฏิรูปโดยสร้างหลักสูตรที่นำวิชาท้องถิ่นมาสอนให้กับเด็ก ทางฝ่ายวิชาการดำเนินการประชุมและเลือกให้โรงเรียนนครไทยเป็นตัวนำร่องการปฏิรูปการศึกษา โดยเลือกประเพณีขอฝน ประเพณีปักธงชัย พืชสมุนไพร บ่อเกลือ บวชนาค แทงหยวก แล้วตั้งชื่อเรื่องขึ้นมาและนำวิชาต่าง ๆ มาบูรณาการหลาย ๆ วิชาเพื่อที่จะมาสอนในเรื่องเดียวกัน นี่คือสิ่งหนึ่งที่เราได้ประชุมเพื่อนำวิชาท้องถิ่นมาบูรณาการเพื่อสอนให้กับเด็ก แต่ยังอยู่ในระหว่างการทดลองว่าจะได้ผลมากน้อยแค่ไหน

อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม

จุดสำคัญในการบูรณาการต้องระวัง เพราะการมองการบูรณาการเพียงการนำข้อมูลมาปะติดปะต่อ เช่นบอกว่าประเพณีนั้นประเพณีนี้เป็นของท้องถิ่น แต่มันอาจจะเป็นในอดีต แต่ปัจจุบันไม่ได้เป็น เพราะมันเป็นภาพที่เคลื่อนไหว ดังนั้นในการศึกษาต้องดูว่ามันเป็นการเคลื่อนไหวอย่างเป็นจริงหรือไม่ ฉะนั้น concept ของท้องถิ่นจึงไม่ใช่เรื่องที่ง่าย ๆ ไม่ใช่เป็นการมองจากข้างบนลงมา จะแบ่งจากเขตการศึกษา ซึ่งแบ่งโดยคนที่คิดรูปแบบโดยใช้แผนที่แบ่ง แต่แท้จริงแล้วควรดูที่คนเขามีปฏิสัมพันธ์ต่อกัน คือต้องมองจากข้างใน ต้องอาศัยคนข้างในสืบเนื่องเรื่อยมา

ภายในท้องถิ่นจะมีโครงสร้างทางสังคมที่เชื่อมโยงกัน ตรงนี้แต่งงานกับตรงนั้น การที่อยู่ร่วมกันเป็นประวัติศาสตร์ คือ เคยอยู่ร่วมกันแล้วแยกย้ายกันออกไปเป็นท้องถิ่น จึงมีประเพณีพิธีกรรมร่วมกัน เช่น ประเพณีขอฝนนั้นกระจายอยู่ในท้องถิ่นไม่ได้อยู่ในชุมชนเดียว และประเพณีเหล่านั้นดำรงอยู่อย่างไรและเชื่อมโยงความสัมพันธ์ทางสังคมเศรษฐกิจอย่างไร ซึ่งประเด็นนี้เป็นสิ่งที่ผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่น่ากลัวมากเพราะความเข้าใจในเรื่องนี้ยังไม่ได้ทำ เราไม่เห็นภาพที่เคลื่อนไหว ประเพณีบางอย่างถูกหยิบยกไปใช้ทั้ง ๆ ที่ไม่มีหน้าที่และความหมายแล้ว

เมื่อมาถึงจุดนี้คุณจะต้องรู้ว่าท้องถิ่นคืออะไร ซึ่งท้องถิ่นนั้นจะบอกได้ด้วยความเป็นคนใน ของเขา ไม่ใช่ถูกกำหนดโดยกระทรวงศึกษาธิการหรือครูที่มาจากภายนอก แต่ถ้าเป็นครูที่อยู่ในท้องถิ่นมานาน ๆ ก็เป็นข้อยกเว้น

วลัยลักษณ์ ทรงศิริ

จากการที่ทำงานกับอาจารย์ศรีศักรได้ไปเก็บข้อมูลที่อำเภอด่านซ้าย ซึ่งอยู่ติดกับนครไทย สังเกตพบว่าสำเนียงของด่านซ้ายคล้ายคลึงกับทางนครไทย นอกจากนี้ยังมีประเพณีผีนางด้งนางสุ่ม รวมทั้งการเข้าผีในช่วงสงกรานต์ ซึ่งมีในหมู่บ้านหนึ่งของด่านซ้ายอยู่ติดต่อกับทางนครไทย ซึ่งหากตัดเรื่องขอบเขตของอำเภอออก ก็จะเห็นได้ว่าเป็นประชากรที่อยู่ในท้องถิ่นเดียวกัน เพราะมีลักษณะหลายอย่างคล้ายคลึงกัน

ทางด่านซ้ายนั้นได้รับผลกระทบจากการท่องเที่ยวค่อนข้างมาก โดยเฉพาะประเพณีผีตาโขนนั้น มีการชูประเด็นเรื่องผีตาโขนเพียงอย่างเดียว โดยที่ทาง ททท . อำเภอ และจังหวัดจะละเลยประเพณีบุญหลวงหรือบุญพระเวสซึ่งเป็นประเพณีใหญ่ในประเพณีสิบสองเดือนของท้องถิ่นไป และชูแต่เรื่องการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว

คุณหมอผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชพยายามฟื้นฟู โดยการสร้างกลุ่มคนที่เป็นผู้อาวุโสหลาย ๆ คนมารวมกันเป็นชมรมผู้สูงอายุ ในช่วงใกล้สงกรานต์ทางชมรมผู้สูงอายุ เช่น เจ้าหน้าที่ หรือพยาบาล ได้เก็บข้อมูลเกี่ยวกับการละเล่น ซึ่งรวมถึงประเพณีผีนางด้ง นางสุ่มด้วย ซึ่งดิฉันเองก็ไม่แน่ใจเพราะยังไม่เคยเห็นการละเล่นแบบนี้ในนครไทย แต่คิดว่าน่าจะมีลักษณะของทางวัฒนธรรมคล้ายคลึงกัน คนที่เล่นการละเล่นแบบนี้ได้ จะเล่าว่าช่วงสงกรานต์หรือหลังสงกรานต์เล็กน้อย ถ้าในช่วงนั้นฝนยังไม่มาก็จะมีการจุดบั้งไฟในงานผีตาโขนด้วย เพื่อให้ฝนตกลงมาและเกิดความอุดมสมบูรณ์มากขึ้น นอกจากนี้ยังมีการแห่นางแมว เพื่อขอฝนในปีที่แห้งแล้ง ซึ่งเป็นเรื่องของประเพณีไม่ใช่เป็นแต่เพียงเรื่องของความสนุกสนานเท่านั้น หากแฝงไปด้วยพิธีกรรมเกี่ยวกับความอุดมสมบูรณ์ เพื่อเป็นการเตรียมการสำหรับฤดูกาลเพาะปลูกในฤดูต่อไป

เมื่อเช้าทราบว่าคุณยายอุ่นสามารถเล่นผีนางด้งนางสุ่มได้ด้วย จึงอยากให้คุณยายช่วยเล่าให้ฟังด้วยว่าก่อนการเล่นนั้นมีสาเหตุอะไร และมีรายละเอียดในการเล่นอย่างไรบ้าง

คุณยายอุ่น

การเล่นนางด้ง นางควายนั้นรุ่นยายเป็นรุ่นสุดท้ายแล้ว ถ้าปีไหนแล้งก็จะมีการเล่นนางด้งนางควาย ถ้าปีไหนไม่แล้งก็ไม่เล่น สาวนครไทยเขาก็เล่นเป็นกันหมด ถ้าเข้าเดือนเจ็ดเดือนแปดทำนา แล้วแต่ยังแล้งอยู่ก็จะมีการเล่นอีกครั้ง สถานที่ที่ใช้เล่นก็เลือกเอาสถานที่ที่เหมาะสม มีทั้งผู้เฒ่าผู้แก่และเด็กมาร่วมกันทั้งหมด เมื่อผีเข้าคนทรงแล้วก็จะมีการเสี่ยงทายว่ามีเหตุผลอะไรฝนถึงไม่ตก สาเหตุเกิดจากอะไร คือซักการถาม ว่าทำผิดอะไร

อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม

ที่ให้มีการเปรียบเทียบนั้น เพราะว่าจะรู้ว่าท้องถิ่นเป็นอย่างไรนั้นต้องเห็นท้องถิ่นมาชนกันถึงจะรู้ว่านี่คือถิ่นนครไทย นี่คือถิ่นด่านซ้าย เพราะว่าถ้าเราอยากรู้จักตัวเอง เราจะมองตัวเองไม่รู้เรื่องหากคนอื่นไม่มอง

จะเห็นได้ว่าประเพณีนางด้งนางควาย เป็นประเพณีร่วมกันของภูมิภาค คือมีการเล่นในฤดูแล้งเมื่อจะเริ่มทำนา แต่รูปแบบจะไม่เหมือนกัน ซึ่งคนในจะเป็นผู้ให้ข้อมูลว่าลักษณะใดเป็นของด่านซ้ายหรือนครไทย

ส่วนที่วลัยลักษณ์พูดถึงผีตาโขนนั้น ผีตาโขนเป็นองค์ประกอบอย่างหนึ่งของบุญพระเวสซึ่งมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง แต่ที่ด่านซ้ายในงานบุญพระเวสจะมีผีตาโขนด้วย ซึ่งที่นครไทยไม่มี แสดงให้เห็นว่ารูปแบบต่างกัน ทำให้เราเห็นลักษณะท้องถิ่นของด่านซ้ายไม่เหมือนกับท้องถิ่นนครไทย แต่เราก็สามารถดูที่ความสัมพันธ์แล้วนำมาเชื่อมโยงกัน เพราะท้องถิ่นเหล่านี้มีความใกล้เคียงกันเพราะมีการไปมาหาสู่กัน การที่จะรู้ว่าสิ่งใดเป็นลักษณะของท้องถิ่นใดในทางวัฒนธรรมนั้นต้องมองจากข้างในและรูปแบบเหล่านี้ รวมทั้งต้องดูว่าบทบาทของมันมีความหมายของท้องถิ่นหรือไม่

การที่มีการเปลี่ยนแปลงในงานบุญพระเวสของด่านซ้ายนั้นเป็นความหลงผิดที่น่ากลัวมากเพราะไปเน้นสิ่งที่ไม่เป็นสาระ นำผีตาโขนมาเล่นเป็นการท่องเที่ยว แต่สาระที่สำคัญคือบุญพระเวส ซึ่งเป็นสิ่งที่สร้างความมั่นคงทางสังคม แต่คนที่ไม่รู้กลับนำผีตาโขนมาเป็นเรื่องหลักเพราะไม่รู้อดีตของคนในท้องถิ่นนั้น ความจริงแล้วบุญพระเวสเป็นการอบรมคนให้รู้เรื่องของทานบารมี สอนให้รู้ว่าการอยู่รวมกันนั้นต้องมีการให้ทาน เป็นสิ่งที่คนโบราณปลูกฝังกันมา อบรมให้มีความเอื้ออาทรต่อกัน

