| วีรวัฒน์ วงศ์ศุปไทย |
- ข้อมูล |
| มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ |
- ข้อมูลและเรียบเรียง |
" เมืองสามโคก " เป็นชุมชนเก่าแก่ที่รับรู้กันโดยทั่วไปว่ามีประวัติความเป็นมายาวนาน เรื่องเล่าตำนานหมู่บ้านมักเริ่มตั้งแต่ครั้งชาวมอญเก่าหลบหนีพม่าเข้ามาตั้งถิ่นฐานในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราชแห่งกรุงศรีอยุธยา ผ่านเข้าสู่สมัยกรุงธนบุรีที่มีชาวมอญมาอีกระลอก ก่อนที่ครอบครัวมอญจะอพยพเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารในสมัยรัชกาลที่ ๒ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์อีกครั้ง มีหลักฐานว่าบ้านเรือนในสามโคกตั้งอยู่ริมสองฟากฝั่งลำน้ำเจ้าพระยามาแต่ครั้งกรุงเก่า ดังปรากฏชื่อ บ้านสามโคก บ้านพร้าว ในแผนที่สมัยอยุธยาที่ชาวต่างชาติจัดทำขึ้น นอกจากนี้คนรุ่นหลังยังรู้ว่าชาวสามโคกนิยมอยู่อาศัยใน " เรือนแพ " รวมกันเป็นหมู่บ้านในลำน้ำเจ้าพระยา ดังปรากฏหมู่บ้านเรือนแพที่ท้ายเกาะใหญ่และหมู่บ้านเรือนที่บ้านกระแชง
เมืองสามโคกได้รับพระราชทานชื่อเป็น " เมืองประทุมธานี " ในสมัยรัชกาลที่ ๒ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ต่อมาเมื่อมีการแบ่งเขตการปกครองใหม่ เมืองสามโคกจึงมีสถานะเป็นอำเภอหนึ่งของ " จังหวัดปทุมธานี " จนถึงปัจจุบัน นอกจากความเป็นชุมชนมอญ ที่ยังรักษาประเพณีดั้งเดิมไว้ได้อย่างดี และตุ่มสามโคกอันลือชื่อแล้ว สิ่งที่น่าสนใจก็คือหลักฐานจากแหล่งชุมชนโบราณที่มักปรากฏอยู่คู่กับวัดและวัดร้างตลอดริมสองฟากฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาตั้งแต่ปากคลองเชียงรากขึ้นเหนือไปถึงเกาะใหญ่ราชคราม ได้บ่งบอกถึงความสำคัญของบริเวณนี้ว่า เป็นแหล่งสัญจรของผู้คนที่ยาวนานกว่าตำนานของชาวมอญ
ชื่อบ้านนามเมือง : ร่องรอยทางประวัติศาสตร์และหลักฐานทางโบราณคดี
ชื่อหมู่บ้านหรือสถานที่มักบอกเล่าความเป็นมาของท้องถิ่นนั้นได้เป็นอย่างดี และเป็นต้นเค้าให้สืบหารายละเอียดในเรื่องต่างๆมากขึ้น ยิ่งถ้ามีหลักฐานทางโบราณคดีหรือประวัติศาสตร์ประกอบด้วยแล้ว การค้นคว้าศึกษาและสืบสาวถึงเรื่องราวความเป็นมาก็จะเป็นไปได้สะดวกขึ้น อย่างเช่นในอำเภอสามโคกที่พบว่ามีโบราณวัตถุและโบราณสถานปรากฏอยู่ตามวัดและวัดร้างเป็นอันมาก อีกส่วนหนึ่งก็มีอยู่ตามบ้านเรือนหรือตามแหล่งชุมชนโบราณ ซึ่งมีสถานที่ที่น่าสนใจคือ
เกาะใหญ่ราชคราม อยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของตัวอำเภอสามโคก เป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในลำน้ำเจ้าพระยา สภาพพื้นที่ของเก่าเป็นที่ลุ่มสลับกับทุ่งหญ้าและป่าละเมาะ ด้านทิศตะวันออกของเกาะติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา ด้านทิศตะวันตกติดกับคลองพระยาบรรลือ
ในอดีตที่นี่เป็นพื้นที่รกร้างว่างเปล่า เป็นที่หลบซ่อนซ่องสุมของโจรผู้ร้ายที่คอยดักปล้นสะดมเรือแพที่ขึ้นล่องในลำน้ำเจ้าพระยา จนในปลายแผ่นดินรัชกาลที่ ๔ ได้ตั้ง " นายช้าง " นักเลงโตซึ่งตั้งบ้านเรือนอยู่ย่านลานเทเกาะใหญ่ขึ้นเป็น " หลวงบรรเทาทุกข์ " ให้คอยปราบปรามโจรผู้ร้ายที่ชุกชุม ปรากฏว่านายช้างทำการปราบปรามโจรผู้ร้ายอย่างได้ผล เรือแพก็ขึ้นล่องผ่านเกาะใหญ่ลานเทได้ปลอดภัย ต่อมาในสมัย ร.๕ ได้มีการปราบปรามจับกุมโจรผู้ร้ายในเขตอื่นๆ เช่น สุพรรณบุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา นายโจรใหญ่พร้อมสมุนได้ให้การซัดทอดว่า นายช้างหรือหลวงบรรเทาทุกข์ เป็นผู้บงการให้ลูกน้องออกไปปล้นในเขตอื่นๆนอกเขตตน พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดเกล้าฯให้ชำระความ ได้ความว่าเป็นจริงทุกประการ นายช้างจึงถูกประหารชีวิต นับเป็นคดีดังในยุคนั้น
โคกยายมั่นบ้านเก่า เป็นชุมชนโบราณอยู่ในเขตตำบลบางกระบือ อยู่ทางตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา ลักษณะเป็นเนินดินสลับกับป่าละเมาะ มีลำคลองเข้าสู่ชุมชนคือ คลองใหญ่ และคลองเกลือ มีวัดมหิงสาราม (ร้าง) และวัดคงคาราม (วัดโบสถ์) อยู่ในชุมชน จากการขุดแต่งพื้นที่ของชาวบ้านเพื่อทำการเกษตร พบภาชนะเครื่องปั้นดินเผาเป็นจำนวนมากจากแหล่งต่างๆ ในภาคกลาง เช่น เครื่องปั้นดินเผาจากเตาบางปูน แหล่งผลิตอยู่ที่อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี พบภาชนะประเภทไหเท้าช้างทรงแจกัน มีอายุระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๑๖-๒๐ เครื่องปั้นดินเผาเตาแม่น้ำน้อย แหล่งผลิตอยู่ที่อำเภอบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี พบภาชนะประเภทไหสี่หู ครก กระปุก หม้อ ฝาหม้อดินเผา เครื่องปั้นดินเผาจากเตาสุโขทัย พบภาชนะเครื่องถ้วยสังคโลกเคลือบน้ำยาสีเขียวไข่กาและน้ำยาสีน้ำตาลประเภทกระปุกตีกตา เครื่องถ้วยจากจีนพบเครื่องถ้วยลายครามพื้นสีขาวเขียนลายสีน้ำเงินสมัยราชวงศ์หมิง (พ.ศ.๑๙๑๑ ๒๑๖๙) นอกจากนี้ยังพบเครื่องมือเครื่องใช้ที่เป็นโลหะและเงินตราอีกด้วย
