วิทยากร : ผศ.สมชาติ จึงสิริอารักษ์
สวัสดีครับท่านผู้มีเกียรติทุกคน ขอกราบนมัสการพระคุณเจ้า และท่านผู้ว่าราชการจังหวัด และท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน หัวข้อในวันนี้ที่เขากำหนดให้ผมมาพูดก็คือ ชุมชนท้องถิ่นสามารถจะดูแลโบราณสถานได้อย่างไร ผมคิดว่าถ้าจะถามว่าดูแลโบราณสถานได้อย่างไร เราต้องมีความรู้ก่อน ผมพยายามจะเสนอความรู้ในแง่มุมของผม ในฐานะที่เคยอนุรักษ์โบราณสถานมาบ้างเล็กน้อย มาแลกเปลี่ยนกับท่านซึ่งอาจจะมีความเห็นหรือประสบการณ์ที่แตกต่างกันไป ความรู้ความเห็นที่ผมจะกล่าววันนี้ อาจจะเป็นแง่มุมหนึ่งเพื่อประกอบความเข้าใจในการรักษาโบราณสถานของพี่น้องให้ดีขึ้น
ก่อนอื่นผมคิดว่าเราจะต้องรู้ว่าโบราณสถานคืออะไร เราจะนิยมโบราณสถานแบบยากๆ ก็คงจะต้องนิยามตามพระราชบัญญัติโบราณสถานปี ๒๕๓๕ ซึ่งเป็นพระราชบัญญัติฉบับปัจจุบัน เขาบอกว่าโบราณสถานเป็นอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งโดยอายุหรือลักษณะแห่งการก่อสร้าง หรือโดยหลักฐานเกี่ยวกับประวัติของอสังหาริมทรัพย์ เป็นประโยชน์ในทางศิลปะ ประวัติศาสตร์ หรือโบราณคดี ทั้งนี้ให้รวมถึงสถานที่ที่เป็นแหล่งโบราณคดี แหล่งประวัติศาสตร์ และอุทยานประวัติศาสตร์ด้วย ถ้าท่านฟังแล้วจะงงก็ไม่เป็นไร เพราะเราไม่ใช่นักกฎหมาย นี่คือนิยามแบบยาก แต่เราสรุปให้ง่ายๆ ว่าโบราณสถาน คืออาคารโบราณ ที่มีคุณค่าในหลายๆ ด้าน เช่น ประวัติศาสตร์ ศิลปะ และคุณค่าทางจิตใจ นี่เป็นนิยามแบบง่ายๆ ที่ชาวบ้านจะเข้าใจได้ง่าย
รูปธรรมโบราณสถานได้แก่อะไรบ้าง ตามนิยามจะเห็นได้ว่าในพระราชบัญญัติพูดถึงอาคารหลังหนึ่งขยายออกไปเป็นเมืองเป็นอุทยานคือหมายความว่า ในปัจจุบันนี้ โบราณสถานไม่ได้หมายความถึงอาคารเพียงหลังใดหลังหนึ่ง อย่างน้อยจะต้องหมายความถึงอาคารและที่ตั้งของอาคาร นั่นเป็นความหมายในแง่ที่แคบ ในแง่ที่กว้างโบราณสถานจะต้องขยายออกไปเป็นชุมชน เมือง เพราะว่าไม่มีตึกหลังไหนขึ้นมาได้โดดๆ ตึกหลังหนึ่งก็เหมือนต้นไม้ต้นหนึ่งในป่า ถ้าเรารักษาต้นไม้ ๑ ต้น โดยไม่ดูแลป่ามันเป็นไปไม่ได้ ฉะนั้นโบราณสถานในแง่มุมของคนสมัยปัจจุบัน เราจะต้องดูตั้งแต่ตัวตึก ขยายไปจนที่ตั้งชุมชน และเมืองในที่สุด เพราะมันเป็นวงจรของชีวิตของมนุษย์ นอกจากนี้โบราณสถานไม่หมายถึงอาคาร ที่มีความสำคัญระดับชาติเท่านั้น