มานพ แก้วหยก
อิฐ คือ ดินเผารูปสี่เหลี่ยมจตุรัส หรือสี่เหลี่ยมผืนผ้า ใช้ทำประโยชน์ในการก่อสร้างตึกและกำแพงมอญมีฝีมือในการทำเครื่องปั้นดินเผา เช่น โอ่งอ่าง หม้อ กระทะ เตา และอิฐ ฯลฯ ในที่นี้จะขอพูดถึงการทำอิฐของชาวมอญ อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี
อิฐมอญในปัจจุบันนี้ เป็นอิฐแผ่นเล็กๆ ซึ่งมีสีแดงปนสีแสด มีความแข็งแกร่งทนทานดี ราคาไม่แพง
วิธีทำมีหลายขั้นตอน คือ เริ่มจากเอาเรือมาดหรือเรือชะล่า ไปบรรทุกดินเลนที่คนต้องดำน้ำลงไปงมเอามือขุดขึ้นมาจากแม่น้ำเจ้าพระยาใส่ลงเรือ ที่เรียกภาษาคนทำอิฐว่า " ดำดิน " ครั้งได้ดินเลนเต็มเรือแล้วก็พายเรือแจวกลับบ้าน แล้วโกยดินเลนจากเรือขึ้นบนบกใส่ลงไปในบ่อผสมดิน เรียกว่า " หลุมดิน " แล้วเอาแกลบใส่ผสมใช้เท้าย่ำให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกัน ซึ่งตอนนี้เรียกว่า "ย่ำดิน" เมื่อย่ำดินจนเข้ากันดีได้ที่แล้วเขาจะโกยดินขึ้นไปเก็บไว้ในบ่อพักดิน เพื่อผึ่งดินให้หมาด ใช้เวลาผึ่งดินประมาณ ๑๒ ชั่วโมง ต่อจากนั้นจะโกยดินขึ้นรถเข็น ซึ่งทำด้วยไม้เป็นรูปสี่เหลี่ยมมีสองล้อ มีคันถือสำหรับเข็นหรือลากไปยังลานแล้วเทดินกองไว้ในลานกลางแจ้งเรียบร้อยแล้วเขาจะใช้พิมพ์ที่ทำด้วยไม้จริงทำเป็นกรอบสี่เหลี่ยมผืนผ้า ใช้กดลงบนดินหรือพิมพ์อิฐเป็นแผ่นๆ เรียงกันเป็นแถวๆ บนลานเสร็จแล้วผึ่งแดดไว้ประมาณ ๓ วันจนแห้ง แล้วเขาจะใช้มีดถากตกแต่งให้เรียบร้อยทั้งสี่ด้าน มีดที่ใช้ตกแต่งเรียกว่า " มีดถากอิฐ " เมื่อตกแต่งแผ่นอิฐเสร็จเรียบร้อยแล้ว จะผึ่งแดดไว้จนกว่าอิฐจะแห้งเกราะ จึงจะขนอิฐไปเรียงซ้อนไว้เป็นชั้นๆ ในโรงอิฐ จนเป็นกองใหญ่ขนาดกว้าง ๑๐ เมตร ยาว ๒๐ เมตร สูง ๒ เมตร จะได้จำนวนอิฐราว ๒ หมื่นแผ่น เรียกว่า " หนึ่งเตา " แล้วเอาโคลนผสมแกลบทาให้ทั่วเตาอย่าให้มีรูหรือร่องรอยเวลาเผาจะได้เก็บความร้อนได้มาก เสร็จแล้วก็เอาฟืนสอดตามช่องระหว่างแถวอิฐที่ติดกับพื้นดินเอาไฟจุดเผา ไฟก็จะลุกลามขึ้นไปจนถึงชั้นบนสุดใช้เวลาประมาณ ๕-๘ วันก็ไหม้หมดพอถึงวันที่ ๑๐ อิฐก็จะเย็นลง เขาจะรื้ออิฐด้านนอกที่ไม่สุกออกเหลือแต่อิฐสุกสีแดงปนสีแสดไว้ขายต่อไป
อิฐมอญตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น จนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ได้วิวัฒนาการมาเป็นลำดับคือ
