ผู้ดำเนินการอภิปราย
คงได้เวลา คิดว่าน่าจะใช้เวลาตรงนี้ให้มีประโยชน์มากที่สุด เนื่องจากว่าเรามีท่านวิทยากรหลายๆ ท่าน
ผมขออนุญาตที่จะเรียนว่า โดยงานในวันนี้ก็คืองานเสวนาวิชาการเพื่อเชิดชูเกียรติ์รองศาสตราจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม เนื่องในโอกาสที่ท่านได้รับรางวัลนักวิชาการวัฒนธรรมแห่งเอเชียเมืองฟูกูโอกะ ประจำปี ๒๕๕๐ หรือ The Fukuoka Asian Culture Prizes 2007 โดยทางภาควิชามานุษยวิทยาร่วมกับสำนักพิมพ์เมืองโบราณ วารสารเมืองโบราณ และมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ จัดงานครั้งนี้ เพื่อที่จะเปิดโอกาสให้นักวิชาการ และภาควิชาการรวมไปถึงคณาจารย์และลูกศิษย์ของอาจารย์ได้นำเสนอประเด็นทางวิชาการในเรื่องเกี่ยวกับการศึกษาและต่อยอดความคิดของอาจารย์ศรีศักรทางด้านโบราณคดี ประวัติศาสตร์และมานุษยวิทยา สังคม วัฒนธรรม ซึ่งคิดว่าน่าจะเป็นการเปิดโอกาสที่จะแบ่งปันความรู้และแลกเปลี่ยนเรียนรู้สู่สาธารณะ
เพราะฉะนั้นในวันนี้เพื่อให้แต่ละท่านได้มีเวลาอย่างเต็มที่ ผมขออนุญาตที่จะเปิดงานนี้ด้วยการเรียนเชิญอาจารย์ ส. ศิวลักษณ์ หรืออาจารย์ สุลักษณ์ ศิวลักษณ์ เป็นองค์ปาฐกถาซึ่งแสดง ปาฐกถาเกียรติยศ อาจารย์เป็นนักคิด นักเขียนชั้นนำของเมืองไทย และได้รับรางวัล Alternative Nobel ใน ปี ๒๕๓๘ และปัจจุบันนี้อาจารย์ก็ยังมีผลงานอย่างต่อเนื่อง ผมคิดว่าสิ่งที่เราได้รับในวันนี้คงจะได้แนวคิด และก็มีหลายๆ ท่านที่กำลังรอที่จะสัมภาษณ์อาจารย์
ฉะนั้นเพื่อที่จะไม่ให้เสียเวลา ผมขออนุญาตเรียนเชิญอาจารย์ สุลักษณ์ ศิวลักษณ์ แสดงปาฐกถาเกียรติยศ เนื่องในโอกาสที่รองศาสตราจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ได้รับรางวัลครั้งนี้ด้วยครับ เรียนเชิญครับอาจารย์ครับ
อาจารย์สุลักษณ์ ศิวลักษณ์
เมื่อกี้เขาแนะนำว่าผมมีผลงานเขียนมากมาย แต่เขาไม่แนะนำว่าเล่มนี้ค่อนศตวรรษประชาธิปไตยไทยถูกริบเมื่อวานนี้ มีหมายมาสั่งเก็บริบห้ามจำหน่ายจ่ายแจก แต่ถ้าใครมีกึ๋นพอที่จะซื้อผมแอบเอามาขายที่นี่ มาจับผมที่นี่เลย ผมเชื่อว่าสันติบาลคงมาด้วย นี่ อยู่ที่นี่ เก่งจริงมาจับ ส.ศิวลักษณ์ที่นี่ ซื้อแล้วแถมลายเซ็นด้วย
การที่ได้รับเชิญให้มาแสดงปาฐกถา ณ. ท้องพระโรงวังท่าพระเช่นนี้ ย่อมถือว่าเป็นเกียรติยศ ข้าพเจ้าขอยกเกียรติยศดังกล่าวแด่ นาย ศรีศักร วัลลิโภดม ผู้เป็นต้นตอแห่งสาขาครั้งนี้ แต่คิดๆ ไปก็แปลกที่สถาบันหลักของไทยไม่สามารถที่จะยกย่องคนดีที่มีความเป็นเลิศได้เสียแล้ว ดังจะเห็นได้จากเกียรติ์ศักดิ์ที่มอบให้กันนั้นมักไปตกอยู่กับคนที่มีชาติวุฒิหรือคนกึ่งดิบกึ่งดีที่มีเงินหมุนเวียนมากแทบทั้งนั้น ไม่ว่าจะดุษฎีกิตติมศักดิ์หรือเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันสูงส่งที่นอกจากจะซื้อหากันได้ด้วยเงินแล้ว ยังเป็นสัญลักษณ์แห่งความอัปลักษณ์เสียละมาก รวมทั้งการยกย่องศิลปินแห่งชาติและกวีซีไรท์ กรรมการที่ตัดสินรางวัลพวกนี้ก็ผูกขาดอยู่ในแวดวงของคนที่ขาดความเป็นเลิศแทบทั้งนั้น แม้ผู้ได้รับการยกย่องดังกล่าว นานๆ จะมีคนที่มีความเป็นเลิศหลุดเข้าไปสักคนหนึ่ง