ทุ่งพญาเมือง เป็นชื่อเมืองเก่า มีพื้นที่ประมาณ ๕๐ ไร่ ตั้งอยู่ริมฝั่งตะวันออกของลำน้ำเจ้าพระยาบริเวณวัดป่างิ้ว วัดนางหยาด (ร้าง) วัดพญาเมือง (ร้าง) ในเขตตำบลบ้านงิ้ว มีคันดินล้อมรอบ มีสระน้ำทางทิศเหนือ ๑ สระ ทิศใต้ ๒ สระ โดยรอบกำแพงมีคูน้ำล้อมรอบ ภายในมีโคกดินเรียกกันว่า " โคกช้างใหญ่ " " โคกช้างน้อย " " โคกประชุมพล " ส่วนที่เป็นสิ่งก่อสร้างคงเหลือแต่รากฐาน ซากอิฐ หลักฐานเมืองโบราณนี้ยังปรากฏอยู่ในโคลง " กำสรวลสมุทร " ที่รู้จักกันดีว่า " กำสรวลศรีปราชญ์ " อีกด้วย
บ้านสามโคก อยู่ทางตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา ปรากฏหลักฐานในพงศาวดารที่กล่าวถึงการอพยพของชาวมอญมาอยู่ที่เมืองสามโคกเสมอ และจากหลักฐานแผนที่แสดงลำน้ำเจ้าพระยาตั้งแต่กรุงศรีอยุธยาสู่อ่าวไทย ซึ่งเขียนขึ้นในสมัยอยุธยาโดย " ลาลูแบร์ " ในปี พ.ศ. ๒๒๓๐ ซึ่งบ้านสามโคกตั้งอยู่ฝั่งตะวันตกของลำน้ำเจ้าพระยา บริเวณวัดสิงห์ วัดสามโคก วัดไก่เตี้ย วัดแจ้ง วัดป่าฝ้าย วัดสะแก ซึ่งเป็นชุมชนโบราณในอดีต มีโบราณสถานและโบราณวัตถุอยู่เป็นอันมาก
อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้บ้านสามโคกเป็นที่รู้จักกันดีก็คือ ตุ่มสามโคก ที่มีนิทานพื้นบ้านเล่าถึงชาวมอญสองพี่น้องที่มีโคกเตาเผาตุ่มคนละโคก ต่อมาน้องชายแย่งโคกของพี่ชายมาอีก พี่ชายจึงสร้างโคกเตาเผาใหม่ ทำให้มีสามโคกและปรากฏเป็นเรื่องราวเล่าต่อกันถึงที่มา หลักฐานแหล่งผลิตตุ่มสามโคกนี้มีอยู่บริเวณวัดสิงห์ ที่มีโคกเนินดินขนาดใหญ่ มีเศษเครื่องปั้นดินเผาแตกกระจัดกระจายทั่วบริเวณ มีพื้นที่ประมาณ ๑๕๐ ตารางวา ส่วนโคกที่สองตั้งอยู่ห่างจากโคกหนึ่งประมาณ ๓๐ เมตร มีโครงสร้างผนังเตาก่อด้วยอิฐเรียงซ้อนกันพังทลายลงมาปะปนกันเศษภาชนะเครื่องปั้นดินเผาอื่นๆ มีพื้นที่ประมาณ ๑๐๐ ตารางวา ส่วนโคกที่สามไม่มีร่องรอยสภาพเดิม เพราะถูกปรับพื้นที่เพื่อทำถนนผ่าน
คลองลัดเกร็ดใหญ่ เป็นชื่อของคลองซึ่งขุดลัดแม่น้ำเจ้าพระยาเพื่อย่นระยะทางและเวลาในการเดินเรือให้เร็วขึ้น นับเป็นสถานที่สำคัญในประวัติศาสตร์ของลำน้ำเจ้าพระยา คลองลัดนี้ขุดในสมัยพระเจ้าทรงธรรมแห่งกรุงศรีอยุธยา ตั้งแต่ท้ายบ้านสามโคก หน้าวัดไก่เตี้ย ขุดลัดตรงไปทะลุบรรจบกับลำน้ำเจ้าพระยาเดิมที่หน้าวัดศาลเจ้า ตำบลบ้านกลาง อำเภอเมือง เป็นระยะทาง ๕ กิโลเมตร ทำให้แม่น้ำเจ้าพระยาเดิม น้ำไหลเข้าตื้นเขินกลับกลายเป็นคลองเรียกว่า " แม่น้ำอ้อม " เมื่อน้ำไหลตัดตรงตามคลองที่ขุดขึ้นใหม่ก็มีผู้คนเข้ามาปลูกสร้างบ้านเรือนอยู่สองฝั่งและขยายตัวขึ้นจนถูกเรียกว่าบ้านเรือนสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา คลองที่ขุดขึ้นใหม่มีบ้านเรือนอยู่กันหนาแน่นด้านฝั่งตะวันตก ในปี พ.ศ. ๒๔๖๐ ทางราชการได้จัดสร้างศาลากลางจังหวัดปทุมธานีขึ้นเป็นการถาวร เป็นอาคารก่ออิฐถือปูนทรงปั้นหยาแบบยุโรปขึ้นเป็นครั้งแรกที่ตำบลบางปรอก
บ้านกระแซง มีทั้งส่วนที่อยู่ในเขตปกครองของอำเภอสามโคกและอำเภอเมือง พื้นที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาสองฝั่งตรงกัน ฝั่งตะวันออกบริเวณวัดลำแลเป็นเขตปลูกสร้างบ้านเรือนของคนไทย จึงเรียกว่า " บ้านกระแซงไทย " ฝั่งตะวันตกบริเวณท้ายวัดไก่เตี้ยมีบ้านเรือนของคนมอญอยู่มาก จึงเรียกว่า บ้านกระแซงมอญ
บริเวณนี้ในอดีตเคยเป็นตลาดน้ำที่ใหญ่ที่สุด มีหมู่บ้านเรือนแพหนาแน่น มีผู้คนซื้อขายกันขวักไขว่
ปัจจุบันนี้เรือนแพต่างๆ ได้ยกบ้านยกเรือนขึ้นบนฝั่งหมดแล้ว
วัด : แหล่งรวมศิลปกรรมและงานช่าง
งานศิลปะที่เกิดขึ้นในสมัยก่อนส่วนใหญ่มักเกี่ยวเนื่องกับพุทธศาสนา เช่น พระพุทธรูปใบเสมา ธรรมาสน์ ตู้พระธรรม ลวดลายปูนปั้นหน้าบันพระอุโบสถ การตกแต่งปูชนียสถานหรือศิลปวัตถุด้วยลวดลายต่างๆ ฯลฯ ซึ่งนอกจากจะแสดงถึงศรัทธาแล้ว ยังมีความงดงามความประณีตแสดงออกถึงศิลปวัฒนธรรมของชาติด้วย
