เมืองโบราณ
พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ
วารสารเมืองโบราณ
สารคดีดอตคอม
วิทยาลัยการจัดการทางสังคม
แสดงความคิดเห็นผ่านสมุดเยี่ยมชม

ดรรชนีบทความ
อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม

 

   
   
   
วัดศาลาแดงเหนือ อ.สามโคก ปทุมธานี
 
 
 
กุฏิพระอาจารย์บุนนาค ปทุมโม อดีตเจ้าอาวาสวัดศาลาแดงเหนือ ที่ชาวบ้านบริจาคทรัพย์สร้างถวายเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๑ ปัจจุบันเป็นที่เก็บรวบรวมศิลปะวัตถุต่างๆ ที่พระอาจารย์บุนนาครวบรวมไว้
 
 
   
   
   

 

 
พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น : กระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน
 
 
 
 

แนวคิดพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น

ปัจจุบันมีพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นมากมายหลายแห่งทุกภูมิภาค ทั้งในระดับชาติ ระดับจังหวัด และท้องถิ่น แต่พิพิธภัณฑ์เป็นสิ่งใหม่ไม่เหมือนพิพิธภัณฑ์เหล่านั้น หลายคนอาจจะคัดค้านได้ว่าพิพิธภัณฑ์ตามท้องถิ่นก็มีอย่างมากมายอยู่แล้ว จะไม่เรียกว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นได้อย่างไร คำตอบในที่นี้ก็คือว่า บรรดาพิพิธภัณฑ์เหล่านั้นแสดงอะไร หรือให้อะไรที่ทำให้เห็นว่าเห็นความรู้เฉพาะท้องถิ่นนั้นบ้าง

การจัดพิพิธภัณฑ์ทั้งในระดับชาติ ระดับจังหวัดและท้องถิ่นที่เป็นอยู่ขณะนี้ก็คือ การนำเอาบรรดาโบราณวัตถุมาจัดแสดง ถ้าในระดับชาติโบราณวัตถุส่วนใหญ่ก็เป็นศิลปวัตถุที่มีคุณค่า ราคาแพง มีความเก่าแก่ เพราะมุ่งที่จะแสดงความเก่าแก่และความรุ่งเรืองของชาติเป็นสำคัญ การจัดพิพิธภัณฑ์แบบนี้มุ่งในรูปแบบของการจัดแสดง มีตึกอาคารที่หรูหรา แต่ของที่นำมาแสดงนั้นซ้ำซ้อน ดูแล้วหารู้ไปถึงความหมายความสำคัญของวัฒนธรรมของกลุ่มชนที่เป็นเจ้าของโบราณวัตถุเหล่านั้นไม่ ส่วนในระดับท้องถิ่นก็ลอกเลียนแบบอย่างในการนำเอาสิ่งของซ้ำแล้วซ้ำเล่ามาจัดแสดง ที่มีเงินหน่อยก็จัดได้สวยงาม แต่ถ้ายากจนหน่อยก็ดูเป็นโกดังเก็บของไป แต่ทั้งหมดแล้วก็จะสรุปได้ว่าเป็นการจัดแสดงสิ่งของที่ไม่เห็นคนและชีวิตของคนในท้องถิ่นแต่อย่างใด มิหนำซ้ำยังมีผลร้ายตามมาก็คือ เกิดมีการโจรกรรมสิ่งมีค่าจากพิพิธภัณฑ์เหล่านั้นอยู่บ่อยๆ จนทำให้ผู้ที่อยากมีพิพิธภัณฑ์แต่ไม่มีของและไม่มีเงิน ในฝ่อไปตามๆกัน

ในทัศนะของข้าพเจ้าพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเป็นของคนท้องถิ่น ไม่ใช่ของข้าพเจ้า ไม่ใช่ของหน่วยราชการ หรือของคนอื่นๆ จากภายนอก สิ่งที่จะนำมาแสดงก็คือ เนื้อหาที่เป็นวัฒนธรรมของคนในท้องถิ่น และเมื่อเกิดขึ้นมาแล้วคนท้องถิ่นก็เป็นเจ้าของ ทำหน้าที่ดูแลกันเอง รวมทั้งการอธิบายและนำชม

พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นที่ผ่านมา

ที่ผ่านมาการจัดพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น อาจวิเคราะห์ได้เป็นสองอย่าง อย่างแรก เป็นการจัดโดยคนจากภายนอกที่มีความรู้เรื่องการจัดพิพิธภัณฑ์ คำว่า "ท้องถิ่น" จึงหมายถึงพื้นที่ ไม่ใช่คน ผู้รับผิดชอบเช่นจากหน่วยราชการก็จะไปรวบรวมบรรดาโบราณวัตถุทั้งทางด้านโบราณคดีและชาติพันธุ์ ภายในพื้นที่ของท้องถิ่นมาตั้งแสดง จากนั้นจึงกำหนดเนื้อหาที่ตนได้ตีความจากบรรดาวัตถุเหล่านั้น โดยไม่เชื่อมโยงไปถึงสภาพและความเป็นไปของสังคม – วัฒนธรรมท้องถิ่นแม้แต่น้อย ส่วนอย่างที่สอง เป็นการดำเนินการโดยคนในท้องถิ่นเอง อย่างเช่นพิพิธภัณฑ์ที่เกิดขึ้นตามวัด อันเนื่องมาจากพระภิกษุสงฆ์รวบรวมสิ่งของไว้ แล้วลูกศิษย์ลูกหาจัดสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์ขึ้น นำสิ่งของที่สะสมไว้มาตั้งแสดง พิพิธภัณฑ์แบบนี้เป็นเพียงแต่นำวัตถุที่เก็บไว้มาตั้งแสดงเท่านั้น หาได้พยายามสื่อความหมายและเนื้อหาของสังคม – วัฒนธรรมแต่อย่างใดไม่ หลายๆแห่งในชั้นแรกก็ดูน่าสนใจ แต่ความเป็นภาพสถิตจึงทำให้ดูบ่อยๆก็เบื่อ ในไม่ช้าก็ปล่อยไปตามยถากรรม ซึ่งถ้าหากถูกปล่อยปละละเลยแล้ว พิพิธภัณฑ์เหล่านั้นก็มีสภาพเป็นโกดังเก็บของไป

ข้าพเจ้าจึงคิดว่า การจะจัดพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นขึ้นนั้น สิ่งที่จะนำมาแสดงหาใช่รูปแบบอาคารพิพิธภัณฑ์และบรรดาโบราณวัตถุแต่เพียงอย่างเดียวไม่ หากจะต้องสัมพันธ์กับเนื้อหาในด้านประวัติศาสตร์ทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์สังคม และชีวิตวัฒนธรรมของผู้คนที่อยู่ตามชุมชนต่างๆ ในพื้นที่หรือท้องถิ่นเดียวกัน ทั้งนี้เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์สังคมและชีวิตวัฒนธรรมของผู้คนที่อยู่ตามชุมชนต่างๆ ในพื้นที่หรือท้องถิ่นเดียวกัน ทั้งนี้เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ สังคมและชีวิตวัฒนธรรมของผู้คนในท้องถิ่นจะเป็นตัวตั้งหรือเป็นสิ่งกำหนดให้ว่า

  • จะเอาโบราณวัตถุอย่างไหนมาแสดง แต่ถ้าไม่ก็จำต้องหามาด้วยวิธีอื่น อาจแสดงจากภาพถ่าย หุ่นจำลอง ภาพเขียน ฯลฯ
  • เป็นสิ่งที่กำหนดทิศทางและหัวข้อในการจัดแสดง และ
  • เป็นสิ่งที่แสดงลักษณะเฉพาะ หรือที่มักเรียกกันว่า เอกลักษณ์ของท้องถิ่น ซึ่งสิ่งนี้จะนำไปสู่การแลเห็นความหลากหลายทางวัฒนธรรมและสภาพแวดล้อม ดังนั้น เมื่อมีการนำเอาเนื้อหาของพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นแต่ละแห่งมาเปรียบเทียบกัน ก็จะแลเห็นความหลากหลายทางวัฒนธรรม อันเนื่องมาจากความแตกต่างกันของท้องถิ่น

เพราะฉะนั้น พิพิธภัณฑ์ในลักษณะเดิมจึงออกมาเป็น ๒ แบบด้วยกัน แบบแรกมีตึกรูปร่างหน้าตาสวยงามใหญ่โตและมีรูปแบบทางสถาปัตยกรรมตามความคิดคำนึงของสถาปนิก ทำให้บางแห่งใหญ่โตและราคาแพงจนเกินเหตุ แบบที่สองคือ ที่มีประสบการณ์น้อย มีเงินทุนน้อย ซึ่งเพียงอาศัยอาคารที่มีมาก่อนแล้ว และทำของเข้าไปจัดหมวดหมู่ตั้งแสดง สิ่งที่สำคัญก็คือ มีของเท่าใดก็แสดงให้หมดเลย เน้นในเรื่องจำนวนมากกว่าคุณภาพ ทำให้พิพิธภัณฑ์มีสภาพเป็นห้องเก็บของหรือโกดังเก็บของไป ดูแล้วไม่สวยงามเป็นระเบียบเท่ากับแบบแรก แต่ทว่าทั้งสองแบบก็มีความคล้ายคลึงกันในแง่ของการแสดงสิ่งของซ้ำๆกัน และเน้นในเรื่องของมากกว่าเนื้อหา การเน้นในเรื่องของมากกว่าเนื้อหานี้ก่อให้เกิดปัญหาในเรื่องการป้องกันและการดูแลรักษาขึ้นเป็นอย่างมาก เพราะบรรดาโบราณวัตถุทั้งหลายนั้น ปัจจุบันเป็นของที่มีราคาค่างวด เป็นล่อตาล่อใจแก่พวกคนมาชมที่เป็นหัวขโมย นักเล่นของเก่า และมิจฉาชีพ เป็นสิ่งที่ยากแก่การดูแลเป็นอย่างยิ่ง โดยเหตุนี้พิพิธภัณฑ์แบบนี้จึงต้องมีคณะบุคคลที่จะดูแล และมีมาตรการในการที่จะรักษาป้องกัน เป็นเหตุให้ท้องถิ่นที่มีกำลังเงินและกำลังคนไม่อาจควบคุมหรือจัดทำได้ จุดอ่อนอีกอย่างหนึ่งก็คือ การเน้นเฉพาะเรื่องของนั้น ทำให้ความสนใจของคนทั้งจากภายนอกและภายในดำรงอยู่ได้ชั่วครั้งคราว คือ ตื่นเต้นอยู่พักหนึ่งก็ซาไป เหตุนี้ทำให้พิพิธภัณฑ์แบบนี้ในที่สุดก็ดำรงอยู่ไม่ได้นาน