ฉะนั้นการที่ต่างชาติยกย่องคนของเรา เราจึงพลอยเห่อกันไปตามๆ โดยเราไม่เคยคิดกันอย่างจังๆ เอาเลยว่าเราจะปรับการยกย่องคนของเราเองให้เห็นถึงความเป็นเลิศของคนๆ นั้นได้อย่างไร แต่พูดไปแล้วก็คงต้องยอมรับว่าเรายกย่องคนดีไม่ได้ เพราะเราทำลายคนดีมาแต่ต้นรัชกาลนี้แล้ว ดังกรณีของนาย ปรีดี พนมยงค์ และคนที่ถูกประหารชีวิตทั้งสามคนในกรณีสวรรคตเป็นตัวอย่าง มิใยต้องเอ่ยถึงคนที่อุทิศตนเพื่อราษฎรสยามอื่นๆ อีกมิใช่น้อยเช่น นาย เกียง ศิริขันธ์ นาย จำกัด พลางกูร นาย จิตต์ ภูมิศักดิ์ นาย ฮะยี สุหรง เป็นต้น เมื่อยกย่องคนดีไม่ได้ก็ต้องยกย่องคนกึ่งดิบกึ่งดีหรือคนปลอม หาไม่ก็คนที่มอมเมาราษฎร ดังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมเตรียมเสนอให้กำลังยกย่องหม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมท ให้เป็นบุคคลดีเด่นระดับนานาชาติโดยผ่านเนสโกเข้าไปด้วยซ้ำ ว่าไปทำไมมี คุณชายผู้นี้ก็ดูเป็นคนแรกเอาเลยที่ได้รับรางวัลเกียรติยศจากเมืองฟูกูโอกะ ซึ่งก็ให้รางวัลคนไทยกึ่งดิบกึ่งดีมาเนืองๆ เพิ่งจะมาให้คนจริงๆ ซึ่งมีความเป็นเลิศในทางวิชาการชื่อนาย นิธิ เอียวศรีวงศ์ นี่เอง ซึ่งดูเหมือนมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ก็จะไม่ให้เกียรติ์อะไรเขาที่ได้รับรางวัลในระดับนานาชาติ อย่างน้อยมหาวิทยาลัยศิลปากรมีทีท่าในการเห็นเป็นชีวิตคนของตน อย่างน้อยก็เป็นนักโบราณคดี ในขณะที่คนอื่นๆ คณะอื่นๆ หาทางกลับจะจับผิดอาจารย์บางคนที่มีความเป็นตัวของตัวเองในข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ซึ่งว่ากันในความเป็นจริงแล้วมหาวิทยาลัยของเราไม่ได้อยู่เคียงข้างสัจจะหรือความเป็นเลิศ หากอยู่ข้างอำนาจอยุติธรรมและแสวงหาโภคทรัพย์ยิ่งกว่าอะไรอื่น
ไหนๆ ก็ได้มาพูดที่ท้องพระโรงวังท่าพระแล้ว ก็คงจะต้องเอ่ยถึงเจ้าของวังนี้ในอดีตไว้ด้วย หลายๆ คนก็คงจะทราบเรื่องท่านนั้นๆ กันมาบ้างแล้ว แต่ก็คงมองต่างมุมกันกับข้าพเจ้า กล่าวคือเราต้องกล่าวว่าวังท่าพระนี้โปรดให้สร้างขึ้นประทานเจ้าฟ้าเหม็นแต่เมื่อตั้งกรุงเทพรัตนโกสินทร์ เพราะเจ้าฟ้าเหม็นเป็นพระเจ้าลูกเธอพระเจ้าตากสิน ซึ่งประสูติแด่พระธิดาองค์โตของพระพุทธยอดฟ้าฯ ซึ่งสิ้นพระชนม์ไปแต่สมัยกรุงธนบุรี เจ้าฟ้าเหม็นจึงเป็นที่โปรดปราณเป็นพิเศษแก่พระอัยยิกาธิราช ซึ่งพระราชทานวังอยู่ใกล้กับพระบรมมหาราชวังอย่างที่สุด ถึงกระนั้นก็มีข่าวลือซุบซิบอยู่ทั่วไปว่า อาจจะโปรดฯ ให้เจ้าฟ้าเหม็นสืบราชสันตติวงศ์ต่อจากพระองค์ท่านก็ได้ ถ้าเป็นเช่นนั้นก็เป็นอันรวมสายราชกุลรวมทั้งสองฝ่าย คือฝ่ายกรุงธนบุรีกับฝ่ายจักรีวงศ์ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ทั้งนี้ก็เพราะพระเจ้าลูกเธอองค์ใหญ่ในรัชกาลที่ ๑ ซึ่งแม้จะโปรดฯ ให้เป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามมกุฎราชกุมารแล้ว ก็เป็นที่ทราบกันทั่วไปว่าทรงไร้สมรรถภาพในงานการปกครอง (ระหว่างที่ผมปาฐกถากรุณาปิดโทรศัพท์มือถือทั้งหมด เป็นการเคารพต่อปาฐก แล้วถ้าใครจะพูดกันกรุณาออกไปพูดนอกลำโพง มิฉะนั้นผมจะหยุดปาฐกถา นี่ไม่ใช่ขู่นะ พูดตรงไปตรงมา ขอย้ำ ) พระเจ้าลูกยาเธอองค์ใหญ่ในรัชกาลที่ ๑ นั้นเป็นผู้ที่ทราบกันทั่วไปว่าไร้สมรรถภาพทางการปกครอง หากสนพระทัยในการโลกีย์ต่างๆ โดยเฉพาะในทางกามราคะและศิลปะนาฏดุริยางค์ ดังจะเห็นได้ว่าการยกย่องขึ้นเป็นรัชทายาทก็ต้องอ้างว่าพระเจ้ากรุงเวียดนามทูลเตือนมา ฉะนั้นจึงไม่แปลกประหลาดอันใดที่พอเสวยราชย์ขึ้นในรัชกาลที่ ๒ ไม่ทันไรก็โปรดให้ชำระความเจ้าฟ้าเหม็นในข้อหาว่าเป็นกบฏ เพราะกาคาบหนังสือมาทูลฟ้อง โดยโปรดฯ ให้พระเจ้าลูกยาเธอกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ เป็นแม่กองชำระคดี แล้วก็ตัดสินประหารชีวิตเจ้าฟ้าเหม็นได้สมพระทัยพระราชบิดา รวมทั้งประหารคนอื่นๆ ที่เป็นฝ่ายพระเจ้ากรุงธนบุรีอีกมิใช่น้อย กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ได้รับความชอบจากงานชิ้นโบแดงคราวนี้ โดยได้รับพระราชทานวังท่าพระให้เป็นที่ประทับสืบแทนที่เจ้าฟ้าเหม็นเป็นต้นมา เจ้าจอมมารดาเรียม พระมารดาของพระองค์ก็ใช้วังนี้เป็นที่ซ่องสุมผู้คนร่วมกับพระโอรสจนสามารถยึดราชบัลลังก์ของพระราชบิดาได้ คือเสวยราชย์เป็นรัชกาลที่ ๓ สืบต่อมา