พระเวสสันดรเป็นสมมติชาติ เป็นการบำเพ็ญบารมีขั้นสุดท้ายก่อนเป็นพระพุทธเจ้า เป็นกุศโลบายให้คนฟังเทศน์บุญพระเวส และบุญพระเวสเกิดขึ้นทุกหมู่บ้านที่เป็นเครือข่ายท้องถิ่นเดียวกัน ทำให้ความเป็นท้องถิ่นเกิดขึ้นและสร้างความสัมพันธ์ระหว่างหมู่บ้าน เช่น หนุ่มสาวจากหมู่บ้านหนึ่ง ไปร่วมงานบุญพระเวสกับหมู่บ้านหนึ่ง ไปพบปะกันทำให้ได้แต่งงานกัน ทำให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างหมู่บ้านขึ้น เกิดพิธีกรรมและความหมายร่วมกัน นี่คือการจรรโลงของสังคมไทยในด้านศีลธรรม

แต่ปัจจุบันเรากลับมองบุญพระเวสจากเปลือกไม่ได้มองที่แก่นแท้ ซึ่งแก่นแท้คือการอบรมเรื่องทานบารมีให้คนเอื้ออาทรต่อกัน แต่คนที่ไม่รู้กลับมาลดบทบาทความสำคัญของบุญพระเวสเป็นการละเล่นผีตาโขนเสีย ทำให้ผีตาโขนของด่านซ้ายกลายเป็นวันฮาโลวีนของฝรั่งไป เป็นเรื่องที่ตลกมากและทำลายคุณธรรมที่คนจะอยู่รวมกัน เพราะการให้ทานเป็นวิถีของคนไทยตั้งแต่โบราณที่ได้อบรมกันมา

พระเวสสันดรเป็นเรื่องสำคัญ ในสมัยอยุธยาสมัยพระบรมไตรโลกนาถสร้างมหาชาติคำหลวงขึ้นมา เพื่อให้คนในท้องถิ่นได้อ่าน เป็นวัฒนธรรมหลวงลงมาสู่ท้องถิ่น ในสมัยพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศและพระเจ้าทรงธรรมก็พูดถึงบุญพระเวสและเทศน์มหาชาติ ในรัชกาลที่ ๔ ก็มีเรื่องเทศน์มหาชาติ ที่เราเรียนมาก็ต้องมีเรื่องเทศน์มหาชาติเช่นกัน เป็นรากเหง้าของจริยธรรมของเราแต่คนปัจจุบันมองไม่เห็น ดังนั้นเวลาที่ทำหลักสูตรต้องดูที่ความหมายด้วย

บุญพระเวสนั้นมีประเพณีในท้องถิ่น ซึ่งแต่ละท้องถิ่นมีรูปแบบที่แตกต่างกัน ผีตาโขนก็เป็นอัตลักษณ์อันหนึ่งของด่านซ้ายที่ไม่แยกออกจากนครไทย ในขณะเดียวกันก็ต้องตั้งคำถามว่านครไทยมีประเพณีอย่างอื่นอีกหรือไม่ เพื่อจะได้เห็นสิ่งที่ไม่เหมือนกัน

ดังนั้นการมองว่าอะไรเป็นท้องถิ่นนั้นต้องมองจากข้างใน โดยดูที่การเคลื่อนไหวของคนในท้องถิ่น และต้องไม่หยุดอยู่ที่ชุมชนเดียว แต่ต้องมองชุมชนอื่น ๆ ที่สัมพันธ์กันด้วย

หญิง

ตอนนี้กำลังเริ่มต้นทำเรื่องการท่องเที่ยวแบบยั่งยืนในชุมชน แต่ส่วนของชุมชนที่ดำเนินการยังไม่มีความรู้ จึงอยากจะทราบเกี่ยวกับการทำแผนภูมิซึ่งอาจารย์แนะนำให้ทำ

อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม

เป็นแผนภูมิที่แสดงให้เห็นถึงชาติวงศ์วรรณา ซึ่งคนทั่วไปไม่ได้รับการอบรมแต่จะมีการอบรมกันในหมู่ของนักสังคมวิทยา มานุษยวิทยา การเก็บข้อมูลของคนโดยทั่วไปนั้นเน้นการเก็บข้อมูลทางเศรษฐกิจชุมชน ประวัติศาสตร์อำเภอ ประวัติศาสตร์ชุมชน ซึ่งไม่สมบูรณ์ ดังนั้นสิ่งแรกที่จะต้องทำคือ

        หนึ่ง ท้องถิ่นนั้นอยู่ในสภาพแวดล้อมใด ให้เห็นความหลากหลายทางชีวภาพ ต้นไม้ ใบหญ้า ลักษณะภูเขา ให้เห็นว่าท้องถิ่นตรงนี้อยู่ในที่แบบนี้ นั่นคือลักษณะภูมิประเทศ

        สอง ประวัติความเป็นมาทางโบราณคดีและชาติพันธุ์ท้องถิ่นนั้นมีหลักฐานทางโบราณคดีอะไรบ้าง รวมทั้งชาติพันธุ์ ว่ามีกลุ่มชาติพันธุ์ใดเข้ามาอยู่อาศัย เราจะเห็นสภาพภูมิศาสตร์ มีการตั้งถิ่นฐานตรงไหน มาจากไหน และเติบโตเป็นบ้านและชุมชนได้อย่างไร มีอะไรร่วมกัน เรื่องนี้จะค่อนข้างยากต้องมีการฝึกอบรม ซึ่งต่อไปเราจะจัดการอบรมเรื่องนี้ขึ้น โดยได้รับความช่วยเหลือสนับสนุนจากสกว .

        สาม คนที่อยู่ในชุมชนมีความสัมพันธ์กับสังคมอย่างไร ผมจะให้วลัยลักษณ์สัมภาษณ์คุณยายเป็นตัวอย่าง เพื่อศึกษาว่าเขาสัมพันธ์และเกี่ยวข้องกันอย่างไร ซึ่งไม่ใช่แค่ชุมชนเดียวแต่เป็นหลายชุมชนมาสัมพันธ์กัน ซึ่งเราต้องรู้สึกว่าเป็นพวกเดียวกัน มีการเกี่ยวดองกันทางเครือญาติ หรือทางการแต่งงาน หรือจากการแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจ หรือโดยการผูกเสี่ยว

        สี่ ด้านเศรษฐกิจ มีทำมาหากินอย่างไร ซึ่งไม่ใช่แค่ปัจเจกต้องดูที่การใช้พื้นที่เดียวกัน จะมีรูปแบบของตนเอง

        ห้า เรื่องความเชื่อ

          และ หก คือเรื่องพิธีกรรม ซึ่งทั้งหมดนี้จะทำให้เห็นความเป็นมาหรือวัฒนธรรมท้องถิ่น มีทั้งประวัติศาสตร์ท้องถิ่นและวัฒนธรรมท้องถิ่น ซึ่งโครงสร้างสังคมจะบอกให้รู้ว่าปัจจุบันนี้คนอยู่กันอย่างไร สัมพันธ์กันอย่างไร ซึ่งเป็นเรื่องภายใน เศรษฐกิจก็เชื่อมโยงกันภายใน ระบบความเชื่อที่คุมพฤติกรรมของคนภายใน ซึ่งเรื่องของระบบความเชื่อนั้น ต้องดูว่ามีความเชื่อแบบหนึ่งแล้วมีการปฏิบัติในพิธีกรรมอย่างไร พิธีกรรมนั้นเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะทำให้คนมีสำนึกร่วมและสังสรรค์กัน ยกตัวอย่างเช่น บุญพระเวส เป็นต้น

       เจ็ด คือ ความเปลี่ยนแปลง ซึ่งมีความสำคัญเพราะหากไม่มองความเปลี่ยนแปลงก็จะไม่เข้าใจ โดยทั่วไปในการศึกษาท้องถิ่นจะนำข้อมูลมารวมๆ กันเป็นลักษณะของภาพนิ่ง แต่การศึกษาว่ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรนั้นเป็นเรื่องยากเพราะจริงๆแล้วทุกสิ่งจะมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาไม่หยุดนิ่ง

หญิง

ที่ชุมชนนาบัวเริ่มมีการจัดเก็บเป็นบางส่วนแล้ว แต่ยังขาดความสมบูรณ์ตามที่อาจารย์ให้มาทั้ง ๗ หัวข้อ คงต้องไปจัดเก็บเพิ่ม อยากเรียนอาจารย์ไปให้คำแนะนำ

อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม

ผมจะให้วลัยลักษณ์ไปอธิบาย เพราะคุณวลัยลักษณ์เป็นคนที่ทำงานที่ยี่สาร จะให้อธิบายว่ากระบวนการเป็นอย่างไร แต่ก่อนอื่นจะให้วลัยลักษณ์สัมภาษณ์เรื่องความสัมพันธ์ทางสังคมจากคุณยายก่อน แล้วนำมาเขียนแผนผังให้ดูก่อนว่าเป็นอย่างไร ซึ่งจะเป็นตัวอย่างง่าย ๆ

วลัยลักษณ์ ทรงศิริ

การทำเรื่องระบบเครือญาติแบบง่ายๆ เริ่มจากพ่อแม่ คุณยาย ตัวคุณยาย และลงมาที่ ลูกๆ หลานๆ นั่นคือโคตรเหง้าของเรานั่นเอง การที่เราจะศึกษาคนก็คือการสัมภาษณ์ประวัติของคนหรือ life history ก็คือประวัติของคุณยายนั้นเป็นอย่างไร ซึ่งจะเป็นตัวอย่างหนึ่งในกลุ่มของคนนครไทย ซึ่งเราต้องไปทำการสัมภาษณ์ในลักษณะนี้ โดยให้นักศึกษาหรือนักเรียนเก็บข้อมูลคุณปู่คุณย่าคุณตาคุณยายของเขาและให้วิธีการไป เราก็จะได้แบบจำลองของคนนครไทยทั้งกลุ่ม

ตัวอย่างเช่น คุณยายชื่ออำไพ คุณยายอายุ ๗๕ ปี เป็นคนนครไทย มีพี่น้องทั้งหมด ๗ คน เป็นผู้หญิง ๓ คน ผู้ชาย ๔ คน ปู่ย่าตายายเป็นคนนครไทย คุณตาคุณยายของคุณแม่ก็เป็นคนนครไทย อยู่ในนครไทย ทำให้เราพอจะได้ภาพเครือญาติของคุณยายว่าอยู่ในนครไทยมาโดยตลอด แล้วพ่อกับแม่ของคุณยายเคยบอกหรือไม่ว่าเขาเป็นใคร เป็นคนเชื้อสายอะไร เช่นเป็นลาวหรือไทย

คุณยาย

ไม่เคยบอกเลย แต่อยู่ที่นี่มาโดยตลอด ไม่ได้อพยพมาจากที่อื่น

วลัยลักษณ์ ทรงศิรีิ

แล้วพ่อเป็นคนที่ไหน หรือว่าเป็นคนบ้านใกล้เรือนเคียงกัน

คุณยาย

บ้านใกล้เรือนเคียงกันหมด

วลัยลักษณ์ ทรงศิริ

แล้วพ่อของพ่อยังสืบได้ไหมคะ

คุณยาย

พ่อปู่จ๊อด แม่ย่าอู๊ด

วลัยลักษณ์ ทรงศิริ

เป็นคนนครไทย

คุณยาย

ค่ะ

วลัยลักษณ์ ทรงศิริ

ได้รุ่นของคุณปู่ ย่า ตา ยาย ซึ่งเป็นคนนครไทย จำชื่อได้หรือไม่

คุณยาย

ยายชื่ออี๊ด

วลัยลักษณ์ ทรงศิริ

ยังจำชื่อรุ่นที่ ๓ คือปู่ย่าตายายได้ แต่เหนือขึ้นไปจากนี้ไม่รู้ชื่อแล้วใช่ไหมคะ นี่คือตัวอย่างของคุณยาย สำหรับคนอื่น ๆ ที่ไม่ใช่คนนครไทย ถ้าสามารถเช็คได้ว่าปู่ย่าตายายเป็นคนมาจากที่อื่น สมมุติว่าเป็นคนที่มาจากชาติตระการ ไม่ได้อยู่ในบ้านเหนือบ้านใต้ในเขตนครไทย ก็ให้จดบันทึกไว้ สมมุติคุณปู่มาจากชาติตระการนั้นมาที่นี่อย่างไร เคยเล่าหรือไม่ว่าเดินทางไปค้าขายมาหรือเปล่า นี่ก็จะเป็นส่วนหนึ่งที่เราจะเก็บประวัติศาสตร์สังคมไว้ด้วย

