(ปรับปรุงจาก"ความเป็นมาของอำเภอสำคัญในประวัติศาสตร์" พ.ศ. ๒๕๔๐)
รศ. ศรีศักร วัลลิโภดม
การรับรู้ของคนทั่วไปเกี่ยวกับอำเภอสามโคกนั้น ส่วนใหญ่รู้เพียงว่าเป็นถิ่นที่อยู่ของชาวมอญ ที่มีมาแต่รัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช จนถึงสมัยรัชกาลที่สองแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ จึงพระราชทานนามเมืองใหม่ว่า เมืองปทุมธานี เพราะชาวมอญที่เมืองนี้ได้เก็บดอกบัวที่ออกฝักในฤดูเดือน ๑๑ มาถวายเป็นจำนวนมาก การเปลี่ยนชื่อเมืองสามโคกมาเป็นเมืองปทุมธานีมีปรากฏในนิราศภูเขาทองของสุนทรภู่ว่า
| ถึงสามโคกโศกถวิลถึงปิ่นเกล้า |
พระพุทธเจ้าบำรุงซึ่งกรุงศรี |
| ประทานนามสามโคกเป็นเมืองตรี |
ชื่อปทุมธานีเพราะมีบัว |
ดังนั้น เมืองสามโคกคือ เมืองปทุมธานีเดิม แต่เมืองปทุมธานีในปัจจุบันนั้นไม่ได้อยู่ที่สามโคก ได้ย้ายมาอยู่ในเขตอำเภอเมืองปทุมธานี ที่อยู่ต่ำกว่าสามโคกลงมาตามแม่น้ำเจ้าพระยาราว ๖ กิโลเมตร
จากหลักฐานทางโบราณคดีและประวัติศาสตร์ ความเก่าแก่และความเป็นมาของอำเภอสามโคกไม่ได้ยุติแต่เพียงเมืองที่มีคนมอญเข้ามาตั้งถิ่นฐานในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเท่านั้น หากมีมาก่อนช้านานเพราะบริเวณสามโคกตั้งอยู่ริมฝั่งน้ำเจ้าพระยาที่เป็นเส้นทางคมนาคมไปออกทะเลที่ปากน้ำ ย่อมมีคนสัญจรผ่านไปมาก่อนหน้านานแล้ว ทั้งเป็นที่ดอนเหมาะแก่การตั้งถิ่นฐานอยู่อาศัย ในขณะที่บริเวณอื่นริมฝั่งน้ำเจ้าพระยาอยู่ในสภาพท้องทุ่งน้ำท่วมที่ลุ่มต่ำน้ำท่วมถึง
เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะบริเวณสามโคกแต่เดิมมีการทับถมของโคลนตะกอนที่แม่น้ำพัดพามาสูง จนทำให้ลำน้ำไหลคดเคี้ยวไปมาในลักษณะที่เรียกว่า แม่น้ำอ้อม [oxbow lake] ขึ้น จนอาจกล่าวได้ว่า เมื่อลำน้ำเจ้าพระยาไหลตรงจากบริเวณอำเภอบางไทรอันเป็นบริเวณที่มีลำแม่น้ำน้อย ไหลมาบรรจบด้วยนั้น ได้ทำให้เกิดเป็นแม่น้ำใหญ่กว้างที่เรียกว่า ลานเท ไหลผ่านศูนย์ศิลปาชีพ ผ่านเกาะใหญ่หรือเกาะราชคาม ลงมาจนถึงบ้านท้ายเกาะและบ้านกร่างทางฝั่งตะวันตกและบ้านโพธิแตงทางฝั่งตะวันออก ก็เริ่มไหลคดเคี้ยวและเกิดเป็นบริเวณที่เรียกว่า แม่น้ำอ้อมหลายแห่ง มีไปจนกระทั่งปากแม่น้ำเจ้าพระยา
ลักษณะการคดเคี้ยวเป็นลำน้ำอ้อมดังกล่าวนี้ มีทั้งส่วนเสียและส่วนดี ส่วนเสียคือ เป็นอุปสรรคในการเดินเรือซึ่งเป็นการคมนาคมที่สำคัญในสมัยโบราณ เพราะต้องใช้เวลาในการเดินเรืออ้อมเป็นเวลาหลายชั่วโมง เหตุนี้ในสมัยกรุงศรีอยุธยาจึงมีการขุดคลองลัดแม่น้ำอ้อมหลายแห่ง เช่น คลองลัดที่ตำบลบางกอกในรัชกาลสมเด็จพระชัยราชาธิราช และคลองลัดที่ตำบลบางใหญ่และบางกรวยในรัชกาลของสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง
ส่วนดีที่เป็นผลตามมาก็คือ การขุดคลองลัดทั้งสองแห่งนี้ทำให้เกิดเมืองธนบุรีหรือบางกอกขึ้นในสมัยรัชกาลสมเด็จพระชัยราชาธิราช และเมืองตลาดแก้วตลาดขวัญหรือนนทบุรีในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย
|
| |