ในท้องถิ่นสามโคกและบริเวณใกล้เคียงนี้ มีวัดที่น่าสนใจอยู่เป็นจำนวนมากมายทั้งวัดร้างและวัดปัจจุบันกว่า ๒๐ แห่ง แต่ละแห่งมีประวัติ ตำนาน เรื่องเล่า ตลอดจนงานศิลป์และสิ่งที่น่าสนใจแยกย่อยแตกต่างกันออกไป ซึ่งหากผู้สนใจศึกษา เลื่อมใสศรัทธาหรือสนใจพุทธศิลป์ดังกล่าวมีโอกาสได้มานมัสการสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เที่ยวชม และศึกษามรดกทางวัฒนธรรมของชาวสามโคก อาจหลงใหลเพลิดเพลินจนใช้เวลาผ่านไปมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ ในที่นี้จะกล่าวถึงสิ่งที่น่าสนใจบางส่วนในบางวัดเพื่อให้เห็นภาพรวมอย่างสังเขป
ฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยา
วัดเมตารางค์ ตำบลเชียงรากน้อย สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๓๖๔ ในสมัยปลายรัชกาลที่ ๒ เดิมชื่อว่า " วัดปากคลองเชียงรากน้อย " มีพระพุทธรูปหล่อด้วยทองเหลือง ๒ องค์ พระอุโบสถสร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๐ ลักษณะศิลปะจีน มีเจดีย์มอญทรงแบบเจดีย์ชะเวดากองประดับด้วยถ้วยชามลายครามโดยรอบฐาน เสาหงส์ธงตะขาบ กุฏิทรงปั้นหยาไม้สักทองมุงด้วยกระเบื้องดินเผาประดับด้วยลายฉลุลูกกรงและช่องลม มีหอสวดมนต์แบบรามัญ เป็นอาคารไม้หลังคาทำเป็นปั้นหยาปั้นปูนสันหลังคาเป็นมังกรคาบแก้วอย่างจีน ภายในตกแต่งด้วยลายฉลุไม้ ประกอบด้วยซุ้มพระประธาน มีธรรมาสน์ยอดโดมที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวรามัญงดงามแปลกตา คือมีรูปทรงส่วนยอดหลังคาผังสี่เหลี่ยมโค้งมนคล้ายฝาชีเป็นเหลี่ยมยอดบัวตูม เชิงชายประดับด้วยไม้แกะสลัก กันสาดเป็นหลังคายื่นออกมา ที่นั่งมีพนักกัน ๓ ด้าน มีพนักพิงสำหรับนั่งเทศน์ ส่วนฐานทำเป็นกรอบสี่เหลี่ยมฐานบัวคว่ำบัวหงายประดับด้วยลายพุ่มข้าวบิณฑ์ บันไดทางขึ้นทำเป็นบันไดนาค
วัดศาลาแดง ตำบลเชียงรากน้อย สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๓๕๘ ในสมัยรัชกาลที่ ๒ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โดยชาวมอญซึ่งอพยพมาจากเมืองเมาะตะมะ
มีศาลาไม้ทรงไทยที่เคยเป็นโรงละครที่ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว มีเจดีย์มอญแบบเจดีย์มุเตา กุฏิเรือนไทย หอไตร หอสวดมนต์แบบรามัญตกแต่งด้วยลายฉลุประกอบด้วยซุ้มพระประธาน ตุ่มสามโคก กระถางมังกร โอ่งเคลือบอย่างจีน เรือโบราณ เรือมาดพร้อมเก๋งเรือ เรือโบ๊ดแบบฝรั่ง เครื่องลายคราม เครื่องกรองน้ำแบบโบราณ ฯลฯ สิ่งที่น่าสนใจอย่างหนึ่งคือ ธรรมาสน์ยอดนางชีคู่ ที่มีส่วนของหลังคาตัดเรียบ ผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมเป็นฐานประกอบด้วยลายหน้ากระดานดอกไม้ใบไม้ฉลุสวยงาม ภายในซุ้มหลังคาเป็นที่ตั้งโต๊ะหมู่บูชาแบบหมู่๙ ขนาดใหญ่พอให้พระสงฆ์นั่งเทศน์แสดงธรรมได้ โต๊ะแถวกลางตัวแรกเป็นทางขึ้นลง ตัวที่สองเป็นที่นั่งสำหรับพระสงฆ์ที่จะเทศน์โดยมีพนักพิงด้านหลังเสริมขึ้นมา ธรรมาสน์ยอดนางชีที่พบในเขตอำเภอสามโคกนอกจากจะมีอยู่ที่วัดนี้แล้วยังมีอยู่ที่วัดท้ายเกาะใหญ่ และวัดพลับ เฉพาะที่วัดศาลาแดงมีประวัติจารึกไว้ว่าสร้างโดย " สมิงพระราม " ร่วมกับชาวบ้าน ถวายวัดในสมัยรัชกาลที่ ๕ ปี พ.ศ. ๒๔๑๗
วัดสองพี่น้อง ตำบลบ้านงิ้ว สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๐ โดยมีเรื่องเล่าประวัติวัดสืบต่อกันมาว่า มีชายสองพี่น้องอพยพจากทางเหนือมาประกอบมิจฉาชีพและอาศัยอยู่บริเวณนี้ ต่อมาบิดามารดาของทั้งคู่ล่องเรือสินค้าผ่านมา ตกกลางคืนสองพี่น้องนี้ได้ปล้นและฆ่าโดยไม่รู้ว่าเป็นบิดามารดาของตนเอง พอรุ่งเช้าจึงได้รู้ความ จึงได้ช่วยกันสร้างวัดนี้ขึ้นเพื่อเป็นการล้างบาป
วัดสองพี่น้อง มี " หลวงพ่อเพชร " และ " หลวงพ่อพลอย " ซึ่งเป็นพระพุทธรูปศิลาทรายแดงจำหลักปางมารวิชัย หลวงพ่อเพชรเป็นศิลปะสมัยอู่ทอง พระเกศาเป็นต่อม พระพักตร์รูปสี่เหลี่ยม พระหนุป้าน พระกรรณนูนเด่น ชายสังฆาฏิยาวลงมาปิดพระนาภี ปลายแยกเป็นเขี้ยวตะขาบ ศิลปะอู่ทอง มีขนาดหน้าตักกว้าง ๓ ศอกเศษ สูง ๔ ศอก นับเป็นพระพุทธรูปศิลาที่มีขนาดใหญ่องค์หนึ่งของจังหวัดปทุมธานี นอกจากนี้วัดสองพี่น้องยังมีใบเสมาศิลาทรายแดง ศิลปะสมัยอยุธยา พระอุโบสถสร้างสมัยอยุธยา หอสวดมนต์แบบรามัญ อาคารไม้ตกแต่งด้วยลวดลายฉลุช่องลมคันทวยที่งดงาม และมีธรรมาสน์ยอดโดมที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวรามัญเช่นเดียวกับที่พบในวัดเมตารางค์