ตัวอย่างของคุณยายนั้น คุณยายอายุ ๗๕ ปีแล้ว แต่งงานแล้ว สามีตายไปแล้ว สามีเป็นคนบ้านเดียวกันหรือเปล่า

คุณยาย

คนหล่มเก่าค่ะ

วลัยลักษณ์ ทรงศิริ

เป็นคนหล่มเก่า เขามาที่นี่ได้อย่างไรคะ

คุณยาย

มาค้าขายค่ะ

วลัยลักษณ์ ทรงศิริ

เดินทางอย่างไร

คุณยาย

ใช้ม้าต่างวัวต่าง

วลัยลักษณ์ ทรงศิริ

ขายอะไรค่ะ

คุณยาย

ขายผ้าบ้าง ขายเครื่องใช้บ้าง

วลัยลักษณ์ ทรงศิริ

แล้วสามีคุณยายเป็นคนอะไร

คุณยาย

เชื้อสายของสามียายเป็นคนมาจากเวียงจันทน์ อพยพมาจากเวียงจันทน์แล้วมาอยู่ที่ด่านซ้าย พ่อของสามีอพยพมาอยู่หล่มเก่า

วลัยลักษณ์ ทรงศิริ

ต้องสืบประวัติแบบนี้นะคะ เราจึงจะรู้ว่าเกิดความเคลื่อนไหวอะไรขึ้นบ้างในนครไทย คุณพ่อสามีของคุณยายมาได้ภรรยาที่หล่มเก่า แต่พื้นเพเดิมของคุณพ่อสามีเป็นคนด่านซ้าย จะเห็นได้ว่าด่านซ้ายกับนครไทยก็เป็นเครือญาติเดียวกัน คุณพ่อสามีของคุณยายเป็นพ่อค้าม้าต่างวัวต่างด้วยหรือเปล่าคะ

คุณยาย

เป็นชาวนา แต่ลูกชายค้าวัว ค้าหมู ค้าข้าว

วลัยลักษณ์ ทรงศิริ

แล้วทำไมคุณพ่อสามีที่อยู่ด่านซ้ายทำนาเพียงอย่างเดียวถึงมาได้เมียที่เมืองหล่มคะ

คุณยาย

คุณพ่อสามีเป็นลูกจ้างเขา จึงมาได้เมียที่หล่มเก่า

วลัยลักษณ์ ทรงศิริ

มาเป็นลูกจ้างทำอะไรคะ

คุณยาย

ทำนาค่ะ

วลัยลักษณ์ ทรงศิริ

แล้วเลยอพยพมา พ่อสามีแต่งงานกับคนหล่มเก่า แล้วอพยพมาอยู่นครไทย

คุณยาย

คุณปู่คุณย่าของสามีอยู่เมืองหล่มด้วย

วลัยลักษณ์ ทรงศิริ

หลังจากนั้นมารู้จักสามีที่นครไทย สามีคุณยายเป็นคนค้าขาย

คุณยาย

ค้าหมู ค้าควาย ค้าวัว และทำนาทำไร่

วลัยลักษณ์ ทรงศิริ

อย่างนี้ก็รวยสิคะ

คุณยาย

ก็ไม่รวยหรอกคะ พออยู่พอกิน ไม่ได้เป็นหนี้ใคร

วลัยลักษณ์ ทรงศิริ

คุณยายมีลูกทั้งหมดกี่คน

คุณยาย

มีลูกทั้งหมด ๙ คน ตอนนี้เหลืออยู่ ๘ คน

วลัยลักษณ์ ทรงศิริ

เราก็นำมาเขียนลงไปในแผนผังว่าคุณยายมีลูกผู้ชายกี่คน ผู้หญิงกี่คน ตอนนี้เราก็จะเริ่มไล่ลงไปแล้ว ลูกคนโตอายุเท่าไหร่คะ

คุณยาย

ปัจจุบันอายุ ๕๗ แล้วค่ะ

วลัยลักษณ์ ทรงศิรีิ

ในรุ่นอายุห้าสิบกว่าก็จะเห็นสภาพสังคมของนครไทยแล้วว่าเป็นอย่างไรบ้าง เราจะลองตั้งข้อสังเกตดูนะคะ คุณยายมีลูกเก้าผู้ชายกี่คนผู้หญิงกี่คนคะ

คุณยาย

ผู้ชาย ๓ คน ผู้หญิง ๕ คน

วลัยลักษณ์ ทรงศิริ

คือต้องถามละเอียดหน่อยนะคะ ลูกชายแต่ละคนทำอะไรบ้าง รับราชการ เป็นครู ถ้าสมมุติเราไปสัมภาษณ์ก็ให้ถามว่า อย่างคุณยายมีลูกชายคนแรกเป็นครู ได้เรียนหนังสือมาก

วลัยลักษณ์ ทรงศิริ

ต่อไปเป็นผู้หญิง อายุ ๕๓ ปี เป็นคนค้าขาย คนต่อมาก็เป็นคนค้าขายอีกเหมือนกันและเป็นผู้หญิง และต่อมาเป็น

คุณยาย

เป็นผู้ชายคะ

วลัยลักษณ์ ทรงศิริ

คนต่อมาไปอยู่ที่พิษณุโลก ไปแต่งงานกับทหารที่พิษณุโลก แล้วคนต่อมา

คุณยาย

ทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลพุทธชินราชค่ะ

วลัยลักษณ์ ทรงศิริ

ตอนนี้เราจะเห็นแล้วว่าลูก ๆ ของคุณยายไม่ได้อยู่ที่นครไทยอย่างเดียว แต่เริ่มมีการเคลื่อนไหว เคลื่อนย้ายไป คุณยายเป็นคนนครไทย ไม่ได้มาจากที่ไหน เกิดและโตที่นี่ อยู่ที่นี่มาตลอด แต่พอรุ่นหลังคุณยายจะสังเกตได้ว่าสังคมเริ่มเปลี่ยนแปลงแล้ว ซึ่งไม่ใช่เรื่องของการค้าขายระหว่างชุมชนอย่างเดียว แต่มีเรื่องของการออกไปเป็นข้าราชการด้วย เป็นครูบ้าง ทำงานเกี่ยวกับราชการต่าง ๆ บ้าง ได้สามีบ้าง มีการเคลื่อนไหวและเคลื่อนย้ายของคน ซึ่งต้องถามต่อไปอีกว่าสามีที่เป็นทหารนั้นเป็นคนที่ไหน คนที่พิษณุโลกหรือเปล่า และทำไมถึงเข้าไปอยู่ตรงนั้น เกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นมา ถึงทำให้ได้พบเจอะเจอกัน

นี่เป็นตัวอย่างว่า หลังจากเรื่องของคุณยายแล้ว เราก็ยังต้องดูที่ลูกของคุณยายซึ่งก็มีลูกอีก และคงมีอายุไม่เกิน ๒๐ - ๓๐ ปี หลาน ๆ คุณยายมาเรียนที่กรุงเทพฯบ้างหรือเปล่า

วลัยลักษณ์ ทรงศิริ

เห็นไหมคะว่าเริ่มกระจัดกระจายแล้ว จากลูกแม่ค้าขายขนมหรือทำนากันตั้งแต่แรก เริ่มกระจายในรุ่นที่ ๓ ของคุณยาย ไปเรียนที่เชียงใหม่บ้าง ที่อื่น ๆ บ้าง ซึ่งคนรุ่นนี้ก็จะแต่งงานและออกไปอยู่ที่อื่น ๆ อีก อาจจะไปอยู่กรุงเทพตั้งถิ่นฐานมั่นคง อาจจะอยู่ที่สหรัฐอเมริกา หรือที่อื่น ๆ

คุณยาย

มีค่ะ หลานคนหนึ่งก็มีแฟนเป็นคนเยอรมัน

วลัยลักษณ์ ทรงศิริ

เหนือขึ้นไปจากคุณยายเราจะไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงมากนัก ตระกูลคุณยายที่บอกว่าเกิดที่นี่อยู่ที่นี่ พ่อแม่ปู่ย่าตายายเป็นคนนครไทย ก็เริ่มที่จะไปถึงเยอรมันแล้ว เราจะเห็นได้ว่าจากคุณยายซึ่งให้เป็นตัวตั้ง เมื่อเราเก็บข้อมูลก็จะเห็นความเปลี่ยนแปลงทางสังคม จะได้ทั้งหมดที่อาจารย์ศรีศักรเขียนมาทั้ง ๗ หัวข้อจากการสัมภาษณ์คุณยายคนเดียว

ในการสัมภาษณ์คุณยาย เราจะเก็บข้อมูลเหนือจากคุณยายขึ้นไป ๓ generation เพราะหลังจากปู่ทวดยายทวดก็คงจำไม่ได้ ไม่รู้จักชื่อแล้ว และก็คงไม่รู้ว่าเป็นใครมาจากไหนแล้ว

จากที่อาจารย์ศรีศักรพูดเมื่อตอนเช้า เราต้องการการประมวลข้อมูลจากข้อมูลทางประวัติศาสตร์โบราณคดีด้วย แต่ประวัติศาสตร์สังคมเราจะได้จากการสัมภาษณ์ เหมือนที่สัมภาษณ์คุณยายเราได้ถึง ๕ generation

อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม

นี่คือตัวอย่างในการเก็บข้อมูล แต่ไม่ใช่เก็บข้อมูลจากคุณยายเพียงคนเดียว ต้องเก็บจากหลาย ๆ คนในชุมชน ซึ่งจะพบว่ามีการเกี่ยวดองกันทั้งหมู่บ้านรวมทั้งกับหมู่บ้านใกล้เคียงด้วยจากการแต่งงานแยกย้ายกันออกไป เป็นประวัติศาสตร์ท้องถิ่น มีวัฒนธรรมร่วมกัน มีความสัมพันธ์ร่วมกัน และมีระบบเศรษฐกิจที่มีความเอื้ออาทรกัน จะเห็นเป็นรูปธรรม ต่างจากการสัมภาษณ์โดยการทำแบบสอบถามซึ่งจะไม่ได้ข้อมูลที่ถูกต้อง

ประเพณีของบ้านคุณยายเป็นลักษณะเอาเขยเข้าบ้าน แต่เดิมนั้นทั้งคนไทยและคนลาวการแต่งงานจะเป็นลักษณะเอาเขยเข้าบ้าน ซึ่งการเข้ามาอยู่ในบ้านของเขยทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง แต่เดิมมีบ้านคุณยายอยู่หลังเดียว แต่มามีลูกเขยก็เกิดบ้านของลูกเขย