อิฐมอญสามโคกรุ่นที่ ๑ สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้นจนถึงรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ราวพุทธศักราช ๒๒๐๓ นั้นอิฐมีก้อนใหญ่มาก กว้างถึง ๒๑ เซนติเมตร ยาว ๔๐ เซนติเมตร หนา ๓๐ เซนติเมตร ใช้ทำฐานรากโบสถ์ วิหารกำแพง แท่นเสาเข็มและใช้ทำถนน อิฐชนิดนี้บางแผ่นมีรู ๘ รู เรียกว่า อิฐแปดรู มีความหมายคือ มรรค ๘ คือ ทางเข้าไปสู่พระนิพพาน
อิฐมอญสามโคกรุ่นที่ ๒ ราวพุทธศักราช ๒๓๑๐ มีขนาดกว้าง ๑๔ เซนติเมตร ยาว ๒๖ เซนติเมตร หนา ๕ ๑/๒ เซนติเมตร
อิฐมอญสามโคกรุ่นที่ ๓ ราวพุทธศักราช ๒๓๒๕ มีขนาดกว้าง ๑๓ เซนติเมตร ยาว ๒๔ เซนติเมตร หนา ๔ ๑/๒ เซนติเมตร
อิฐมอญสามโคกรุ่นที่ ๔ ราวพุทธศักราช ๒๕๑๔ มีขนาดกว้าง ๑๐ เซนติเมตร ยาว ๒๒ เซนติเมตร หนา ๔ เซนติเมตร
อิฐมอญสามโคกรุ่นที่ ๕ ราวพุทธศักราช ๒๕๘๘ มีขนาดกว้าง ๙ ๑/๒ เซนติเมตร ยาว ๑๙ เซนติเมตร หนา ๔ เซนติเมตร
อิฐมอญสามโคกรุ่นที่ ๖ ราวพุทธศักราช ๒๔๘๘ จนถึงปัจจุบัน มีขนาดกว้าง ๗ เซนติเมตร ยาว ๑๖ เซนติเมตร หนา ๓ เซนติเมตร
อิฐมอญที่วัดศาลาแดงเหนือที่พบอยู่ในบริเวณวัด และบ้านสำหรับใช้ทำเป็นทางเดิน เป็นถนนเชื่อมวัดต่อกับหมู่บ้าน ปัจจุบันอิฐมอญที่เป็นทางเดินอยู่ในวัดศาลาแดงเหนือได้ปรับปรุงถนนในวัดและเทปูนซีเมนต์ทับบนอิฐมอญ
หลักฐานที่พระครูปทุมธรรมรัตอดีตเจ้าอาวาสวัดศาลาแดงเหนือองค์ที่ ๖ ได้บันทึกไว้ในสมัยพระอาจารย์ บุนนาค ปทุโม เจ้าอาวาสวัดศาลาแดงเหนือองค์ที่ ๔ ได้มีการก่อสร้างพัฒนาวัด มีถนนก่ออิฐมอญอยู่ ๓ ตอนสร้างประมาณ พ.ศ. ๒๔๔๘
จากการสำรวจ นาย ทองคำ พันนัทธี ได้เขียนบันทึกว่าขนาดของอิฐมอญขนาดใหญ่นี้มีความกว้าง ๗ นิ้ว ยาว ๑๔ นิ้ว และหนา ๔ นิ้วครึ่ง ลักษณะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า แต่ละก้อนหนักถึง ๑๔ กิโลกรัม เป็นอิฐเนื้อดีแข็งทนทานมาก เหตุที่ต้องทำอิฐขนาดใหญ่ก็ด้วยมีความมุ่งหมายใช้ทำทางเดินและถนนโดยเฉพาะเพื่อความคงทนถาวร ไม่แตกหักง่าย ยากแก่การเคลื่อนย้าย อิฐนี้ทำจากเตาเผาของมอญในเขตอำเภอสามโคก และอิฐอย่างนี้ไม่ได้ทำไว้เพื่อการซื้อขายแต่ไว้เพื่อการกุศล ใช้ในวัดหรือถนนหนทางสาธารณะเท่านั้น เท่าที่ตรวจพบอิฐขนาดใหญ่ที่ไม่มีรูเลยก็มี และบางก้อนมีรูเดียว สองรู สามรู สี่รู ห้ารู หกรู เจ็ดรู และแปดรู แต่ไม่เกินกว่าแปดรู แต่ละก้อนมีขนาดใกล้เคียงกัน การเจาะรูเป็นปริศนาธรรม และการสันนิษฐานจากผู้รวบรวมว่าในการเผาอิฐเป็นก้อนใหญ่มากและต้องการอิฐสุกไวขึ้นเพราะมีรูระบายอากาศ