สำหรับความดีของรัชกาลที่ ๓ นั้น ที่สำคัญคือทรงเตือนชนชั้นนำของเราว่าการสงครามข้างญวนข้างพม่าก็ไม่ต้องมีอะไรให้ต้องหนักใจอีกแล้ว ต่อแต่นี้ไปให้ระวังพวกฝรั่งไว้ให้มาก ต้องเรียนรู้ให้เท่าทันเขาแต่อย่าไปเลื่อมใสเขาเสียเลยทีเดียว เป็นที่น่าเสียใจว่าชนชั้นนำของไทย เมื่อเริ่มนับถือและเลื่อมใสฝรั่งตั้งแต่รัชกาลที่ ๕ เป็นต้นมา จนบัดนี้เราถลำลึกเป็นมิจฉาทิฐิอย่างฝรั่งยิ่งๆ ขึ้น จนบ้านเมืองเกิดวิกฤติการนานาประการ ดังจะอธิบายขยายความต่อไปในปาฐกถานี้
ใช่แต่เท่านั้น พระนั่งเกล้าฯ ยังปริวิตกยิ่งนัก ที่พระภิกษุศรีอยุธยาเริ่มห่มแหวกอย่างพม่ารามัญในรัชกาลพระองค์ท่าน ทรงเกรงจะสูญเสียเอกลักษณ์ของความเป็นสยาม ซึ่งมีพระภิกษุสงฆ์เป็นแกนกลางอย่างสำคัญยิ่ง พระภิกษุเจ้าฟ้ามงกุฎฯ รับสนองพระบรมบัญชาการแล้ว โปรดฯ ให้พระธรรมยุตเลิกห่มแหวกอย่างมอญ แต่พอเสวยราชย์ในรัชกาลที่ ๔ พระธรรมยุติร้องทุกข์ว่าอึดอัดทางข้างในที่ต้องห่มดองอย่างพระฎีกาเดิม ก็โปรดฯ ให้ห่มแหวกได้ตามอัชฌาสัย ทั้งๆ ที่นี่เป็นการตระบัดสัตย์ที่ถวายไว้กับพระเจ้าแผ่นดินองค์ก่อน แสดงว่าทรงต้องการความเป็นสากลอย่างไปพ้นความเป็นไทยสยามตามโบราณราชประเพณีของกรุงศรีอยุธยา โดยที่นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เพราะเป็นการทำลายกำพืดเดิมที่สืบต่อกันมาไม่รู้ว่ากี่ชั่วคนต่อกี่ชั่วคน
ที่ร้ายยิ่งกว่านี้ก็ตรงที่พระราชโอรสซึ่งเป็นองค์สกลมหาสังฆปรินายกในรัชกาลที่ ๖ ถึงกับทรงบังคับกลายๆ ให้พระมหานิกายแปลงห่มแบบธรรมยุติตามๆ กัน และใช้พระพวกนี้เป็นพาหะขยายพระราชนิยมออกไปยังจังหวัดต่างๆ แทบทั่วทั้งประเทศ เป็นเหตุให้พระภิกษุสงฆ์ซึ่งเป็นตัวแทนของธรรมจักร ซึ่งคอยคานอำนาจพระอาณาจักรมาเป็นร้อยๆ รอบ ค่อยๆ สยบยอมกับอาณาจักรยิ่งๆ ขึ้น จนบัดนี้สถาบันสงฆ์กระแสหลักถูกสะกดไม่ให้อาจถือเอากับระบบศักดินา ศักดินาขัตติยาธิปไตยได้เลย ทั้งยังสมาทานลัทธิทุนนิยม บริโภคนิยมกับไสยเวทวิทยาต่างๆ ทั้งอย่างเก่าซึ่งได้แก่วัตถุนิยมทั้งหลาย และอย่างใหม่คือการสยบยอมต่อเทคโนโลยีของฝรั่ง ทั้งทางด้านการแพทย์ การสื่อสารมวลชน การศึกษา การบริหารงาน
คือพระเองก็เลื่อมใสฝรั่งในทางมิจฉาทิฐิ อย่างกับพระราโชวาทในรัชกาลที่ ๓ อย่างแท้จริง ที่พูดมานี้ทั้งหมดเถียงหมด ท้าได้ว่าผิดตรงไหน แท้ที่จริงท่านที่ขัดพระบรมราโชวาทรัชกาลที่ ๓ อย่างจังๆ เป็นคนแรกคือรัชกาลที่ ๕ ซึ่งต้องการดำเนินรัฐประสานโยบายอย่างฝรั่งในทุกๆ ทางเลยก็ว่าได้ เพียงขอให้เมืองไทยเป็นเอกราชเพื่อชนชั้นบนจะได้มีสิทธิในการปกครองบ้านเมือง แม้จะยอมฝรั่งในด้านสิทธิอาณาเขตก็ตาม โดยทรงพยายามบำเพ็ญพระองค์เพื่อเอาอย่างพระราชาธิราชในยุโรป เช่น พระเจ้าซาส์แห่งรัสเซียและพระเจ้าไกเซอร์แห่งเยอรมันนี ทั้งๆ ที่ราชาธิปไตยไทยก็สิ้นไปไล่ๆ กับพระราชาที่เป็นสมบูรณาญาสิทธิราชในยุโรปภายในเวลาอันไม่ช้านักก็ตาม
กล่าวคือในรัชกาลที่ ๕ ทรงมองยุโรปไม่ออก ทรงนิยมยกย่องของปลอมโดยมองไม่เห็นของจริง แม้พระเจ้าแผ่นดินอังกฤษที่ทรงยกย่องเป็นอย่างยิ่งก็แทบไม่ทรงแลเห็นเอาเลยว่าประชาธิปไตยในประเทศนั้นหยั่งรากลงแต่ ค.ศ.๑๘๓๒ เป็นต้นมา และสกัดพระราชอำนาจพระเจ้าแผ่นดินไว้ภายใต้รัฐสภายิ่งขึ้นทุกที