สังคมไทยนั้นผู้ชายต้องเข้ามาอยู่บ้านผู้หญิง ผู้หญิงค่อนข้างเป็นใหญ่ในบ้าน ประเพณีต่างๆ ก็จะกระทำผ่านผู้หญิง ถ้าไปถามผู้ชายมักจะไม่ค่อยรู้เรื่องเพราะมีหน้าที่ทำมาหากิน เพราะฉะนั้นผู้หญิงจะรู้อะไรดี ๆเยอะ และเป็นคนเก็บประเพณีและทำกิจกรรมต่าง ๆ แต่ในปัจจุบันเมื่อลูกหลานออกไปอยู่ที่อื่น หรือแต่งงานออกไป บางครั้งก็ทำแบบประเพณีจีน คือไปอยู่กับสามี ซึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

จะเห็นได้ว่านครไทยไม่ใช่ภาพนิ่งแต่มีจุดเริ่มต้น มีการเปลี่ยนแปลง มีความสัมพันธ์กัน ดังนั้นหากจะพูดถึงชุมชนพัฒนาเราจึงไม่สามารถมองที่ชุมชนเดียวได้ แต่ต้องมองเป็นเครือข่ายของท้องถิ่น ว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเปลี่ยนแปลงในปัจจุบันนั้นสามารถส่งผลกระจายไปทั่วโลกได้อีกด้วย ถ้าเรามองให้เห็นความเปลี่ยนแปลงก็จะเข้าใจสภาพของท้องถิ่นดีขึ้น

รวมทั้งด้านประเพณี เมื่อเราไปสัมภาษณ์ เช่น เรื่องประเพณีบุญพระเวสของนครไทย ถ้าเราไปสัมภาษณ์จากคุณยาย คุณยายก็จะบอกข้อมูลตามที่คุณยายเห็น แต่ถ้าเราไปสังเกตการณ์ประเพณีที่เกิดขึ้นจริงก็จะพบว่ามีความเปลี่ยนแปลงไปจากที่คุณยายบอกเล่า เพราะฉะนั้นการเก็บข้อมูลแบบเคลื่อนไหวไม่ควรใช้แบบสอบถาม ต้องไปอยู่ร่วมกับเขาและทำการสังเกตการณ์

ผมจึงเน้นย้ำว่าคนที่จะสร้างงานท้องถิ่นได้ ต้องเป็นคนในท้องถิ่นไม่ใช่เป็นคนจากถิ่นอื่น นั่นคือคุณจะต้องอยู่ในท้องถิ่นมานานพอที่จะสามารถคุยกับคนในท้องถิ่นได้ จึงจะทำให้เราได้ข้อเท็จจริงในท้องถิ่นนั้น ซึ่งการใช้แบบสอบถามตามระบบศึกษาศาสตร์นั้นใช้ไม่ได้ การปฏิรูปการศึกษานั้นก็นำเอาวิธีการแบบศึกษาศาสตร์ คุรุศาสตร์มาใช้ในการเก็บข้อมูลแบบสถิติ ซึ่งจะได้ข้อมูลที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง รวมทั้งการเก็บสำมะโนครัวด้วย แต่ถ้าให้คนในท้องถิ่นจัดการโดยมีระบบที่ดี เราจะได้ข้อมูลซึ่งสามารถนำมาสังเคราะห์เป็นเรื่องราวได้

ผมจะยกตัวอย่างท้องถิ่นที่ถูกกระทำ และไม่สามารถปรับตัวเข้ากับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้ นั่นคือเรื่องของคนส่วย ซึ่งปัจจุบันส่วยกลายเป็นคนยากจนและเป็นคนติดเหล้างอมแงม จนกระทั่งคนที่อยู่ใกล้เคียงเช่นพวกลาว เขมร เรียกพวกเขาว่าขอทาน ซึ่งเป็นสิ่งที่เจ็บปวดมาก แต่เรื่องราวของส่วยกลับกลายเป็นตัวชูโรงเพื่อการท่องเที่ยวเมืองสุรินทร์ แต่จริง ๆ แล้วมันไม่ใช่เช่นนั้น เพราะเราไม่ได้มองไปที่ว่าชีวิตของคนส่วยเหล่านั้นเป็นอย่างไร

ตอนบ่ายได้เข้าไปดูที่หมู่บ้าน คนที่ไปร่วมสัมมนาได้เห็นข้อเท็จจริง ได้เห็นว่าบ้านของชาวส่วยนั้นแร้นแค้นมาก บ้านที่ไปเลี้ยงช้างนั้นยังไม่ได้ทำถนนเข้าไปทั้ง ๆ ที่เคยบอกว่าจะทำให้เมื่อสิบปีที่แล้ว จนกระทั่งสมเด็จพระเทพฯเสด็จไปจึงได้สร้าง คนที่ไปสัมมนาจึงได้เห็นภาพที่แท้จริงต่างจากภาพลวงที่มาจากผู้บริหาร และภาพลวงเหล่านั้นเป็นผลร้ายต่อคนในท้องถิ่น ดังนั้นการจัดการเพื่อช่วยเหลือคนในท้องถิ่นจำเป็นที่จะต้องรู้จักท้องถิ่นนั้นเป็นอย่างดี

ชีวิตส่วยนั้นแร้นแค้นมาก เดิมส่วยเป็นคนที่จับช้าง วิถีชีวิตของส่วยเป็นวิถีชีวิตที่มีความเชื่อที่เข้มงวดมากเหมือนกับอยู่ในกองทหาร คนที่ออกไปจับช้างต้องระวังเรื่องโชคลาง ในขณะที่คนที่รออยู่ที่บ้านก็ต้องทำพิธีต่าง ๆ ซึ่งการออกไปจับช้างนั้นก็ต้องอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของครูบาใหญ่เหมือนระบบทหาร วิถีชีวิตของพวกเขาจะผูกอยู่กับพิธีกรรม ซึ่งส่วยจะใช้เหล้าสื่อกับสิ่งนอกเหนือธรรมชาติ

แต่เมื่อส่วยเลิกจับช้าง ส่วยไม่สามารถเปลี่ยนมาเป็นชาวนาได้ ไม่สามารถทำการเพาะปลูกได้ดีเท่ากับชาวนาชาวไร่ทั่วไป ชีวิตของพวกเขาก็ล่มสลาย ทำมาหากินได้เพียงเล็ก ๆ น้อย และมาถูกซ้ำเติมอีกเมื่อการท่องเที่ยวใช้ส่วยเพื่อการท่องเที่ยว โดยการทุ่มเงินให้เป็นครั้งเป็นคราวเพื่อการแสดงช้างของส่วย แต่ไม่ได้มองระยะยาวว่าพวกเขาจะมีชีวิตอยู่อย่างไร ซึ่งส่วยเหล่านี้เมื่อได้เงินมาก็เอาไปกินเหล้า ครูบาใหญ่ที่เคยเป็นที่เคารพนับถือกลายเป็นคนที่น่าดูถูกเพราะติดเหล้าเมายา คนที่เข้าไปก็เป็นการปล้นวัฒนธรรมของเขา ไปซื้อของต่าง ๆ จากเขา นี่คือการพัฒนาประเทศของไทย บรรดาผู้ว่าราชการจังหวัดก็มักจะคิดเรื่องเรื่องใหญ่ ๆ ซึ่งส่งผลทำลายคนท้องถิ่นเหล่านั้น

ดังนั้นบ้านเมืองเราจะอยู่ต่อไปได้ด้วยการหวนกลับมาคิดว่าคนภายในท้องถิ่นนั้นเขาอยู่อย่างไร คิดอย่างไร พวกเขาสามารถปรับตัวเข้ากับโลกาภิวัตน์ได้หรือไม่ ต้องให้ความช่วยเหลือ นี่คือหน้าที่ของพวกเรา รวมทั้งเป็นหน้าที่ของพวกเราที่ต้องจัดหาข้อมูลเพื่อจัดการปฏิรูปการศึกษา เพราะมิฉะนั้นจะเป็นการปฏิรูปโดยรัฐเป็นผู้คิด และส่งผลทำร้ายชาวบ้าน

ที่นี่มีตัวอย่างสิ่งที่พวกผู้ว่าฯทำแล้วส่งผลเสียกับชุมชนหรือไม่ เรื่องนี้ต้องนำมาถกกัน เพราะความคิดของผู้ว่าฯมักเป็นแบบหนึ่ง ในขณะที่ความคิดของชาวบ้านเป็นอีกแบบหนึ่ง

ที่ด่านซ้ายนั้นมีระบบความเชื่อเรื่องเจ้าพ่อกวน ซึ่งบทบาทของเจ้าพ่อกวนมีความหมายสำหรับคนด่านซ้าย สำหรับนครไทยนั้นมีประเพณีอะไรที่เด่นชัด ช่วยเล่าถึงประเพณีปักธงให้ฟัง รวมทั้งความขัดแย้งที่เกิดขึ้นด้วย

ชาย

ประเพณีปักธงชัยนั้นแต่เดิมเรียกว่าปักธงเฉย ๆ วันเพ็ญเดือน ๑๒ จะมีการปักธงที่นครไทย ซึ่งมีมานานแล้ว เดิมนั้นมีอยู่ ๓ บ้าน คือที่วัดหน้าพระธาตุ วัดเหนือ และวัดใต้ จะขึ้นไปปักธงที่ภูเขาซึ่งมีหินอยู่สามก้อนเป็นประจำทุกปี หากไม่ทำเช่นนั้นจะเกิดโรคภัยไข้เจ็บและจะเกิดเหตุต่าง ๆ นานา จะเกิดโรคห่าลง นอกจากนี้คนเฒ่าคนแก่ยังบอกว่ายักษ์จะมากินคน เขาที่นครไทยมียักษ์ตัวหนึ่งนอนหงายอยู่ โดยชำเลืองตามองนครไทยอยู่ หากไม่เห็นว่าคนนครไทยมาปักธงขาวก็จะลงมากินคน

อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม

ลักษณะการปักธงแบบนี้ไม่มีที่อื่นใช่ไหมครับ

ชาย

ไม่มีครับ

อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม

แสดงว่าเป็นอัตลักษณ์อย่างหนึ่งของคนในท้องถิ่น

ชาย

แต่ก่อนนั้นวิธีการที่จะปักธงจะยาวกว่านี้ เริ่มตั้งแต่ทั้ง ๓ วัดจะบิณฑบาตฝ้าย จะทำการตีฆ้องแบบโบราณ คือ ฆ้องกระแต โดยพระหรือเณรจะตีฆ้อง ๒ ครั้ง แล้วร้องบอกขอบิณฑบาตฝ้าย บางครั้งก็เป็นลูกศิษย์วัดหรือมรรคทายก ฝ้ายที่นิยมถวายกันเป็นฝ้ายเส้น หรือดอกก็ได้ แล้วจะนำไปทอที่วัด

อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม

ประเพณีนี้คนในหลาย ๆ ชุมชนในท้องถิ่นนครไทยมาทำร่วมกันใช่ไหมครับ

ชาย

ครับ แต่ละวัดต้องมีการฉลองธงก่อนที่จะนำไปปัก ไม่เหมือนกับเดี๋ยวนี้

อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม

ที่บอกว่าต้องไปปักบนเขาหินสามก้อนนั้นเป็นประเพณีเดิมใช่ไหมครับ

ชาย

เป็นประเพณีเดิมครับ

อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม

อยู่ที่ไหน

ชาย

อยู่ที่เขาช้างล้วง มีหินอยู่ ๓ ก้อน คือ มีเขาช้างล้วง เขาฉันเพล ซึ่งเป็นที่ ๆ ซึ่งพระจะมาฉันเพลเมื่อทำการปักธงเสร็จแล้ว และเขาย่าใน ในแปลว่าต้นไทร ซึ่งเป็นของวัดเหนือ

อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม

นี่คือประเพณีเก่าแก่ของนครไทยซึ่งต้องหาความหมายต่อไป ประเพณีนั้นเป็นกิจกรรมทางสังคม ให้คนมาพบปะสังสรรค์กัน เป็นการคาดคะเนในรอบปีของคนซึ่งอยู่ห่างไกลว่าเราต้องมาร่วมประเพณีนี้ เช่นเดียวกับบุญบั้งไฟ ที่คนซึ่งไปอยู่กรุงเทพจะกลับไปอีสานเพื่อไปจุดบั้งไฟ ทำให้ครอบครัวเพื่อนฝูงได้มาพบปะกัน ได้สร้างความสัมพันธ์ใหม่ขึ้นมา นี่คือวิถีชีวิตของคนที่อยู่ในท้องถิ่นที่ดี มีการคาดคะเนว่าจะต้องมาพบปะกัน เป็นกิจกรรมทางสังคมที่มีความหมาย

อีกสิ่งหนึ่งที่ผมอยากตั้งข้อสังเกต คือ คำว่าหินสามก้อนนั้นน่าสนใจ เพราะมีพฤติกรรมของคนในท้องถิ่นที่ไม่ได้นับถือพุทธศาสนา คือ พวกลัวะนั้นนับถือหินสามก้อน ซึ่งพบในเขตพะเยา เมืองเทิง เช่น ผาสามเส้า ซึ่งเป็นประเพณีที่มีมาก่อนการเปลี่ยนมานับถือพุทธศาสนา บางแห่งเมื่อเปลี่ยนมานับถือพุทธศาสนาแล้วก็ทำการสร้างวัดหรือพระพุทธบาท ณ บริเวณนั้นเลย นอกจากนี้ประเพณีหินสามก้อนยังมีความคล้ายคลึงกับที่พบที่ด่านเจดีย์สามองค์ ที่ก่อนจะเดินทางออกนอกเขตจะทำการโยนหินสามก้อน

จะเห็นได้ว่าการค้นคว้าและข้อมูลที่ได้ต้องนำมาอธิบายและเชื่อมโยงกัน จะเห็นความหมายของความเป็นมาของท้องถิ่น และจากข้อมูลนี้เราสามารถนำมาพัฒนาให้ใกล้เคียงกับความเป็นจริง ไม่ใช่คิดอย่างลอย ๆ เปลี่ยนรูปแบบประเพณีที่เคยทำมา เช่นเรื่องผีตาโขนที่เปลี่ยนถนนที่ใช้แห่ผีตาโขนเพียงเพื่อการท่องเที่ยว

ประเพณีหลายอย่างเป็นประเพณีที่เกิดขึ้นในหลายแห่งจนเรียกได้ว่าเป็นประเพณีของภูมิภาค แต่มีรูปแบบแตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น

ชาย

ที่อาจารย์พูดถึงความขัดแย้งที่เกิดจากราชการที่ทำให้เกิดการผิดเพี้ยนไปจากประเพณีเดิมนั้น อดีตนั้นประเพณีปักธงเป็นกิจกรรมของแต่ละชุมชน ต่อมามี ส.ส . คนหนึ่งมีความคิดอยากให้ประเพณีปักธงชัยมีศูนย์รวมอยู่ที่อำเภอ คนนครไทยจึงร่วมกันคิดขึ้นมา ปีแรกที่มีการจัดงานประเพณีปักธงชัยเราเน้นการเฉลิมพระเกียรติพ่อขุนบางกลางท่าว ตอนกลางวันในวัน ๑๔ ค่ำ โรงเรียนนครไทยซึ่งเป็นหัวเรือใหญ่จะมีการแสดงละครเทิดพระเกียรติ

ตั้งแต่นั้นมากิจกรรมเหล่านี้ก็เริ่มเพี้ยนเพราะเริ่มมีธุรกิจเข้ามา กลายเป็นประเพณีเพื่อธุรกิจ ซ้ำร้ายเมื่อสี่ห้าปีก่อนนั้นมีคนคิดขึ้นมาว่าชื่อประเพณีปักธงชัยนั้นซ้ำกับชื่อของเมืองปักธงชัยที่โคราช จึงเขียนชื่อประเพณีใหม่เป็นประเพณีปักธงนครไทย ซึ่งทำให้เกิดความสับสน ต่อมามีธุรกิจการค้าเข้ามาแทรก สนามหน้าอำเภอซึ่งเคยเป็นที่ว่างให้ชาวนครไทยที่ไปแห่ขบวนได้เข้ามาร่วมกิจกรรมกลับกลายเป็นที่ตั้งร้านค้า เช่น บางตำบลมีขบวนแห่ ๕๐๐ คน ก็สามารถเข้ามาได้เพียง ๕๐ คน ที่เหลือก็ไม่มีที่เข้ามาร่วมชมกิจกรรม ชาวบ้านส่วนใหญ่จากตำบลต่าง ๆ ก็ไม่มีโอกาสร่วมชมกิจกรรมการแสดงต่าง ๆ

ในปีนี้ในการประชุมกันมีการเสนอประเพณีทอธง ที่ประชุมก็เห็นด้วยที่จะให้ทั้งสามวัดรื้อฟื้นกิจกรรมการทำธงสามผืนที่จะนำไปปัก เดิมธงเหล่านี้เป็นธงที่แต่ละหมู่บ้านทำเข้าประกวดซึ่งไม่ได้นำขึ้นไปปัก เพราะธงที่จะนำไปปักเป็นธงจากสามวัดเท่านั้นตามแบบที่เคยทำมาแต่โบราณ ปีนี้จึงเสนอกับที่ประชุมว่าควรจะทำเช่นนี้เพื่อประชาสัมพันธ์ให้นักท่องเที่ยวเข้ามาชม และถ้าเป็นไปได้น่าจะมีกิจกรรมพื้นบ้านที่มีอยู่เช่น นางด้ง นางควาย นอกจากนี้เรายังมีของดีอยู่ในวัด ในพระวิหารมีพระพุทธรูปโบราณ จึงน่าเปิดวัดให้นักท่องเที่ยวได้เข้าไปชม รวมทั้งที่วัดหน้าพระธาตุด้วย

ผมได้นำเอาเรื่องที่ได้ประชาคมกันที่นครไทยไปเสนอ ซึ่งที่ประชุมได้รับหลักการ ในการประชุมครั้งที่ ๒ จะพิจารณาเรื่องธงอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งคณะกรรมการก็คือผู้บริหารโรงเรียนทั้ง ๙ โรง ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการจัดงาน ในทุกปีที่คณะกรรมการประกวดธงไปให้คะแนนมักจะถูกต่อว่าที่ไม่ให้รายละเอียดของขนาดและลวดลายธง ดังนั้นปีนี้จะเปลี่ยนแปลงใหม่ คือจะกำหนดแบบธงที่จะเข้าประกวด เพราะทุกปีนั้นฝ่ายจัดขบวนและกำหนดให้ทอธงเป็นฝ่ายหนึ่ง ในขณะที่คณะกรรมการมีหน้าที่ให้คะแนนเพียงอย่างเดียว ในส่วนของร้านค้าจะประชุมปรึกษาหารืออีกครั้งหนึ่ง

อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม

ผมคิดว่าการจัดงานประเพณีหรือการทำพิพิธภัณฑ์ต้องมีการถกเถียงปรึกษากันว่าสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปนั้นส่งผลกระทบต่อจิตใจชาวบ้านอย่างไร มิฉะนั้นประเพณีต่าง ๆ จะเป็นประเพณีเพื่อการพาณิชย์ไปเสีย ยกตัวอย่างเช่น การแห่เทียนเข้าพรรษาของอุบลราชธานี จริง ๆ แล้วเป็นกิจกรรมเล็ก ๆ ในแต่ละวัดประจำหมู่บ้าน แต่ปัจจุบันนี้ไม่ได้จัดกิจกรรมที่วัด กลับไปอยู่ที่ทุ่งศรีเมือง ประเพณีจุดเทียนเข้าพรรษาจึงกลายเป็นงานระดับประเทศ เทียนที่ทำมีมูลค่าเป็นแสนบาท สิ่งเหล่านี้เป็นปัญหา เป็นการทำลายท้องถิ่น ทำลายอัตลักษณ์ของท้องถิ่นให้เป็นเพื่อการค้า

ดังนั้นในการทำพิพิธภัณฑ์นั้นผมเห็นว่าปัญหาจะเกิดขึ้นจากส่วนราชการภายนอกที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ทำอย่างไรคนภายในจึงจะมีความมั่นคง มีบทบาทและส่วนร่วม ผมพบว่าในหลาย ๆ ท้องถิ่นนั้นคนเฒ่าคนแก่รู้สึกเจ็บปวดกับการเปลี่ยนแปลงของประเพณีต่าง ๆ นอกจากนี้ยังทำให้คนรุ่นหนุ่มสาวไม่รู้ความเป็นมาของตนเอง

ชาย

ตามความรู้สึกและข้อสันนิษฐานของผมนั้น ประเพณีต่างจากประวัติศาสตร์ ประเพณีเป็นความเข้าใจของท้องถิ่นที่มีการสร้างประเพณีสืบทอดกันมา ไม่มีผิดและไม่มีถูก และเป็นความเชื่อ ผมเองเพิ่งจะได้สัมผัสกับประเพณีของนครไทยเป็นครั้งแรก ทั้ง ๆ ที่ผมอายุห้าสิบกว่าปีแล้วจะเกษียณอยู่แล้วและเป็นคนที่เกิดที่นครไทยอยู่นครไทยด้วย

เท่าที่ผมสังเกตประเพณีของนครไทย เป็นประเพณีที่สืบทอดกันมาตามรูปแบบ ชาวนครไทยเป็นคนที่มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ จิตใจอยู่ง่าย แบ่งปันสรรหาเข้าแต่ละชุมชนเพื่อให้เข้มแข็งและปกครองตนเองได้ เป็นมาอย่างนี้โดยตลอด โดยที่ว่าเรายึดมั่นและถือมั่นในเรื่องของปู่ เรามีศาลปู่อยู่ทุกตำบลและทุกหมู่บ้าน เช่น ปู่ปากน้ำ ปู่พระอินทร์ ปู่เจ้าเมือง เป็นต้น คำว่าปู่พระอินทร์ ปู่ปากน้ำนั้น ผมเข้าใจว่าเป็นบุคคลสำคัญของแต่ละหมู่บ้าน ซึ่งได้ชัยชนะและปกครองหมู่บ้านให้ร่มเย็นเป็นสุขและบุคคลเหล่านั้นมีชื่อว่าปากน้ำ ชื่อพระอินทร์ เป็นต้น