แผนที่แสดงเส้นทางน้ำและชุมชนสองฝั่งลำน้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่เกาะใหญ่ราชครามจนถึงปลายคลองบางหลวงเชียงรากอันเป็นลำน้ำอ้อม (เกร็ดใหญ่) ซึ่งขุดลัดสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม ริมคลองใกล้วัดเสด็จมีคูน้ำคันดินรูปสี่เหลี่ยมชัดเจน ส่วนบริเวณทุ่งพญาเมืองจนจรดวัดศาลาแดงเหนือฝั่งตะวันตกมีขอบเขตคูน้ำคันดินชัดเจน รวมถึงโคกบ้านเก่าใกล้วัดมหิงสารามทางฝั่งตะวันออก มีตำนานพระเจ้าอู่ทองเป็นพ่อค้าเกวียนมาพักเกวียน พื้นที่บริเวณนี้พบใบเสมาหินทรายแดง พระพุทธรูปหินทราย ตลอดจนเศษภาชนะจำนวนมากที่มีอายุแรกเริ่มราวพุทธศตวรรษที่ ๑๙-๒๐ อันเป็นช่วงก่อนหรือแรกเริ่มสถาปนากรุงศรีอยุธยา ส่วนบริเวณสามโคกอันเป็นชุมชนมอญซึ่งเริ่มอพยพมาตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์ พบหลักฐานทางศิลปกรรมที่เป็นสมัยอยุธยาตอนปลายมากมาย รวมถึงเตาโอ่งอ่างใกล้วัดสิงห์ด้วย |
เหตุที่เป็นชุมชนเป็นบ้านเป็นเมืองขึ้นได้ ก็เพราะบริเวณที่มีลำน้ำอ้อมนั้นมีการทับถมของโคลนตะกอนสูงและแผ่กว้างขวางจนเป็นที่ดอนพอเพียงแก่การตั้งถิ่นที่อยู่อาศัยได้ โดยปกติบริเวณที่ดอนตามลำน้ำนั้น มักเกิดขึ้นตามริมฝั่งเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็เป็นที่ดอนแคบๆพอสร้างชุมชนขนาดเล็กที่เป็นบ้านหรือหมู่บ้านได้เท่านั้น หาไม่กว้างขวางพอที่จะเป็นเมืองได้
จากแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศ และการสำรวจทางภาคพื้นดินทางโบราณคดี แสดงให้เห็นว่า ริมสองฝั่งลำน้ำเจ้าพระยาที่ไหลคดเคี้ยวจากบ้านท้ายเกาะและบ้านโพธิแตง เข้ามาในเขตอำเภอสามโคกจนถึงอำเภอเมืองปทุมธานีในปัจจุบันนั้น เป็นบริเวณที่ชุมชนอยู่อย่างต่อเนื่อง และหนาแน่นกว่าบริเวณใกล้เคียง สังเกตได้จากการที่มีวัดอยู่อย่างมาก
ทางฝั่งตะวันออกมีร่องรอยการตั้งชุมชน แลเห็นได้ชัดจากปากคลองเชียงรากน้อยมายังปากคลองเชียงราก คลองเชียงรากน้อยนั้นเป็นทางน้ำธรรมชาติที่แยกออกจากลำน้ำเจ้าพระยาไปลงสู่ที่ราบลุ่มทางตะวันออก แล้วสมทบกับคลองเปรมประชากรและคลองหนึ่ง ส่วนคลองเชียงรากนั้น คือ ลำแม่น้ำอ้อมของแม่น้ำเจ้าพระยา เมื่อลำน้ำเจ้าพระยาไหลลงมาถึงบริเวณวัดถั่วทองและวัดไก่เตี้ย ก็คดอ้อมออกไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ ผ่านวัดบ้านพร้าวในและบ้านพร้าวนอก ไปยังบ้านพร้าว บ้านบางพูด แล้ววกลงใต้ขนานลงมากับคลองเปรมประชากร ผ่านบ้านเชียงรากมายังวัดดาวเรือง วกกลับมายังฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ ผ่านบ้านเสด็จ บ้านบางสิงห์ บ้านทุ่งเกาะและบ้านบางพูน จากบ้านบางพูนก็หักวกลงมาทางตะวันตก มายังบ้านมะขามและบ้านปากคลองเชียงราก ต่อจากนั้นก็ไหลวกลงทางใต้ ผ่านบ้านคลองบางหลวง บ้านฉางบ้านบางกระดี่ลงมายังบ้านเทียนถวาย
ในโคลงกำสรวลสมุทร ที่รู้จักกันว่า กำสรวลศรีปราชญ์ อันเป็นวรรณกรรมที่เกิดขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น ราวรัชกาลสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ กล่าวถึงการเดินทางผ่านแม่น้ำอ้อมก่อนมีการขุดคลอดลัด ความว่า
| ไก่ใดขนนนิ่งน้อง |
นางเฉลอย |
| เชอญท่านทยานเปนฝนน |
ฝากแก้ว |
| เยียมาบลุะเสบอย |
เชองราค |
| ไฟราคดาลแพร้วแพร้ว |
พร่างตา ฯ |
และโคลงอีกบทหนึ่งเมื่อเรือผ่านแม่น้ำอ้อมลงมายังเขตเมืองปทุมธานีปัจจุบัน
| เยิยมาเรือล่องใกล้ |
กรยนสวาย |
| สวายสวาสดิธรณีนาง |
มิ่งไม้ |
| เพล็จพวงดุจดวงถวาย |
ทุกกิ่ง ไซ้แฮ |
| แม้นม่วงรศฟ้าไล้ |
ลูกหวานฯ |