เพราะว่ามนุษย์ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงกลุ่มเดียว มนุษย์มีความสำคัญหลายระดับ อาคารโบราณที่สำคัญระดับชาติก็เป็นโบราณสถานระดับชาติ อาคารโบราณที่มีความสำคัญระดับชุมชนก็เป็นโบราณสถานระดับชุมชน ย่อมมีความหมาย ย่อมมีศักดิ์ศรีไม่ต่างกัน เหมือนกับเราทำหน้าที่ของความเป็นมนุษย์ของเรา ในระดับที่ต่างกัน ไม่เท่ากัน หมายความว่าเราจะไม่สำคัญเท่ารัฐมนตรีหรือผู้แทนราษฎรก็ไม่ใช่ ทุกคนต่างทำหน้าที่ครบถ้วนในโครงสร้างของสังคมใหญ่ ความจริงเขามีเกณฑ์ในการคัดเลือกโบราณสถาน คือ ๑) มันจะต้องเก่า ซึ่งเป็นความสำคัญอันดับที่หนึ่ง ๒) ต้องเป็นของแท้คือว่า ตัวอาคารเหลือวัสดุที่เป็นของดั้งเดิมยังเหลืออยู่มาก ไม่ใช่ของใหม่หมด ไม่อย่างนั้นเราจะต้องไปขึ้นทะเบียนเมืองโบราณ โบราณสถานจึงควรจะมีคุณสมบัติของความเป็นของแท้อยู่บ้างไม่มากก็น้อย ๓) เป็นแบบอย่างของสกุลช่างทางศิลปกรรมหรือสถาปัตยกรรม หมายความว่ามันเป็นอาคารที่เป็นแม่บท เป็นอาคารตัวอย่าง สวยงาม ถ้าอาคารเข้าข่ายสิ่งที่กล่าวมานี้ ก็จะเป็นอาคารที่สำคัญในระดับชาติ เช่น วัดพระแก้ว วัดโพธิ์ ที่มีความสำคัญระดับนี้ ถ้าไม่ใช่อาคารอย่างนี้ จะจัดเป็นโบราณสถานหรือเปล่า ก็เป็นเพราะมันอยู่ในอีกเกณฑ์หนึ่ง ๔) เกณฑ์ของภาพสะท้อนประวัติศาสตร์ สังคม เศรษฐกิจ ถ้าโบราณสถานที่เข้าข่ายอันนี้ จะเห็นว่าไม่จำเป็นต้องเป็นอาคารที่สวยงาม สำคัญระดับชาติ แต่ขอให้สะท้อนภาพประวัติศาสตร์ เรื่องราว สังคม เศรษฐกิจ การเมือง ในระดับที่ต่ำลงมาก็ได้ เช่น ตลาดแห่งหนึ่งหรือตำบลสามโคกของเราซึ่งมีประวัติเป็นที่ปั้นตุ่มสามโคกของชาวมอญมาตั้งแต่สมัยพระนารายณ์ อย่างนี้ไม่ใช่เป็นความสำคัญระดับชาติ แต่ว่าเป็นความสำคัญระดับท้องถิ่น ที่สามารถสร้างความภูมิใจขึ้นได้ อย่างนี้ก็ถือว่าอาคารที่สะท้อนคุณสมบัติของพวกนี้ ก็อยู่ในข่ายของโบราณสถานที่จะต้องสงวนหรือรักษาเหมือนกัน หรืออย่างวัดสิงห์ซึ่งมีความสำคัญในฐานะที่เป็นที่รวมจิตใจของชุมชนชาวสามโคก อย่างนี้เป็นอาคารที่จะต้องดูแลรักษาไว้ แม้ว่าความสวยงามมันจะไม่เหมือน ไม่เท่าวัดพระแก้วก็ตาม ๕) เป็นแบบอย่างการคิดค้นทางวิทยาการ จริงๆเป็นเกณฑ์ที่ใช้สำหรับอาคารที่เกิดขึ้นในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม เช่น สะพานเหล็กหล่อ ที่มีอายุ ๒๐๐ ปี สถานีรถไฟเมื่อ ๑๐๐ ปีก่อนในยุโรปอะไรพวกนี้ แต่บ้านเราไม่มี บ้านเราแบบอย่างการคิดค้นทางวิทยาการของเรา เราอาจจะต้องนึกไปถึงเตาเผาสังคโลกที่สุโขทัย อันนั้นถือว่าเป็นแบบอย่างที่คิดค้นทางวิทยาการก็ได้ หรือแหล่งเผาตุ่มสามโคกของเราที่นี่ ก็ถือว่าเป็นแหล่งของเราที่คิดค้นวิทยาการก็ได้ ๖) เกี่ยวข้องกับประวัติบุคคลสำคัญ อาคารของเราอาจจะไม่เข้าเกณฑ์ที่ ๑ ๕ ถ้าเกี่ยวข้องกับประวัติบุคคลสำคัญ ที่เกี่ยวข้องกับจิตใจของเรา เราก็สามารถที่จะถือว่าเป็นอาคารโบราณสถานได้ เช่น กุฎิเล็กๆ ของท่านสุนทรภู่ หรือศาลาดิน หรือกุฏิของหลวงพ่อที่นี่ที่มีความสำคัญเพียงพอ เราก็ถือว่าเป็นโบราณสถานที่เราควรที่จะอนุรักษ์ได้ และ ๗) ถือว่ากลุ่มอาคารที่มีคุณค่าทางด้านผังเมืองหรือชุมชน อันนี้เป็นเกณฑ์ที่เราจะต้องถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาโบราณสถาน ในชุมชนหนึ่งอย่างเช่นที่สามโคก อาจจะมองดูแล้วไม่มีอะไรสวยงามเป็นพิเศษ แต่เมื่อรวมตัวกันแล้วเป็นชุมชนแล้วมันมีเสน่ห์ มีคุณค่า มีความหมาย ทำให้เรารู้สึกสดชื่น มีความสุขเมื่อได้มาเดิน เราก็ถือว่าเป็นชุมชนที่สามารถจะนับรวมเป็นโบราณสถานได้
ในประเทศไทยน่าเสียดายที่ว่าเราให้น้ำหนักกับเรื่องการรักษากลุ่มอาคารกับชุมชนน้อย เรามักจะปล่อยให้มันพังทลายไปทีละหลัง จนในที่สุดมันไม่เหลือเลย ซึ่งผิดกับในประเทศที่เขาระวังในเรื่องการอนุรักษ์โบราณสถาน เขาจะเริ่มด้วยการอนุรักษ์ชุมชนของตัวเองก่อน ต่อมาก็สามารถขยายไปอนุรักษ์อาคารสำคัญๆ ที่อยู่รอบๆ หรือภายในชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในปัจจุบันมีโบราณสถานในประเทศไทย ขึ้นทะเบียนตามเกณฑ์ต่างๆ เหล่านี้ มากกว่า ๑,๗๐๐ แห่ง และน่าภูมิใจว่าอยู่ในทะเบียนมรดกโลกถึง ๓ แห่ง คือที่สุโขทัย อยุธยา และบ้านเชียง อันนี้เป็นความรู้เบื้องต้น ที่คิดว่าชุมชนควรจะเข้าใจว่าโบราณสถานคืออะไร และได้แก่อะไร
อีกเรื่องที่สำคัญคือ เรื่องแนวคิดเกี่ยวกับคุณค่าของโบราณสถานซึ่งเป็นตัวกำหนดแนวทางเป้าหมายในการอนุรักษ์ให้เรา ถ้าไม่เช่นนั้นเราจะไม่รู้ว่า ทำไมเราต้องมาอนุรักษ์ของเก่า เราต้องมาอนุรักษ์เพราะว่ามันมีคุณค่า และถกเถียงกันมาหลายร้อยปี คือ ในสมัยโบราณ คนเขาอนุรักษ์โบราณสถาน ก็เพราะเหตุผลเดียว คือ เป็นประโยชน์ในเรื่องความเป็นสมบัติพัสถาน เมื่อไรที่ไม่เป็นสมบัติ ก็หมดความจำเป็นที่จะต้องรักษากัน แม้ในเมืองไทย จดหมายเหตุรัชกาลที่ ๔ ก็ยังมีปรากฏได้เห็นในพระราโชบายว่ามีที่ใด ไม่ว่าวัดหรือเมือง ถ้ามีที่รกร้างว่างเปล่า จะโปรดให้รื้อทิ้ง เพราะไม่อย่างนั้นจะเป็นที่ซ่องสุมผู้คนที่จะมาก่อการความไม่สงบ ฉะนั้นความคิดในการรักษาของโบราณไม่ใช่ของเก่านักในเมืองไทย จริงๆ เป็นเรื่องใหญ่ และเรารับมาจากตะวันตก คือประมาณ ๒๐๐ ปี มนุษย์เราโดยเฉพาะในโลกตะวันตก เขาก็มองเห็นว่าโบราณสถาน นอกจากจะมีคุณค่าในแง่เป็นสมบัติแล้วมันยังมีคุณค่าอื่นๆ ที่แฝงไว้อย่างน้อย ๓ อย่างคือ
๑) คุณค่าทางจิตใจสำคัญมาก โบราณสถานมีอานุภาพ กองอิฐ กองปูน หรือซากเจดีย์ ซากวัดหลายแห่งที่ปรากฏตรงหน้าเรา มันสามารถทำให้เราเกิดจินตนาภาพได้ อันนี้เป็นเรื่องสำคัญที่สุดโบราณสถานทำให้เรารำลึกถึงอดีต เหตุการณ์ กิจกรรม หรือบุคคลในอดีต สมมุติว่าตอนเย็นๆ วันหนึ่งผมนั่งมองวัดสิงห์ ศาลาดิน จินตนาการมันเกิด ถ้าเรารักษาโบราณสถานอย่างดี จินตนาการมันเกิดภาพพจน์ต่างๆ โบราณสถานต่างๆ เหตุการณ์มันเกิดขึ้นในสมอง อันนี้มวลสารสร้างจินตภาพได้ และยิ่งท่านไปยืนหน้าวัดพระศรีสรรเพชญ์ที่อยุธยา ในวันเงียบๆ ตอนเย็นๆ ผมเชื่อว่าเราเป็นคนไทยร้อยทั้งร้อย จินตภาพมันเกิด คิดถึงเหตุการณ์ กิจกรรมในสมัยอยุธยา เมื่อโบราณสถานสร้างจินตภาพในอดีตได้ ทั้งๆที่บางทีเป็นกองอิฐ กองปูน โบราณสถานเป็นตัวเชื่อมเรากับอดีตไม่ให้หลุดจากกัน การที่จะทำให้เราไม่หลุดจากอดีต ให้เราคิดกับรากเหง้าของความเป็นเจ้าของวัฒนธรรมของเรา ไม่ว่าเราจะเป็นชาวตะวันตก ชาวไทย หรือชาวอะไรก็ได้ เมื่อเราไม่หลุดจากอดีตของเรา เราก็สามารถที่จะเชื่อมต่อระหว่างตัวเรากับอดีตได้ อารยธรรมและวัฒนธรรมของเราจะไม่สูญหาย ลองคิดดูถ้าเราคนไทย ไม่มีสุโขทัย ไม่มีอยุธยา เราจะมั่นใจในความเป็นไทยของเราในขณะนี้ไหม ถ้าในสมัยรัชกาลที่ ๕ ไม่รู้จักสุโขทัย ไม่รู้จักอยุธยา เราก็อาจจะยอมแพ้ฝรั่งไปได้ง่ายๆ เหมือนกัน เมื่อโบราณสถานสร้างจินตภาพได้ เป็นตัวเชื่อมระหว่างอดีตกับปัจจุบันได้ สิ่งที่ตามมาก็คือ โบราณสถานสร้างเอกลักษณ์ให้กับเรา เราจะบอกว่าเป็นคนไทย แตกต่างจากจีน พม่า ฝรั่งได้ คือ ตัวโบราณสถานสร้างเอกลักษณ์อันให้เรา เมื่อมีเอกลักษณ์แล้วสิ่งที่ตามมาคือความภูมิใจที่เราแตกต่างจากคนอื่น ในแง่ดีนั้นความภูมิใจเป็นที่มาของถิ่นนิยมชาตินิยม