ศรีศักร วัลลิโภดม
หลักฐานทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ซึ่งพบที่อำเภอสามโคกในระยะหลังนี้ ได้ทำให้อายุความเก่าแก่เกี่ยวกับการตั้งถิ่นฐานของชุมชนโบราณในบริเวณแถบนี้สูงขึ้นไปกว่าเดิม จากที่เคยเชื่อกันว่าสามโคกเจริญขึ้นเป็นบ้านเป็นเมืองได้ ก็เพียงเพราะกลุ่มคนมอญที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในราวรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแห่งกรุงศรีอยุธยาเท่านั้น
ในความเป็นจริง สามโคกตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา อันเป็นเส้นทางเดินเรือสำคัญซึ่งจะผ่านไปออกทะเลที่ปากน้ำ จังหวัดสมุทรปราการ ดังนั้น จึงมีผู้คนสัญจรผ่านไปมาอยู่ช้านานแล้ว
ร่องรอยที่พบในแผนที่ ภาพถ่ายทางอากาศ และการสำรวจสภาพภูมิประเทศล้วนแสดงให้เห็นว่า ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาช่วงที่ไหลจากบ้านท้ายเกาะและบ้านโพธิ์แตงเข้าสู่เขตอำเภอสามโคก จนถึงอำเภอเมือง
ปทุมธานีในปัจจุบันนั้น มีชุมชนโบราณตั้งอยู่อย่างหนาแน่น สังเกตได้จากจำนวนวัดโบราณซึ่งมีมากมาย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำ มีร่องรอยการตั้งชุมชนโบราณอย่างชัดเจนที่บริเวณตั้งแต่ปากคลองเชียงรากน้อยมายังปากคลองเชียงราก
คลองเชียงรากน้อยเป็นลำน้ำธรรมชาติ แยกจากลำน้ำเจ้าพระยาลงสู่ที่ราบลุ่มทางตะวันออก ไหลไปสมทบกับคลองเปรมประชากรและคลองหนึ่ง
ส่วนคลองเชียงรากนั้นก็คือลำแม่น้ำอ้อมของแม่น้ำเจ้าพระยานั่นเอง
การเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิประเทศของพื้นที่บริเวณนี้เกิดขึ้นในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม คือได้โปรดฯให้ขุดคลองลัดแม่น้ำอ้อมจากริมวัดไก่เตี้ยท้ายบ้านสามโคกมายังบ้านมะขาม หน้าเมืองปทุมธานีในปัจจุบัน
ภายหลัง เมื่อกระแสน้ำไหลตัดตรงจากบริเวณบ้านไก่เตี้ยมายังบ้านปากคลองเชียงรากแล้ว ก็ทำให้คลองลัดที่ขุดขึ้นในสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมนี้กลายเป็นลำน้ำเจ้าพระยาไป ส่วนลำน้ำเดิมที่เป็นเส้นทางอ้อมนั้นค่อย ๆ เล็กลง จนกลายเป็นคลองเชียงราก
|
แผนที่บริเวณสามโคก แสดงให้เห็นลำน้ำเจ้าพระยาเดิม กับคลองลัดที่ขุดขึ้นในสมัยอยุธยาตอนกลาง ที่ภายหลังได้กลายเป็นลำน้ำสายหลักไปในที่สุด ช่วงตั้งแต่บ้านสามโคกลงไปมีร่องรอยการขุดคลองเชื่อมต่อกันอย่างสลับซับซ้อน และเป็นที่ตั้งของชุมชนหมู่บ้านเป็นหย่อม ๆ ดังจะเห็นว่ามีวัดกระจายตัวอยู่ตามริมคลองเหล่านั้น |
ตามสองฝั่งน้ำของคลองลัดตั้งแต่บ้านสามโคกมาถึงบ้านปากคลองเชียงราก จึงกลายเป็นบริเวณที่มีผู้คนเข้ามาตั้งถิ่นฐานในสมัยหลังรัชกาลสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมลงมา และเป็นพื้นฐานสำคัญให้กับการเกิดเมืองปทุมธานีในสมัยรัตนโกสินทร์
อย่างไรก็ดี หลักฐานทางโบราณคดีที่พบทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำดูจะมีความเก่าแก่กว่าฝั่งตะวันตกอย่างเห็นได้ชัด
ที่กล่าวเช่นนี้ เพราะได้พบวัดเก่าแก่และโบราณวัตถุสมัยอยุธยาตอนต้นจำนวนมาก ตลอดจนยังปรากฏร่องรอยทางน้ำเก่าและคลองที่ขุดขึ้นเพื่อการตั้งถิ่นฐานเป็นบ้านเป็นเมืองอยู่ทั่วไป โดยเฉพาะบริเวณจากบ้านศาลาแดงเหนือมายังคลองส่งน้ำที่วัดอัมพารามนั้น มีร่องรอยแนวคูที่ตัดขนานกับลำแม่น้ำ ทำให้เกิดพื้นที่รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า อันเป็นลักษณะของเมืองอย่างชัดเจน
ส่วนหลักฐานเอกสารที่ยืนยันความเป็นบ้านเป็นเมืองในบริเวณแถบนี้มีกล่าวถึงในโคลงกำสรวลสมุทร อันเป็นวรรณคดีสมัยกรุงศรีอยุธยาในช่วงตั้งแต่รัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถลงมา ที่กล่าวไว้ว่า