นั่นคือ เมื่อผ่านเชียงรากที่อยู่ในบริเวณแม่น้ำอ้อม วกกลับมาทางตะวันตกเฉียงใต้ จากนั้นลำน้ำก็ไหลผ่านมายังเกวียนสวาย ซึ่งปัจจุบันคือ เทียนถวาย มีวัดเทียนถวายตั้งอยู่
อนึ่ง ในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้มีการขุดคลองรังสิตจากบริเวณนี้ไปยังเมืองนครนายก
เมื่อรัชกาลของ สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม โปรดให้ขุดคลองลัดแม่น้ำอ้อม จากริมวัดไก่เตี้ยท้ายบ้านสามโคกมายังบ้านมะขามหน้าเมืองปทุมธานีในปัจจุบัน ตรงที่สบกันระหว่างลำแม่น้ำอ้อมกับคลองลัดที่ขุดก็คือ บริเวณบ้านปากคลองเชียงราก เมื่อกระแสน้ำได้ไหลตัดตรงจากบ้านสามโคกมายังบ้านปากคลองเชียงราก ก็ทำให้คลองลัดในสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมกลายเป็นลำน้ำเจ้าพระยาไป ส่วนลำน้ำเดิมที่อ้อมนั้น เล็กลงกลายเป็นคลองเชียงราก
ปัจจุบันแม่น้ำอ้อมเป็นที่รู้จักกันแต่เพียงว่า คลองบ้านพร้าว ตรงที่แยกออกจากคลองลัดที่บ้านไก่เตี้ย และกลายเป็นคลองเชียงราก เมื่อผ่านสถานีเชียงรากและบ้านเชียงรากมาจนถึงบริเวณที่สบกับคลองลัดหรือแม่น้ำเจ้าพระยา ที่หน้าจังหวัดปทุมธานี ณ บริเวณปากคลองนี้มีชื่อว่า ปากคลองเชียงราก
ลำคลองเชียงรากหรือแม่น้ำอ้อมเดิมนี้ ปัจจุบันตื้นเขินอันเนื่องมาจากการที่กระแสน้ำเปลี่ยนทางเดินมาลงที่คลองขุดลัดในสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม แต่ยิ่งกว่านั้นความตื้นเขินก็ทวีคูนขึ้นเมื่อทางรัฐบาลได้ขุดคลองประปา แยกจากลำน้ำเจ้าพระยาบริเวณที่เป็นคลองลัดเดิม ณ บริเวณที่ต่ำจากปากคลองบ้านพร้าวประมาณ ๑ กิโลเมตร บริเวณที่เรียกว่า สำแล แล้วเชื่อมกับส่วนหนึ่งของคลองเชียงรากที่บริเวณ บ้านกระแชง ปรับปรุงให้เป็น คลองบางหลวงเชียงราก เพื่อนำน้ำมาใช้เป็นน้ำประปา ใช้ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล
อนึ่ง ชื่อเชียงรากนั้นก็เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นชัดว่าเป็นย่านที่มีการสร้างบ้านแปงเมือง และชื่อเมืองเดิมในเขตตำบลป่างิ้ว ก็อาจจะมีชื่อว่า เมืองเชียงรากก็เป็นได้
ชุมชนเดิมในบริเวณสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่ปากคลองเชียงรากที่บ้านพร้าวผ่านบริเวณตำบลสามโคกขึ้นไปถึงปากคลองเชียงรากน้อย ความแตกต่างระหว่างบริเวณสองฝั่งแม่น้ำก็คือ ย่านที่เป็นชุมชนเมืองเก่านั้นอยู่ทางฝั่งตะวันออก เพราะพบร่องรอยวัดเก่าและโบราณวัตถุที่มีมาแต่สมัยอยุธยาตอนต้น ทั้งยังพบร่องรอยทางน้ำและลำคลองที่ขุดขึ้นเพื่อการตั้งถิ่นฐานเป็นบ้านเป็นเมืองอย่างชัดเจน
โดยเฉพาะ บริเวณจากบ้านศาลาแดงเหนือมายังคลองส่งน้ำที่วัดอัมพาราม มีร่องรอยแนวคูที่ตัดขนานกับลำแม่น้ำที่ทำให้เกิดพื้นที่สี่เหลี่ยมผืนผ้าอันเป็นลักษณะของเมืองอย่างชัดเจน หลักฐานของการเป็นบ้านเป็นเมืองในบริเวณนี้มีกล่าวถึง ในโคลงนิราศกำสรวลสมุทร ความว่า
| จากมาเรือร่อนท้ง |
พญาเมือง |
| เมืองเปล่าปลิวใจหาย |
น่าน้อง |
| จากมาเยิยมาเปลือง |
อกเปล่า |
| อกเปล่าว่ายฟ้าร้อง |
ร่ำหารนหา ฯ |
| จากมาเมืองเก่าเท้า |
ลเท ทานรา |
| เทท่าบึงบางบา |
บ่าใส้ |
| จากมาอ่อนอาเม |
บุญบาป ใดนา |
| เมืองมิ่งหลายเจ้าไว |
รยกโรย ฯ |