ความหมายของท้องถิ่น

อย่างไรก็ตาม ใคร่ขอทำความเข้าใจคำว่า "ท้องถิ่น" ในที่นี้เสียก่อน จะได้ไม่ไปซับซ้อนหรือสับสนกับคำว่าท้องถิ่นในที่อื่นๆ ท้องถิ่นในทีนี้ข้าพเจ้าหมายถึง พื้นที่ในลักษณะภูมิประเทศหนึ่งที่มีสภาพแวดล้อมเหมาะสมกับการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ อาจจะเป็นพื้นที่ในเขตหุบเขา พื้นที่ในบริเวณลุ่มน้ำ พื้นที่ตามชายฝั่งทะเลก็ได้ พื้นที่ดังกล่าวนี้มีความกว้างขวางพอที่จะทำให้ผู้คนเข้ามาตั้งถิ่นฐานเป็นชุมชน (community) ได้หลายชุมชน มีพื้นที่สาธารณะ (public space) ที่ไม่เป็นของชุมชนใดชุมชนหนึ่ง เช่นบริเวณที่เป็นป่าเขา บริเวณที่เป็นหนองบึงและแม่น้ำลำคลอง พื้นที่สาธารณะเหล่านี้ แต่ก็เป็นสิ่งที่ชุมชนทุกชุมชนในท้องถิ่นเดียวกันดูแลและใช้ประโยชน์ร่วมกัน จนมีผลทำให้เกิดกฎเกณฑ์ ประเพณี หรือจารีตที่ป้องกัน ไม่ให้มีการเอาเปรียบซึ่งกันและกัน รวมทั้งป้องกันการรุกล้ำจากกลุ่มบุคคลจากภายนอกด้วย การปรับตัวของคนในแต่ละชุมชนเข้ากับสภาพแวดล้อมของท้องถิ่น ตลอดจนการใช้พื้นที่สาธารณะร่วมกันนั้นทำให้เกิดรูปแบบในการดำรงชีวิต และวิถีชีวิตที่เหมือนกัน รูปแบบดังกล่าวนี้คือสิ่งที่เรียกว่า วัฒนธรรมท้องถิ่น และสิ่งที่แสดงออกถึงวัฒนธรรมท้องถิ่นที่เด่นชัดก็คือ ๑) บรรดาขนบประเพณี พิธีกรรม และจารีตที่คนในทุกชุมชนของท้องถิ่นมีเหมือนกัน ๒) มีนิทาน นิยายท้องถิ่นรวมทั้งภาษาท้องถิ่นที่สื่อกันได้ ๓) ในบริเวณพื้นที่สาธารณะมักจะมีการสร้างศาลผี ศาลเจ้า หรือวัดให้ผู้คนในท้องถิ่นได้กราบไหว้และประกอบพิธีกรรมและดูแลร่วมกัน ๔) ผู้คนในชุมชนต่างๆ ของท้องถิ่นมักจะมีประสบการณ์ร่วมกันในทางประวัติศาสตร์ที่ทำให้เกิดสำนึกในความเป็นคนในท้องถิ่นเดียวกันขึ้น

ท้องถิ่นแต่ละท้องถิ่นจะมีขนาดและความซับซ้อนทางสังคมและวัฒนธรรมไม่เท่ากัน อันเนื่องมาจากพัฒนาการของชุมชนในท้องถิ่น บางท้องถิ่นอาจประกอบด้วยชุมชนบ้าน (villages) เพียงไม่กี่ชุมชน ซึ่งก็มักเป็นท้องถิ่นที่ห่างไกลความเจริญของสังคมเมือง แต่บางท้องถิ่นก็มีขนาดใหญ่ มีทั้งชุมชนบ้าน (villages) และชุมชนเมือง (town) อยู่ด้วยกัน เพราะฉะนั้นประวัติศาสตร์ท้องถิ่น (local history) จึงมีได้ทั้งในระดับชุมชนบ้านและชุมชนเมือง