ชาวสามโคกย่อมมีความภูมิใจในเอกลักษณ์ของตัวเอง ทำให้รู้ว่าเราแตกต่างจากคนกรุงเทพหรือคนอื่น คนไทยก็มีความรู้สึกว่าตัวเองแตกต่างจากชาติอื่น ซึ่งความภาคภูมิใจนี้ทำให้เกิดท้องถิ่นนิยม ชาตินิยม มันเป็นทั้งคุณและโทษ คือเป็นคุณด้านที่ว่า ชาตินิยม ท้องถิ่นนิยม เป็นพื้นฐานของแรงผลักดันในการรักษาโบราณสถานของเรา และที่ไม่ดีคือถ้าแรงผลักดันนี้มีมากเกินไป เราจะสร้างความรู้สึกเดียดฉันท์ขึ้นในสังคม ทั้งระดับสังคมประเทศชาติท้องถิ่น จนถึงระดับโลก และเป็นความรู้สึกชาตินิยม ทำให้เกิดสงครามในยุโรปทำลายประเทศชาติถึง ๒ ครั้ง เพราะว่ามีแรงผลักดันมากเกินไป เราก็ต้องสร้างแรงสมดุลให้พอดีกันระหว่างแรงผลักดันที่จะทำให้เรารักษาโบราณสถานที่อยู่ในสภาพเรียบร้อย กับแรงผลักดันในเชิงลบที่จะไปสร้างความรังเกียจเดียดฉันท์ต่อเพื่อนมนุษย์หรือว่าต่อเพื่อนร่วมชาติ ทั้งหมดเป็นเรื่องของคุณค่าทางจิตใจซึ่งเป็นสิ่งที่ผมบอกว่า เป็นคุณค่าที่สำคัญอีกสิ่งหนึ่งของโบราณสถาน
๒) หลักฐานทางประวัติศาสตร์ คุณค่านี้มีอยู่ในตัวโบราณสถาน เพียงแต่ว่าเราจะมีตากับมีสมองที่จะอ่านออก ดูออกหรือเปล่า เพราะโบราณสถานมีอายุและผ่านเรื่องราวต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาอย่างยาวนาน เพราะฉะนั้นตัวมันเองเหมือนกับเป็นตำราเล่มใหญ่ที่จารึกข้อมูลเต็มไปหมด ถ้าเราอ่านออก ก็จะเป็นความรู้กับเรา ที่จะทำให้เราเข้าใจตัวเอง เข้าใจวัฒนธรรมตัวเองดียิ่งขึ้น
๓) เรื่องของคุณค่าทางศิลปะ ซึ่งรวมทั้งสถาปัตยกรรมด้วย คือเรื่องของความงดงาม อลังการที่อยู่ในโบราณสถานซึ่งเป็นสิ่งที่สร้างความภูมิใจให้กับผู้ครอบครองหรือผู้เป็นเจ้าของ ความสวยงามนี้เป็นแม่บทที่ให้คนรุ่นหลังสามารถจะนำมาสืบสานสร้างสรรค์ในเชิงศิลปะ
ทั้งหมดนี้เป็นคุณค่าสำคัญ เป็นแนวคิดสำคัญที่เกี่ยวกับคุณค่าโบราณสถาน ในโลกสมัยใหม่เขาก็เลยเรียกโบราณสถาน ที่มีคุณค่าทั้ง ๓ ประการว่า โบราณสถานเป็นมรดกทางวัฒนธรรม มรดกก็เป็นของที่ส่งทอดจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง วัฒนธรรมก็เป็นขบวนการของวิถีชีวิตมนุษย์ ฉะนั้นมรดกวัฒนธรรม คือ ผลผลิตของวิถีชีวิตที่มีคุณค่าที่คนรุ่นหนึ่งส่งผ่านให้คนอีกรุ่นหนึ่ง ไม่มีที่สิ้นสุด คำว่ามรดกวัฒนธรรม จึงเป็นคำจำกัดความที่ทันสมัยที่สุดที่เรานิยามให้กับโบราณสถาน และก็ไม่ใช่เฉพาะของประเทศไทย แนวความคิดนี้เป็นแนวความคิดสากลที่พยายามจะเผยแพร่ไปทั่วโลก
พอมาถึงตรงนี้ ท่านผู้มีเกียรติคงพอจะเข้าใจว่าโบราณสถานคืออะไร ได้แก่อะไร สำคัญอย่างไร อันนี้มาถึงเรื่องว่าเราจะดูแลโบราณสถานอย่างไร ผมเองไม่ใช่คนที่มีความรู้ มีความสามารถอะไรมากในเรื่องนี้ก็คงจะไม่พูดในรายละเอียดลึกซึ้ง สิ่งที่ต้องการเน้นคือเราจะดูแลโบราณสถานอย่างไร มันมีเป้าหมายอยู่ว่า
๑) เราจะต้องรักษาไม่ให้เสียคุณค่า บางทีเรารักษาจนเสียคุณค่าก็มี ควรทำอย่างไร อย่างง่าย คือจะต้องบำรุงรักษาเป็นประจำเช่น ปัดกวาด เช็ดถู เหมือนเราดูแลตัวเราเองทุกวัน และโบราณสถานจะมีคุณค่า อย่าซ่อมให้สวยงามเกินจำเป็น อันนี้เป็นเรื่องที่ผมสังเกต ในระยะ ๑๐ กว่าปี ตั้งแต่มีการซ่อมวัดพระแก้วฉลอง ๒๐๐ ปี ผมมีความรู้สึกว่า เราซ่อมวัดของเราสวยเกินความจำเป็นหรือเปล่า บางทีการซ่อมเราก็ไปรื้อของเก่าๆ ออกมากมาย และใส่ของใหม่ๆ และของใหม่บางทีก็เป็นของที่ไปสั่งจากเมืองนอกมาใส่ก็มี อันนี้ไม่ได้โจมตีใคร เพราะผมก็เป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานด้วยซ้ำไป เพียงแต่อยากจะให้ท่านผู้มีเกียรติลองคิดดูว่าเราซ่อมวัดสวยเกินความจำเป็นหรือเปล่า ในส่วนลึกของผมมองคนละแบบ ในฐานะคนไทยพุทธเราเชื่อในเรื่องทาน การทำบุญที่ดีที่สุดคืออามิสบูชา คือการซ่อมโบราณสถานก็เป็นอามิสบูชา เราพยายามจะบูรณะให้สวยงาม ทำแล้วจะได้บุญ ถ้าซ่อมโบราณสถาน ซ่อมวัด ซ่อมเสร็จแล้วเหมือนไม่ได้ซ่อม ก็คงจะถูกชาวบ้านต่อว่าว่าเราไม่ได้ทำอะไรเลย ในแง่ของคนไทยเนื่องจากการซ่อมบูรณะโบราณสถานของเราผูกติดกับวัฒนธรรมไทยพุทธ เพราะฉะนั้นผลที่ได้จึงออกมาเป็นอย่างนี้ แต่ถ้ามองในแง่สากลเราจะมีความรู้สึกว่า ไม่ค่อยรักษาประวัติศาสตร์ ไม่ค่อยรักษาของดั้งเดิม ถ้าเราสังเกตพวกฝรั่งซ่อม เขาพยายามจะรักษาของดั้งเดิมที่เป็นวัสดุเก่า ของแท้มากๆ แม้จะดูไม่เปล่งปลั่ง ไม่สวยงาม เขาทนได้ เพราะว่าเขายึดในเรื่องของสัจจะ ส่วนของเรายึดเรื่องของบุญ อันนี้ผมว่าท่านผู้มีเกียรติน่าจะลองคิดดู กับสมมุติฐานที่ผมตั้งขึ้นมาอันนี้ เราต้องรักษาสภาพแวดล้อมให้ดี รักษาตัวอาคารให้ดี สภาพแวดล้อมต้องดี ทำได้อย่างไร ต้องอย่าให้รกร้างรกหญ้า และปัจจุบันคืออย่าให้รกตึก ผมคิดว่าระยะหลังๆ เรามีการก่อสร้างที่มีการบุกเข้ามาไปในเขตโบราณสถาน และผมว่าควรจะวงอาณาเขตให้ดี และพยายามที่จะดูแลไม่ให้ตึกต่างๆ หรือสิ่งก่อสร้างต่างๆ เกิดขึ้นในบริเวณที่เราไม่อยากจะให้มันเกิดขึ้น เพราะมันจะทำลายความสวยงามและคุณค่าของโบราณสถานของเรา