ในกระบวนปัญญาชนของอังกฤษที่ท้าทายสถาบันหลักของประเทศนั้น ก็ดูจะไม่ทรงรู้จักเอาเลย ซึ่ง ชี้ให้เห็นว่า Oxford และ Cambridge ผลิตคน ออกมา รับใช้จักรวรรดิทั้งสิ้น และคนชั้นบนเอาเปรียบคนชั้นล่าง ตลอดจนชนชาติอื่นๆ ในอาณานิคมของอังกฤษ ที่ผลิตจาก Oxford นั่ง อยู่ที่นี่ก็มี ชนชั้นนำของไทยก็ไม่รับทราบ แล้วจะรับรู้ได้อย่างไรว่าการปฏิวัติใหญ่ทางอุตสาหกรรมของอังกฤษนั้นเลวร้ายเพียงใด เทคโนโลยีใหม่ๆ ให้คุณให้โทษประการใดบ้าง แม้แต่งานของชี้กเก้นท์ ที่ชี้ให้เห็นการเอาเปรียบคนยาก คนจน และแรงงานเด็ก ชนชั้นนำของไทยในเวลานั้นก็แลไม่เห็น จนถือกันเอาว่าอังกฤษเป็นเมืองแก้ว ดังที่เราเคยยึดกันมาแต่ก่อนว่า เมืองแก้วอันกล่าวแล้วคือพระอมตะมหานครคือนิพพาน แล้วนี่ไม่เป็นการยึดถือมิจฉาทิฐิอย่างที่สุดแล้วหรือ แม้ขณะนี้เราถืออังกฤษเป็นเมืองผู้ดี เป็นเมืองผู้ดีปลอม ไปซื้อฟุตบอลแมนเชสเตอร์อยู่ที่นั่นคนหนึ่ง
การเมืองการปกครองและการเศรษฐกิจพาณิชยการตลอดจนการศึกษาตั้งแต่รัชกาลที่ ๕ เป็นต้นมาให้ถืออังกฤษเป็นแนว แม้ข้าราชการฝรั่งที่จ้างเข้ามานั้นจะมีชนชาติจีนเพื่อให้เกิดการสมดุลทางนานาชาติ หรือเพื่อไม่ให้ตกอยู่ใต้อำนาจ อภิมหาอำนาจยิ่งใหญ่มากเกินไป แต่ในทางเศรษฐกิจการเงินทางด้านการศึกษานั้นเราเดินตามอังกฤษอย่างเซื่องๆ โดยที่ชนชั้นปกครองสามารถสะกดผู้คนที่ถูกล้างสมองด้วยระบบการศึกษา ระบบการปกครองอย่างใหม่ ให้เห็นว่าความทันสมัยอย่างฝรั่งนั้นเป็นของดี โดยการนำของชนชั้นที่มีชาติวุฒิอันประเสริฐ ให้เห็นว่าความหมายในศาสนาพุทธสอนในเรื่องสัพเพสัพกตัญญูตาว่าท่านเหล่านี้สำคัญ วิเศษเพราะทำบุญมาดีแต่ชาติปางก่อน จึงมีชาติสกุลอันประเสริฐ มีราชอิสริยศสูงส่งกว่าคนอื่นทั้งหมด ทั้งยังทรงประกอบพระกุศลสมาทานในปัจจุบัน ด้วยการนำชาติบ้านเมืองให้พ้นภัยไปจากอาณานิคมตะวันตก ให้ประชาชนได้รับความสุขตามสถานะแห่งชนชั้น ท่านผู้นี้คือสินธูธรรมยิ่งกว่าพุทธธรรมก็ตามที ดังจะเห็นได้จากพิธีโกนจุก ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญของสังคมไทยแทบทั้งหมด จนสิ้นสมัยราชาธิปไตย พิธีนี้แบ่งชนชั้นกันยิ่งนัก เช่น โสกันต์เจ้าฟ้าต้องตั้งเขาไกรลาสอย่างสิ้นเปลืองที่สุด โสกันต์พระองค์เจ้านับว่ารองลงมา หม่อมเจ้าใช้พิธีว่าเกศากันต์ ขุนนางคหบดีก็ต้องแสดงอัครสถานอย่างเต็มที่ เป็นพิธีที่รองลงมาจากเจ้านาย แต่ก็แสดงความโอฬาริกในทางโภคทรัพย์ได้อย่างเต็มที่ หากคนจนที่สุดจะพาลูกหลานไปโกนจุกที่โบสถ์พราหมณ์ ซึ่งมีพิธีสงฆ์ประกอบด้วย และที่โบสถ์พราหมณ์นั้นพระราชทานเงินสลึงหนึ่งสำหรับเด็กทุกคนที่ไปโกนจุก แสดงว่าไพร่บ้านพลเมืองก็ได้รับพระบรมราชานุเคราะห์อย่างปลายอ้อปลายแขน ซึ่งแม้จะห่างจากเจ้าฟ้าเพียงใดก็ไม่มีใครถามถึงความชอกช้ำในเรื่องนี้ เพราะถูกสะกดอย่างโงหัวไม่ขึ้นมานานนับแล้ว ดังการสยบยอมก็ยังดำเนินไปในบัดนี้ ในอีหรอบเดียวกันนี้ก็ว่าได้
แม้สมัยนี้เราจะมีการศึกษาอย่างใหม่ มีสื่อสารมวลชนที่ทันสมัย แต่จะหาคนที่กล้าหาญในการแสดงสัจจะวาจาท้าทายชนชั้นบนอย่างเทียนวรรณรัชกาลที่ ๕ หรือคนบางคนเช่นนั้นซึ่งมีการพลีถวายความกล้าหาญยุติธรรมเรื่อยมา หามีไม่ คนเช่นนี้ที่แสดงออกทางสื่อ สิ้นสุดลงที่นาย กุหลาบ สายประดิษฐ์ ในรัชกาลปัจจุบัน
สำหรับคนที่รับการนำของคนชั้นบนตั้งแต่รัชกาลที่ ๕ เป็นต้นมา ยิ่งได้ไปชุบตัวมาจากเมืองนอกด้วยแล้ว ย่อมเจริญยศศักดิ์อัครฐานไปตามๆ กัน แต่ต้องสยบยอมกับระบบศักดินาขัตติยาธิปไตย ดังลูกสามัญชนชาวสุพรรณก็อาจขึ้นได้เป็นเจ้าพระยานาหมื่น ถึงขนาดได้รับพระราชทานพระสุพรรณบัฏไม่แพ้พวกที่มีชาติวุฒิอันสูงส่ง เพราะความสามารถและความสยบยอมต่อระบบราชาธิปไตย จนแม้จะถึงชีวิตของท่านก็ต้องเอาอย่างเจ้านาย แม้ลูกชายลูกสาวก็ได้กันเองอย่างเจ้านายเช่นกัน
ยังคนที่ไม่ได้ไปเรียนเมืองนอก หากจบเพียงแค่โรงเรียนสวนกุหลาบนี่เองก็อาจเป็นได้ถึงอุปราชเมืองอยุธยา ทั้งที่ท่านผู้นี้ก็เป็นสามัญชน แต่ที่บ้านท่านก็ต้องมีบ่าวไพร่ไว้คอยคลานศอกคลานเข่าดังกับที่เห็นกันมาในวังเจ้านายสมัยเก่า