ถ้าจะมองคำว่า "ท้องถิ่น" ให้ลุ่มลึกไปกว่านี้ก็ใคร่เสนอว่า ท้องถิ่นนั้นหมายถึงสภาพแวดล้อมธรรมชาติ (ecological niche หรือ microenvironment) ณ ที่ใดที่หนึ่งที่มีมนุษย์ พืช สัตว์ ดำรงชีวิตอยู่ร่วมกัน ทำให้มนุษย์ต้องปรับตัวเองกับสภาพแวดล้อมเพื่อมีชีวิตอยู่ร่วมกัน ดังนั้นการที่จะเข้าใจวิถีชีวิตของมนุษย์หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าวัฒนธรรม (culture) นั้น จึงต้องดูจากกระบวนการปรับตัวเองของมนุษย์เข้ากับสภาพแวดล้อมดังกล่าว ศักยภาพ และกระบวนการปรับตัวเองกับสภาพแวดล้อมนั้น ทำให้เกิดรูปแบบทางวัฒนธรรมแตกต่างไปจากท้องถิ่นอื่นที่มีสภาพแวดล้อมธรรมชาติแตกต่างกันออกไป ผู้ที่จะรู้เรื่องวัฒนธรรม ศักยภาพและการปรับตัวกับสภาพแวดล้อมของผู้คนในชุมชนในแต่ละท้องถิ่นอย่างถูกต้องและลุ่มลึกนั้น คงไม่มีใครดีกว่าคนในท้องถิ่นเอง

กระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน

แต่ทว่าการศึกษาทางวัฒนธรรมที่แล้วมานั้น มักเป็นเรื่องของคนภายนอกเข้าไปศึกษาให้กับคนภายในท้องถิ่น โดยการสัมภาษณ์ การเข้าไปสังเกต และคำบอกเล่าของคนภายในท้องถิ่นที่นำมาวิเคราะห์ตีความและเขียนเป็นเรื่องราวขึ้นมา เรื่องเช่นนี้ถ้าหากทำโดยการเข้าไปอยู่ในท้องถิ่นด้วยเวลาที่ยาวพอสมควรจนปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมทางวัฒนธรรมได้ดี และเป็นที่ยอมรับของคนในท้องถิ่นเป็นอย่างดีแล้ว ก็อาจมีความเข้าใจอย่างลุ่มลึกได้ แต่เท่าที่ทำกันมานั้นส่วนใหญ่เป็นการรวบรวมข้อมูลอย่างผิวเผิน

แต่เมื่อมีมิติทางเวลาที่นักวิชาการและนักวิจัยจากภายนอกไม่อาจควบคุมได้ ก็ต้องหาทางเลือก คือ การให้เกียรติคนภายในเข้ามามีส่วนร่วม และต้องเป็นส่วนร่วมที่เสมอภาค เพราะที่แล้วมานั้นการมีส่วนร่วมของคนภายในเป็นไปแค่การถูกดึงให้เป็นคนนำทาง และให้ข้อมูล ช่วยเหลือในการติดต่อสอบถามกับชาวบ้านเท่านั้น แต่ถ้าจะให้เสมอภาค คนภายในควรมีฐานะเป็นนักวิจัยด้วย ซึ่งในที่นี้ข้าพเจ้าเรียกว่า นักวิจัยท้องถิ่น และปรับเปลี่ยนคำว่าวิจัยเสียใหม่ว่าเป็น “กระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน” ถ้าจัดการให้มีการร่วมมือระหว่างนักวิจัยจากภายในและภายนอกในลักษณะที่เสมอภาคแล้ว งานวิจัยก็จะออกมาอย่างลุ่มลึกและสมบูรณ์ด้วย

กระบวนการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างคนในกับคนนอกนี้ มีประโยชน์อยู่ ๒ อย่าง อย่างแรก ทำให้ได้ความรู้ความเข้าใจที่แท้จริงและลุ่มลึกอันอาจนำไปใช้เป็นประโยชน์ได้หลายด้าน ส่วนอย่างที่สอง คือ การพัฒนาคนท้องถิ่นให้รู้จักตัวเอง มีความรู้และมีความมั่นใจในตัวเอง เท่ากับเป็นการปูพื้นฐานการศึกษาที่จะรองรับการกระจายอำนาจในการปกครองมายังท้องถิ่น และที่สำคัญเกิดบุคคลที่เป็นผู้รู้ท้องถิ่นที่มีสติปัญญาสามารถเป็นแกนนำของท้องถิ่นในการประเมินการกระทำที่ไม่ชอบมาพากลของรัฐได้

ดังนั้น ในการดำเนินการจัดพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นของข้าพเจ้านั้น ยึดความต้องการจากภายในมาก่อน และที่จะได้มาซึ่งเนื้อหาในเรื่องที่จะแสดงนั้นนับเป็นการเรียนรู้ร่วมกัน เมื่อได้เนื้อหามาแล้วจึงนำมาหารือกัน กำหนดเป็นหัวข้อที่จะแสดงว่ามีเรื่องอะไรบ้าง และแต่ละเรื่องนั้น สื่อด้วยวัตถุทางวัฒนธรรม หรือศิลปวัตถุอะไรบ้าง เนื้อหาในเรื่องประวัติศาสตร์ทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์สังคม และวัฒนธรรมท้องถิ่น เป็นเรื่องที่จะต้องมาก่อนบรรดาสิ่งที่เป็นโบราณสถานวัตถุ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่ ขัดกับประเพณีการจัดพิพิธภัณฑ์แต่เดิมที่บรรดาศิลปวัตถุมาก่อนเนื้อหา เพราะมุ่งที่จะจัดแสดงแต่ในเรื่องวัตถุเท่านั้น หาให้ความสำคัญแก่เนื้อหาไม่

พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นที่เน้นการแสดงโดยใช้เนื้อหาทางวัฒนธรรมเป็นตัวกำหนดนั้น จะมีลักษณะยั่งยืน เพราะเนื้อหาคือสิ่งที่ปลุกสำนึกคนให้ตื่น ให้ภาคภูมิใจในตัวเองและท้องถิ่นตลอดเวลา ทำให้พิพิธภัณฑ์เป็นของส่วนรวมของคนในชุมชนทุกรุ่นทุกสมัย


พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น : กระบวนการเรียนรู้ร่วมกั

การจัดทำพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในสภาพทางสังคมในขณะนี้ เป็นสิ่งที่ทั้งบุคคลภายในท้องถิ่นและนอกท้องถิ่นไม่อาจทำได้ตามลำพัง หากต้องร่วมมือกันในลักษณะเสมอภาคเคารพให้เกียรติซึ่งกันและกัน อีกทั้งมีความจริงใจต่อกันด้วย

ในท้องถิ่นหนึ่งมีหลายชุมชน แต่ไม่ทุกชุมชนที่มีความคิดริเริ่มและมีศักยภาพในการจัดพิพิธภัณฑ์ เพราะฉะนั้นเมื่อเกิดความต้องการภายในจากชุมชนใดชุมชนหนึ่งของท้องถิ่นให้มีพิพิธภัณฑ์ขึ้นแล้ว การดูแลรักษาตลอดจนค่าใช้จ่ายต่างๆ จะเป็นเรื่องของชุมชนหนึ่งเท่านั้น ในทำนองตรงข้ามเนื้อหาที่แสดงจะไม่เป็นเรื่องของชุมชนที่เป็นเจ้าของพิพิธภัณฑ์ หากคลุมไปทั้งหมดของท้องถิ่น ซึ่งถ้าท้องถิ่นที่มีขนาดใหญ่แล้ว ก็จะเป็นเรื่องราวทางสังคม-วัฒนธรรมของบ้านและเมืองในท้องถิ่นนั้นๆทีเดียว

เหตุที่ต้องเป็นเรื่องของท้องถิ่นทั้งหมดที่มีชุมชนหลายๆ ชุมชนมารวมกัน ก็เนื่องจากว่าถ้าไปเน้นเฉพาะชุมชนใดชุมชนหนึ่งแล้ว เนื้อหาที่จะแลเห็นเรื่องราวทางสังคมและวัฒนธรรมเป็นองค์รวมจะไม่เพียงพอ ยิ่งกว่านั้นจะเป็นการเสนอภาพชุมชนในลักษณะที่โดดเดี่ยวอยู่ตามลำพังไม่สัมพันธ์และพึ่งพิงกับใคร เป็นสิ่งที่ขัดกับความเป็นจริงทางประวัติศาสตร์สังคมและวัฒนธรรมในสังคมชาวนา (peasant society) ในดินแดนประเทศไทยที่มีพัฒนาการมากว่าพันปี และกำลังเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่จะเป็นสังคมเมืองและสังคมอุตสาหกรรมในขณะนี้

เพราะฉะนั้นเพื่อเข้าใจในเนื้อหาของสังคมและวัฒนธรรมท้องถิ่น ในการดำเนินการเก็บข้อมูลจึงต้องอาศัยการออกไปสำรวจศึกษาตามชุมชนต่างๆ ของท้องถิ่น นอกเหนือไปจากชุมชนที่จะเป็นที่ตั้งพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นนั้น โดยทั่วไปและตามความเป็นจริงผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องแนวคิดทฤษฎีและวิธีการตลอดจนเทคนิคในการจัดพิพิธภัณฑ์นั้นไม่ใช่คนจากภายใน หากเป็นคนภายนอกที่เป็นนักวิชาการ การวางแผนและการกำหนดวิธีการรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูล จึงเป็นเรื่องของคนจากภายนอก โดยมีขั้นตอนในการศึกษาดังต่อไปนี้

ข้อแรก เริ่มด้วยการประชุมกลุ่มผู้ทำงานที่ประกอบด้วยบุคคลจากภายในและภายนอกเพื่อให้รู้จักบทบาทและหน้าที่ของแต่ละคนแต่ละฝ่าย เพื่อให้เข้าใจแนวคิด วิธีการ รวมทั้งภาพรวมของท้องถิ่นร่วมกัน เมื่อเห็นภาพรวมร่วมกันจนเป็นที่เข้าใจแล้ว ก็กำหนดกรอบและเนื้อหาที่จะต้องศึกษาและรวบรวมเข้ามาทำการวิเคราะห์กำหนดเป็นหัวข้อในการจัดแสดง ซึ่งประกอบด้วย ๑) พื้นที่ (space) หรือ "ท้องถิ่น" ว่ามีพัฒนาการทางวัฒนธรรมเป็นมาอย่างไร ๒) กลุ่มคนในท้องถิ่นมาจากไหนและมีวิถีเป็นอย่างไร และ ๓) การเปลี่ยนแปลงทางสังคม-วัฒนธรรม

ข้อสอง เป็นการเก็บข้อมูลทั้งด้านเอกสารและการสำรวจค้นคว้าหลักฐานทางวัฒนธรรมในท้องถิ่น โดยพยายามให้ทราบว่าท้องถิ่นนี้มีกล่าวถึงในเอกสารทั้งโบราณและปัจจุบันอย่างไรบ้าง มีการสำรวจหาหลักฐานทางประวัติศาสตร์-โบราณคดีมาวิเคราะห์ให้เห็นว่าในท้องถิ่นนี้มีร่องรอยของการมีคนเข้ามาอยู่อาศัยแต่โบราณ ก่อนที่จะเกิดชุมชนในปัจจุบันอย่างไร โดยเฉพาะหลักฐานทางโบราณคดีจะเป็นสิ่งที่มีความหมายมาก เพราะเป็นหลักฐานที่มีความแน่นอนกว่าหลักฐานทางเอกสาร การศึกษาในข้อนี้อาจใช้วิธีการทางโบราณคดีได้ดี และนำหลักฐานมาวิเคราะห์ตีเป็นความเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ทางวัฒนธรรม ผลของการศึกษาในชั้นนี้นอกจากจะรู้ว่าเคยมีการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์มาแต่เมื่อใดแล้ว ยังทำให้ทราบได้ว่ามนุษย์ในสมัยโบราณของท้องถิ่นมีการปรับตัวเองเข้ากับสภาพแวดล้อมธรรมชาติในท้องถิ่นอย่างไรบ้าง และเห็นได้จากอะไร


ทิศทางการจัดทำพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น

การดำเนินงานจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเป็นเรื่องที่ต้องใช้เงินเป็นพื้นฐานที่สำคัญซึ่งก็ยากที่จะทำให้คนในท้องถิ่นเข้าใจ ให้ความร่วมมือและจัดหางบประมาณให้ อีกประการหนึ่งยังมีขั้นตอนในการจัดพิพิธภัณฑ์ คือ ขั้นตอนในการออกแบบและการผลิต ซึ่งขั้นตอนดังกล่าวนี้เป็นสิ่งที่ต้องใช้งบประมาณมาก ในขณะนี้บุคคลที่จะทำการออกแบบและการผลิตที่มีความรู้และมีจรรยาบรรณที่ดีนั้น เกือบไม่มีเลยก็ว่าได้ เพราะยังไม่มีการเรียนการสอนในสถาบันการศึกษาใดเกิดขึ้นอย่างจริงจัง ที่มีอยู่ก็เป็นผู้ที่พอรู้พอทำได้ ซึ่งก็ต้องแบ่งออกเป็น ๒ พวก คือ ๑) พวกที่มีใจรักและสมัครเล่น พวกนี้มีน้อยและไม่มีเวลา จึงทำได้ไม่กี่แห่ง ๒) พวกหากินและเก็งกำไร รับทำด้วยราคาแพงแต่ผลิตงานคุณภาพต่ำออกมา

ข้าพเจ้าคิดว่าสองขั้นตอนสุดท้ายนี้ คือ การออกแบบและการผลิตนั้น คือสิ่งที่จะวัดศักยภาพและพลังของชุมชนว่ามีความพร้อมเพรียงและมั่นคงแค่ไหน เพราะเป็นเรื่องค่าใช้จ่ายในส่วนที่ชุมชนจะต้องรับผิดชอบ ต่างกับสองขั้นตอนแรกที่เกี่ยวกับการทำทะเบียนและการวิจัยศึกษาเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ท้องถิ่นและวัฒนธรรมร่วมกับการกำหนดหัวข้อ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทางมูลนิธิหรือองค์กรต่างๆ จากภายนอกช่วยเหลือได้ในรูปของการช่วยเหลือทางวิชาการ แต่ในสองขั้นตอนหลัง ถ้าหากชุมชนไม่พร้อมเพรียง ไม่มีสำนึกร่วมก็ทำไม่ได้