ประเพณีเกี่ยวกับปู่ของเรานั้นจะมีอยู่ทุกปี แต่ภาวะทางเศรษฐกิจและความเจริญที่เข้าไปในแต่ละชุมชนทำให้ความศักดิ์สิทธิ์ลดลง คนที่จะไปเลี้ยงปู่ส่วนใหญ่จะเป็นคนมีอายุประมาณห้าสิบถึงเจ็ดสิบปี เป็นกลุ่มละ ๔-๖ คน เรียกว่ากลุ่มเจ้าทรง ถ้าท่านได้ไปสังเกตถึงไม่เชื่อมาก่อนก็จะเชื่อ เพราะเจ้าทรงนั้นไม่สูบบุหรี่ แต่ขณะที่เข้าทรงท่านสูบบุหรี่สามมวนพร้อมกัน ดื่มเหล้าขาวครึ่งแก้ว ไม่เมา ต้องใช้วิจารณญาณดูว่าคนที่ไม่เคยสูบบุหรี่ แต่มาดื่มเหล้าครึ่งแก้วสูบบุหรี่สามมวนพร้อมกันแต่ไม่เมา นั่นแปลว่าปู่มาสิงสถิตในร่างทรงจริงหรือไม่

ในส่วนของเรื่องการปักธงชัย ผมตั้งข้อสังเกต สันนิษฐานและวิเคราะห์ว่าเป็นชัยชนะของพ่อขุนบางกลางท่าวที่ปราบขอมและมาตั้งถิ่นฐานที่นครไทย เมื่อพระองค์ท่านชนะก็ไปปักธงชัยที่เขาช้างล้วงซึ่งมีภูเขาอยู่สามลูก คือ เขาย่าใน เขาฉันเพล และเขาช้างล้วง มีการแต่งเรื่องขึ้นมาตามจินตนาการของคนนครไทย ผมเห็นว่าการสร้างจินตนาการเป็นประวัติศาสตร์และประเพณีอย่างหนึ่ง เป็นจินตนาการที่ว่าพ่อขุนบางกลางท่าวรบชนะขอมแล้วมาตั้งถิ่นฐานที่นครไทย เมื่อรบชนะได้ทอธงโดยใช้ผ้าขาวม้า เป็นชัยชนะของชาวนครไทยซึ่งตามความเชื่อเดิมนั้นเรียกว่าบางยาง

เมื่อการท่องเที่ยวเข้ามาพัวพันเช่น ที่ผีตาโขนและบุญพระเวสของด่านซ้ายนั้น ผมมีความเห็นว่าบุญพระเวสไม่เป็นที่สนใจของคนทั่วไป หากจะขอความสนับสนุนจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยค่อนข้างจะยาก แต่ถ้าขอในลักษณะของผีตาโขนนั้นการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจะสนับสนุนทันทีองค์กรภาครัฐหรือภาคเอกชนก็ดีเมื่อได้รับเงินมาก็ต้องจัดให้ สมกับเจตนารมณ์ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

เช่นเดียวกับประเพณีปักธงชัยของนครไทย เราได้เสนอต่อการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย แต่ไม่ได้รับการยอมรับ ดังที่อาจารย์บัญชาได้บอกว่าทำไมต้องมีร้านค้าก็เพราะว่าเศรษฐกิจมันรัดตัวจึงจำเป็นต้องมี การจัดประเพณีอย่างหนึ่งนั้นต้องใช้เงินระดับแสน เมื่อขอใครไม่ได้ มหกรรมร้านค้าจึงเข้ามาช่วยได้ ตรงนี้จึงมีทั้งดีและไม่ดี ซึ่งผมก็ไม่กล้ายืนยันว่าดีหรือไม่ดี แต่ถ้ามีเงินกองโตอยู่ตรงนี้ห้าแสนให้นำไปจัดประเพณีปักธงชัยโดยไม่ต้องมีคาราวานร้านค้าก็ได้ แต่ททท . ไม่ยอมรับประเพณีปักธงชัย

ในวันขึ้น ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ นี้เราจะมีประเพณีปักธงชัย ขอเรียนเชิญท่านอาจารย์ต่าง ๆ ผมเป็นผู้ดำเนินการจัดการแสดงตำนานพ่อขุนบางกลางท่าวตามความเชื่อ เป็นจินตนาการตามความเชื่อ และประเพณีมาสร้างเป็นตำนานพ่อขุนบางกลางท่าวจนกว่าจะไปปักธงชัยที่เขาฉันเพล เขาช้างลูก และเขาย่าใน

อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม

เมื่อเราทำงานเกี่ยวกับประเพณีจะมีความขัดแย้งเกิดขึ้น เราจึงต้องดูที่เป้าหมายทางวัฒนธรรมซึ่งต้องหวนกลับไปดูที่คนที่เป็นเจ้าของวัฒนธรรม ซึ่งเขาสร้างวัฒนธรรมขึ้นมาเพื่อความอยู่รอดของพวกเขา ถ้าวัฒนธรรมใดที่ทำให้เกิดความขัดแย้งและความเจ็บปวด วัฒนธรรมนั้นจะถูกเปลี่ยนไป มีการเปลี่ยนแปลงและปรับใหม่ให้ดีขึ้น ดังนั้นต้องมีการประเมินว่าสิ่งที่เราเปลี่ยนไปนั้นมีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่หรือไม่

ผมเห็นด้วยถ้าจะมีการสร้างตำนานพ่อขุนบางกลางหาว เพราะทุกปีก็มีแบบนี้ แต่เมื่อสร้างแล้วมีผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของคนในท้องถิ่นหรือไม่ ถ้ามีผลกระทบให้เกิดความแตกแยกและความไม่พอใจก็จะเป็นผลร้าย ความมุ่งหมายที่จะศึกษาวัฒนธรรมหรือทำเพื่อท้องถิ่นคือตรงนี้ เพราะหลายแห่งที่มีการสร้างสิ่งใหม่ ๆ ขึ้นแต่กลับไปทำลายวิถีชีวิตและสร้างความเจ็บปวด เวลานี้มีหลายแห่งโดยเฉพาะเมื่อผมไปประชุมที่ไหนจะพบว่ามีกระแสคนเฒ่าคนแก่มากขึ้น เดิมนั้นคนเฒ่าคนแก่ไม่ค่อยเข้ามายุ่งเพราะไม่อยากรับรู้ แต่ปัจจุบันเข้ามาร่วมด้วยความเจ็บปวด บางคนถึงกับน้ำตาไหล เพราะการรุกของโลกาภิวัตน์นั้นมันทำลายลึกลงไปถึงระดับจิตวิญญาณ

หน้าที่ของเราในฐานะที่เป็นผู้เกี่ยวข้องนั้น เราต้องเลือกว่าจะให้กระแสภายนอกเข้ามาทำลายท้องถิ่นของเรา เป็นการเลือกที่ยากมากสำหรับคนที่เป็นนักปฏิบัติ บางทีการที่รัฐเข้ามาชี้แนะกลับยิ่งอันตราย ผมไม่มีปัญหากับเรื่องพ่อขุนบางกลางหาว คุณสามารถทำอย่างไรก็ได้ แต่ต้องคนในท้องถิ่นจะต้องเห็นด้วย และเขามีความสุข เขาสามารถอธิบายตัวเองได้ แต่หลาย ๆ แห่งชาวบ้านไม่เห็นด้วยเลย ยิ่งไปกว่านั้นประเพณีบางอย่างทำลายประเพณีที่มีความหมายต่อศีลธรรมไปด้วยซ้ำ นักวัฒนธรรมทั้งหลายจะสนใจในประเด็นนี้มาก ซึ่งผลกระทบจากรัฐที่ลงไปในท้องถิ่นนั้นบางครั้งเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ชาย

ขอเรียนฝากท่านผู้ช่วยผู้อำนวยการนะครับ เพราะผมถึงแม้เป็นคนนครไทยแต่ไม่ได้มีโอกาสสัมผัสในเรื่องของนักวิชาการ เพราะผมเป็นผู้ปฏิบัติ ในเรื่องของศาลปู่นั้นเราน่าที่จะจัดกิจกรรมเพราะเป็นประเพณีที่มีมาตั้งแต่โบราณ ในวันเลี้ยงปู่น่าจะเชิญชวนชาวบ้านและนักเรียนให้เข้าไปสนับสนุนในการเลี้ยงปู่ของแต่ละหมู่บ้าน

นอกจากนี้ยังมีเหมือนกับเจ้ากวนด่านซ้าย แต่เราไม่ได้ฟื้นฟู ไม่มีการถ่ายรูป จัดเป็นลำดับเป็นขั้นเป็นตอน ของเรานั้นไม่มีร่องรอยต่างกับทางด่านซ้ายที่ยังมีร่องรอยเหลืออยู่ ดังนั้นจึงขอฝากไว้ตรงนี้ว่าน่าจะรื้อฟื้นร่องรอยเก่า ๆ ขึ้นไว้ และต่อไปก็คงไว้ให้เป็นร่องรอยเดิม ซึ่งของเรานั้นศักดิ์สิทธิ์มาก ถ้าเราไปบน เช่น วัว ควายหาย

อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม

นี่เป็นสิ่งที่ดี เรากำลังจะนำสิ่งที่เป็นอัตลักษณ์ของท้องถิ่นมาเปรียบเทียบกับด่านซ้าย ปัจจุบันสิ่งเหล่านี้หายไปไหน ทำไมไม่คิดสิ่งเหล่านี้ขึ้นมาใหม่ แม้มันมีการเปลี่ยนแปลง คนนับถือน้อยลง แต่ในการทำงานท้องถิ่นเราจำเป็นต้องศึกษาเรื่องเหล่านี้ไว้

ชาย

ปัจจุบันนครไทยมีคนรุ่นใหม่มาก และคนรุ่นใหม่เหล่านี้ไม่รู้จักบทบาท ไม่เข้าใจแม้กระทั่งบทบาทของคนเฒ่าคนแก่ การจัดประเพณีของนครไทยก็เหมือนกับนโยบายของรัฐบาล เมื่อใครเป็นผู้ดำเนินการจัดประเพณีก็จะทำกิจกรรมตามที่ตนคิดไว้ พอเปลี่ยนผู้ดำเนินการกิจกรรมก็เปลี่ยนแปลงตามไปด้วย ประเพณีของนครไทยจึงเคว้งคว้างเหมือนว่าว ดังนั้นผู้ดำเนินการจะต้องมีสำนึกว่า ปู่ต่าง ๆ นั้นเป็นผู้นำเรา ไม่ว่าจะเป็น ปู่พระอินทร์ ปู่ปากน้ำ เป็นต้น

เราในขณะนี้เองก็ต้องการผู้นำ แต่ผู้นำในท้องถิ่นไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ใหญ่บ้านหรือกำนัน แต่เป็นใครก็ได้ ผู้นำท้องถิ่นต้องเป็นคนที่คนในหมู่บ้านศรัทธา และต้องเป็นคนที่มีจิตสำนึก ไม่ใช่จัดงานสะเปะสะปะโดยไม่มีจิตสำนึก ผมจึงอยากให้พวกท่านกลับไปปลูกจิตสำนึกกับตนเองและกับคนรอบข้างด้วย ถ้าปลูกจิตสำนึกสำเร็จ ประเพณี วิถีชีวิต ความอยู่รอด ความเป็นมาของชาวนครไทยจะเกิดขึ้น