อิฐแปดรูที่ค้นพบยังมีแตกต่างกันบ้าง บางก้อนรูใหญ่ขนาดปลายนิ้วก้อยสอดเข้าไป บางก้อนรูเล็ก ที่ทำรูใหญ่รูเล็กไม่เท่ากันเข้าใจว่า คงเป็นเครื่องหมายบอกให้รู้เป็นของแต่ละเจ้า เพื่อไม่ให้ปะปนกัน
แปดรู หมายถึงอะไร เป็นเรื่องที่จะได้ศึกษาค้นคว้ากันต่อไปโดยละเอียดเท่าที่ได้ศึกษาพื้นเพความเป็นอยู่ นิสัยใจคอ ตลอดจนความเชื่อถือของคนมอญในเมืองไทยจะเห็นว่า ชาวมอญนับถือพระพุทธศาสนาอย่างเคร่งครัดมาก เวลาพูดคุยกับพระสงฆ์ไม่ว่าหญิงหรือชายจะนั่งประนมมืออย่างน้อมคารวะด้วยความจริงใจ ชาวมอญจะเข้าไปในเขตวัดจะถอดรองเท้านอกเขตวัดและเดินเท้าเปล่าเข้าไป และมีข้อห้ามในทางศาสนาในชุมชนบ้านมอญจะไม่เลี้ยงสัตว์ไว้ขายให้คนอื่นฆ่ากินนั้น ห้ามขายสุรายาเสพติด ห้ามขายสัตราวุธและเครื่องจับสัตว์ ห้ามขายยาพิษทุกชนิด และห้ามขายมนุษย์ ชาวมอญถือว่าเป็นบาปจะไม่ยอมกระทำเลย ด้วยความเชื่อในเรื่องศาสนาอย่างจริงจังเช่นนี้การกระทำของชาวมอญจึงออกมาในรูปปริศนาธรรม เป็นการสอนโดยอ้อม และสอนให้คนคิดเป็น ฉะนั้น แปดรูของอิฐจึงน่าหมายถึง " มรรคแปด " เพราะอิฐแปดรู้ใช้ทำถนน เพื่อต้องการให้คนเดินบนถนนนี้วันแล้ววันเล่าจะได้เกิดความคิดว่าถนนสายนี้ก็คือทางเดินไปสวรรค์นิพพานนั่นเอง จิตใจของคนเดินถนนจะได้อยู่ในศีลในธรรม ไม่ฟุ้งซ่านออกนอกลู่นอกทาง เป็นการไร้สาระ เพราะการสร้างถนนช่วยกันทำด้วยใจศรัทธามิได้หวังผลตอบแทนเห็นเงิน นอกจากบุญกุศล เท่านั้น
เมื่อเปรียบเทียบอิฐมอญสามโคกในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น รุ่นที่ ๑ กับสมัยปัจจุบัน รุ่นที่ ๖ อิฐมอญสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น ๑ แผ่น เท่าอิฐมอญปัจจุบันได้ถึง ๓๖ แผ่น ถ้าจะมองในแง่เศรษฐกิจแล้วแสดงว่า ในสมัยก่อนเศรษฐกิจดีกว่าในสมัยนี้ ทำมาหากินสะดวกสบาย บ้านเมืองอุดมสมบูรณ์ ประชากรก็น้อย อิฐมอญเดี๋ยวนี้มีแผ่นเล็ก แต่บ้านเมืองก็ยังมีความจำเป็นที่จะต้องใช้อิฐในการก่อสร้างอยู่ ฉะนั้นอิฐมอญจึงขายดีและยังนิยมทำกันอยู่ทั่วไปหลายจังหวัด เช่น กรุงศรีอยุธยา ราชบุรี อ่างทอง สิงห์บุรี แต่เขาเอาดินบนบกทำ ส่วนอิฐมอญสามโคกใช้ดินเลนในแม่น้ำเจ้าพระยาทำ ปัจจุบันนี้การทำอิฐมอญใช้ดินเลนทำเหลือน้อยแล้ว ยังมีอยู่บ้านเดิง (กวานเดิง) ตำบลบ้านงิ้ว อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ยังทำอยู่เจ้าเดียว คือนายแอ๊ด แซ่โง้ว
.........................................................................
**ข้อมูลบางส่วนคัดลอกจาก ทองคำ พันนัทธี ปทุมธานีในอดีต เล่ม ๒