สิ่งที่ข้าพเจ้าคาดหวังในความพร้อมเพรียงก็คือทั้งคนรวยและคนจนต้องร่วมมือกันตามกำลังของทุนทรัพย์หรือแรงงาน และถ้าหากเกิดขึ้นจากการระดมทุนจากภายในด้วยแล้ว ก็นับได้ว่าเป็นผลสำเร็จอย่างใหญ่หลวงในการปลูกสำนึกของชุมชน แต่เท่าที่ดูแล้วในหลายๆแห่งนั้น บรรดาคนรวยยังคงสงวนท่าทีอยู่ เช่นบอกว่าไม่มีแต่มักสนับสนุนด้วยลมปาก คือผิดกับคนที่พอมีหรือคนจนที่พร้อมจะให้แรงงานและความช่วยเหลือในด้านอื่นๆ พวกนี้มักรวมกันหาทางออกด้วยการจัดงานรื่นเริงหรือพิธีกรรมของชุมชน เช่นงานทอดกฐิน ทอดผ้าป่า งานสงกรานต์ เป็นต้น แต่ผู้ที่เป็นหัวหอกที่ดีในการหาทุนเห็นจะได้แก่วัดและพระสงฆ์ที่มีชื่อเสียงหรือเจ้าอาวาส เพราะมักจะมีทางที่ได้ทุนจากภายนอกเข้ามา โดยเฉพาะเจ้าอาวาสนั้นดูเหมือนมีบทบาทมากทีเดียว ดังเห็นได้จากกรณีวัดม่วง จ.ราชบุรี และวัดจันเสน จ.นครสวรรค์ เป็นต้น ความมั่นคงของพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นนั้น ถ้าหากตั้งอยู่ที่วัดและวัดดูและมีชาวบ้านมาช่วยในด้านแรงงานทำความสะอาดรวมทั้งทำกิจกรรมต่างๆให้แล้ว ดูจะมั่นคงกว่าพิพิธภัณฑ์ที่อยู่นอกวัดและชาวบ้านดูแลกันเอง ยิ่งไปกว่านั้นในตัววัดเองก็มีฐานะเป็นพิพิธภัณฑ์ตามธรรมชาติ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างทั้งอาคารสถานที่และวัตถุล้วนเป็นของส่วนกลางของชุมชน ที่ชุมชนสร้างขึ้นหรือสะสมไว้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมและศิลปกรรมที่แสดงฐานะและความมีหน้ามีตาของชุมชน

ที่แล้วมาทางราชการโดยเฉพาะกรมศาสนาหรือกรมศิลปากรมักจะกำหนดให้มีการอนุรักษ์สิ่งที่เป็นโบราณสถานวัตถุที่อยู่ในวัดเสมอ โดยเฉพาะทางกรมศิลปากรนั้นถึงกับขึ้นทะเบียนไว้แทบทุกภาคของประเทศจนไม่สามารถดูแลได้ทั่วถึง ทำให้ของเหล่านี้พุพังและเสื่อมสลายไปมาก พร้อมกันนั้นก็ทำให้ทางวัดและชุมชนไม่กล้าเข้าไปแตะต้องเพราะเป็นของหลวง แต่ถ้าทางหน่วยราชการเปลี่ยนท่าทีเป็นการสนับสนุนให้มีพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นให้เกิดขึ้นที่วัด และรวมเอาบรรดาโบราณวัตถุสถานที่เกิดขึ้นทะเบียนไว้ให้เป็นส่วนหนึ่งของพิพิธภัณฑ์ แล้วให้วัดและชุมชนดูแล โดยที่ทางราชการเป็นพี่เลี้ยงให้ทั้งในด้านวิธีการเทคนิคในการจัดแสดง รวมทั้งสนับสนุนให้ทุนในการจัดพิพิธภัณฑ์พอสมควรแล้ว การเกิดพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นอย่างมั่นคงนั้นจะมีขึ้นอย่างมากมายในเวลาไม่นาน ทั่วทั้งประเทศทีเดียว เพราะเหตุว่าปัจจุบันอยากมีพิพิธภัณฑ์รวมทั้งสำนึกร่วมของชุมชนที่อยากเป็นตัวเองนั้นมีมากมายจนเป็นปรากฏการณ์อย่างหนึ่งในทางสังคมและวัฒนธรรมก็ว่าได้


พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น : สถาบันการศึกษานอกระบบ

ในกระแสของวิวัฒนาการทางสังคมที่ปัจจุบันกำลังเข้าสู่ยุคของประชาสังคม (civil society) ที่สังคมมีบทบาทในการจัดการตนเองมากกว่าที่จะพึ่งพิงรัฐเหมือนอย่างแก่ก่อนนั้น พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นคือคลังทางภูมิปัญญาของสังคมที่ผู้คนในท้องถิ่นจะต้องรับรู้และเรียนรู้เพื่อเพิ่มศักยภาพในการดำรงชีพและปรับตัวเองเข้ากับสภาพแวดล้อมอย่างมีดุลยภาพทั้งในด้านวัตถุและจิตใจ ซึ่งนับได้ว่าเป็นสถาบันทางวัฒนธรรมที่จะต้องมีขึ้น และอาจกล่าวได้ว่าเป็นสถาบันย่อยที่สัมพันธ์กับวัดอย่างแยกกันได้ยากทีเดียว แต่ก่อนสมัยเมื่อท้องถิ่นแต่ละแห่งต่างก็อยู่ในสภาพที่โดดเดี่ยวเป็นสังคมแบบเรียบง่าย (simply society) นั้น วัดคือสถาบันที่เป็นองค์รวมของความรู้ทั้งทางโลกและทางธรรม คนต้องมาศึกษาเล่าเรียนกันในวัด แต่ทว่าความรู้ทางโลกที่ทางวัดสอนให้นั้นเป็นลักษณะเน้นความรู้ภายในท้องถิ่นซึ่งเป็นการมองแต่ภายใน (inward looking) เป็นสำคัญ พอมาถึงสมัยรัชกาลที่ ๕-๖ มีการปฏิรูปบ้านเมืองไปเป็นแบบอย่างตะวันตก จึงมีกระบวนการที่แยกทางโลกออกจากทางทางธรรม (secularization) ทำให้เกิดมีโรงเรียนที่แยกออกมาจากการดูแลของพระสงฆ์ขึ้น แม้ว่าที่ตั้งของโรงเรียนส่วนใหญ่จะอยู่ในเขตวัดก็ตาม เลยทำให้บทบาทของวัดทางสังคมน้อยลงไป และการศึกษาในโรงเรียนก็กลายมาเป็นการมองแต่ข้างนอก (outward looking) มากกว่าข้างในอย่างสุดโต่ง ที่ว่าอย่างสุดโต่งก็คือ การรับรู้และการมองแต่สิ่งห่างไกลจนไม่เห็นของจริง ทำให้คิดอะไรไม่เป็นนอกจากเชื่อโดยวิธีท่องจำอะไรทำนองนั้น ผลการศึกษาแบบนี้ทำให้สังคมไทยมีนิสัยเลียนแบบและอ้างอิงแต่สิ่งที่ห่างไกลตัวเองทั้งสิ้น เลยเป็นผลให้ลืมภูมิปัญญาท้องถิ่นซึ่งเป็นศักยภาพที่อยู่ภายใน จนบางกลุ่มบางเหล่าถึงขนาดดูถูกตนเองก็มีเปิดการดูหมิ่นดูแคลนผู้ใหญ่ผู้อาวุโสว่าล้าหลังอะไรทำนองนั้น

แต่ทว่าการที่จะเอาโรงเรียนไปอยู่กับวัดและกับพระดังเดิมก็จะเป็นการถอยหลังกลับเข้าคลองโดยแท้ เพราะบ้านเมือง และสังคมได้เปลี่ยนแปลงเข้าสู่สมัยโลกาภิวัตน์แล้ว สังคมในท้องถิ่นแทบทุกแห่ง คือ สังคมที่ซับซ้อน (complex society) จำเป็นต้องมีสถาบันใหม่ที่ทำหน้าที่เฉพาะอย่างขึ้น ซึ่งกรณีนี้พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นก็คือ สถาบันการศึกษานอกระบบที่เกิดขึ้น อีกทั้งเป็นสิ่งที่นำไปเชื่อมโยงกับวัดและพระสงฆ์ในสถาบันเดิมได้



 
     

 

 

 

 

 

 



เว็บไซต์ของมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์จัดทำขึ้น เพื่อเผยแพร่การดำเนินงาน ข่าวสาร ข้อมูลของมูลนิธิฯ บทความ จดหมายข่าว พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น กิจกรรม ตลอดจนความรู้ทางสังคมและวัฒนธรรม โดยมีคำจำกัดความกิจกรรมของมูลนิธิฯ ว่า " รวบรวม บันทึก ศึกษา ข้อมูลทางวัฒนธรรม สนับสนุนการอนุรักษ์เพื่อพัฒนา เผยแพร่เพื่อการศึกษาของสาธารณชน " ดังนั้น ทางมูลนิธิฯ มีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง หากท่านผู้มาเข้าชมได้รับสาระความรู้จากเว็บไซต์ของมูลนิธิฯ หรือหากต้องการนำข้อมูลหรือรูปภาพที่ได้จากเว็บไซต์นี้ไปใช้ประโยชน์เพื่องานด้านวิชาการ กรุณาแจ้งมาที่ webmasterทางอีเมล์ หรือตามที่อยู่ด้านล่างนี้

ติดต่อมูลนิธิฯ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
ทาง E-mail: lek_prapai@yahoo.com โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘-๙ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
 
เว็บมาสเตอร์ : อนุสรณ์ โพธิ์แก่นแก้ว
แนะนำ ติ-ชม หรือหากคุณมีข่าวสารที่น่าสนใจต้องการนำเสนอ E-mail มาที่ webmaster@lek-prapai.org