เมืองโบราณ
พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ
วารสารเมืองโบราณ
สารคดีดอตคอม
วิทยาลัยการจัดการทางสังคม
แสดงความคิดเห็นผ่านสมุดเยี่ยมชม

ดรรชนีบทความ
 อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม

                    โบราณสถานเตาโอ่งอ่าง

ตั้งอยู่บริเวณใกล้ๆ วัดสิงห์ ตำบลสามโคก ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา ห่างจากตัวเมือง ๓ กม. สันนิษฐานว่าเป็นสถานที่แห่งแรก ในสมัยที่ชาวมอญอพยพมาตั้งหลักแหล่ง ในชุมชนวัดสิงห์ที่สำคัญ ภายในวัดมีพระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะสมัยอยุธยา มีศาลาพิพิธภัณฑ์ โบราณวัตถุ ศิลปะแบบมอญ และพระแท่นบรรทมรัชกาลที่ ๒ เมื่อครั้งที่พระองค์เสด็จประพาสเมืองสามโคก รอบ ๆ วัด ยังมีชาวบ้านที่ยังคงทำอิฐมอญแบบเก่า เป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือน

 

 

เตาโอ่งอ่าง อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี

 
 



ภัทรพงษ์ เก่าเงิ

ที่ตั้ง

เตาโอ่งอ่างหรือที่บางคนรู้จักกันในชื่อ เตาสามโคก เป็นเตาเผาเครื่องถ้วยชามสมัยโบราณที่พบหลักฐานซากเตาเผาและร่องรอยกิจการอุตสาหกรรมเครื่องปั้นดินเผา อยู่บริเวณวัดสิงห์ หมู่ที่ ๒ บ้านโคกขาม ตำบลสามโคก อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ทางริมฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาห่างจากแม่น้ำประมาณ ๑๐๐ เมตร ละติจูดที่ ๑๔ องศา ๐๓ ลิปดา ๑๑ พิลิปดา เหนือ และลองติจูดที่ ๑๐๐ องศา ๓๒ ลิปดา ๔๐ พิลิปดา ตะวันออก (กำหนดพิกัดโดยเครื่องกำหนดพิกัดบนพื้นพิภพ – GPS )

พื้นที่บริเวณนี้เป็นที่ราบลุ่มริมฝั่งแม่น้ำมีความสูงประมาณ ๒ เมตร จากระดับน้ำทะเล ดังนั้น ในฤดูน้ำหลากพื้นที่บริเวณนี้จึงมักถูกน้ำท่วมอยู่เป็นประจำ

การเดินทางเข้าสู่แหล่งเตาโอ่งอ่างในปัจจุบันสามารถทำได้อย่างสะดวก โดยจากตัวเมืองปทุมธานี ใช้เส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๓๑๑๐ (ปทุมธานี – พระนครศรีอยุธยา) มาทางทิศเหนือประมาณ ๔ กิโลเมตรจะถึงทางแยกเข้าวัดสิงห์อยู่ทางขวามือ เลี้ยวขวาเข้ามาตามทางแยกประมาณ ๑.๕ กิโลเมตร ก็จะถึงวัดสิงห์และเตาโอ่งอ่างอยู่ในบริเวณใกล้กัน นอกจากเส้นทางคมนาคมทางบกแล้วการเดินทางเข้าแหล่งเตาเผาแห่งนี้ก็อาจใช้เส้นทางการคมนาคมทางน้ำได้อีกเส้นทางหนึ่ง โดยนั่งเรือมาขึ้นที่ท่าน้ำวัดสิงห์ ซึ่งจะอยู่ห่างจากแหล่งเตาเผาเพียง ๒๐๐ เมตรเท่านั้น

 

 

 

สภาพโดยทั่วไปของแหล่งเตา

ร่องรอยหลักฐานของเตาโอ่งอ่างปรากฏหลักฐานเป็นเนินซากเตาเผาสมัยโบราณจำนวน ๓ เนินหรือ ๓ โคก อยู่ทางด้านทิศเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือของวัดสิงห์ห่างจากวัดประมาณ ๓๐๐ เมตร ในปัจจุบันซากเตาเผาสมัยโบราณเหล่านี้ถูกทำลาย และปรับเปลี่ยนสภาพไปมากด้วยสาเหตุต่างๆ ดังนี้

๑. การสร้างถนนสายปทุมธานี-สามโคก (สายใน) เมื่อประมาณ พ.ศ. ๒๕๑๖-๒๕๑๗ ซึ่งแนวของถนนสายนี้ได้ตัดทับเนินซากเตาหมายเลข ๒ ทำให้เนินเตาหมายเลข ๒ ถูกทำลายลง นอกจากนี้ในการทำถนนยังได้ขุดดินจากเนินเตาหมายเลข ๑ และ ๓ มาทำถนนด้วย

๒. เนื่องจากพื้นที่แหล่งเตาโอ่งอ่างนี้ เป็นที่ราบลุ่มริมฝั่งแม่น้ำจึงถูกน้ำท่วมอยู่เป็นประจำ ทำให้เกิดความเสียหายกับเนินเตา โดยเฉพาะเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๕ เกิดน้ำท่วมครั้งใหญ่ ซึ่งนอกจากเนินเตาเผาจะได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมแล้ว ชาวบ้านที่อาศัยอยู่บริเวณนี้ได้นำสัตว์เลี้ยง (วัว ควาย) มาอาศัยบนเนินเตาเผากว่าร้อยตัว ทำให้หลักฐานต่างๆ ถูกวัวควายย่ำเสียหายมาก นอกจากนี้บางครั้งเมื่อเกิดน้ำท่วมในบริเวณนี้ยังได้มีการขุดดินจากเนินเตาเผาไปถมที่อื่นๆ อีกด้วย

