เมืองโบราณ
พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ
วารสารเมืองโบราณ
สารคดีดอตคอม
วิทยาลัยการจัดการทางสังคม
แสดงความคิดเห็นผ่านสมุดเยี่ยมชม

ดรรชนีบทความ
 อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม

  
 

ใบเสมาหินทรายสีแดงที่วัดสองพี่น้อง เป็นของรุ่นอยุธยาตอนต้นหรือก่อนหน้านั้น
( ภาพ : ศูนย์ข้อมูล เมืองโบราณ, ตุลาคม ๒๕๔๐)

 

แนวซากอาคารอิฐในเขตวัดสองพี่น้อง มีหลายจุดบริเวณริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา
( ภาพ : ศูนย์ข้อมูล เมืองโบราณ, ตุลาคม ๒๕๔๐)

 

 

สามโคกฝั่งตะวันออก : โบราณวัตถุและการตั้งถิ่นฐาน

 
 

 

ศรีศักร วัลลิโภดม

หลักฐานทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ซึ่งพบที่อำเภอสามโคกในระยะหลังนี้ ได้ทำให้อายุความเก่าแก่เกี่ยวกับการตั้งถิ่นฐานของชุมชนโบราณในบริเวณแถบนี้สูงขึ้นไปกว่าเดิม จากที่เคยเชื่อกันว่าสามโคกเจริญขึ้นเป็นบ้านเป็นเมืองได้ ก็เพียงเพราะกลุ่มคนมอญที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในราวรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแห่งกรุงศรีอยุธยาเท่านั้น

ในความเป็นจริง สามโคกตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา อันเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญซึ่งจะผ่านไปออกทะเลที่ปากน้ำ จังหวัดสมุทรปราการ ดังนั้น จึงมีผู้คนสัญจรผ่านไปมาอยู่ช้านานแล้ว

ร่องรอยที่พบในแผนที่ ภาพถ่ายทางอากาศ และการสำรวจสภาพภูมิประเทศล้วนแสดงให้เห็นว่า ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาช่วงที่ไหลจากบ้านท้ายเกาะและบ้านโพธิ์แตงเข้าสู่เขตอำเภอสามโคก จนถึงอำเภอเมือง

ปทุมธานีในปัจจุบันนั้น มีชุมชนโบราณตั้งอยู่อย่างหนาแน่น สังเกตได้จากจำนวนวัดโบราณซึ่งมีมากมาย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำ มีร่องรอยการตั้งชุมชนโบราณอย่างชัดเจนที่บริเวณตั้งแต่ปากคลองเชียงรากน้อยมายังปากคลองเชียงราก

คลองเชียงรากน้อยเป็นลำน้ำธรรมชาติ แยกจากลำน้ำเจ้าพระยาลงสู่ที่ราบลุ่มทางตะวันออก ไหลไปสมทบกับคลองเปรมประชากรและคลองหนึ่ง

ส่วนคลองเชียงรากนั้นก็คือลำแม่น้ำอ้อมของแม่น้ำเจ้าพระยานั่นเอง

การเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิประเทศของพื้นที่บริเวณนี้เกิดขึ้นในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม คือได้โปรดฯให้ขุดคลองลัดแม่น้ำอ้อมจากริมวัดไก่เตี้ยท้ายบ้านสามโคกมายังบ้านมะขาม หน้าเมืองปทุมธานีในปัจจุบัน

ภายหลัง เมื่อกระแสน้ำไหลตัดตรงจากบริเวณบ้านไก่เตี้ยมายังบ้านปากคลองเชียงรากแล้ว ก็ทำให้คลองลัดที่ขุดขึ้นในสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมนี้กลายเป็นลำน้ำเจ้าพระยาไป ส่วนลำน้ำเดิมที่เป็นเส้นทางอ้อมนั้นค่อย ๆ เล็กลง จนกลายเป็นคลองเชียงราก

 

แผนที่บริเวณสามโคก แสดงให้เห็นลำน้ำเจ้าพระยาเดิม กับคลองลัดที่ขุดขึ้นในสมัยอยุธยาตอนกลาง ที่ภายหลังได้กลายเป็นลำน้ำสายหลักไปในที่สุด ช่วงตั้งแต่บ้านสามโคกลงไปมีร่องรอยการขุดคลองเชื่อมต่อกันอย่างสลับซับซ้อน และเป็นที่ตั้งของชุมชนหมู่บ้านเป็นหย่อม ๆ ดังจะเห็นว่ามีวัดกระจายตัวอยู่ตามริมคลองเหล่านั้น