วัดป่างิ้ว ตำบลบ้านงิ้ว สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๘ โดยรวม วัดนางหยาด (ร้าง) และวัดพญาเมือง (ร้าง) เข้าด้วยกัน วัดทั้งสองแห่งนี้ร้างไปเมื่อครั้งสงคราม พ.ศ. ๒๓๑๐ คงเหลืออุโบสถเก่าของวัดนางหยาด (ปัจจุบันเรียกวิหาร) ซึ่งคงเหลือพระประธานและพระอันดับ มี " หลวงพ่อวัดนางหยาด " เป็นพระพุทธรูปศิลาทรายปางมารวิชัยประดิษฐานอยู่ในวิหาร โดยสภาพขององค์พระผุกร่อนไปตามกาลเวลา นอกจากนี้ยังมีใบเสมาศิลาทรายแดง พระประธานในพระอุโบสถสมัยอยุธยา ตู้พระธรรม สมุดข่อยโบราณ สระโหมด สระน้ำโบราณ
ตามประวัติกล่าวไว้ว่าเมื่อครั้งเสียกรุงครั้งที่ ๒ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้ยกกองทัพเรือมาตีพม่าจนแตกพ่ายที่ค่ายโพธิ์สามต้น พระองค์ทรงกอบกู้เอกราชไว้ได้สำเร็จแล้ว เมื่อเสด็จกลับได้ยกกองทัพเรือมาจอดพักไพร่พลหุงหาอาหารที่วัดนางหยาดและวัดพญาเมืองหนึ่งคืนเสร็จแล้วจึงเดินทางไปตั้งมั่นที่ป้อมธนบุรี
วัดไผ่ล้อม ตำบลบ้านงิ้ว สร้างราว พ.ศ. ๑๘๖๐ ตามเรื่องเล่าว่า สร้างโดยท่านท้าวมหาพรหมกับท่านท้าวมาลี มหาเศรษฐีอพยพจากกรุงสุโขทัยมาจับจองที่ดินทำกินบริเวณนี้ บริเวณวัดนี้ส่วนมากเป็นป่าไผ่อยู่ริมน้ำเจ้าพระยา มีต้นไม้ใหญ่น้อยสลับกับป่าไผ่ขึ้นอยู่ทั่วไป แต่เดิมมีสัตว์ป่านานาชนิด ปัจจุบันมีนกปากห่างนับหมื่นตัว นับเป็นสถานที่ท่องเที่ยวชมธรรมชาติดูนก ซึ่งอยู่ในความดูแลคุ้มครองของกองอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมป่าไม้แห่งหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลจากเมืองหลวง
พระอุโบสถสร้างราว พ.ศ. ๑๘๖๐ ลักษณะทรงไทยก่ออิฐถือปูน พระประธานในพระอุโบสถคือ " หลวงพ่อโต " หน้าตักกว้าง ๔ ศอกเศษ สูงประมาณ ๘ ศอกเศษ ลักษณะการสร้างแบบศิลปะสมัยสุโขทัย มีเจดีย์ ๕ องค์อยู่ที่ด้านพระอุโบสถเป็นศิลปะแบบจีนอายุราว ๓๐๐ ปี นอกจากนี้ยังมีพระพุทธรูปปางต่างๆ สมัยเชียงแสน สุโขทัย อู่ทอง เครื่องเบญจรงค์ลายครามและธรรมาสน์บุษบก
วัดสวนมะม่วง ตำบลบ้านงิ้ว สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๓๙๘ โดยชาวบ้านที่เป็นชาวสวนในบริเวณนั้น จึงมีชื่อตามลักษณะภูมิประเทศที่มีสวนมะม่วงเป็นจำนวนมากมาตั้งแต่แรกสร้างวัด วัดนี้มีหอไตรเรือนไทยสองชั้นแบบขนมปังขิง ฝาเฟี้ยมตกแต่งด้วยลายฉลุที่จั่ว และมีเจดีย์บรรจุพระบรมอัฐิที่ได้อัญเชิญมาจากพม่า
วัดถั่วทอง ตำบลบ้านปทุม สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๓๖๘ เดิมเป็นจวนที่พักของพระยาพิทักษ์ทวยหาญ เจ้าเมืองปทุมธานี แต่ได้ถวายให้เป็นวัดในสมัยรัชกาลที่ ๓ ดังมีเรื่องเล่าไว้ว่า ขณะที่สร้างจวนนี้อยู่นั้นพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จมาประทับพลับพลาที่วัดตำหนัก ระหว่างนั้นพระองค์ได้ตรัสถามว่าที่กำลังก่อสร้างอยู่นั้นเป็นวัดหรือบ้าน พระยาพิทักษ์ทวยหาญกราบบังคมทูลว่าสร้างวัดแต่ขออาศัยอยู่ไปก่อน เมื่อสร้างเป็นวัดแล้วจึงได้รับพระราชทานนามว่า " วัดปทุมทอง " เพื่อให้สอดคล้องกับชื่อเมืองปทุมธานี
ที่วัดนี้มีบุษบกธรรมาสน์เจดีย์ทรงลังกา ศิลปะรัตนโกสินทร์ และมีจวนเจ้าเมืองปทุมธานีที่พระยาพิทักทวยหาญถวายไว้ในพระพุทธศาสนา
วัดคลองขุด ตำบลเชียงรากน้อย สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๓๖๐ สมัยต่อมาเคยเป็นวัดร้าง เนื่องจากขาดการทะนุบำรุง จนเมื่อพ.ศ. ๒๔๙๒ จึงได้รับการบูรณะพัฒนาก่อสร้างให้มั่นคงอีกครั้งหนึ่ง บางคนเรียกวัดนี้ว่า " วัดโพธิ์นิ่มธาราม " ปัจจุบันตั้งอยู่บนที่ราบลุ่มริมคลองเปรมประชากรฝั่งตะวันตก
วัดพลับสุธาวาส ตำบลเชียงรากน้อย สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๓๖๓ ในสมัยรัชกาลที่ ๒ โดยหลวงนราภัยพิทักษ์และนายคงเป็นผู้บริจาคเงินและดำเนินการสร้างวัด ชาวบ้านนิยมเรียกสั้นๆ ว่า " วัดพลับ "