๓. การรื้อก้อนอิฐจากเตาเผาเพื่อนำไปใช้งานใหม่ จากคำบอกเล่าของชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในบริเวณนี้เล่าว่าเคยมีการรื้ออิฐจากเตาโอ่งอ่างแห่งนี้ไปสร้างสิ่งก่อสร้างใหม่ๆ เป็นจำนวนมาก

๔. การขุดทำลายโดยมนุษย์ ทั้งจากการลักลอบขุดเพื่อหาภาชนะดินเผาไปขายให้กับพ่อค้าหรือนักสะสมของเก่า และการขุดหาไส้เดือน เพื่อทำเหยื่อตกกุ้ง ปลา ของชาวบ้านในบริเวณนี้

นอกจากนี้ยังมีสาเหตุอื่นๆ ที่ทำให้แหล่งเตาได้รับความเสียหายอีก เช่น การบุกรุกปลูกบ้านพักอาศัยเข้ามาในพื้นที่แหล่งเตา เป็นต้น

แม้ว่าสภาพในปัจจุบันแหล่งเตาจะถูกทำลายเสียหายจากสาเหตุดังกล่าวข้างต้น แต่ยังเหลือหลักฐานให้สามารถศึกษาสภาพแหล่งเตาได้ในปัจจุบัน โดยมีรายละเอียด ดังนี้

เนินซากเตาหมายเลข ๑ (โคกที่ ๑) ตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของวัดสิงห์ห่างจากแม่น้ำเจ้าพระยาประมาณ ๑๐๐ เมตร เป็นเนินซากเตาเผาที่มีขนาดใหญ่ และมีความสมบูรณ์มากที่สุด มีแผนผังเป็นรูปวงรีหรือสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดกว้างประมาณ ๓๐ เมตรและยาวประมาณ ๔๐ เมตร สูงเฉลี่ยประมาณ ๒ เมตร บริเวณบนเนินซากเตาและพื้นที่โดยรอบมีต้นไม้ขนาดใหญ่ขึ้นปกคลุมอยู่ที่บริเวณกลางเนินเตามีศาลเจ้าพ่อโคกขาม ซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ผู้คนในบริเวณนี้ให้ความเคารพนับถือเป็นอย่างมากตั้งอยู่

หลักฐานทางโบราณคดีที่พบบริเวณเนินซากเตาหมายเลข ๑ ประกอบไปด้วยเศษภาชนะดินเผา เครื่องถ้วยชาม ชิ้นส่วนเครื่องถ้วยจีน เศษก้อนอิฐกระจายอยู่ทั่วบริเวณ นอกจากนี้ยังพบแนวอิฐโครงสร้างเตาเผา ซึ่งเป็นเตาอิฐแบบชนิดระบายความร้อนผ่านแนวนอน (Crossdraft Kiln) ปรากฏร่องรอยอยู่บนผิวดินประมาณ ๓-๔ เตา พื้นที่โดยรอบเนินเตาเป็นที่ลุ่มต่ำ มีต้นไม้ขึ้นปกคลุมยกเว้นทางด้านทิศเหนือที่มีถนนตัดผ่าน

เนื่องจากบนเนินเตาหมายเลข ๑ นี้มีศาลเจ้าพ่อโคกขามซึ่งผู้คนบริเวณนี้ให้ความเคารพนับถืออยู่ทำให้ซากเตาเผาแห่งนี้รอดพ้นจากการบุกรุกทำลาย นับเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่สามารถช่วยรักษามรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติไว้ได้

เนินซากเตาเผาหมายเลข ๒ (โคกที่ ๒) ตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันตกของเนินซากเตาเผาหมายเลข ๑ ห่างออกไปประมาณ ๗๐ เมตร มีขนาดเล็กที่สุด แผนผังเป็นรูปวงรีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๒๐-๒๕ เมตร สูงเฉลี่ยประมาณ ๒ เมตร ปัจจุบันเนินซากเตาเผาหมายเลข ๒ นี้ถูกไถเกรดเพื่อทำถนนสายสามโคก-วัดสะแก (สายใน) จนไม่เหลือร่องรอยของซากเตาเผาโบราณเหลืออยู่เลย

เนินซากเตาเผาหมายเลข ๓ (โคกที่ ๓) ตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันตกของเนินซากเตาหมายเลข ๒ ห่างออกไปประมาณ ๒๐ เมตร มีแผนผังลักษณะคล้ายวงกลม เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๓๐ เมตร สูงเฉลี่ยประมาณ ๒ เมตร บนเนินมีวัชพืชและต้นไม้ขนาดใหญ่ขึ้นปกคลุมอยู่