ทุ่งพญาเมืองคือเมืองเก่า อยู่ทางฝั่งตะวันออกของลำน้ำเจ้าพระยาบริเวณวัดป่างิ้ว บริเวณนี้มีคูคันดินล้อมรอบ พบซากวัดร้างที่มีชื่อว่า วัดพญาเมือง พบพระพุทธรูปศิลาแบบอู่ทองมีโคกเนินซากโบราณสถานอยู่หลายแห่ง เศษภาชนะดินเผาเคลือบแบบสังคโลกสุโขทัย รวมทั้งเครื่องลายครามในสมัยราชวงศ์หยวนและเหม็งปะปนอยู่
อาจารย์มานิต วัลลิโภดม ผู้เชี่ยวชาญโบราณคดีกรมศิลปากร ซึ่งเคยทำการสำรวจโบราณคดีสองฝั่งน้ำเจ้าพระยาจากอยุธยาถึงกรุงเทพฯ ตั้งข้อสังเกตว่า บรรดาของเก่าแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้นขึ้นไป มักพบทางฝั่งตะวันออกมากกว่าฝั่งตะวันตก ที่เด่นชัดก็คือ พระพุทธรูปหินทรายที่เรียกว่า หลวงพ่อเพชรและหลวงพ่อพลอย ในวัดสองพี่น้อง เป็นของอยู่ติดวัดมาแต่เดิม อีกทั้งภายในบริเวณวัดนี้ก็ยังพบเสมาหินทรายสีแดงที่มีลวดลายสลักแบบอยุธยาตอนต้นขึ้นไปอีกด้วย
กล่าวกันว่าวัดพญาเมืองเป็นวัดร้างในสมัยกรุงแตก พระยาตากได้ยกกองทัพจากจันทบุรีไปตีพม่าที่ค่ายโพธิ์สามต้น กู้กรุงศรีอยุธยาได้แล้วยกกองทัพเรือร่องลงมาพักไพร่พลหุงหาอาหารที่วัดนางหยาดและวัดพญาเมืองก่อนที่จะเดินทางต่อไปถึงกรุงธนบุรี
เพราะฉะนั้น ถ้าพิจารณาการตั้งถิ่นฐานของชุมชนในสมัยก่อนรัชกาลสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมและสมเด็จพระนารายณ์แล้ว อาจกล่าวได้ว่า มีอยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยามากกว่าทางฝั่งตะวันตก
นับแต่รัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ลงมา เมืองเชียงรากที่อยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาคลายความสำคัญลง ความหนาแน่นของชุมชนย้ายมาอยู่ทางฝั่งตะวันตกที่ตำบลสามโคกแทน อันเนื่องมาจากทางราชการกำหนดให้เป็นที่อยู่อาศัยของพวกมอญอพยพ คนมอญที่เข้ามาได้ถูกกำหนดให้เป็นช่างปั้นหม้อ ทำไห จึงทำให้ย่านนี้กลายเป็นแหล่งอุตสาหกรรม ดังเห็นได้จากโคกเนินที่เป็นแหล่งเตาเผาเครื่องปั้นดินเผาขนาดใหญ่ถึง ๓ แห่ง ทำให้บริเวณนี้กลายเมืองสามโคก และสองฝั่งน้ำเจ้าพระยาก็กลายเป็นถิ่นฐานของคนมอญ มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องจากสามโคกมายังปทุมธานี ปากเกร็ดและนนทบุรีตามลำดับ
เห็นได้จากลักษณะของลำคลองคูต่างๆ ที่ขุดแยกออกจากฝั่งน้ำเจ้าพระยาไปทางตะวันตกเป็นระยะๆ ดูคล้ายๆ กับเป็นช่องๆ แต่ละช่องเป็นที่ตั้งของชุมชนหมู่บ้าน โดยมีวัดเป็นศูนย์กลางอย่างชัดเจน และวัดเหล่านี้แต่ละแห่งอยู่ในสมัยอยุธยาตอนปลายแทบทั้งสิ้น มีหลายวัดที่ปัจจุบันเป็นวัดร้าง เช่น วัดมหิงสาราม แต่รูปแบบทางสถาปัตยกรรมที่แลเห็น ล้วนแต่เป็นของในสมัยอยุธยาตอนปลาย อย่างเช่น ที่วัดมหิงสาราม พบซากโบสถ์ที่ก่อผนังอิฐทึบตามแบบที่พบในสมัยอยุธยาตอนปลาย และที่วัดเชิงท่า พบพระสถูปย่อไม้สิบสอง ซึ่งเมื่อประมาณ ๓๐ ปี ที่ผ่านมาขุดพบพระพุทธรูปและพระพิมพ์ที่เป็นแบบอยุธยาตอนปลาย โดยเฉพาะพระพิมพ์ที่เรียกว่าพระโคนสมอนั้น พบเป็นจำนวนมากในกรุเจดีย์
อย่างไรก็ตาม บริเวณใกล้วัดมหิงสารามพบว่ามีชุมชนสมัยก่อนและตอนต้นอยุธยา วีรวัฒน์ วงศ์ศุปไทย นักวิชาการของจังหวัดปทุมธานีรายงานถึงโคกเนินที่เรียกว่า โคกยายมั่นบ้านเก่า ซึ่งอยู่ห่างจากลำน้ำเจ้าพระยาในปัจจุบันเข้ามาราว ๑ กิโลเมตร พบโบราณวัตถุน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง โดยระบุว่า