มี " หลวงพ่อเงิน " เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยสมัยอยุธยา แต่เดิมเป็นพระประธานหุ้มด้วยปูนลงรักปิดทองอยู่ในโบสถ์วัดร้างริมฝั่งลำน้ำเจ้าพระยาใกล้วัดพลับ เมื่อทางวัดพลับได้ดำเนินการสร้างพระอุโบสถจึงได้อัญเชิญพระพุทธรูปเก่าในโบสถ์วัดร้างมาประดิษฐานเป็นพระประธาน ระหว่างเคลื่อนย้ายพระพุทธรูปได้ถูกกระทบกระแทก ปูนที่หุ้มอยู่ภายนอกได้หลุดร่วงออกมาเผยให้เห็นเนื้อเงินแท้ขององค์ ชาวบ้านต่างเรียกว่า " หลวงพ่อเงิน " ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ที่หอสวดมนต์แบบรามัญในตู้ทำเป็นซุ้มเรือนแก้วตกแต่งด้วยลวดลายฉลุไม้งดงามมาก หลวงพ่อเงินนับว่าเป็นพระพุทธรูปที่มีค่ายิ่ง มีพุทธลักษณะที่งดงามองค์หนึ่งของจังหวัดปทุมธานี มีผู้มาเคารพกราบไหว้เป็นอันมาก ทางวัดได้จัดให้มีงานปิดทองไหว้พระในวันที่ ๑๖ ๑๗ เมษายน ของทุกปี
วัดสำแล ตำบลบ้านกระแซง อำเภอเมือง สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๒ โดยชาวมอญในสมัยรัชกาลที่ ๕ ตอนต้น ที่น่าสนใจคือมีหอสวดมนต์และศาลาการเปรียญที่มีอายุเก่าแก่กว่าวัด มีธรรมาสน์ตั่ง ซึ่งตามวัดทั่วไปมักมีรูปร่างคล้ายเก้าอี้ที่ไม่สูงนัก มีพนักพิงที่รูปทรงคล้ายที่นั่งบนหลังช้าง สร้างด้วยไม้แกะสลักลวดลายงดงาม พนักด้านข้างที่เท้าแขนแกะสลักลวดลายกนกเทวดาหรือพุทธประวัติ ส่วนพนักด้านล่างทำเป็นคลีบท้องสิงห์ประกอบกับขาสิงห์และลูกแก้วธรรมาสน์ แต่เฉพาะตั่งที่วัดลำและเป็นเครื่อง " สังเค็ด " ที่ได้รับพระราชทานจากงานพระราชพิธีถวายพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พ.ศ. ๒๔๕๓ เป็นธรรมาสน์ไม้แกะสลักปิดทองล่องชาดงดงาม นอกจากนี้ยังมีเจดีย์แบบมอญ และรอยพระพุทธบาทจำลองอยู่ที่วัดแห่งนี้ด้วย
วัดมะขาม ตำบลบ้านกลาง อำเภอเมือง สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๑๗๐ โดยชาวมอญ เดิมวัดนี้มีชื่อว่า " วัดมอญเชิงราก " หลังจากนั้นได้เปลี่ยนเป็น " วัดมะขามเหนือ " คู่กับ " วัดมะขามใต้ " ต่อมาเมื่อวัดมะขามใต้ได้เป็นพระอารามหลวงและเปลี่ยนชื่อเป็น "วัดชินวราราม " ทำให้คงเหลือวัดมะขามอยู่แห่งเดียว ชาวบ้านจึงเรียกวัดมะขามเหนือ เหลือเพียงสั้นๆ ว่า " วัดมะขาม "
ที่วัดมะขามมีพระอุโบสถสมัยอยุธยา ฐานท้องสำเภา หน้าบันไม้แกะสลักลายพระนารายณ์ทรงครุฑ บานประตูหน้าต่างลงรักปิดทองรูปทวารบาล วิหารประดิษฐานพระสังขจาย มีเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสององค์ใหญ่สององค์อยู่บริเวณด้านหน้าอุโบสถทางทิศใต้ หอระฆังศาลาการเปรียญไม้ศิลปะรัตนโกสินทร์เขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังที่คอสอง เพดาน และที่เสามีพระพุทธรูปปางพุทธลีลา ศิลปะสมัยสุโขทัยสูง ๑ ศอก ที่สร้างก่อนศตวรรษที่ ๑๘ และมีพระพุทธไสยาสน์อยู่ที่วิหารเก๋งจีนด้วย
นอกจากนี้ยังมี ธรรมาสน์สวด ที่มีขนาดพระนั่งได้ประมาณ ๓-๕ รูป ผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า หลังคาทรงไทยรูปทรงคล้ายบ้าน ฐานหลังแอ่นโค้งคล้ายท้องสำเภาอันเป็นเอกลักษณ์ของสถาปัตยกรรมสมัยอยุธยา ธรรมาสน์สวดพบในจังหวัดปทุมธานีสองวัด คือ ธรรมาสน์สวดวัดมะขาม มีสภาพสมบูรณ์เพราะมีการบูรณะซ่อมแซม และธรรมาสน์สวดวัดบางคูใน ซึ่งชำรุดช่วงล่าง ธรรมาสน์สวดนี้จะใช้ในงานเทศน์มหาชาติและงานศพ ปกติจะจัดตั้งไว้ประจำศาลาไม่เคลื่อนย้ายไปมาเพราะมีขนาดใหญ่ ธรรมาสน์สวดนี้บางทีก็เรียกว่า "สังเค็ด" ในสมัยปัจจุบันไม่นิยมสร้างกันแล้ว
ฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา
วัดท้ายเกาะ ตำบลท้ายเกาะ สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๓๖๕ เดิมชื่อ " วัดเวียงจาม " เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๒ เปลี่ยนชื่อเป็น " วัดท้ายเกาะใหญ่ " ต่อมาเหลือเพียง " วัดท้ายเกาะ " ตามที่ใช้กันในปัจจุบัน เป็นสถานที่ที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมาพักแรมระหว่างเสด็จประพาสต้น มีเจดีย์ทรงรามัญแบบชะเวดากองที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดปทุมธานี สูง ๑๘ เมตร สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๐ มีธรรมาสน์บุษบก ศิลปะสมัยรัตนโกสินทร์ กุฏิทรงไทย และตาลปัตรปิ่นโตที่เป็นเครื่องสังเค็ดที่ รัชกาลที่ ๕ พระราชทาน
วัดกร่าง ตำบลบางกระบือ สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๓๐๐ มี " หลวงพ่อนรสิงห์ " เป็นพระพุทธรูปศิลาปางมารวิชัย สมัยอยุธยา บนฐานเชิงบาตรพร้อมสาวกซ้ายขวา ด้านละสององค์บนฐานชุกชี ประดิษฐานอยู่ในวิหารริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ประชาชนรวมทั้งพ่อค้าชาวเรือที่ขึ้นล่องในลำน้ำเจ้าพระยาล้วนศรัทธาในความศักดิ์สิทธิ์ที่ปกป้องคุ้มครองภัยจึงเคารพกราบไหว้เป็นประจำ และด้วยแรงศรัทธาในหลวงพ่อนรสิงห์ จึงจัดให้มีงานประจำปีในวันขึ้น ๑๔ ๑๕ ค่ำ เดือน ๕ ของทุกปีโดยมีการตักบาตรทำบุญ ปิดทองไหว้พระ มีมหรสพแสดงตลอดงาน สิ่งที่น่าสนใจอื่นๆ ได้แก่ กุฏิเรือนไทย และหอสวดมนต์ที่มีลวดลายฉลุประดับสวยงาม