หลักฐานทางโบราณคดีที่พบบริเวณเนินซากเตาเผาหมายเลข ๓ ประกอบไปด้วยเศษภาชนะดินเผา เครื่องถ้วยชาม เศษก้อนอิฐกระจายอยู่ทั่วบริเวณ นอกจากนี้ยังพบแนวอิฐโครงสร้างเตาเผา ปรากฏร่องรอยอยู่บนผิวดินประมาณ ๑-๒ เตา บริเวณโดยรอบเนินเตาหมายเลข ๓ เป็นที่ลุ่มต่ำ มีประชาชนปลูกบ้านพักอาศัยอยู่เกือบโดยรอบเนินเตา ยกเว้นทางด้านทิศตะวันออกซึ่งมีถนนตัดผ่าน (ถนนตัดทับบางส่วนของเนินเตาหมายเลข ๓ อยู่ด้วย)


การขุดค้นศึกษาทางโบราณคดีบริเวณแหล่งเตาโอ่งอ่าง

การขุดค้นศึกษาทางโบราณคดีในแหล่งเตาโอ่งอ่างในครั้งนี้ เป็นกิจกรรมส่วนหนึ่งของโครงการอนุรักษ์และพัฒนาโบราณสถานเตาโอ่งอ่าง ภายใต้ความร่วมมือระหว่างกรมศิลปากร องค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี และองค์การบริหารส่วนตำบลสามโคก

การขุดค้นศึกษาทางโบราณคดีแหล่งเตาโอ่งอ่างในครั้งนี้ ดำเนินการโดยสำนักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ ๒ สุพรรณบุรี กรมศิลปากร ร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี เริ่มดำเนินการเมื่อเดือนพฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๕๔๒ โดยมีคณะทำงานประกอบด้วย นาย เขมชาติ เทพไชย ผู้อำนวยการสำนักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ ๒ สุพรรณบุรี เป็นผู้อำนวยการโครงการขุดค้น นาย ภัทรพงษ์ เก่าเงิน นักโบราณคดี ๔ เป็นผู้ควบคุมการขุดค้นและบันทึกข้อมูล นาย วสันต์ เทพสุริยานนท์ นางสาว สุภมาศ ดวงสกุล นักโบราณคดี ๔ ช่วยงานขุดค้นและบันทึกข้อมูล และมีนาย สานิต ขันอาสา หัวหน้าส่วนช่าง องค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี เป็นผู้ประสานงานและอำนวยความสะดวกระหว่างการปฏิบัติงาน

 

ผลการขุดค้น

การดำเนินงานครั้งนี้ ได้ทำการขุดค้นศึกษาพื้นที่เนินซากเตาหมายเลข ๑ เพียงแห่งเดียวก่อน เนื่องจากเป็นเนินเตาที่มีขนาดใหญ่ และมีความสมบูรณ์มากที่สุด ตลอดจนพื้นที่เนินเตาแห่งนี้ไม่มีปัญหาเรื่องการบุกรุกเข้ามาสร้างบ้านพักอาศัยของประชาชน

จากการขุดค้นพบว่าเนินซากเตาหมายเลขหนึ่งนี้มีซากเตาเผาปรากฏอยู่ ๔ เตาด้วยกัน โดยที่เตาเผาระหว่างตัวตามยาวตามแกนทิศเหนือ-ใต้ หันปากเตาไปทางทิศเหนือ มีการสร้างเตาเผาทับซ้อนกัน โดยที่เตาหมายเลข ๓ จะทับอยู่บนบางส่วนของเตาหมายเลข ๒

 

รูปแบบโครงสร้างและขนาด

จากการขุดค้นทางโบราณคดีพบว่ารูปแบบของเตาโอ่งอ่างเป็นเตาแบบระบายความร้อนผ่านแนวนอนชนิดห้องเดี่ยว (Single Chamber Crossdraft Klin Type) ที่มีลักษณะแผนผังคล้ายกับรูปเรือคว่ำ หรือผลมะละกอผ่าซีก ก่อด้วยอิฐ โครงสร้างของเตาบางส่วนโดยเฉพาะส่วนฐานราก และห้องไฟที่อยู่ในระดับต่ำก็ฝังอยู่ในเนินดินหรือมีเนินดินห่อหุ้มเป็นฉนวนความร้อนและเสริมสร้างความแข็งแรง การก่อสร้างเตาเผาที่นี่ทำโดยการขุดดินจากบริเวณโดยรอบมาพูนขึ้นมาเป็นเนินหรือโคก แล้วสร้างเตาเผาขึ้นบนเนิน (สังเกตได้จากพื้นที่บริเวณรอบๆ เนินเตาจะเป็นที่ลุ่มหรือแอ่งน้ำ) ตัวเตามีความยาวรวมทั้งหมดประมาณ ๑๗ เมตร มีส่วนที่กว้างที่สุดกว้างประมาณ ๔.๕ เมตร โครงสร้างเตาประกอบด้วย ๓ ส่วน คือ