"ชุมชนโคกยายมั่นและบ้านเก่าเป็นลักษณะของชุมชนโบราณที่ก่อตั้งหมู่บ้านที่อยู่อาศัยมาแต่ครั้งต้นกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี และภายหลังรกร้างว่างเปล่าต้องทิ้งบ้านทิ้งเมืองไป เพราะภัยจากสงคราม หลักฐานโบราณวัตถุที่ปรากฏในชั้นดินลึกลงไปประมาณ ๑ เมตร จะพบเศษภาชนะเครื่องปั้นดินเผาจากแหล่งต่างๆ มากมายกระจายอยู่ทั่วไป เครื่องมือเครื่องใช้โลหะ เช่น กำไลสำริดมีลักษณะเป็นวงกลมมีเส้นผ่าศูนย์กลาง ๓ นิ้ว ด้านบนมีลายเครือเถา มีกรอบเส้นคู่โดยรอบด้านข้าง ด้านนอกผ่าซีกตลอดมีลวดลายประดับสวยงาม ลูกกระพรวนสำริดขนาดเล็ก และขนาดกลาง ปลอกโลหะสำริด และเศษตะกั่ว พบเงินพดด้วงสมัยสุโขทัย ทำด้วยเงินมีตราช้างและตราสังข์ เงินขุนทำด้วยโลหะเนื้อชินมีขนาดใหญ่ ใช้เป็นลูกชั่งเนื้อเงินซื้อขายกัน พบเงินตรา นโมแบบที่พบในภาคใต้ และเงินพดด้วงสมัยอยุธยาปะปนกับปี้และเบี้ยจั่น พบตุ๊กตาและเครื่องใช้ที่เป็นศิลา เช่น ตุ๊กตาดินเผาเคลือบแบบสุโขทัย พบแท่นบดยาทำด้วยหินทรายเป็นวงกลมมีสามขาและตุ๊กตารูปช้างทรง เป็นต้น นอกจากนั้นยังมีผู้พบขวานสำริดแบบมีบ้องในลำน้ำเจ้าพระยาด้วย"
บริเวณที่พบโบราณวัตถุดังกล่าว อยู่ในระนาบเดียวกันกับทุ่งพญาเมืองทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำ หากแต่ห่างริมฝั่งมาราว ๑ กิโลเมตร กล่าวได้ว่าทั้งสองฝั่งของลำน้ำเป็นที่ตั้งของชุมชนเก่าก่อนกรุงศรีอยุธยาหรือสมัยอยุธยาตอนต้นด้วยกัน
ในเรื่องพัฒนาของชุมชนทางฝั่งตะวันตกของลำน้ำเจ้าพระยานี้ อาจแบ่งได้ออกเป็น ๒ ตอน คือ ตอนบน เริ่มตั้งแต่บริเวณบ้านต้นสะตือมายังบ้านท้ายวัด บ้านบางกระบือ มาจนถึงบ้านเจดีย์ทอง การตั้งถิ่นฐานบริเวณนี้เรียงรายอยู่ตามริมฝั่งน้ำเป็นสำคัญ ไม่มีการขยายตัวห่างจากริมฝั่งน้ำออกไปทางตะวันตก ผิดกับบริเวณ ตอนล่าง ที่ต่ำจากบ้านเจดีย์ทองลงไป จะมีการขุดคลองแยกออกจากแม่น้ำเป็นช่องๆไป นับแต่คลองสระ คลองบางถวาย คลองบางเตย คลองวัดดอกไม้ ไปจนถึงคลองขนอนที่อยู่ใกล้กับวัดไก่เตี้ย ณ บริเวณนี้การตั้งบ้านเรือนไม่ได้จำกัดอยู่เพียงริมฝั่งแม่น้ำเท่านั้น หากยังกระจายไปตามสองฝั่งของลำคลองแต่ละคลองด้วย เช่น ตามลำคลองสระ ก็มีบ้านคลองสระ คลองบางถวายมีบ้านคลองบางถวาย และคลองบางเตย มีบ้านบางเตย เป็นต้น
สิ่งที่น่าสังเกตก็คือ บรรดาวัดที่เกิดระหว่างช่องคลองเหล่านี้เกือบทั้งหมดเป็นวัดมอญ เห็นได้จากการสร้างพระเจดีย์มอญข้างหน้าวัด คลองเหล่านี้คงขุดขึ้นไม่พร้อมกัน คลองบางเตยน่าจะเป็นคลองที่เก่าที่สุด เพราะปรากฏกล่าวถึงในพงศาวดารเหนือที่มีมาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาว่า ในสมัยโบราณนั้นน้ำเค็มขึ้นมาถึงคลองบางเตย
แต่ทว่าแหล่งโบราณสถานที่สำคัญนั้นอยู่ที่บ้านสามโคก ที่อยู่ต่ำจากคลองบางเตยลงมาเป็นที่พบวัดเก่าอยู่หลายวัด และมีโคกเนินสูงที่เคยเป็นแหล่งเตาที่เผาเครื่องปั้นดินเผา มีทั้งหมดด้วยกันสามโคก
โคกแรก อยู่ใกล้กับลำคลอง แต่เมื่อมีการสร้างถนนที่ผ่านหมู่บ้าน ได้ถูกทำลายไปแล้ว
โคกที่สอง ยังเหลือให้เห็นฐานที่มีอิฐอยู่เต็ม แต่มีบ้านเรือนคนและร้านขายของเล็ก ๆ ตั้งอยู่บนฐานนี้ โคกที่สาม อยู่ต่ำลงมาในเขตวัดสิงห์ ยังเป็นโคกสูง สูงราว ๔- ๕ เมตร มีก้อนอิฐแผ่นโต พบเศษภาชนะดินเผาแบบเผาแกร่งมากมาย บริเวณโคกนี้ยังสูงอยู่ อีกทั้งมีต้นไม้สูงปกคลุม บานฐานโคกมีศาลเจ้าตั้งอยู่ ทำให้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ไม่มีใครกล้ามารื้อทำลาย