 

ตามสองฝั่งน้ำของคลองลัดตั้งแต่บ้านสามโคกมาถึงบ้านปากคลองเชียงราก จึงกลายเป็นบริเวณที่มีผู้คนเข้ามาตั้งถิ่นฐานในสมัยหลังรัชกาลสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมลงมา และเป็นพื้นฐานสำคัญให้กับการเกิดเมืองปทุมธานีในสมัยรัตนโกสินทร์

อย่างไรก็ดี หลักฐานทางโบราณคดีที่พบทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำดูจะมีความเก่าแก่กว่าฝั่งตะวันตกอย่างเห็นได้ชัด

ที่กล่าวเช่นนี้ เพราะได้พบวัดเก่าแก่และโบราณวัตถุสมัยอยุธยาตอนต้นจำนวนมาก ตลอดจนยังปรากฏร่องรอยทางน้ำเก่าและคลองที่ขุดขึ้นเพื่อการตั้งถิ่นฐานเป็นบ้านเป็นเมืองอยู่ทั่วไป โดยเฉพาะบริเวณจากบ้านศาลาแดงเหนือมายังคลองส่งน้ำที่วัดอัมพารามนั้น มีร่องรอยแนวคูที่ตัดขนานกับลำแม่น้ำ ทำให้เกิดพื้นที่รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า อันเป็นลักษณะของเมืองอย่างชัดเจน

ส่วนหลักฐานเอกสารที่ยืนยันความเป็นบ้านเป็นเมืองในบริเวณแถบนี้มีกล่าวถึงในโคลงกำสรวลสมุทร อันเป็นวรรณคดีสมัยกรุงศรีอยุธยาในช่วงตั้งแต่รัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถลงมา ที่กล่าวไว้ว่า


       จากมาเรือร่อนท้ง พญาเมือง
เมืองเปล่าปลิวใจหาย น่าน้อง
จากมาเยิยมาเปลือง อกเปล่า
อกเปล่าว่ายฟ้าร้อง ร่ำหารนหาฯ
       จากมาเมืองเก่าเท้า ลเท ทานรา
เทท่าบึงบางบา บ่าใส้
จากมาอ่อนอาเม บุญบาป ใดนา

เมืองมิ่งหลายเจ้าไว

รยกโรยฯ


บริเวณที่เดี๋ยวนี้เรียกกันว่า "ทุ่งพญาเมือง" และ "เมืองเก่า" ในโคลงกำสรวลสมุทรล้วนมีความสัมพันธ์กัน โดยต่างก็ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของลำน้ำเจ้าพระยาด้วยกัน ได้พบซากวัดร้างที่ชื่อว่าวัดพญาเมือง มีพระพุทธรูปหินทรายแบบอู่ทอง ตลอดจนเศษภาชนะดินเผาเคลือบแบบสังคโลกสุโขทัย รวมทั้งเครื่องลายครามในสมัยราชวงศ์เหม็งปะปนอยู่ด้วย มีเรื่องเล่ากันต่อ ๆ มาเกี่ยวกับวัดนี้ว่า ในช่วงหลังกรุงศรีอยุธยาแตก เมื่อพระยาตากยกกองทัพจากจันทบุรีเข้าต่อรบชนะพม่าที่ค่ายโพธิ์สามต้นแล้ว ระหว่างเดินทางล่องเรือลงมายังเมืองธนบุรีได้แวะพักไพร่พลหุงหาอาหารที่วัดพญาเมืองและวัดนางหยาดด้วย

นอกจากนี้ ที่วัดสองพี่น้อง ตำบลบ้านงิ้ว ก็เป็นสถานที่ประดิษฐานพระพุทธรูปหินทราย คือ หลวงพ่อเพชรและหลวงพ่อพลอย และภายในบริเวณวัดยังพบเสมาหินทรายสีแดงที่มีลวดลายสลักเป็นศิลปะแบบอยุธยาตอนต้นขึ้นไปอีกด้วย

หลักฐานเหล่านี้ล้วนยืนยันอย่างชัดเจนว่า ความเก่าแก่ของการตั้งถิ่นฐานนั้นอยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยามากกว่าฝั่งตะวันตก