ตอนหน้า เป็นห้องเผาเชื้อเพลิงหรือห้องไฟ (fine box) อยู่ระดับต่ำที่สุดของเนินดิน ด้านหน้าเตามีช่องใส่ไฟ (fine hole) ที่เป็นทางเข้า (entrance) สำหรับลำเลียงภาชนะเข้าเตาเผาและลำเลียงภาชนะที่เผาสุกแล้วออกจากเตา ผนังและหลังคาพังยุบตัวลงเกือบทั้งหมด ความยาวและห้องไฟวัดจากกำแพงกั้นไฟซึ่งอยู่ด้านในสุดของห้องไฟถึงปากเตาบริเวณช่องใส่ไฟประมาณ ๓ เมตร กำแพงกันไฟกว้าง ๒ เมตร ปากเตากว้างประมาณ ๑ เมตร พื้นห้องไฟเป็นดินเหนียวผสมเศษอิฐอัดแน่นและเรียบ (พื้นของห้องไฟถูกไฟเผาจนเป็นดินเผาค่อนข้างแกร่ง) สาดเอียงจากฐานกำแพงกั้นไฟลงสู่ช่องใส่ไฟ ที่หน้าช่องใส่ไฟหรือปากเตา มีแนวกำแพงอิฐ ยาวประมาณ ๒ เมตร ยื่นต่อออกมาจากผนังด้านข้างของช่องใส่ไฟทั้งสองข้าง สันนิษฐานว่า แนวกำแพงอิฐนี้คงเป็นกำแพงกั้นดิน เนื่องจากส่วนห้องไฟเป็นส่วนโครงสร้างเตาที่อยู่ใต้ดิน

ตอนกลาง เป็นห้องวางภาชนะ (ware chamber) มีกำแพงกั้นไฟก่อด้วยอิฐเป็นขั้นบันได สูง ๖๐ เซนติเมตร แบ่งพื้นที่ส่วนนี้ออกจากห้องกันไฟ ห้องวางภาชนะถมพื้นด้วยทรายแม่น้ำ พื้นห้องเป็นดินเหนียวผสมทราย เศษอิฐ อัดแน่นและเรียบยกสูงขึ้นเริ่มจากขอบกำแพงกั้นไฟค่อยๆ ลาดเอียงขึ้นสู่ปล่องระบายควันไฟ (klin chimney) ในมุมเงยราว ๑๐ องศา ห้องวางภาชนะมีพื้นที่ราว ๓/๔ ของความยาวเตาทั้งหมด คือราว ๑๒ เมตร ความกว้างสูงสุดอยู่บริเวณช่วงกลางของเตาประมาณ ๔ เมตร ส่วนฐานเตาก่อเป็นกำแพงอิฐ ๒ ชั้น แกนกลางอัดด้วยดิน ก้อนอิฐและเศษภาชนะดินเผามีความหนาประมาณ ๑.๕ เมตร การก่ออิฐใช้เทคนิคเรียงยาวสับขวาง สอด้วยดินทั้งหมด ผนังเตาด้านในยาดินเหนียว (clay plastered wall) หนาประมาณ ๑ เซนติเมตร

หลังคาเตายุบพังลงมาหมดจนไม่สามารถเห็นถึงรูปร่างเดิมได้ แต่จากการขุดค้นพบก้อนอิฐส่วนโครงสร้างของหลังคาเตามีลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมคางหมู ด้านในมีลักษณะโค้งเว้า (เป็นอิฐที่สามารถนำมาเรียงต่อกันเป็นวงโค้งได้) มีร่องรอยเคลือบธรรมชาติจากการถูกไฟที่ด้านใน ทำให้สามารถสันนิษฐานถึงรูปแบบของหลังคาเตาได้ว่าเป็นหลังคาก่ออิฐเป็นวงโค้งอาร์ค (arch – form)

ตอนหลัง เป็นปล่องระบายควัน (klin chimney) เป็นส่วนท้ายสุดที่ต่อเนื่องจากห้องวางภาชนะ มีแผนผังเป็นรูปวงกลม เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๑-๑๐ เมตรก่อด้วยอิฐเรียงซ้อนกัน ปล่องระบายควันไฟส่วนบนพังทลายลงเกือบหมด แต่จากขนาดของเตาที่พบทำให้สันนิษฐานว่าปล่องเตานี้น่าจะสูงประมาณ ๔ เมตรเป็นอย่างน้อย

เนื่องจากเป็นเตาเผาที่มีขนาดใหญ่ จำนวนภาชนะที่เผาในแต่ละครั้งคงมีปริมาณมาก ซึ่งจากการคำนวณพื้นที่ ประกอบกับการสอบถามผู้ประกอบอาชีพทำเครื่องปั้นดินเผาที่เกาะเกร็ด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี พบว่าในการเผาแต่ละครั้งเตาสามารถบรรจุตุ่มขนาดใหญ่ (ตุ่มขนาดบรรจุน้ำได้ ๙ – ๑๐ ปี๊บ) ได้ประมาณ ๑๐๐ – ๑๒๐ ใบ และยังสามารถเอาภาชนะขนาดเล็ก เช่น อ่าง ครก ไห วางแทรกเข้าไปตามที่ว่างระหว่างตุ่มได้อีก ๔๐๐ – ๕๐๐ ใบ

 

ผลิตภัณฑ์

ภาชนะดินเผาที่พบจากการขุดค้นแหล่งเตาโอ่งอ่างครั้งนี้ สามารถแบ่งออกเป็น ๓ ประเภทใหญ่ๆ ตามลักษณะของเนื้อภาชนะ คือ ภาชนะดินเผาเนื้อดิน (Earthen ware) ภาชนะดินเผาเนื้อแกร่ง (Stone ware) ไม่เคลือบผิว และภาชนะเนื้อแกร่ง (stone ware) ชนิดเคลือบผิว ซึ่งพบไม่มากนักอาจเพราะเป็นภาชนะที่ถูกความร้อนมากเกินไปในขณะเผา ทำให้ส่วนผสมบางอย่างในเนื้อดินละลายออกมาเคลือบผิวภาชนะ เป็นการเคลือบโดยไม่ได้ตั้งใจ