เหตุที่บริเวณนี้มีสามโคกเนินที่เป็นแหล่งทำเครื่องปั้นดินเผานี้เอง ที่เป็นเหตุให้มีการเรียกชื่อชุมชนในบริเวณนี้ว่า บ้านสามโคก
การพบโคกเนินที่เป็นแหล่งทำเครื่องปั้นดินเผาขนาดใหญ่เช่นนี้ แสดงว่าบ้านนี้เป็นแหล่ง อุตสาหกรรมอย่างไม่ต้องสงสัย แหล่งทำเครื่องปั้นดินเผาที่บ้านสามโคก มีลักษณะเดียวกันกับแหล่งเครื่องปั้นดินเผาที่ตำบลบางปูน จังหวัดสุพรรณบุรี และตำบลชัณสูตร ริมแม่น้ำน้อย ที่จังหวัดสิงห์บุรี ซึ่งเป็นแหล่งเครื่องปั้นดินเผาของบ้านเมืองที่ผลิตออกไปจำหน่ายให้ผู้คนในลุ่มน้ำสุพรรณ และลุ่มแม่น้ำน้อยใช้กัน และแหล่งทำเครื่องปั้นดินเผาที่สามโคก ก็คือแหล่งอุตสาหกรรมบ้านเมืองในสมัยอยุธยาและกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นนั้นเอง น่าจะเกิดขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายและคงเกี่ยวโยงกับการเข้ามาตั้งหลักแหล่งของพวกมอญแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์ลงมา
ดังนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่า บ้านสามโคกน่าจะเกิดขึ้นเมื่อมีพวกมอญอพยพจากเมืองมอญในสมัยรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์เข้ามาตั้งถิ่นฐาน และทางราชการคงกำหนดให้มีอาชีพเป็นคนทำเครื่องปั้นดินเผาให้แก่ผู้คนที่อยู่ในลุ่มน้ำเจ้าพระยา โดยเฉพาะจากอยุธยามายังกรุงเทพฯ และปากแม่น้ำเจ้าพระยา
การมีผู้คนโดยเฉพาะคนมอญมาอยู่กันหนาแน่นและมีอาชีพหรือทำหน้าที่ในการผลิตเครื่องปั้นดินเผาให้แก่ผู้คนในบ้านเมืองเช่นนี้ ได้ทำให้บริเวณตำบลบ้านสามโคกกลายเป็นเมืองไป เมืองสามโคก อันเป็นแหล่งอุตสาหกรรมผลิตเครื่องปั้นดินเผาทั้งแบบเผาแกร่งและแบบเป็นดินเผาธรรมดานั้น ทำให้ผู้คนที่เป็นมอญกระจายกันอยู่ทั้งสองฝั่งน้ำเจ้าพระยา วัดหลายวัดทางฝั่งตะวันออกเป็นวัดของพวกมอญที่ตั้งหลักแหล่งมาแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช มีการเคลื่อนย้ายพระพุทธรูปและศาสนวัตถุจากวัดเดิมๆ ที่มีมาก่อนคนมอญเข้ามาตั้งถิ่นฐานมาไว้ในวัดที่พวกมอญสร้างขึ้น ดังปัจจุบันเห็นได้จากพระพุทธรูปสำคัญของวัดต่าง ๆ ที่เป็นพระพุทธรูปศิลาและมีศิลปเป็นแบบอู่ทอง อย่างเช่น พระพุทธรูปหลวงพ่อนรสิงห์วัดกร่าง ตำบลบางกระบือ พระพุทธรูปหลวงพ่อขาว ในพระอุโบสถวัดเกาะเกรียง ตำบลบางคู วัดอำเภอเมือง ปทุมธานี เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม แหล่งที่มีชุมชนหนาแน่นและมีความสำคัญนั้นจะอยู่ทางฝั่งตะวันตกเป็นสำคัญ ดังเห็นได้จากบรรดาวัดวาอารามเก่าแก่ที่อยู่ต่อเนื่องกัน รวมทั้งการขุดคลองแยกจากลำแม่น้ำไปทางตะวันตกด้วย เท่าที่กล่าวมาแล้วแสดงให้เห็นหลักฐานที่ได้พอสมควรว่า ชุมชนเมืองพัฒนาขึ้นก่อนในเขตตำบลป่างิ้ว ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา ส่วนทางฝั่งตะวันตกซึ่งเป็นตำบลสามโคกนั้น อาจมีผู้มาตั้งถิ่นฐานบ้านช่องได้เหมือนกัน แต่ทว่าความหนาแน่นมาเป็นเมือง เน้นอยู่ทางฝั่งตะวันออกเป็นสำคัญ ทางฝั่งตะวันตกน่าจะพัฒนาขึ้นทีหลังและอยู่สืบเนื่องเรื่อยมาจนสมัยกรุงรัตนโกสินทร์
ประวัติศาสตร์ของอำเภอสามโคก จึงน่าจะเริ่มได้จากการเข้ามาตั้งถิ่นฐานของพวกมอญเป็นสำคัญ และเพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างดี จึงใคร่เรียงลำดับความสำคัญดังนี้