ขณะนี้เราแก้ที่ปลายเหตุ ไม่ใช่ต้นเหตุ ความเจริญที่เข้ามา ภาวะทางเศรษฐกิจย่ำแย่ ทุกคนต้องเอาตัวรอด ทำให้ลืมประเพณี ระบบต่าง ๆ ก็หายไป ประวัติศาสตร์ไทยไม่มี ได้เรียนความสำคัญของบรรพบุรุษ ไม่ได้เรียนว่าบรรพบุรุษสร้างประเทศไทยขึ้นมาได้อย่างไร เมื่อไม่ได้เรียนทำให้เยาวชนรุ่นใหม่ไม่มีจิตสำนึกในบุญคุณของพ่อแม่และผู้ที่เสียเลือดเสียเนื้อเพื่อแผ่นดิน เมื่อไม่รู้สำนึกบุญคุณก็ไม่สามารถจะทำอะไรได้

อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม

การทำงานด้านวัฒนธรรมจะต้องมีการขัดแย้งกันเช่นนี้ แต่เราจะได้สาระที่จะนำไปค้นคว้าต่อ ดังเช่นที่อาจารย์พูดเมื่อสักครู่ซึ่งเห็นการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเราก็สามารถคิดต่อได้ว่าเป็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากภายในหรือภายนอก เป็นความคิดของคนภายในส่วนใหญ่หรือคนจากภายนอก ถ้ามาจากภายในก็ไม่เป็นปัญหาเพราะเป็นของคนในชุมชน หากมาจากภายนอกก็จะมีปัญหา ส่วนสิ่งที่หายไป เราอาจจะนำมาให้คนได้เรียนรู้ อาจจะฟื้นฟูลัทธิเจ้าปู่ไม่ได้ แต่เราสามารถทำให้เขารู้ว่าครั้งหนึ่งเคยมีลัทธิเหล่านี้ นี่คือนโยบายในการจัดทำพิพิธภัณฑ์คือให้รู้รากเหง้าของตนเอง

แม้ประเพณีบางอย่างจะหายไปก็ไม่เป็นไร แต่ต้องรู้ว่าทำไมจึงหายไป รวมทั้งต้องรู้ว่าครั้งหนึ่งประเพณีเหล่านี้เคยมีความหมายอย่างไร ส่วนเรื่องผีนั้น หากได้ไปที่ยี่สารจะได้เห็น ที่ยี่สารนั้นมีผีที่สำคัญคือ คุณปู่ศรีราชา ซึ่งมีการปรับเปลี่ยนจากพ่อปู่ที่เป็นผีมาเป็นพระพุทธรูปโดยพระสงฆ์เป็นผู้ปรับเปลี่ยนและได้รับการยอมรับจากชาวบ้าน คนจึงไหว้พระกับผี ซึ่งเป็นสิ่งเดียวกัน นี่คือความคิดของคนโบราณที่เปลี่ยนผีให้เป็นพระ พม่าก็ทำเช่นนี้ นำผีเข้าวัดให้เป็นผู้อุปถัมภ์ศาสนา

เมื่อเร็วๆนี้ เมื่อสมเด็จพระเทพฯ เสด็จยี่สาร ชาวบ้านโชว์ศาลคุณปู่ศรีราชาเพราะต้องการให้สมเด็จพระเทพฯสักการะ แต่ปรากฏว่าทางสำนักราชวังไม่เห็นด้วยโดยอ้างว่าไม่สมพระเกียรติ เพราะไม่เข้าใจท้องถิ่น แต่ชาวบ้านก็ไม่ยอม ในที่สุดทางสำนักราชวังก็ยอมตามชาวบ้าน เมื่อสมเด็จพระเทพฯ เสด็จก็เสด็จไปสักการะพ่อปู่ศรีราชด้วย ชาวบ้านดีใจมาก เดิมนั้นสมเด็จพระเทพฯ จะเสด็จยี่สารเพียงยี่สิบนาที แต่ปรากฏว่าพระองค์ท่านเสด็จนานถึงชั่วโมงกว่า และทรงสนับสนุนให้ร้านค้าของพระองค์นำสินค้าบางอย่างของยี่สารไปขาย และทรงบอกว่าจะเสด็จมาอีกครั้งหนึ่งเพื่อปีนเขายี่สาร ผมทูลว่าต้องไปดูต้นมะซางใหญ่บนเขายี่สาร

นั่นคือเมื่อท้องถิ่นฟื้นขึ้นมาได้จะมีพลังและกล้าแสดงออก ชาวยี่สารยังได้คิดประเพณีใหม่ขึ้นมา เช่น รำปูทะเล ตีเปลือกไม้ เป็นที่สนุกสนาน แม้แต่คนเฒ่าคนแก่ก็มาร่วมเล่นด้วย นี่คือความเคลื่อนไหวที่ทำให้เกิดความมั่นคงของท้องถิ่นขึ้น

ดังนั้นเราจึงต้องดูว่าจากภายในว่าประเพณีต่าง ๆ มีความหมายต่อท้องถิ่นหรือไม่ แต่เป็นเรื่องละเอียดละอ่อนที่ต้องทะเลาะกัน ซึ่งผมก็ไม่โทษรัฐบาลหรือททท . เพราะเขาไม่เคยเข้าใจในสิ่งเหล่านี้ เพราะบ้านเมืองเราไม่มีความรู้ด้านสังคมศาสตร์มนุษยศาสตร์อย่างยิ่ง เพราะเรามองทุกอย่างเพื่อเศรษฐกิจและวัตถุ แต่ในขณะที่ประเทศอื่นเขากำลังฟื้นฟูสิ่งเหล่านี้ แต่ก็ไม่สายเกินไปที่เราจะเริ่มต้นคิดใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่แกนนำมักจะเป็นผู้อาวุโส เรื่องความขัดแย้งนั้นเป็นเรื่องธรรมดา ที่ยี่สาร หนองขาว เองก็มีความขัดแย้งกันทั้งนั้น กว่าเกิดขึ้นได้ในวันนี้ ต่างไม่เห็นพ้องกันมาก่อนทั้งสิ้น

ชาย

เรื่องการดูแลประเพณีและวัฒนธรรม ในตำแหน่งของศึกษาธิการอำเภอของผมนั้นมีหน้าที่ดูแลเรื่องการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ผมยอมรับว่าจากที่จัดงานประเพณีปักธงชัยด้านงานพิธีบวงสรวงมา ๒ ปี และเป็นคณะกรรมการอำนวยการซึ่งมีหน้าที่ประชุมและแสดงความคิดเห็นร่วมกัน ผมยอมรับว่ามีความขัดแย้งทางความคิดในการจัดงาน ส่วนหนึ่งต้องการจัดงานแบบดั้งเดิมแบบเรียบ ๆ โดยนำเอาประเพณีมาจัดกันจริง ๆ

อีกส่วนหนึ่งจะมาจากนักการเมืองซึ่งจะไม่ชอบแบบแรก มีคำพูดคำหนึ่งที่พูดออกมาแล้วผมมาคิดดูว่ามันเป็นจริงอย่างนั้นหรือไม่ เช่น “ ยิ่งจัดยิ่งเล็ก ” ผมคิดว่าจัดแล้วมันก็ดูยิ่งใหญ่ทุกครั้ง ผมไม่เข้าใจว่าเขาหมายถึงว่ายิ่งจัดงานยิ่งเล็กลงหรือยิ่งจัดแล้วพื้นที่จัดงานยิ่งเล็กลง นักการเมืองจะคิดเอาสิ่งต่าง ๆ เช่น การแสดง มหรสพ และประเพณีต่าง ๆ มาใส่ประกอบเข้าไปให้ดูยิ่งใหญ่ขึ้น นอกจากประเพณีปักธงชัย พิธีบวงสรวง เป็นประเพณีหลัก ๆ แล้วก็มีการเสริมสิ่งต่าง ๆ เข้าไปเช่น หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ เข้าไปทำให้ดูยิ่งใหญ่ขึ้น นี่คือแนวคิดการจัดงานช่วงหลัง

ส่วนตามความคิดผมจริง ๆ แล้ว ผมอยากให้ผู้เฒ่าผู้แก่ซึ่งนั่งบ่นแล้วบ่นอีกว่าจัดประเพณีปักธงชัยอย่างไรจึงจะเป็นประเพณีเดิมจริง ๆ ผมอยากให้เข้าไปประชุมด้วย แต่ว่าในการเชิญคนเข้าประชุมนั้นผมเองก็ไม่มีสิทธิเชิญคนเข้าประชุม แต่ใจจริงแล้วผมอยากให้คนรุ่นนี้ได้เข้าร่วมประชุม ผมยอมรับว่าผมคนเดียวไม่สามารถอธิบายให้คณะกรรมการเข้าใจได้ว่าควรจะทำอะไรบ้าง

ผมเองก็คิดว่ามหรสพที่มีนั้นนักท่องเที่ยวสามารถไปดูที่ไหนก็ได้ แต่สิ่งที่นักท่องเที่ยวจะมาดูคือประเพณีของเราซึ่งปีหนึ่งจึงจะมีสักครั้ง ผมอยากให้ทุกท่านที่อยู่ในที่นี้ถ้ามีโอกาสเข้าร่วมประชุม ผมอยากให้แสดงความคิดเห็นในการจัดงานปักธงชัย เพราะผมเพียงคนเดียวคงไม่สามารถโน้มน้าวให้ทุกคนทำในสิ่งที่ผมต้องการได้ ถ้าหลาย ๆ คนพูดหรือผู้อาวุโสพูดก็คงจะมีพลังมากขึ้นในการจัดงาน

อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม

นี่คือการประชุม อย่าคิดว่าเป็นการต่อสู้ แต่เป็นการหาสิ่งที่ดีงาม โดยมีเป้าหมายสำคัญคือความราบรื่นของคนในท้องถิ่น คนในระดับรากหญ้านั้นมีความสำคัญที่สุด เพราะถูกทำลายมาเป็นเวลานานจากภายนอก เมื่อฟื้นขึ้นมาก็เกิดความขัดแย้งภายใน ดังนั้นในฐานะที่เราเป็นนักวิชาการเราจะเข้าใจและต้องช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลง นักการเมืองนั้นคิดในแง่ของการขาย ความคิดเรื่องหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์เป็นความคิดที่ไม่ดี เลียนแบบมาจากญี่ปุ่น เพราะหากพูดถึงความหลากหลายทางชีวภาพในสังคมไทยนั้นมีความหมายมากกว่าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์มาก นครไทยมีพืชพันธุ์อาหารการกินจำนวนมากสามารถผลิตออกมาได้ รัฐบาลนำความคิดจากที่อื่นมาต่อยอด

ถ้าเราไม่เข้มแข็งลูกหลานเราจะอยู่ได้ยาก แต่ผมดีใจที่เวลานี้มีความเคลื่อนไหวของผู้อาวุโสในท้องถิ่น แม้ว่าจะมีการถกเถียงกันในการประชุมก็ไม่เป็นขอเพียงให้มองความราบรื่นของท้องถิ่นเป็นจุดหมายสำคัญเท่านั้น

การสัมมนาเช่นนี้ไม่มีที่สิ้นสุด เพราะเป็นกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน เมื่อท่านฟังจากที่นี่แล้วไปประกอบกับการดูพิพิธภัณฑ์ที่ยี่สารและจันเสน ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีของพิพิธภัณฑ์ที่ทำจากคนข้างในและไม่พึ่งพิงภาครัฐ