เกือบทั้งหมดของภาชนะที่ขุดพบจะเป็นเศษภาชนะที่แตกหักเสียหายจากการเผาหรือที่เรียกว่าขยะจากการเผาที่ช่างปั้นทิ้งไว้บริเวณรอบๆ เตา ส่วนภาชนะที่สมบูรณ์ก็จะถูกนำออกไปได้งาน (ในการเผาภาชนะแต่ละครั้งจะมีภาชนะที่แตกหักเสียหายประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์)

รูปแบบของภาชนะที่พบส่วนใหญ่จะเป็นภาชนะรูปแบบเรียบง่าย เป็นภาชนะที่ใช้ในชีวิตประจำวันเช่น โอ่ง อ่าง ครก กระปุก โถ หม้อน้ำ หวดนึ่งข้าว เตา ชาม และตะคัน เป็นต้น มีภาชนะบางส่วนที่มีขนาดเล็กมาก เช่น กระปุกและครกขนาดเล็ก ซึ่งน่าจะเป็นภาชนะที่ใช้เป็นของประดับหรือของเล่นมากกว่าที่จะนำมาใช้งานในชีวิตประจำวัน

ภาชนะที่พบไม่มีการตกแต่งลวดลายมากนัก มีประมาณไม่ถึง ๑ % ที่มีการตกแต่งลวดลาย ซึ่งลวดลายที่ใช้ตกแต่งส่วนใหญ่ก็เป็นลวดลายง่ายๆ ที่ทำโดยการขูดขีดหรือการกดประทับ เช่น ลายดอกพิกุล ลายดอกไม้ลายกลีบบัว ลายกนกเปลวเพลิง ลายกระจัง ลายกงจักร และลวดลายจำพวกลายเรขาคณิต เป็นต้น

นอกจากภาชนะแบบต่างๆ ที่พบแล้ว พระพุทธรูป ก็เป็นผลิตภัณฑ์อีกอย่างหนึ่งสำหรับเตาแห่งนี้ โดยในครั้งแรกจากการสำรวจพบว่า ที่วัดสิงห์มีพระพุทธรูปอยู่กลุ่มหนึ่งซึ่งพบจากภายในองค์เจดีย์หน้าพระอุโบสถ เป็นพระพุทธรูปดินเผาที่มีเนื้อดินคล้ายกับเนื้อดินของภาชนะจากเตาโอ่งอ่าง จึงสันนิษฐานไว้ในเบื้องต้นว่าพระพุทธรูปเหล่านี้ก็น่าที่จะผลิตที่เตาโอ่งอ่างนี้เช่นกัน แต่ก็ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะสนับสนุนได้ จนเมื่อขุดพบพระพุทธรูปดินเผาปางมารวิชัยประทับนั่งอยู่ภายในซุ้ม มีการตกแต่งลวดลายด้วยการปั้นดินมาติด องค์พระแตกหักเสียหายจากการเผา ถูกทิ้งอยู่หน้าปากเตาหมายเลข ๔ เป็นการยืนยันได้ว่าที่เตาแห่งนี้ผลิตพระพุทธรูปด้วย และพระพุทธรูปที่วัดสิงห์ก็ผลิตจากเตาแห่งนี้เช่นเดียวกัน แต่การผลิตพระพุทธรูปนี้คงเป็นการผลิตเป็นครั้งคราวไม่ใช่ผลิตภัณฑ์หลักของเตาแห่งนี้

 

การกระจายตัวของผลิตภัณฑ์

จากลักษณะรูปแบบของภาชนะจากแหล่งเตาโอ่งอ่าง ที่เกือบทั้งหมดเป็นภาชนะที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น โอ่ง อ่าง ครก ไม่ค่อยจะมีการตกแต่งลวดลายให้วิจิตรบรรจงเท่าใดนัก ดังนั้น ภาชนะจากแหล่งเตาแห่งนี้ส่วนใหญ่น่าจะผลิตเพื่อใช้ในชุมชนและบริเวณใกล้เคียงมากกว่า การกระจายตัวของภาชนะจากเตาโอ่งอ่างนี้ เท่าที่มีการศึกษาในปัจจุบันพบว่ามีการกระจายตัวอยู่ในบริเวณภาคกลางตอนล่างของประเทศโดยมีแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นเส้นทางขนส่งสายหลัก นอกจากนี้กรุงเทพฯหรือบางกอกในสมัยก่อนก็คงจะเป็นตลาดที่สำคัญในการจำหน่ายภาชนะจากแหล่งเตาโอ่งอ่างอีกด้วย ดังจะเห็นได้จากในปัจจุบันยังมีชื่อสถานที่ในกรุงเทพฯ ที่มีความสัมพันธ์กับแหล่งเตาโอ่งอ่าง เช่น คลองโอ่งอ่าง และตลาดนางเลิ้ง (นางเลิ้งคงจะมาจากคำว่าอีเลิ้ง ซึ่งเป็นคำเรียกตุ่มของชาวมอญ)

เนื่องจากเตาโอ่งอ่างแห่งนี้เพิ่งจะมีการขุดค้นศึกษากันอย่างจริงจัง หากมีการศึกษาถึงเรื่องราวของแหล่งเตาแห่งนี้ออกไปในอนาคต อาจพบว่าผลิตภัณฑ์จากเตาโอ่งอ่างมีการกระจายตัวไปในวงกว้างกว่านี้