พวกที่ไปเรียนนอกมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ มาจนปัจจุบัน ที่ตีประเด็นของอารยธรรมตะวันตกให้แตกทั้งในแง่ลบและแง่บวกอย่างจับสระของฝรั่งให้ถึงแก่นเกือบไม่มี มีแต่คนที่เก่งในทางสาขาวิชาของตน ซึ่งแตกแยกออกเป็นเสี่ยงๆ และที่ไปได้กึ่งดิบกึ่งดีจากเมืองฝรั่งมายิ่งมีมากกว่ามาก โดยเฉพาะพวกที่ไปชุบตัวมาในระยะเวลาอันสั้นๆ จากสหรัฐอเมริกา แม้ภาษาอังกฤษเองก็เข้าถึงไม่ได้อย่างชัดเจนอีกด้วย
ว่าถึงพระเจ้าลูกเธอที่ไปเรียนเมืองนอกมาแต่รัชกาลที่ ๕ ที่กลับมารับราชการอย่างเป็นคุณกับรัฐบาลก็มี แต่ไปได้ความฝรั่งอย่างทันสมัยมา ถึงกับขัดกับพระราชบิดาซึ่งเป็นสมบูรณาญาสิทธิราช ก็เป็นเหตุให้พระราชบิดาต้องตรอมพระทัยไปหลายต่อหลายก็มี โดยเฉพาะกรมหลวงพิษณุโลกประชานาถและกรมหลวงราชบุรีดิเรกฤทธิ์ เป็นต้น มีหลานกรมหลวงราชบุรีฯ นั่งอยู่ที่นี่ด้วย
แม้กระนั้นความเป็นทุกข์ในวัฒนธรรมไทยก็เปิดกว้างให้สามัญชนได้รับการศึกษาไม่น้อยหน้าไปกว่าราชสกุล ดังเมื่อคราวคัดสรรคนธรรมดาสามัญให้ไปเรียนรัสเซียเพื่อแข่งกับราชโอรส ก็เลือกเอานาย พุ่ม ซึ่งไม่มีสกุลรุนชาติ แต่ราชทูตก็ให้เหตุผลอันน่าฟังว่า ช้างเผือกย่อมมาจากป่า บุรุษอาชาไนยไม่จำเป็นต้องมีชนชั้นก็ได้ ก็เพราะบุคคลที่มีชาติวุฒินี้แล ที่ไม่มีการศึกษาดี ไม่แพ้ชนชั้นบน และมีจิตสำนึกทางด้านการยุติธรรมของสังคมที่ถูกจักรวรรคนิยมอย่างตะวันตกสะกดเอาไว้ แต่ละคนมีความกล้าหาญทางจริยธรรม จึงสามารถท้ายทายระบบศักดินาขัตติยาธิไตยที่กินน้ำใต้ศอกฝรั่งมาได้เป็นระลอกๆ มีเทียนวรรณ รัชกาลที่ ๕ หมอหลวงผีจำและคณะสายสำรวจ ซึ่งได้รับราชภัยจากรัฐบาลทั้งสองกรณี แม้ขุนนางราชการที่เฉลียวฉลาด หากไม่สยบยอมของการนำของขัตติยาธิปไตยก็ต้องมีอันเป็นไปเช่น นาย โหมด อมาตยกุล นาย ไกร ศรีเปล่ง และ นาย นรินทร์ ภาษิต เป็นตัวอย่าง
คณะราษฎรมาได้ชัยชนะในรัชกาลที่ ๗ เพราะมีมันสมองที่มีคุณธรรมอย่างนาย ปรีดี พนมยงค์ แต่ชัยชนะของทางราษฎรก็มีอายุยืนนานได้เพียงสิบห้าปีเท่ากับรัชกาลพระเจ้ากรุงธนบุรีนั้นแล
นาย ปรีดี พนมยงค์ ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะราษฎรทางฝ่ายพลเรือนนั้น นับว่าเป็นบุคคลที่สำคัญยิ่ง ที่สามารถทำลายราชาธิปไตยในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชได้ เพื่อให้ทุกคนมีสิทธิทางกฎหมายอย่างเสมอกัน ให้ราษฎรได้เป็นเจ้าของประเทศอย่างน้อยก็ในทางนิตินัย ให้คนธรรมดาสามัญเลิกสยบยอมกับชนชั้นบนที่อ้างพุทธศาสนาอย่างผิดๆ และอ้างถึงตัวธรรมให้ผู้คนยอมรับระบบชนชั้นและการนำของชนชั้นบน ซึ่งไม่จำต้องมีคุณธรรมหรือความสามารถยิ่งไปกว่าสามัญชน แม้ความพยายามของท่านผู้นี้จะก่อให้เกิดเสมอภาคทางเศรษฐกิจจะยังไม่สัมฤทธิ์ผลก็ตาม
สองการนำเอาประชาธิปไตยมาสู่สยามนั้น แม้จะเป็นการเอาอย่างฝรั่งมาก็จริงอยู่ แต่ท่านผู้นี้หาทางหยั่งรากประชาธิปไตยของไทยลงไปที่พุทธศาสนาดังมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมืองที่ท่านสถาปนาขึ้นนั้น เห็นชัดว่าได้เป็นการนำเอาธรรมะมาประยุกต์ใช้ให้นักศึกษามีความเข้มแข็งทางจริยธรรม แล้วนำเอาธรรมะมาเป็นศาสตราที่แหลมคมในการขจัดอธรรมเพื่อรับใช้การเมือง ให้การปกครองเป็นไปในทำนองคลองธรรม ยังการที่ท่านสนทนาธรรมกับท่านพุทธทาสภิกขุอย่างจริงจัง ก็เห็นได้ชัดว่าท่านต้องการมองไปที่คณะสงฆ์ ซึ่งเป็นต้นตอที่มาของประชาธิปไตย ซึ่งมีความเสมอภาคเป็นพื้นฐาน มีภราดรภาพเป็นแกนกลาง เพื่อฝึกสมาธิในคณะสงฆ์ให้เข้าถึงเสรีภาพจากความโลภ โกรธ หลง โดยที่คณะสงฆ์ย่อมเป็นตัวนำ ทายกทายิกาหรือประชาชนส่วนใหญ่ให้ดำเนินชีวิตไปในทางธรรมิกสันตินิยม ดังตามที่ท่านผู้นี้อุดหนุนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากภาคอีสานส่วนใหญ่ให้ตั้งพรรคสหชีพขึ้นนั้น ก็เป็นการวางรากฐานทางด้านธรรมิกสันตินิยม อุดหนุนการกระจายอำนาจออกสู่ภูมิภาคต่างๆ ทั้งทางเศรษฐกิจตามีและเป็นธรรม ซึ่งขัดกับการรวมศูนย์อำนาจแบบจักรวรรดินิยม ซึ่งชนชั้นนำของเราเอาอย่างอาณานิคมของฝรั่งมาจัดตั้งขึ้นแต่ชนรัฐกาลที่ ๕ นั้นแล้ว
ยิ่งกระบวนการประชาธิปไตยในนามของเสรีไทยที่ขจัดเผด็จการไปได้ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ ด้วยแล้ว โอกาสที่ราษฎรสยามจะมีความเป็นไทยที่มีตัวยออย่างมีศักดิ์ศรีเสมอบ่าเสมอไหล่กันในภูมิภาคต่างๆ ย่อมเป็นไปได้ แม้ประเทศเพื่อนบ้านที่รวมตัวกันกับสยามในการตั้งสมาคมสหชาติเอเชียอาคเนย์ขึ้น ก็เพื่อความเป็นเอกราชของภูมิภาค ซึ่งแม้จะแตกต่างกันทางเชื้อชาติ ศาสนา แม้แต่ลัทธิอุดมการณ์ แต่ก็รวมตัวกันทางด้านประชาธิปไตยในแนวทางของสังคมนิยม เพื่อต่อต้านกับลัทธิคอมมิวนิสต์จากสหภาพโซเวียตและต่อต้านทุนนิยมจากจักรวรรดิอเมริกัน ซึ่งเข้ามามีบทบาทแทนจักรวรรดิต่างๆ ของยุโรป
การสวรรคตอย่างลึกลับซับซ้อนของในหลวงรัชกาลที่ ๘ นับเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ก่อให้เกิดรัฐประหารขึ้นในปลายปี ๒๔๙๐ แล้วเป็นการทำลายหนทางประชาธิปไตยที่เนื้อหาสาระ และนักการเมืองนักการทหารแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ได้ใช้ระบบการศึกษาสื่อสารมวลชนและอื่นๆ ทำลายให้ราษฎร โดยเฉพาะชนชั้นกลางและคนที่ได้รับการศึกษาหมดความกล้า โดยใช้ความจริงเป็นเท็จ ความกึ่งดิบกึ่งดี มอมเมาผู้คนให้สยบยอม ให้เห็นแก่ตัว ให้อ้าขาผวาปีกในทางทุนนิยมและอำนาจนิยมอย่างปราศจากสาระในทางจริยธรรม ยิ่งสหรัฐเข้ามามีบทบาทเหนือไทยยิ่งๆ ขึ้น แต่พ.ศ. ๒๔๙๐ และหนักยิ่งขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๕๐๐ ด้วยแล้ว ชนชั้นนำของไทยหรือคนในกระแสหลักของเรากลายเป็นวัวลืมตีนที่ปราศจากจิตสำนึกในทางภาคภูมิใจในกำพืดของตน หากต้องการอ้าขาผวาปีกไปในทิศทางของกิน กาม เกียรติ์ ยิ่งๆ ขึ้นทุกที ยิ่งพวกที่ไปชุบตัวมาจากสหรัฐด้วยแล้วดูจะร้ายยิ่งกว่าพวกที่เคยไปเรียนมาจากยุโรปสมัยก่อนเสียอีก แม้พวกที่ไปเรียนยุโรปที่จะเข้าใจถึงโทษสมบัติของอารยธรรมฝรั่งอย่างแท้จริงก็แทบไม่มีเอาเลย
ที่ร้ายยิ่งไปกว่านี้ก็ตรงที่มีขบวนการอันนำศักดินาขัตติยาธิปไตยกลับมาไว้ใช้อย่างเลวร้ายกว่าสมัยราชาธิปไตยเสียอีก โดยการสะกดความเชื่อของคนให้สยบยอมนั้น นอกจากใช้วิธีขู่เข็ญหรือมาตรการในเลวร้ายทางกฎหมายและขนบกระบวนการยุติธรรมซึ่งอยุติธรรมแล้ว ยังใช้วิธีมอมเมาสื่อมวลชนและการศึกษาตลอดจนไสยเวทวิทยาต่างๆ ทั้งอย่างเก่าที่เน้นไปทางอภิปาฏิหาริย์อย่างหาข้อเท็จจริงมาประกอบมิได้ ซึ่งในหลวงรัชกาลที่ ๕ ก็กลายเป็นเสด็จพ่อ ร ๕ ไป เจ้านายแทบทุกพระองค์ก็เลยกลายเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์มหัศจรรย์ไป แม้บางท่านบางพระองค์จะเลวร้ายเพียงใดก็ไม่กล้ากล่าวถึง นี่คือเจ้านายที่ยังมีชีวิตอยู่จนในบัดนี้ด้วย