วัดเชิงท่า ตำบลบางเตย สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๓๐๐ ในสมัยอยุธยา เดิมชื่อ " วัดมหิงสาราม " แต่ชาวบ้านเรียก "วัดตีนท่า " เพราะวัดตั้งอยู่ริมน้ำ
วัดเจดีย์ทอง ตำบลคลองควาย สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๓๖๕ มีเจดีย์ทรงชะเวดากอง สูง ๑๒ เมตร สร้างมาประมาณ ๑๐๐ ปี ที่ฐานเจดีย์มีมุขยื่นเป็น ๔ ด้าน ประดิษฐานพระพุทธรูปและเจดีย์ทรงปรางค์ประดับด้วยกระเบื้องเคลือบ เสาหงส์ธงตะขาบ ธรรมาสน์บุษบก หอสวดมนต์
วัดจันทน์กะพ้อ ตำบลบางเตย สร้างใน พ.ศ. ๒๓๕๘ โดยชาวมอญที่อพยพมาจากเมืองเมาะตะมะมาพึ่งพระบรมโพธิสมภารในสมัยรัชกาลที่ ๒ ภายใต้การนำของสมิงสอดเบา เดิมชื่อ " วัดโก๊วะ " ซึ่งเป็นภาษารามัญหมายถึง ต้นจันทน์กะพ้อ ปัจจุบันเป็นพระอารามหลวง
บริเวณวัดสะอาดและร่มรื่นด้วยพรรณไม้นานาชนิด ภายในวัดมีเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสองสมัยรัตนโกสินทร์ เสาหงส์ธงตะขาบ กุฏิเรือนไทย วังมัจฉาปลาสวายหน้าวัด พระอุโบสถหินอ่อน จิตรกรรมฝาผนัง และหอวัฒนธรรมเฉลิมพระเกียรติ ซึ่งเป็นอาคารทรงไทยที่รวบรวมโบราณวัตถุไว้ให้ได้ชมและศึกษาหาความรู้
วัดตำหนัก ตำบลสามโคก สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๓๕๒ ในสมัยรัชกาลที่ ๒ โดยพวกมอญที่อพยพมาจากเมืองเมาะตะมะ เดิมชื่อ " วัดแพพะแต๊ะ " แปลว่า " วัดพระพุทธบาท " ซึ่งสันนิษฐานว่าอาจตั้งชื่อตามรอยพระพุทธบาทจำลองที่มีมาแต่เดิม ช่วงหนึ่งวัดนี้มีชื่อว่า " วัดขอม " หรือ " วัดใหญ่ " ครั้นพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จมาเมืองสามโคกและได้เสด็จประทับพลับพลาอยู่ที่วัดนี้ จึงเข้าใจว่าชื่อวัดตำหนักจึงเริ่มใช้ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
วัดนี้มีพระอุโบสถฐานท้องสำเภา ศิลปะสมัยอยุธยา พระประธานในพระอุโบสถเป็นศิลาแลง หน้าตักกว้าง ๒ ศอก มีมณฑปประดิษฐานรอยพระพุทธบาทสลักด้วยศิลากว้าง ๑ ศอก ยาว ๓ ศอก และมีเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสองฐานสิงห์
วัดสะแก ตำบลสามโคก สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๑๑๕ โดยชาวมอญที่ตั้งบ้านเรือนในละแวกนี้ บ้างเรียก " วัดตะแก่ " หรือ "วัดตาแก่ "
วัดสะแกมีพระประธานในพระอุโบสถปางมารวิชัยสร้างด้วยศิลาแลง สมัยสุโขทัย หน้าตักกว้าง ๓ ศอก มีกุฏิเรือนไทย ๕ ห้อง หอระฆังยอดปราสาท เจดีย์ย่อมุมไม้สิบสอง เจดีย์ทรงลังกา เจดีย์จีน " ถะ " ที่วิหารร้างมีหน้าบันประดับลวดลายปูนปั้นเป็นพรรณพฤกษาธรรมาสน์บุษบก มีตู้เก็บคัมภีร์ลายรดน้ำสมัยกรุงศรีอยุธยา และคัมภีร์ใบลานทำด้วยงาช้างจารึกอักษรรามัญ
วัดสามโคก ตำบลสามโคก สร้างราว พ.ศ. ๒๑๐๐ โดยชาวมอญสองพี่น้อง เดิมผู้ที่สร้าง " วัดเก้าปิ้น " แปลว่า " วัดคอใหญ่ " ผู้น้องสร้าง " วัดป่าฝ้าย " ต่อมาทั้งสองวัดนี้รวมกันเป็นวัดสามโคกในสมัยปัจจุบัน ตามประวัติเล่ามีอยู่ว่าชาวมอญแถวนี้มีทั้งที่ตั้งถิ่นฐานอยู่เดิม และที่อพยพไปมาจากหงสาวดีอยู่ตลอดมาหลายครั้งหลายสมัย และมีเรื่องเล่าว่าวัดนี้สร้างขึ้นในสมัยอยุธยา เพราะขณะที่จะเสียกรุงครั้งแรกนั้น วัดกำลังจัดงานฉลองพระอุโบสถอยู่
พระประธานในพระอุโบสถนามว่า " หลวงพ่อโต " มีเจดีย์ทรงลังกา กุฏิเรือนไทยหน้าต่างซุ้มเรือนแก้วปิดทองร่องกระจก
วัดสิงห์ ตำบลสามโคก สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๒๑๐ เป็นวัดคู่บ้านคู่เมืองปทุมธานีมาตั้งแต่ครั้งแผ่นดินกรุงศรีอยุธยา มีประวัติความเป็นมาว่า ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ครอบครัวมอญได้อพยพมาพึ่งพระบรมโพธิสมภารเข้ามาอยู่ ณ เมืองสามโคก และร่วมกันสร้างวัดสิงห์ขึ้น
พระอุโบสถของวัดสิงห์สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๓๐๐ มีพระพุทธรูปสำคัญอยู่สององค์ คือ " หลวงพ่อโต " ขนาดหน้าตักกว้าง ๓ ศอก ๓ นิ้ว สูง ๕ ศอก เป็นพระประธานปางมารวิชัยลงรักปิดทอง ศิลปะสมัยกรุงศรีอยุธยา ประดิษฐานอยู่ในวิหารโถง (ศาลาดิน) เป็นอาคารไม้ทรงไทยหลังคามุงด้วยกระเบื้องกาบู นับว่าเป็นวิหารศิลปะอยุธยาแห่งเดียวในจังหวัดปทุมธานี และมี "หลวงพ่อเพชร" พระพุทธรูปปางไสยาสน์ ยาว ๕ ศอก ๑ คืบ ๕ นิ้ว บนฐานเชิงบาตรประทับนอนตะแคงขวา พระหัตถ์ขวาทรงรองรับพระเศียร ประดิษฐานอยู่ด้านหลังหลวงพ่อโต