 

การเปรียบเทียบรูปแบบ

จากการศึกษาขุดค้นเตาโอ่งอ่าง ทำให้ได้เห็นถึงลักษณะรูปแบบของเตาเผาเหล่านี้ จึงทำการศึกษาเปรียบเทียบรูปแบบเตาเผาซึ่งพบว่ารูปแบบของเตาโอ่งอ่างนี้มีลักษณะคล้ายกับเตาเผา ๒ แห่งด้วยกัน

๑. เตาแม่น้ำน้อย อำเภอบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี เป็นเตาก่อด้วยอิฐที่มีขนาดใกล้เคียงกัน ตลอดจนรูปแบบของเตาก็มีลักษณะคล้ายกัน แต่หากเมื่อพิจารณาถึงรูปแบบของผลิตภัณฑ์จากเตาแล้ว จะเห็นว่ารูปแบบภาชนะจากแหล่งเตาทั้งสองแห่งนี้ไม่เหมือนกันเท่าไรนัก ดังนั้นแหล่งเตาทั้งสองแห่งนี้ก็อาจจะมีความสัมพันธ์กันน้อยมากหรือไม่มีความสัมพันธ์กันเลย

๒. เตามอญหรือที่เรียกกันตามรูปร่างของเตาว่าเตาแมงป่อง ที่เกาะเกร็ด อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี โดยเป็นเตาเผาดั้งเดิมของเกาะเกร็ด ซึ่งจากการสอบถามช่างทำภาชนะที่เกาะเกร็ดได้ความว่า เตามอญที่เกาะเกร็ดนี้มีขนาดและลักษณะเหมือนกับเตาเผาที่แหล่งเตาโอ่งอ่าง และเมื่อพิจารณาถึงรูปแบบของผลิตภัณฑ์ เช่น โอ่ง อ่าง ครก ก็จะเห็นได้ว่ามีรูปแบบที่คล้ายกัน จึงสันนิษฐานในเบื้องต้นได้ว่าแหล่งอุตสาหกรรมเครื่องปั้นดินเผาทั้งสองแหล่งนี้น่าจะมีความสัมพันธ์กัน

ปัจจุบันเตามอญหรือเตาแมงป่องนี้เลิกใช้งานและพังทลายลงหมดแล้ว โดยเตามอญหรือเตาแมงป่องเตาสุดท้ายที่ใช้งานเลิกผลิตโอ่งไปเมื่อกว่า ๒๐ ปีก่อน ซึ่งสาเหตุที่เตาชนิดนี้เลิกใช้งานไปเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงไปของรูปแบบผลิตภัณฑ์

 

อายุสมัยกิจการการผลิตเครื่องปั้นดินเผาในแหล่งเตาโอ่งอ่าง

หลักฐานจากเอกสารและการขุดค้นศึกษาทางโบราณคดียืนยันว่าแหล่งเตาโอ่งอ่างได้เริ่มทำการผลิตเครื่องปั้นดินเผามาแล้วตั้งแต่ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๒๓-๒๔ และดำเนินกิจการสืบเนื่องมาจึงราวครึ่งแรกของพุทธศตวรรษที่ ๒๕ โดยมีหลักฐานและเหตุผลสนับสนุนดังต่อไปนี้

๑. จากรูปแบบของเตาเผา ที่มีความสัมพันธ์กับเตามอญหรือเตาแมงป่อง อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ซึ่งเป็นเตาเผาที่เริ่มประกอบกิจการโดยชาวมอญที่อพยพเข้ามา ดังนั้นผู้ที่ประกอบกิจการเครื่องปั้นดินเผาที่เตาโอ่งอ่างนี้ก็น่าจะเป็นชาวมอญเช่นเดียวกัน (ตำนานความเป็นมาของเตาโอ่งอ่างก็กล่าวว่าชาวมอญเป็นผู้ประกอบกิจการทำเครื่องปั้นดินเผา) จากการศึกษาเกี่ยวกับการอพยพเข้ามาของชาวมอญในพื้นที่บริเวณสามโคกมีอยู่ด้วยกัน ๓ ครั้ง คือ

ครั้งที่ ๑ สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ใน พ.ศ. ๒๒๐๓ เมื่อพม่ารบกับจีน พวกมอญที่ถูกเกณฑ์เข้าร่วมในกองทัพพม่า ได้พากันหลบหนีจากกองทัพพม่าโดยได้พาครอบครัวจากเมืองเมาะตะมะเข้ามายังกรุงศรีอยุธยาประมาณ ๑๐,๐๐๐ คน สมเด็จพระนารายณ์ฯ จึงโปรดเกล้าฯ ให้ครอบครัวมอญอพยพเข้ามาในครั้งนี้ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่บ้านสามโคก ปลายเขตแดนกรุงศรีอยุธยาต่อกับเขตเมืองนนทบุรี และที่วัดริม วัดตองปุกัน แถวคลองจากในชานพระนคร