จันเสนมีทุนทั้งสิ้น ๔๖ ล้านบาท ซึ่งเป็นน้ำพักน้ำแรงของหลวงพ่อโอด ซึ่งท่านมรณภาพไปแล้ว ท่านต้องการสร้างพิพิธภัณฑ์ แต่ก่อนที่จะสร้างพิพิธภัณฑ์ท่านสร้างพระมหาธาตุเจดีย์ศรีจันเสนขึ้นมาให้เป็นหลักของคนในท้องถิ่น และใต้พระมหาธาตุเจดีย์คือพิพิธภัณฑ์จันเสน เงินที่ได้จากการขายวัตถุมงคลนั้นเอามาสร้างวัด คนจันเสนเองก็ไม่ได้มุ่งเน้นเรื่องการท่องเที่ยวหรือการได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ แต่พวกเขาภูมิใจที่เป็นคนจันเสน

ไม่มีประโยชน์ที่เราคิดจะทำพิพิธภัณฑ์เพื่อการท่องเที่ยว แต่เราทำพิพิธภัณฑ์เพื่อให้เกิดความเข้มแข็งของท้องถิ่นและชุมชน วันนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ต้องมีการถกเถียงกันต่อไป หนทางภายหน้านั้นจะเต็มไปด้วยความขัดแย้ง แต่สนุกและท้าทาย

คุณยาย

ในสมัยก่อนไม่ได้มีการหางบหาทุนเหมือนในสมัยนี้ ไม่มีการทะเลาะเบาะแว้ง มีแต่ความเรียบร้อย มาเมื่อสามปีที่แล้วที่มีคนภายนอกเข้ามา มีการหางบจากที่ต่าง ๆ เข้ามา มีการแบ่งกันคุมงาน ในที่สุดก็เกิดความขัดแย้งกันขึ้นมา

การฉายสไลด์ประกอบการบรรยายโดยผู้เข้าร่วมสัมมนา

หญิง

ภาพนี้คือ ศูนย์เรียนรู้ชุมชนตำบลนาบัว ซึ่งใช้อาคารสถานีอนามัยเก่าเป็นที่ตั้ง ศูนย์นี้ก่อกำเนิดขึ้นจากภาคประชาชนที่อยู่ในท้องถิ่น และภาครัฐที่มาร่วมกันจัดทำ มีการแสดงวิถีชีวิตของคนที่นาบัว เราต้องการให้คนนาบัวรู้จักรากเหง้าของตนเอง รู้ว่าวิถีชีวิตของตนเองเป็นอย่างไร ซึ่งในส่วนของสถานีอนามัยนี้มีแนวคิดที่อาจจะแตกต่างกับสถานศึกษา

ภาพนี้ คือหินที่วางซ้อนกันอยู่คือหินบดยา ส่วนโอ่งและไหนั้นปั้นมาจากบ้านนาไก่เขียดซึ่งปัจจุบันยังมีเตาเผาอยู่

ชาย

คุณวลัยลักษณ์ครับพอจะกำหนดอายุหินบดยานี้ได้ไหมครับว่าเป็นหินบดยาในสมัยไหน

วลัยลักษณ์ ทรงศิริ

คงจะไม่เก่ามากอย่างที่เคยเข้าใจกันว่าน่าจะอยู่ในสมัยทวารวดี หินบดยาเหล่านี้มักจะพบได้ทั่วไปในสมัยอยุธยาหรือต้นรัตนโกสินทร์ และพบได้ทั่วไปตามชุมชนในสมัยอยุธยา

อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม

หินบดยานั้นไม่ใช่ของโบราณมากนัก แต่สิ่งที่น่าสนใจ คือไห ซึ่งเป็นไหที่ส่วนมากไว้ใส่กระดูก พบมากในพวกลาวสมัยอยุธยาตอนต้น ซึ่งไหลักษณะนี้พบที่สุโขทัยและแถบลุ่มน้ำแควน้อยทั้งหมด รวมทั้งที่ชาติตระการด้วย และพบมากที่ภาคอีสาน ไหเหล่านี้บอกเล่าเรื่องราวของคนในสมัยอยุธยาลงมา การที่พบเตาเผานั้นแสดงว่ามีความเจริญทางเทคโนโลยี เพราะการเผาลักษณะนี้เรียกว่า stone ware คือเป็นหินแกร่ง ซึ่งใช้ความร้อนสูงประมาณ 800 องศาเซลเซียส แสดงว่ามีประเพณีเดิมของพวกหมู่บ้านลาวเก่า แล้วกระจายไปตามแถบแม่น้ำแควน้อย

ชาย

อย่างที่ท่านพูด คือสิ่งของเหล่านี้จะบอกเล่าเรื่องราวได้ สามารถเชื่อมโยงสังคมได้หมด

อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม

ดร. กษมา วรวรรณ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการได้ขอร้องให้ผมกับอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์และคุณสุจิตต์ วงษ์เทศ ไปพูดให้ที่ประชุมของท่านฟัง เราพยายามสนับสนุนให้โรงเรียนเป็นศูนย์การศึกษาลักษณะนี้ ปลูกฝังให้เด็กได้ค้นคว้า เริ่มจากเขาค้นเจอเศษอิฐเศษกระเบื้องในบ้านของเขาก็ให้นำมาที่โรงเรียนเพื่อมาศึกษาจากรูปแบบว่าของชิ้นนั้นมีอายุเท่าใด รวมทั้งให้เด็กสอบถามประเพณีเก่า ๆ แล้วนำมาเขียนเป็นบทความ ซึ่งได้ผลดียิ่ง เมื่อผมเจออาจารย์กษมาครั้งสุดท้าย ท่านก็แสดงความพอใจในสิ่งเหล่านี้ นี่นับเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่ให้เด็กเริ่มต้นค้นคว้าสิ่งเหล่านี้ เพราะเศษอิฐเศษกระเบื้องนั้นสามารถบอกอายุได้โดยนำไปเปรียบเทียบรูปแบบ ทั้งยังทำให้เด็กเกิดความรักท้องถิ่นและใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ รวมทั้งการขอสิ่งของต่าง ๆ มาจากพ่อแม่และสอบถามประวัติความเป็นมาและความเก่าแก่จากพ่อแม่ ทั้งหมดเป็นสิ่งที่น่าสนใจและน่าทำต่อเนื่องไป

หญิง

ในส่วนของนาบัวนั้น ผู้หลักผู้ใหญ่และคนเฒ่าคนแก่ก็จะให้ความร่วมมือกับเราด้วย ที่เห็นในภาพคือตำรายาโบราณซึ่งเดิมนั้นถูกทิ้งให้เปื่อยยุ่ยอยู่ที่บ้านของชาวบ้าน ทำให้เราไม่กล้าจะจับต้องมากนักเพราะกลัวจะชำรุดเสียหายหมด

อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม

ประเด็นนี้ก็เป็นสาระสำคัญประเด็นหนึ่งสำหรับการจัดทำพิพิธภัณฑ์ สังคมไทยเป็นสังคมที่มีลายลักษณ์ ในขณะที่อีกหลายสังคมเป็นสังคมที่ไม่มีลายลักษณ์ ครั้งหนึ่งผมเคยนำผู้อำนวยการยูเนสโกซึ่งเป็นชาวฟิลิปปินส์ไปดูพิพิธภัณฑ์ที่วิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช เขาเห็นสมุดข่อยใบลานที่สวยงามมาก เขากล่าวว่าที่นี่เป็นสังคมที่ก้าวหน้าเพราะสังคมเขาไม่มี

นั่นคือสังคมไทยของเรานั้นมีลายลักษณ์มานานแล้ว แต่เราไม่ให้ความสนใจ สังคมไทยนั้นเป็นสังคมที่มีคนบางส่วนในชุมชนสามารถอ่านหนังสือได้ เมื่อคนเหล่านี้เข้าไปอยู่ในวัดก็จะคัดลอกตำรับตำราต่าง ๆ เช่น ตำรายา ไว้ บางคนเมื่อจะสึกก็จะคัดลอกตำราเก็บไว้ นี่เป็นลักษณะหนึ่งของการถ่ายทอด โรงเรียนกับวัดจึงมีความสัมพันธ์กัน

ต่อมาเรานำตำราเหล่านี้มาป่นทำพระเครื่องบ้าง ทำยาบ้าง หรือขายให้ชาวต่างประเทศ เป็นที่น่าเสียดายเพราะสิ่งเหล่านี้คือองค์ความรู้ท้องถิ่นโดยตรงที่ต้องเก็บรักษาไว้ หากท่านไปที่ ยี่สารจะเห็นได้ว่า ที่ยี่สารนั้นมีการเก็บสิ่งของต่าง ๆ เหล่านี้ไว้ดีมาก ของบางชิ้นย้อนไปถึงสมัยอยุธยา ซึ่งก็จะเป็นตัวอย่างที่ดีที่จะทำให้เกิดความตื่นตัวขึ้นในท้องถิ่น

หญิง

นี่คือภาพเครื่องปั้นดินเผาที่ปั้นจากบ้านนาไก่เขียด ลักษณะจะไม่เหมือนกับทางศรีสัชชนาลัย แต่จะเป็นลักษณะเฉพาะตัว

อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม

นี่ก็ถือว่าเป็นผลิตภัณฑ์ของท้องถิ่น ซึ่งน่าจะจัดอยู่ในพิพิธภัณฑ์ได้

หญิง

นี่คือภาพเอกสารใบลานต่าง ๆ ที่ชาวบ้านนำมามอบให้ที่สถานีอนามัย ทางชุมชนได้งบจากกองทุนเพื่อสังคมในการซื้อตู้เพื่อจัดเก็บสิ่งของ เอกสารเหล่านี้ได้แก่ นิทานโบราณ ตำรายา คาถาอาคมต่าง ๆ ซึ่งน่าเสียดายที่เราอ่านไม่ออก

อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม

นิทานโบราณนั้นน่าสนใจมาก คนโบราณนั้นจะมีนิทานประจำท้องถิ่น เช่น ที่มหาสารคามมีเรื่องพระรถเมรี มีการนำชื่อ พระรถเมรีไปตั้งชื่อหมู่บ้านและหนองน้ำต่าง ๆ เช่น อำเภอราชสาร หนองน้ำนางสิบสอง เป็นต้น นิทานเหล่านี้เป็นสิ่งที่ปู่ย่าตายายใช้สอนเด็ก และเป็นเครื่องมือทางศีลธรรมด้วย ดังนั้นน่าสนใจมากหากสามารถอ่านได้ว่านิทานโบราณของท้องถิ่นนี้คือเรื่องอะไร

หญิง

ที่เห็นนั้นเป็นนิทานทั้งเล่ม ซึ่งดิฉันได้รวบรวมไว้หลายเรื่อง นิทานเหล่านี้ได้มาจากคนเฒ่าคนแก่ในชุมชน

ชาย

ภาพนี้เป็นเจดีย์

อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม

เจดีย์นี้มีลักษณะรูปแบบคล้ายกับทางภาคอีสาน

ชาย

ภาพนี้เป็นหอสรงน้ำพระพุทธรูป ซึ่งท่านเจ้าอาวาสท่านบอกว่าเมื่อตอนที่ท่านเป็นเด็กนั้นในแถบนครไทยจะมีลักษณะหอสรงน้ำพระเช่นนี้เป็นจำนวนมาก

อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม

ลักษณะเช่นนี้ก็พบที่ตากเช่นเดียวกันเป็นประเพณีโบราณ เช่นเดียวกับพวกลาว เป็นสิ่งที่น่าสนใจ น่าจะได้รับการบูรณะ