พื้นที่บริเวณฝั่งตะวันตก คือ เขตบ้านสามโคกนั้นน่าจะเพิ่งเริ่มเกิดมีชุมชนหนาแน่นขึ้นเมื่อมีคนมอญอพยพจากเมืองมอญเข้ามาตั้งถิ่นฐานในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเท่านั้น และทางราชการคงกำหนดให้มีอาชีพทำเครื่องปั้นดินเผาป้อนให้แก่ผู้คนที่อาศัยอยู่แถบลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งก็ส่งผลให้บริเวณนี้กลายเป็นเมืองไปในที่สุด

คนมอญที่กระจายกันอยู่ทั้งสองฝั่งแม่น้ำได้สร้างวัดขึ้นใหม่หลายวัด โดยมีการเคลื่อนย้ายพระพุทธรูป และศาสนวัตถุอื่น ๆ จากวัดเก่าที่มีอยู่ก่อนเข้ามาประดิษฐานไว้ในวัดที่พวกตนสร้างขึ้นด้วย ดังจะเห็นได้ว่าพระพุทธรูปประธานสำคัญของวัดต่าง ๆ แถบนี้มักเป็นพระพุทธรูปหินทราย และมีพุทธศิลป์เป็นแบบอู่ทองที่มีอายุเก่ากว่าศิลปะในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเกือบทั้งสิ้น เช่น หลวงพ่อนรสิงห์ วัดกร่าง ตำบลบางกระบือ และหลวงพ่อขาว วัดเกาะเกรียง ตำบลบางคู เป็นต้น


วัดร้างซึ่งชาวบ้านแถบนั้นเรียกชื่อว่าวัดใหม่ ตั้งอยู่ถัดจากวัดสองพี่น้องไปทางทิศเหนือ มีซากพระอุโบสถขนาดใหญ่ ( ภาพ : ศูนย์ข้อมูล เมืองโบราณ, ตุลาคม ๒๕๔๐)

 

นับแต่รัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราชลงมา ความหนาแน่นของชุมชนก็ค่อย ๆ ย้ายไปอยู่ทางฝั่งตะวันตกที่สามโคก เนื่องมาจากความเจริญขึ้นของอุตสาหกรรมการปั้นหม้อไหดินเผาของคนมอญที่อพยพเข้ามา จนกลายเป็นศูนย์กลางที่สำคัญ ดังเห็นได้จากมีโคกเนินขนาดใหญ่ที่เป็นแหล่งเตาเผาเครื่องปั้นดินเผาถึงสามแห่ง อันเป็นเหตุให้ถูกเรียกว่า " สามโคก "

และสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาช่วงนี้ก็กลายเป็นถิ่นฐานสำคัญของเหล่าคนมอญที่ตั้งตัวขึ้นเป็นชุมชน มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องจากสามโคกมายังปทุมธานี ปากเกร็ด และนนทบุรีตามลำดับ

.......................................

ภาพและบทความจากวารสารเมืองโบราณ ปีที่ ๒๔ ฉบับที่ ๑ (ม.ค.- มี.ค. ๔๑)

 

 



เว็บไซต์ของมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์จัดทำขึ้น เพื่อเผยแพร่การดำเนินงาน ข่าวสาร ข้อมูลของมูลนิธิฯ บทความ จดหมายข่าว พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น กิจกรรม ตลอดจนความรู้ทางสังคมและวัฒนธรรม โดยมีคำจำกัดความกิจกรรมของมูลนิธิฯ ว่า " รวบรวม บันทึก ศึกษา ข้อมูลทางวัฒนธรรม สนับสนุนการอนุรักษ์เพื่อพัฒนา เผยแพร่เพื่อการศึกษาของสาธารณชน " ดังนั้น ทางมูลนิธิฯ มีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง หากท่านผู้มาเข้าชมได้รับสาระความรู้จากเว็บไซต์ของมูลนิธิฯ หรือหากต้องการนำข้อมูลหรือรูปภาพที่ได้จากเว็บไซต์นี้ไปใช้ประโยชน์เพื่องานด้านวิชาการ กรุณาแจ้งมาที่ webmaster ทางอีเมล์ หรือตามที่อยู่ด้านล่างนี้

ติดต่อมูลนิธิฯ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
ทาง E-mail: lek_prapai@yahoo.com โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘-๙ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
 
เว็บมาสเตอร์ : อนุสรณ์ โพธิ์แก่นแก้ว
แนะนำ ติ-ชม หรือหากคุณมีข่าวสารที่น่าสนใจต้องการนำเสนอ E-mail มาที่ webmaster@lek-prapai.org