ครั้งที่ ๒ สมัยกรุงธนบุรี ได้มีการอพยพครั้งใหญ่ของชาวมอญอีกครั้งหนึ่ง โดยมีพระยาเจ่งหัวหน้ากบฏเป็นหัวหน้าชาวมอญอพยพ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงโปรดเกล้าฯให้ครอบครัวชาวมอญทั้งหมดไปตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ปากเกร็ด แขวงเมืองนนทบุรี และที่สามโคกปทุมธานี ชาวมอญที่อพยพเข้ามาในครั้งนี้มีจำนวนประมาณสามหมื่นเศษ

ครั้งที่ ๓ สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ มีการอพยพของชาวมอญครั้งใหญ่ที่สุดเป็นจำนวนถึงสามหมื่นคนในสมัยสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย สาเหตุที่ทำให้ชาวมอญอพยพกันเข้ามามากมายขนาดนั้น เนื่องจากถูกพม่ากดขี่ทารุณ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงโปรดเกล้าฯ ให้ครอบครัวชาวมอญทั้งหมดไปตั้งบ้านเรือนในแขวงเมืองปทุมธานี เมืองนนทบุรีและนครเขื่อนขันธ์

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันก็ยังไม่มีหลักฐานใดที่สามารถจะระบุได้ว่า ชาวมอญซึ่งอพยพในครั้งใดเป็นผู้สร้างเตาโอ่งอ่างขึ้น ดังนั้น จึงควรกำหนดอายุของแหล่งเตาแห่งนี้ไว้คร่าวๆ ว่า น่าจะอยู่ในช่วงปลายสมัยอยุธยาถึงต้นรัตนโกสินทร์

๒. จากหลักฐานโบราณวัตถุ

๒.๑ เศษเครื่องถ้วยที่พบจากการขุดค้นศึกษาทางโบราณคดี ซึ่งเกือบทั้งหมดของเครื่องถ้วยที่พบเป็นเครื่องถ้วยจีนสมัยราชวงศ์ชิง (พ.ศ.๒๑๘๗-๒๔๕๔)

๒.๒ พระพุทธรูปดินเผา ที่พบจากภายในองค์เจดีย์หน้าอุโบสถวัดสิงห์ เป็นพระพุทธรูปศิลปะอยุธยาตอนปลาย – รัตนโกสินทร์ตอนต้น

๓.ในการศึกษาเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสามโคกและปทุมธานี เพื่อที่จะศึกษาถึงแหล่งเตาแห่งนี้ เช่น นิราศวัดเจ้าฟ้า ซึ่งสุนทรภู่ได้แต่งขึ้นในปี พ.ศ. ๒๓๗๕ ในนิราศวัดเจ้าฟ้านี้จะบรรยายถึงเส้นทางการเดินทางจากกรุงเทพฯ ไปยังอยุธยา ซึ่งในตอนที่ผ่านมายังสามโคกนี้ สุนทรภู่ได้บรรยายถึงสภาพบ้านเมือง ชีวิตความเป็นอยู่ของชาวสามโคก ซึ่งมีอยู่ตอนหนึ่งที่กล่าวถึงการทำเครื่องปั้นดินเผาอยู่ด้วย


" ชาวบ้านปั้นอีเล้งใส่เพิงพะ กระโถนกระทะอ่างโอ่งกะโถงกระถาง "



และในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเมื่อพระองค์ทรงเสด็จประพาสพระราชวังบางปะอินทางชลมารค โดยล่องไปตามลำน้ำเจ้าพระยาในปี พ.ศ. ๒๔๒๖ นายโมราทหารมหาดเล็กตลกหลวงซึ่งมีหน้าที่อ่านหนังสือตลอกถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้แต่งนิราศบรรยายถึงการเดินทาง ซึ่งตอนที่ผ่านเมืองสามโคกได้บรรยายไว้ว่า


"หนึ่งโคกเขตชื่อตั้ง เมืองปทุม
มอญมากกว่าไทยคุม พวกพ้อง
ทำอิฐโอ่งอ่างชุม ตาลดก ดงนา
ยลแต่มองไม่ต้อง จิตเพ้อเสมอสมร"



จากข้อความในนิราศทั้งสองแสดงให้เห็นว่า ในช่วงสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์เรื่อยมาจนถึงสมัยรัชกาลที่ ๕ ที่เตาโอ่งอ่างแห่งนี้ยังมีการประกอบกิจการทำเครื่องปั้นดินเผากันอยู่ แต่เตาโอ่งอ่างแห่งนี้คงจะมีการใช้งานหลังจากนั้นอีกไม่นานนัก เพราะจากการสัมภาษณ์คุณ ยายสว่าง ชมชื่น อายุ ๗๙ ปี และผู้สูงอายุคนอื่นๆ ที่เป็นคนพื้นเพดั้งเดิมเกิดที่สามโคกนี้เล่าว่า เตาโอ่งอ่างแห่งนี้ร้างมาตั้งแต่ปู่ย่าตายายแล้ว จึงสันนิษฐานไว้ในเบื้องต้นว่า แหล่งเตานี้น่าจะเลิกใช้งานในราวครึ่งแรกของพุทธศตวรรษที่ ๒๕ สำหรับสาเหตุที่ทำให้เตาเผาแห่งนี้เลิกผลิตไป ในปัจจุบันยังหาสาเหตุที่แน่ชัดไม่ได้ แต่จากการสอบถามผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ในบริเวณนี้เล่าให้ฟังว่า สาเหตุที่ทำให้เตาโอ่งอ่างร้างไป เนื่องจากช่างที่ทำภาชนะดินเผาที่เตาโอ่งอ่างนี้หนีสงคราม จึงพากันอพยพไปยังเกาะเกร็ด จังหวัดนนทบุรี กันหมด แต่หากพิจารณากันตามความจริงแล้ว ในช่วงเวลาดังกล่าวไม่น่าจะมีสงครามใดๆ ที่จะมีผลกระทบถึงเมืองสามโคก ดังนั้นเหตุผลที่ว่าเตาแห่งนี้ร้างไปเพราะสงครามดูอาจจะไม่ถูกต้องนัก สาเหตุของการร้างไปของเตาแห่งนี้ ตามความเห็นของผู้เขียนแล้วน่าจะมีเหตุผลในเชิงเศรษฐกิจมากกว่า โดยมีข้อสันนิษฐานอยู่ ๒ แนวทาง คือ