นอกจากนี้ที่วัดสิงห์ยังมีพระแท่นบรรทมของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเมื่อคราวเสด็จประพาสเมืองสามโคก และมาพักแรมที่วัดนี้ มีกุฏิที่ก่อสร้างอย่างตึกโบราณ โกศพญากลาย หอระฆัง เตาเผาตุ่มสามโคก เจดีย์ย่อมุมไม้สิบสอง และจิตรกรรมฝาผนังที่เขียนขึ้นด้านหลังซุ้มเรือนแก้วหลวงพ่อโต ภาพจิตรกรรมที่ปรากฏเขียนเป็นภาพพระพุทธเจ้าประทับยืนทั้งสองข้างซ้ายขวาเขียนภาพพระอัครสาวกยืนประนมมือ แต่ภาพลบเลือนมากคงเหลือแต่ลายเส้นและเค้าโครงบางส่วนซึ่งเป็นภาพจิตรกรรมสมัยอยุธยาที่คงเหลืออยู่แห่งเดียวในปทุมธานี
วัดแจ้ง ตำบลสามโคก สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๓๑๙ ในสมัยธนบุรี มีพระประธานในพระอุโบสถสร้างด้วยศิลาแลง เป็นศิลปะสมัยอยุธยา หน้าตักกว้าง ๒.๓๓ เมตร นอกจากนี้ยังมีหอไตร ศาลาการเปรียญไม้ มีภาพวาดโดยรอบคอสองธรรมาสน์บุษบก
วัดไก่เตี้ย ตำบลกระแซง สร้างในราว พ.ศ. ๒๑๐๐ เดิมเรียก " วัดดอนไก่เตี้ย " ตามลักษณะที่ตั้งวัดและมีไก่เตี้ยปรากฏให้เห็นอยู่เสมอในบริเวณนั้น แม่น้ำเจ้าพระยาตรงหน้าวัดไก่เตี้ยนี้เป็นจุดเริ่มต้น " คลองลัดเกร็ดใหญ่ " ขึ้นลัดแม่น้ำเจ้าพระยา ตัดตรงไปทะลุแม่น้ำเจ้าพระยาที่หน้าวัดศาลเจ้า ในแผ่นดินพระเจ้าทรงธรรม สมัยกรุงศรีอยุธยา มีสิ่งที่น่าสนใจคือใบเสมาศิลาทรายแดงสมัยอยุธยา บุษบกธรรมาสน์และพระประธานศิลาสมัยอยุธยา
วัดเทียนถวาย ตำบลบ้านใหม่ อำเภอเมือง มีเรื่องเล่าประวัติความเป็นมาอยู่ว่า วัดนี้สร้างในราว พ.ศ. ๑๘๘๐ ก่อนสมัยกรุงศรีอยุธยา โดยมีพระเจ้าอู่ทองทรงโปรดฯ ให้สร้างขึ้นในคราวที่ได้อพยพหนีโรคระบาดมาตั้งกองเกวียนพักอยู่ที่นี่ประมาณหนึ่งเดือนเศษ เดิมมีชื่อว่า " วัดเกวียนไสว " ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น " วัดเทียนถวาย " นอกจากนี้ยังมีเรื่องเล่าอีกว่า ในช่วงสมัยรัชกาลที่ ๕ ชาวบ้านบางคนเรียกวัดนี้ว่า " วัดเหล้าจืด " เพราะไม่ว่าใครก็ตามที่เมาเหล้ามาถึงวัดนี้ก็จะหายเมาเป็นปลิดทิ้งเหมือนกับว่า " เหล้าจืด " ด้วยความเกรงกลัวพระธรรมานุสาร์ (สว่าง ธมม-โซโต) เจ้าอาวาสวัดในสมัยนั้น ซึ่งเจ้าอาวาสรูปเดียวกันนี้เคยได้รับเสด็จพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวครั้งเสด็จทางชลมารคพร้อมด้วยข้าราชบริพาร เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๙
วัดเทียนถวายมีพระอุโบสถศิลปะสมัยอยุธยา หน้าบันตกแต่งด้วยลวดลายปูนปั้น หมู่ฤาษี ประกอบลายกนกเปลวทั้งสองด้าน คันทวยไม้แกะสลักลงรักปิดทองร่องกระจก ซุ้มหน้าต่างตกแต่งด้วยลายปูนปั้น หลังคามุงกระเบื้องดินเผา ภายในประดิษฐานพระประธานปางมารวิชัย และพระพุทธรูปปางป่าเลไลยก์ มีเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสองหน้าพระอุโบสถ
เครื่องปั้นดินเผาสามโคก : งานฝีมือของชาวรามัญ
จากหลักฐานพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาและสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ได้กล่าวถึงวิถีชีวิตของชาวมอญเมื่ออพยพเข้ามาตั้งบ้านเรือนอยู่ที่สามโคกไว้ว่า ได้ตั้งบ้านเรือนอยู่ริมสองฟากฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นหมู่บ้านใหม่ ชาวมอญเหล่านี้บูรณะวัดต่างๆ ซึ่งรกร้างมาตั้งแต่เสียกรุงศรีอยุธยาและบางแห่งได้สร้างขึ้นใหม่ ชาวมอญสามโคกประกอบอาชีพทำเครื่องปั้นดินเผาและเครื่องจักสานบรรทุกเรือขึ้นล่องไปขายตามแม่น้ำลำคลอง เครื่องปั้นดินเผาของชาวมอญที่มีชื่อเสียงมีหลายรูปแบบตามวัฒนธรรมประเพณีของชาวมอญและความต้องการของตลาด มีสิ่งที่รู้จักกันดีว่าเป็นผลิตผลของที่นี่อยู่มากมาย ดังเช่น
ตุ่มสามโคก หรือ " ตุ่มดินเผา " ภาษารามัญเรียกว่า " อีเลี้ยง " ผลิตเป็นสินค้ามาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น พ่อค้าชาวรามัญได้นำตุ่มสามโคกบรรทุกเรือไปขายยังเมืองบางกอก ตามคูคลองต่างๆ จนส่งผลให้กลายเป็นชื่อหมู่บ้าน ตลาด คูคลองตามสินค้าที่นำไปขาย เช่น คลองโอ่งอ่าง และตลาดนางเลิ้ง ซึ่งชาวรามัญเมืองสามโคกได้นำตุ่มสามโคกหรืออีเลี้ยงไปวางขาย ตุ่มสามโคกเป็นภาชนะสำหรับใส่น้ำดื่มมีลักษณะรูปทรงกลมปากโอ่งแคบ ขอบปากม้วนออกติดกับไหล่ กลางปล้องไหล่ผาย ตูดตัดรูปทรงกลมเตี้ย เนื้อภาชนะค่อนข้างหนา เนื้อดินสีแดงไม่เคลือบ มีน้ำหนักมาก มีหลายขนาด ขนาดใหญ่มักใช้ใส่น้ำดื่มน้ำใช้ในครัวเรือน ขนาดกลางและขนาดเล็กใช้ใส่ข้าวสารและน้ำล้างเท้าตามบ้านเรือน ตุ่มสามโคกเป็นที่รู้จักและนิยมอย่างกว้างขวางจนมีสำนวนเปรียบเทียบคนที่มีร่างกายอ้วนท้วนสมบูรณ์ว่า "อ้วนเหมือนตุ่มสามโคก "