| จากมาเรือร่อนท้ง |
พญาเมือง |
| เมืองเปล่าปลิวใจหาย |
น่าน้อง |
| จากมาเยิยมาเปลือง |
อกเปล่า |
| อกเปล่าว่ายฟ้าร้อง |
ร่ำหารนหาฯ |
| จากมาเมืองเก่าเท้า |
ลเท ทานรา |
| เทท่าบึงบางบา |
บ่าใส้ |
| จากมาอ่อนอาเม |
บุญบาป ใดนา |
เมืองมิ่งหลายเจ้าไว
|
รยกโรยฯ |
บริเวณที่เดี๋ยวนี้เรียกกันว่า "ทุ่งพญาเมือง" และ "เมืองเก่า" ในโคลงกำสรวลสมุทรล้วนมีความสัมพันธ์กัน โดยต่างก็ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของลำน้ำเจ้าพระยาด้วยกัน ได้พบซากวัดร้างที่ชื่อว่าวัดพญาเมือง มีพระพุทธรูปหินทรายแบบอู่ทอง ตลอดจนเศษภาชนะดินเผาเคลือบแบบสังคโลกสุโขทัย รวมทั้งเครื่องลายครามในสมัยราชวงศ์เหม็งปะปนอยู่ด้วย มีเรื่องเล่ากันต่อ ๆ มาเกี่ยวกับวัดนี้ว่า ในช่วงหลังกรุงศรีอยุธยาแตก เมื่อพระยาตากยกกองทัพจากจันทบุรีเข้าต่อรบชนะพม่าที่ค่ายโพธิ์สามต้นแล้ว ระหว่างเดินทางล่องเรือลงมายังเมืองธนบุรีได้แวะพักไพร่พลหุงหาอาหารที่วัดพญาเมืองและวัดนางหยาดด้วย
นอกจากนี้ ที่วัดสองพี่น้อง ตำบลบ้านงิ้ว ก็เป็นสถานที่ประดิษฐานพระพุทธรูปหินทราย คือ หลวงพ่อเพชรและหลวงพ่อพลอย และภายในบริเวณวัดยังพบเสมาหินทรายสีแดงที่มีลวดลายสลักเป็นศิลปะแบบอยุธยาตอนต้นขึ้นไปอีกด้วย
หลักฐานเหล่านี้ล้วนยืนยันอย่างชัดเจนว่า ความเก่าแก่ของการตั้งถิ่นฐานนั้นอยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยามากกว่าฝั่งตะวันตก
พื้นที่บริเวณฝั่งตะวันตก คือ เขตบ้านสามโคกนั้นน่าจะเพิ่งเริ่มเกิดมีชุมชนหนาแน่นขึ้นเมื่อมีคนมอญอพยพจากเมืองมอญเข้ามาตั้งถิ่นฐานในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเท่านั้น และทางราชการคงกำหนดให้มีอาชีพทำเครื่องปั้นดินเผาป้อนให้แก่ผู้คนที่อาศัยอยู่แถบลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งก็ส่งผลให้บริเวณนี้กลายเป็นเมืองไปในที่สุด
คนมอญที่กระจายกันอยู่ทั้งสองฝั่งแม่น้ำได้สร้างวัดขึ้นใหม่หลายวัด โดยมีการเคลื่อนย้ายพระพุทธรูป และศาสนวัตถุอื่น ๆ จากวัดเก่าที่มีอยู่ก่อนเข้ามาประดิษฐานไว้ในวัดที่พวกตนสร้างขึ้นด้วย ดังจะเห็นได้ว่าพระพุทธรูปประธานสำคัญของวัดต่าง ๆ แถบนี้มักเป็นพระพุทธรูปหินทราย และมีพุทธศิลป์เป็นแบบอู่ทองที่มีอายุเก่ากว่าศิลปะในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเกือบทั้งสิ้น เช่น หลวงพ่อนรสิงห์ วัดกร่าง ตำบลบางกระบือ และหลวงพ่อขาว วัดเกาะเกรียง ตำบลบางคู เป็นต้น
 |
วัดร้างซึ่งชาวบ้านแถบนั้นเรียกชื่อว่าวัดใหม่ ตั้งอยู่ถัดจากวัดสองพี่น้องไปทางทิศเหนือ มีซากพระอุโบสถขนาดใหญ่ ( ภาพ : ศูนย์ข้อมูล เมืองโบราณ, ตุลาคม ๒๕๔๐) |
|
นับแต่รัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราชลงมา ความหนาแน่นของชุมชนก็ค่อย ๆ ย้ายไปอยู่ทางฝั่งตะวันตกที่สามโคก เนื่องมาจากความเจริญขึ้นของอุตสาหกรรมการปั้นหม้อไหดินเผาของคนมอญที่อพยพเข้ามา จนกลายเป็นศูนย์กลางที่สำคัญ ดังเห็นได้จากมีโคกเนินขนาดใหญ่ที่เป็นแหล่งเตาเผาเครื่องปั้นดินเผาถึงสามแห่ง อันเป็นเหตุให้ถูกเรียกว่า " สามโคก "
และสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาช่วงนี้ก็กลายเป็นถิ่นฐานสำคัญของเหล่าคนมอญที่ตั้งตัวขึ้นเป็นชุมชน มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องจากสามโคกมายังปทุมธานี ปากเกร็ด และนนทบุรีตามลำดับ
.......................................
ภาพและบทความจากวารสารเมืองโบราณ ปีที่ ๒๔ ฉบับที่ ๑ (ม.ค.- มี.ค. ๔๑)
|