๑. เนื่องจากการขยายตัวอย่างรวดเร็วของบางกอกหรือกรุงเทพฯ ทำให้กรุงเทพฯ เป็นตลาดสินค้าที่สำคัญของภาชนะจากเตาโอ่งอ่าง ระยะทางจากสามโคกถึงกรุงเทพฯ เป็นระยะทางที่ไกลพอสมควร เป็นอุปสรรคในการขนส่งภาชนะ ช่างทำภาชนะจากสามโคกจึงได้ย้ายแหล่งผลิตลงมาทางใต้ มาตั้งที่เกาะเกร็ด ซึ่งมีความเหมาะสมในการประกอบกิจกรรมเครื่องปั้นดินเผาแทน

๒. การเข้ามาของภาชนะจากแหล่งอื่นๆ เช่น ภาชนะจากราชบุรี (โอ่งมังกร) ซึ่งสันนิษฐานว่าเริ่มมีการผลิตในช่วงต้นรัตนโกสินทร์ และภาชนะที่มาจากแหล่งอื่นๆ รวมทั้งที่มาจากต่างประเทศในช่วงต้นรัตนโกสินทร์ ทำให้บทบาทและความสำคัญของภาชนะจากเตาโอ่งอ่างที่เคยเป็นที่นิยมลดลงไป เนื่องจากคุณภาพของภาชนะจากที่อื่นคงจะมีความสวยงามคงทนแข็งแรงมากกว่า การผลิตภาชนะที่เตาโอ่งอ่างจึงไม่คุ้มค่าในเชิงเศรษฐกิจทำให้ช่างทำภาชนะที่เตาโอ่งอ่างต้องเลิกผลิตและเปลี่ยนอาชีพไป

 

หมายเหตุ ขณะนี้การศึกษาข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับเตาแห่งนี้ และการวิเคราะห์โบราณวัตถุยังไม่เสร็จสมบูรณ์ จึงมีข้อสันนิษฐานและข้อมูลบางอย่างที่อาจจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงแก้ไข หากพบหลักฐานหรือข้อเท็จจริงอื่นๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป (บทความประกอบรายงานสัมมนาเมื่อวันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๔๓)

.........................................................................


 
แผนผังแหล่งเตาโอ่งอ่าง (เนินซากเตาหมายเลข ๑) อ.สามโคก จ. ปทุมธานี
 
 
 
แผนผังแสดงรูปแปลนเตา หมายเลข ๑ หลังการขุดค้น
 
 
 
แผนผังแสดงรูปแปลนเตา หมายเลข ๓ หลังการขุดค้น
 
 
 

ภาพสันนิษฐานแสดงด้านตัดตามแนวยาว เตาโอ่งอ่าง อ.สามโคก จ.ปทุมธานี

 
 
 
ภาพสันนิษฐานแสดงรูปแปลน เตาโอ่งอ่าง อ.สามโคก จ. ปทุมธานี
 
 
 
ภาพสันนิษฐานรูปตัดตามแนวขวางเตาโอ่งอ่าง



 
     

 



เว็บไซต์ของมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์จัดทำขึ้น เพื่อเผยแพร่การดำเนินงาน ข่าวสาร ข้อมูลของมูลนิธิฯ บทความ จดหมายข่าว พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น กิจกรรม ตลอดจนความรู้ทางสังคมและวัฒนธรรม โดยมีคำจำกัดความกิจกรรมของมูลนิธิฯ ว่า " รวบรวม บันทึก ศึกษา ข้อมูลทางวัฒนธรรม สนับสนุนการอนุรักษ์เพื่อพัฒนา เผยแพร่เพื่อการศึกษาของสาธารณชน " ดังนั้น ทางมูลนิธิฯ มีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง หากท่านผู้มาเข้าชมได้รับสาระความรู้จากเว็บไซต์ของมูลนิธิฯ หรือหากต้องการนำข้อมูลหรือรูปภาพที่ได้จากเว็บไซต์นี้ไปใช้ประโยชน์เพื่องานด้านวิชาการ กรุณาแจ้งมาที่ webmaster ทางอีเมล์ หรือตามที่อยู่ด้านล่างนี้

ติดต่อมูลนิธิฯ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
ทาง E-mail: lek_prapai@yahoo.com โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘-๙ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
 
เว็บมาสเตอร์ : อนุสรณ์ โพธิ์แก่นแก้ว
แนะนำ ติ-ชม หรือหากคุณมีข่าวสารที่น่าสนใจต้องการนำเสนอ E-mail มาที่ webmaster@lek-prapai.org