หม้อน้ำ ชาวรามัญเรียกว่า " เน้อง อามายตาจ " รูปทรงกลม ปากฝาย ก้นมน ตรงไหล่มีลวดลายประทับจากแม่พิมพ์กดเป็นลายรอบลายเกลียวคลื่นสองแถวสลับลายก้างปลา ขั้นด้วยลายสาหร่ายสองแถว ในแต่ละช่องประกอบด้วยลายกรวยเชิง ผิวภาชนะค่อนข้างบาง เนื้อหงส์ หรือฉัตร มีฐานปั้นเป็นเสวียนดินเผารองก้นหม้อสำหรับตั้งหม้อน้ำ ขนาดของหม้อน้ำปากกว้าง ๒๑ ถึง ๒๖ เซนติเมตร สูง ๑๙ ถึง ๒๘ เซนติเมตร ใช้ใส่น้ำดื่มตามบ้านเรือน และตั้งใส่น้ำดื่มตามบ้านและศาลาริมทางสำหรับคนเดินทาง
หม้อข้าวแช่ ชาวรามัญเรียกว่า "มายเชิงกราน" รูปทรงกลมก้นแบบคอสั้น ปากผายด้านข้างตกแต่งด้วยลายเส้น ผิวภาชนะค่อนข้างบาง เนื้อดินสีแดง มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๑๖ เซนติเมตร สูง ๑๔ เซนติเมตร ปากกว้าง ๑๓ เซนติเมตร ชาวรามัญใช้ใส่ข้าวแช่ เพื่อนำไปถวายพระ หรือมอบให้ญาติผู้ใหญ่ในวันสงกรานต์ โดยใช้ใบตอบปิดปากหม้อ พร้อมสำรับกับข้าวคาวหวาน หรือใส่น้ำตาลโตนด น้ำดื่มเป็นหม้อแกงในครัวเรือน
เตาวง เตาดินเผาไม่เคลือบ รูปทรงเป็นวงกลม ตอนหน้าตัดเป็นช่องสำหรับใส่ฟืนมีนมเตาสามเต้าอยู่ด้านในยื่นออกมาสำหรับรองรับภาชนะ ด้านข้างเจาะเป็นรูระบายอากาศสามรู เป็นเตาไฟใช้ฟืนหุงต้มในครัวเรือนตั้งแต่สมัยโบราณ เตาวงนี้ต้องตั้งบนแม่เตาไฟอีกทีหนึ่งเพื่อป้องกันไฟไหม้พื้นบ้าน
อิฐมอญ เมื่อต้นกรุงรัตนโกสินทร์มีความต้องการใช้อิฐในการก่อสร้างบ้านเมืองมาก จึงเกณฑ์ให้ชาวมอญเมืองสามโคกทำอิฐส่งทางการไปใช้ในการก่อสร้างเมืองหลวง อิฐมอญสามโคกเป็นอิฐดินเผาสีแดงส้มรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า เนื้อดินแกร่งใช้ก่อสร้างบ้านเรือนมีคุณภาพดี ผลิตจากดินตะกอนที่กลายเป็นเลนริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา นำมาผสมกับแกลบอัดใส่พิมพ์ กากตกแต่งผิวตากแห้งแล้วนำเข้าเตาเผา อิฐมอญมีหลายขนาดเปลี่ยนแปลงได้ตามยุคสมัยและความต้องการของตลาด ขนาดใหญ่เรียกกันทั่วไปว่า " อิฐแปดรู " มีขนาดก้อนใหญ่มาก กว้าง ๒๑ เซนติเมตร ยาว ๔๐ เซนติเมตร หนา ๑๓ เซนติเมตร บนแผ่นอิฐจะเจาะรู ๘ รูทะลุสองด้าน เป็นเอกลักษณ์ อิฐแปดรูนี้มีขนาดใหญ่จึงใช้ปูถนนทำเป็นทางเท้าเชื่อมต่ออาคารหรือทางเท้าในหมู่บ้าน กำแพงและผนัง ปัจจุบันอิฐมอญมีขนาดเล็กลงมากเหลือขนาดกว้าง ๖ เซนติเมตร ยาว ๑๔ เซนติเมตร และหนา ๓ เซนติเมตรเท่านั้น
ส่วนเครื่องปั้นดินเผาอื่นๆ เช่น ครก อ่าง กระบุง ก็เป็นเครื่องปั้นดินเผาที่ชาวมอญปั้นผลิตไปขายโดยบรรทุกลงเรือไปขายตามเส้นทางแม่น้ำลำคลองยังหัวเมืองทางเหนือ และล่องไปขายยังกรุงเทพฯ แหล่งผลิตเครื่องปั้นดินเผาของชาวมอญในจังหวัดปทุมธานีมีที่ " เตาวัดสิงห์ " อำเภอสามโคก และที่หมู่บ้านไกลนา
แม้วันวานจะผ่านเลยจนชาวสามโคกที่สืบเชื้อสายมาจากชาวมอญผู้อพยพมาตั้งถิ่นฐานในสมัยกรุงศรีอยุธยาจะไม่สามารถอธิบายอดีตและประวัติความเป็นมาของชุมชนของตนเองได้ชัดเจนเหมือนคนรุ่นที่ผ่านมา แต่ร่องรอยวัฒนธรรมจากชื่อสถานที่ต่างๆ ศิลปกรรมและงานช่างที่อยู่ในวัด ตลอดจนเครื่องปั้นดินเผาของชาวรามัญที่มีมากกว่า " ตุ่มสามโคก " ก็ยังคงพอจะทำให้ภาพร่างของท้องถิ่นสามโคกปรากฏขึ้นได้
..................................................................... |
อ้างอิง
การศาสนา, กรม. ประวัติวัดทั่วราชอาณาจักร เล่ม ๒. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์การศาสนา, ๒๕๒๖
การศาสนา, กรม. ประวัติวัดทั่วราชอาณาจักร เล่ม ๑๐. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์การศาสนา, ๒๕๓๔.
ภาวสุ (นามแฝง). " ตะลุยสวนส้ม กินกุ้งเต้น ก๋วยเตี๋ยวเรือ และลอนตาล, " สารคดี ปีที่ ๑๑, ฉบับที่ ๑๒๑ (มีนาคม ๒๕๓๘) : ๒๑๔-๒๓๐.
ศรีศักร วัลลิโภดม. " สามโคกฝั่งตะวันออก : โบราณวัตถุกับการตั้งถิ่นฐาน. " เมืองโบราณ ปีที่ ๒๔, ฉบับที่ ๑ (มกราคม มีนาคม ๒๕๔๑) : ๓๒ ๓๔.
ศึกษาธิการ, กระทรวง. นิทานพื้นบ้านไทย. พิมพ์ครั้งที่ ๒. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว, ๒๕๔๐.