เรื่องการท่องเที่ยวก็เป็นเรื่องสำคัญ เมื่อสักครู่ได้ยินท่านอาจารย์ศรีศักรพูดถึงการท่องเที่ยวปัจจุบันนี้ว่า เป็นการท่องเที่ยวที่เห็นแก่เงิน อาจจะต้องมีดิสโกเธค อาจจะต้องมีผับ ผมไม่รู้ว่าสิ่งต่างๆ ที่เข้ามามันดีไหม แต่สำหรับจุดมุ่งหมายดั้งเดิมในการรักษาวัฒนธรรม จริงๆ มันไปด้วยกันไม่ได้ แต่ถ้าเราจะรักษาเราจะต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลง มันจะต้องมีเรื่องต่างๆอย่างนี้เกิดขึ้นบ้าง แต่อย่าให้มันมาครอบงำสามโคกให้กลายเป็นเมืองอีกแบบ แบบถนนข้าวสารซึ่งผมว่ามันไม่ได้ นอกจากนี้เราจะต้องรักษาคน เราจะต้องสร้างความรู้ความเข้าใจในเรื่องพวกนี้ให้กับคนรุ่นหลัง ผมเห็นท่านที่เข้ามาส่วนใหญ่เกินวัยรุ่น และเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ ถ้าไม่มีวัยรุ่นที่เขาจะต้องรับผิดชอบประเทศไทยต่อไป มานั่งฟังเรื่องพวกนี้บ้าง ผมก็ไม่รู้ว่าที่เราพูดกันอยู่มันจะเกิดผลหรือเปล่า เพราะฉะนั้นมันเป็นหน้าที่ของชุมชนที่จะต้องไปสั่งสอนลูกหลานของเราว่า จำเป็นอย่างไรที่เขาจะต้องเข้าใจในเรื่องมรดกวัฒนธรรมของบรรพบุรุษเขาซึ่งเป็นโจทย์ที่ค่อนข้างยาก ในขณะที่เขากำลังคลั่งไคล้การโกรกผม ใส่เสื้อเกาะอก และเราจะพูดถึงเรื่องสามโคกหรือตุ่มสามโคก ผมว่าแต่ละท่านต้องใช้ความสามารถพิเศษ แต่เราลืมเยาวชนไม่ได้ เราต้องปลูกฝังให้เขาเข้าใจ
ในการดูแลโบราณสถาน อย่าทำตัวเป็นคนแคบๆ ต้องร่วมกับผู้เกี่ยวข้องทุกสถาบันในเรื่องช่าง อย่าทิ้งกรมศิลปากรถึงแม้ตอนหลังถูกต่อว่ามากๆ เรื่องฝีมือช่าง แต่ว่าผมมีความเชื่อว่าเราทิ้งเขาไม่ได้เพราะเขามีความรับผิดชอบโดยตรง ถ้าเราทิ้งเขา เขายิ่งเตลิดไปหลังเขา แล้วเรามีกรมศิลปากรไว้ทำไม มีอะไรก็ตาม อย่าทิ้งกรมศิลปากร พยายามติดต่อพูดคุยโดยเฉพาะในเรื่องช่าง ข้อคิดเห็นอื่นเกี่ยวกับการอนุรักษ์ เราอาจจะต้องถามคนภายนอกที่มีความรู้ความสามารถ ซึ่งอาจจะเป็นมหาวิทยาลัย หรือศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรมาช่วยกัน ถ้าเราฟังความคิดเห็นจากหลายๆ ด้านก็จะทำให้โลกทัศน์มุมมองในการอนุรักษ์กว้างขวางขึ้น
|