ในปี พ. ศ. ๒๒๐๒ ตรงกับรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เมืองสามโคก มีความสำคัญในฐานะเป็นที่ตั้งของจังหวัดปทุมธานีมาก่อนสมัยยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นแหล่งชุมนุมของเชื้อสายมอญ โดยสมิงเปอกับพรรคพวกมอญ รวม ๑๑ คนได้พาครอบครัวมอญ ประมาณ ๑๐, ๐๐๐ คน อพยพหนีความกดขี่ของพม่าเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้ครอบครัวมอญไปตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ "บ้านสามโคก" ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก (บริเวณระหว่างวัดตำหนักกับวัดสะแก) ชุมชนมอญได้ขยายตัวเจริญรุ่งเรืองเป็นลำดับ จึงได้ตั้งเป็นเมืองขึ้นบริเวณใกล้วัดสิงห์ และเรียกว่า "เมืองสามโคก"
ต่อมาได้มีการอพยพของชาวมอญอีก ๒ ครั้ง คือ ในปี พ. ศ. ๒๓๑๗ ซึ่งตรงกับรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช โดยมีพระยาเจ่ง ตะละเส่ง ตละเก็บ กับพระยากลาง เป็นหัวหน้า ได้พาพรรคพวกครอบครัวมอญที่ถูกพม่ากวดต้อนไปหลังจากเสียกรุงศรีอยุธยา เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร และในปี พ.ศ. ๒๓๕๘ ซึ่งตรงกับรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ สมิงรามัญ เมืองเมาะตะมะ และพรรคพวกได้อพยพครอบครัวมอญเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารอีกครั้งหนึ่ง
ชาวมอญที่อพยพมาทั้ง ๒ ครั้งนี้ ส่วนหนึ่งไปตั้งบ้านเรือนอยู่ที่เมืองสามโคก และอีกส่วนหนึ่งไปตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ปากเกร็ด เมืองนนทบุรี และเมืองนครเขื่อนขันธ์( พระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ)
สามโคก คือ ถิ่นของคนมอญที่มีการกล่าวถึงบ่อยๆในวรรณกรรม โดยเฉพาะบรรดานิราศของสุนทรภู่ เพราะเป็นชุมชนที่ตั้งอยู่บนเส้นทางคมนาคมที่สำคัญของบ้านเมือง เริ่มแต่นิราศพระบาทที่สุนทรภู่แต่งขึ้นเมื่อตามเสด็จพระองค์เจ้าปฐมวงศ์ไปไหว้พระพุทธบาทที่สระบุรี สุนทรภู่พูดถึงหญิงชาวมอญว่า
|
ถึงสามโคกต้องแดดยิ่งแผดแสง |
| ให้รุ่มร้อนอ่อนจิตระอิดแรง |
เห็นมอญแต่งตัวเดินมาตามทาง |
| ตาโถงนุ่งอ้อมลงกรอมซ่น |
เป็นแยบยลเมื่อยกยับย่าง |
| เห็นขาขาววางแวบอยู่ว่างกลาง |
ใครยลนางก็เป็นน่าจะปรานี |
และในนิราศวัดเจ้าฟ้าก็บรรยายลักษณะคนมอญว่า
| เห็นพวกชายฝ่ายมอญแต่ก่อนมา |
ล้วนสักขาเขียนหมึกจารึกพุง |
| ฝ่ายสาวสาวเกล้ามวยสวยสะอาด |
แต่ขยาดอยู่ว่านุ่งผ้าถุง |
| ทั้งตาห่มตาหรี่เหมือนสีรุ้ง |
ทั้งผ้านุ่งนั้นก็อ้อมลงกรอมตีน |
| เมื่อยกเท้าก้าวย่างสว่างแวบ |
เหมือนฟ้าแลบแลผาดแทบขาดศีล
|
| นี่หากเห็นเป็นเด็กแม้นเจ็กจีน |
เจียนจะปีนซุ่มซ่ามไปตามนาง |
อีกตอนหนึ่งของนิราศวัดเจ้าฟ้า มีกล่าวถึงสภาพที่วัด ความเป็นอยู่ของคนมอญ ว่า
| ชาวบ้านนั้นปั้นอีเลิ้งใส่เพิงพะ |
กระโถนกระทะอ่างโอ่งกระโถงกระถาง |
| เขาวานน้องร้องถามไปตามทาง |
ว่าบางขวางหรือไม่ขวางพี่นางมอญ |
ในนิราศพระประธมมีตอนหนึ่งว่า
| ถึงบางขวางปางก่อนว่ามอญขวาง |
เดี๋ยวนี้นางไทยลาวล้วนสลอน |
| น่ายกย่องขวางแขนแสนแง่งอน |
ถึงนางมอญก็ไม่ขวางเหมือนนางไทย |
จากวรรณกรรมนิราศของสุนทรภู่ที่กล่าวมานี้ สะท้อนให้เห็นสภาพทางสังคมและวัฒนธรรมของคนมอญในถิ่นสามโคกได้ว่ายังรักษาลักษณะความเป็นมอญไว้ได้อย่างมากมาย เช่น ผู้หญิงนุ่งผ้าถุง มีผ้าคลุมไหล่ ลายผ้ามีตะโกงตะกี่ และเกล้าผมมวย และพวกผู้ชายนิยมสักร่างกายไม่ใส่เสื้อ ต่างไปจากคนไทยที่นุ่งผ้าหาง ( จูงกระเบน) และไว้ผมทรงทัดผมปีก
พวกมอญมีอาชีพปั้นโอ่งอ่าง กระถางเร่ขายไปตามเมืองต่างๆ และนิยมปลูกเรือนขวางลำแม่น้ำจึงเรียกว่า มอญขวาง ในขณะที่พวกคนไทยนิยมปลูกเรือนขนานไปกับแม่น้ำ นอกจากเรื่องลักษณะความเป็นอยู่ของคนมอญแล้วใน นิราศวัดเจ้าฟ้า ยังกล่าวถึงความเก่าแก่ของท้องถิ่นเมืองสามโคกว่า
| พอเลยนาคบากข้ามถึงสามโคก |
เป็นคำโลกสมมุติสุดสงสัย |
| ถามบิดาว่าผู้เฒ่าท่านกล่าวไว้ |
ว่าท้าวไทพระอู่ทองเธอกองทรัพย์ |
| หวังจะไว้ให้ประชาเป็นค่าจ้าง |
ด้วยจะสร้างบ้านเมืองเครื่องประดับ
|
| พอห่ากินสิ้นบุญไปสูญลับ |
เป็นคำโลกสมมุติสุดแถลง |
| ครั้งพระโกศโปรดปรานประทานแปลง |
ที่ตำแหน่งมอญมาสามิภักดิ์ |
อาณาเขตของเมืองสามโคกทางเหนือนั้นผ่านตำบลบางกระบือไปสุดที่ตำบลท้ายเกาะ ต่อจากนั้นก็เข้าเขตอำเภอบางไทร ในนิราศพระบาท มีความว่า
| ถึงทุ่งขวางกลางย่านบ้านกระบือ |
ที่ลมอื้อนั้นค่อยเหือดด้วยคุ้งขวาง |
| ถึงย่านหนึ่งน้ำเซาะเป็นเกาะกลาง |
ต้องแยกทางสองแควกระแสชล |
| ปางบุรำบุราณขนานนาม |
ราชครามเกาะใหญ่เป็นไพรสณฑ์ |
| ในแถวทางกลางย่านกันดารคน |
นาวาดลเดินเบื้องบูรพา |
| โอ้กระแสแควเดียวทีเดียวหนอ |
มาเกิดก่อเกาะถนัดสกัดหน้า |
| ต้องแยกคลองออกเป็นสองทางคงคา |
นี่หรือคนจะมิน่าเป็นสองใจ |
นั่นคือ เมื่อเลยตำบลท้ายเกาะขึ้นไป ก็เป็นเขตว่างคน มีเกาะใหญ่ราชครามที่เต็มไปด้วยป่าไม้ใหญ่น้อยและเป็นเครื่องหมายในการเดินทาง แต่ปัจจุบันนี้นับว่าน่าเสียดายที่เกาะประวัติศาสตร์แห่งนี้ อันเป็นที่รู้จักมาแต่สมัยอยุธยาตอนต้น (เพราะมีชื่อกล่าวถึงในกำศรวลสมุทร) ได้ถูกทำลาย อันเนื่องจากการดูดทรายในลำน้ำเจ้าพระยาที่ทำให้เกาะขาดไปกว่า ๒ กิโลเมตร
เมืองสามโคกต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น "เมืองประทุมธานี" และยกฐานะขึ้นเป็นเมืองชั้นตรี สืบเนื่องมาจากการที่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พร้อมด้วยกรมพระราชวังบวรมหาเสนานุรักษ์ได้ประพาสเมืองสามโคกเพื่อเยี่ยมเยียนชาวมอญที่อพยพเข้ามาอาศัยแถบนี้ และทรงประทับแรม ณ พลับพลาริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกเยื้องเมืองสามโคก(บริเวณวัดปทุมทองปัจจุบัน) ทรงรับดอกบัวหลวงจากชาวมอญที่นำมาทูลเกล้าฯ ถวายเป็นจำนวนมาก และประกอบกับในช่วงนั้นเป็นเดือน ๑๑ ซึ่งเป็นฤดูน้ำหลากมีดอกบัวบานสะพรั่งอยู่ทั่วไป ด้วยเหตุนี้จึงพระราชทานนามเมืองสามโคกใหม่ว่า "เมืองประทุมธานี" ดังนั้น เมืองสามโคกจึงมีความสำคัญในฐานะเป็นที่ตั้งจังหวัดปทุมธานีมาก่อน
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ได้ทรงตั้งเมืองสามโคกเป็นอำเภอสามโคกขึ้น จึงได้ย้ายที่ว่าการอำเภอไปตั้งที่แห่งใหม่ที่ปากคลองบางเตย ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตก ต่อมาภายหลังอาคารที่ว่าการอำเภอหลังเก่าซึ่งสร้างเมื่อ พ. ศ. ๒๔๖๔ มีสภาพชำรุดทรุดโทรม ประกอบกับสถานที่คับแคบเพราะถูกน้ำเซาะตลิ่งพังจึงได้ย้ายไปสร้างอาคารที่ว่าการอำเภอหลังใหม่ อยู่ติดกับทางหลวงสายปทุมธานี - สามโคก เมื่อ พ. ศ. ๒๕๒๔
|