คนเลวร้ายที่ทุจริตในระดับต่างๆ ล้วนได้รับการยกย่องเชิดชู นอกจากนักการเมืองตัวโตๆ ที่มีอนุสาวรีย์ปรากฏอยู่นั้น แม้ตัวเล็กๆ อย่างอธิการบดี คณะบดี ก็มีอาคารมีห้องประชุมตราชื่อไว้ให้ปรากฏเพื่อขายความอายพวกนี้ทั้งนั้น แม้ว่าคนเหล่านั้นจะเป็นคนชั่วหรืออย่างน้อยก็มีความด่างพร้อยมากมาย แต่ก็มีคนกล้าที่จะนำมาเอ่ยกัน ทักษิณ ชินวัตร อาจจะเป็นคนเลวร้ายอย่างสุดๆ ของสังคมร่วมสมัยที่เราเอาชนะไปได้แล้ว แต่สภาพของสังคมการเมือง เศรษฐกิจ วัฒนธรรมและการศึกษาของประชาราษฎรจะดีขึ้นหาได้ไม่ ตราบใดที่เรายังมีชนชั้นนำนายแพทย์ทุกระดับที่ทำตนเยี่ยงทักษิณ ชินวัตร กันแทบทั้งนั้น แม้จะไม่เลวร้ายเท่าหรือฉลาดแกมโกงเท่า แต่ความฉลาดแกมโกงก็มีอยู่ทั่วไปในแทบทุกสถาบัน คนที่รับผิดชอบทางเศรษฐกิจการเมืองและทางวิชาการ แม้ในทางศิลปวิทยามักจะเป็นคนที่ไม่มีความกล้าหาญทั้งนั้น อย่างดีก็เพียงเอาตัวรอด หาไม่ก็หาดีจากความเดือดร้อนของคนอื่น ที่มหาวิทยาลัยที่ไล่ที่คนที่เช่าอาคารและที่ดินของมหาวิทยาลัย ไม่เข้าใจเลยหรือว่านั่นเป็นการสร้างความทุกข์ให้มหาชนอย่างแสนสาหัส แต่สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ก็แสดงว่าไม่มีจุดยืนในทางจริยธรรมเอาเลย ความเมตตาหมดไป คนยากไร้จะเดือดร้อนอย่างไรก็ไม่นำพา การปิดเขื่อนใหญ่ๆ ไม่ให้คนที่อาศัยลุ่มน้ำนั้นมีอาชีพประมงได้ ท่อแก๊สจากมาเลเซียจะก่อให้เกิดหายนะอย่างไร หลุมแร่โปรแตสที่อุดรธานีจะมีผลกระทบเลวร้ายเพียงไหน ดูจะไม่มาเกี่ยวกับผู้บริหารบ้านเมืองเอาเลย พวกชนชั้นบนมัวแต่มีชีวิตอันฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย ยังการสดุดีผู้นำของประเทศก็เป็นไปด้วยความเท็จทั้งนั้นอีกด้วย
ตราบใดที่ความโปร่งใสยังไม่ปรากฏในทุกระดับ ทุกหน่วยงาน จากสูงสุดลงมาจากการเปิดเผยให้ตรวจสอบและวิพากษ์วิจารณ์ได้ นั่นคือการถอยหลังไปสู่สมัยสมบูรณาญาสิทธิราช ซึ่งจำต้องถูกโค่นให้ล้มลงดังที่เกิดขึ้นมาแล้วเมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕ การตามก้นฝรั่งโดยเชื่อวิทยาศาสตร์กระแสหลัก วิทยาการกระแสหลัก การศึกษากระแสหลัก ตลอดจนเทคโนโลยีต่างๆ จะแก้ปัญหาให้ชนชั้นบนได้ โดยโยนเอาความเลวร้ายและมลพิษไปให้ชนชั้นล่าง และการทำลายธรรมชาติอย่างสุดๆ นั้น คงเดาได้แล้วว่าคำตอบดังกล่าวมาถึงจุดอุดตันแล้ว ดังจักรวรรดิอเมริกันที่เราเป็นบริวารอยู่ในเส้นนั้นก็จะถึงความหายนะในเร็วๆ นี้ ก่อนที่โลกจะร้อนยิ่งกว่านี้ หรือก่อนที่ธรรมชาติจะลงโทษเรายิ่งไปกว่านี้ หรือก่อนที่กรุงรัตนโกสินทร์จะจมลงไปในแม่น้ำเจ้าพระยาพร้อมกับศูนย์การค้าสยามพารากอน และอาคารยิ่งใหญ่ต่างๆ ที่สร้างในที่ดินของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และก่อนที่คนยากไร้จะถูกเหยียดอย่างเย็นชายิ่งไปกว่านี้ จักรวรรดิอังกฤษกว้างใหญ่ไพศาลและเป็นเวลานานกว่าจักรวรรดิอเมริกันยังล่มสลายลงได้ สหภาพโซเวียตก็ล่มสลายไปแล้วพร้อมๆ กับลัทธิคอมมิวนิสต์ซึ่งผูกสนิทอยู่กับเผด็จการฝ่ายซ้าย แล้วเหตุไฉนจักรวรรดิอเมริกันจะล่มสลายไปไม่ได้ กับระบบทุนนิยมและบริโภคนิยมที่เป็นโลกาภิวัตน์อยู่ในบัดนี้
รัฐสภาไทยที่จะเกิดขึ้นภายใต้อาณัติของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แล้วรัฐบาลไทยที่จะเกิดขึ้นใหม่ แม้เป็นรัชกาลใหม่ที่อาจจะมีตามมาเร็วๆ นี้ ที่ไม่ใช่คำตอบของบ้านนี้เมืองนี้ ตราบที่ชนชั้นนำของเรายังหลับตาดำเนินรอยตามโลกาภิวัตต์ที่มีบรรษัทข้ามชาติกับอภิมหาอำนาจควบคุมแนวคิดของพวกเราอยู่ในทางของมิจฉาทิฐิ ชนชั้นนำของเราที่เป็นมิจฉาทิฐินั้นไม่มีแต่อาณาจักรเท่านั้น แม้ในศาสนจักรก็เช่นกันไม่ว่าคณะพระธรรมกายหรือสถาบันสงฆ์ชั้นนำ ล้วนสยบอยู่กับทุนนิยมบริโภคนิยมและศักดินาขัตติยาธิปไตยด้วยกันได้ทั้งนั้น เพราะมิจฉาทิฐินำไปสู่มิจฉาสมาธิและปัญญาย่อมไม่อาจเกิดขึ้นได้ นี่คือคนของเมืองไทยอยู่ที่ชนชั้นล่าง แม้จะถูกปู้ยี่ปู้ยำมาแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ กับการแผ่พระบรมเดชานุภาพด้วยการเอาอย่างอาณานิคมฝรั่งที่มีศูนย์กลางอยู่กรุงเทพฯ นั้นแล้ว แต่ก็ยังไม่เลวร้ายเท่ากับสมัยแห่งการพัฒนาภายใต้ฉายาของจักรวรรดิอเมริกันในนามของการต่อต้านคอมมิวนิสต์ แต่พอ ๒๕๐๐ เป็นต้นมา ยิ่งการพัฒนาไปถึงไหน ชนบทถูกทำลายไปถึงนั่น เขื่อนถึงไหน ถนนไปถึงไหน ไฟฟ้ากับวิทยุ โทรทัศน์ไปถึงไหน รวมถึงระบบโรงเรียนสมัยใหม่ด้วย นั่นคือการทำลายภูมิปัญญาพื้นบ้าน วัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างเลวร้ายที่สุด ทั้งพระและชาวบ้านถูกปู้ยี่ปู้ยำ ที่น่าอัศจรรย์ก็ตรงที่คนปลายอ้อปลายแขมเหล่านี้ แม้ชนเผ่าต่างๆ ล้วนมีภูมิคุ้มกันอันเข้มแข็งมาก ผีก็ช่วยคุ้มกันชาวบ้านขึ้นอยู่กับไสยเวทวิทยาที่มอมเมาผู้คนชนชั้นกลางและชนชั้นสูง ที่สำคัญคือพุทธสยบผีให้เชื่อง แล้วให้ชาวบ้านมีธรรมประจำใจ ความอ่อนน้อมถ่อมตนเป็นไปอย่างไม่ดัดจริตดีดดิ้น การให้เป็นไปอย่างไม่เห็นแก่ตัว มีการพึ่งตัวเองและเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีสันโดษเป็นเจ้าเรือนอย่างไม่อ้าขาผวาปีกไปในทางแก่งแย่งชิงดีกัน ธรรมจักรที่เป็นแกนกลางที่สำคัญสำหรับชาวบ้านทั้งทางเสมอภาคกับภราดรภาค ไม่ให้เสรีภาพจากโลภ โกรธ หลงจะไม่เด่นชัดนัก แต่ชาวบ้านก็โลภน้อย ใช้สันติวิธีเป็นเจ้าเรือนอย่างที่เรียกว่าสันติประชาธรรมก็ยังได้ การพึ่งธรรมชาติ พึ่งตัวเอง พึ่งกันและกัน ใช้ยากลางบ้านดีกว่ายาหลวง ใช้การศึกษาพื้นบ้านอยู่กับโรงเรียนของรัฐ ใช้ไสยเวทวิทยาอย่างรู้เท่าทัน
นาย ศรีศักร วัลลิโภดม ต่างจากนักมานุษยวิทยากระแสหลักหรือนักประวัติศาสตร์กระแสหลัก ซึ่งติดวิธีมานุษยวิทยาแบบฝรั่ง ตรงที่เขาได้มีโอกาสติดสอยห้อยตามปูชนียบุคคลอย่างนาย ประยูร อุลุชาฎะ ซึ่งถูกสถาบัน กระแสหลักถีบ กระทืบ ให้ออกไปจากหลุดออกไปจากแวดวงอันจอมปลอมนั้น จนเผชิญกับทุกอย่างในทางส่วนตัว จนเข้าใจชาวบ้านตามชนบทต่างๆ และแสวงหาความรู้นอกกระแสหลักได้จากพุทธศาสตร์ ไสยศาสตร์ และ โหราศาสตร์ โดยเข้าถึงความงาม ความไพเราะทั้งทางจิตรกรรม ประติมากรรมและสถาปัตยกรรมอย่างมากด้วย เพื่อให้กว้างและลึกในไทยศึกษาที่เป็นไปในทางหัสยนัยเกินกระแสของตะวันตกออกไปอย่างน่าสนใจยิ่งนัก อุบายโกศลเป็นเส้นแบ่งที่สำคัญระหว่างความหลงผีหรือเทคโนโลยีอย่างใหม่ กับการที่รู้จักวางภาพที่ถูกต้องกับสิ่งลึกลับมหัศจรรย์ต่างๆ รวมทั้งการใช้เทคโนโลยีอย่างใหม่ให้เหมาะสมอีกด้วย
ประเด็นนี้แลคือดรรชนีที่ชี้ให้พวกเราเข้าถึงภูมิปัญญาชาวบ้านอย่างไม่หลงไปกับความวิเศษหรือเลอเลิศของวัฒนธรรมอันเก่าแก่ของเราแต่เก่าก่อน อย่างกับว่าวัฒนธรรมเก่าของเราไม่มีจุดด้อยเลย แต่อย่างน้อยถ้าเรารู้จักภูมิใจในวัฒนธรรมนั้นๆ ว่าถ้าไม่ดีจริงคงอยู่กับบรรพชนของเรามาไม่ได้เป็นร้อยๆ ปี โดยที่ผู้คนอยู่กินด้วยกันอย่างมีความประสานสอดคล้องกับธรรมชาติ มีทาน มีศีลและมีภาวนาเป็นเจ้าเรือนมิใช่น้อยเลย แม้ราชาธิปไตยและศักดินาธิปไตยจะครอบงำสังคมไทยมาเป็นเวลาร้อยๆ ปี แต่ตามละแวกบ้าน แถวบ้านจะรักษาตัวให้รอดไปจากอำนาจอันไม่ชอบธรรมนั้นได้ไม่ใช่น้อย แม้ในสมัยเผด็จการของเสนาอำมาตย์ประชาธิปไตยและโลกาภิวัตน์ของทุนนิยมและบริโภคนิยมภายใต้ฉายาของจักรวรรดิอเมริกัน ชาวบ้านก็รักษาเอกราชแห่งความเป็นไทยไว้ได้มิใช่น้อย ยิ่งพวกเขาปลอดไปจากการศึกษาสมัยใหม่ ปลอดไปจากสื่อมวลชนที่มอมเมาต่างๆ แต่ยังมีภูมิปัญญาของวัฒนธรรมพื้นบ้านเป็นเกราะป้องกัน พวกเขาจึงมีศักดิ์ศรี มีความกล้าหาญทางจริยธรรมเข้าถึงสัจจะ ไม่ไยไพกับความกึ่งจริงกึ่งเท็จ กึ่งดิบกึ่งดีหรือยศศักดิ์อัครฐานอันจอมปลอมต่างๆ
สมัชชาคนจนเป็นเพียงตัวอย่างเดียวที่ใครก็ตามถ้าตามีแววก็จะชมความเข้มแข็งของคนเล็กคนน้อย คนปลายอ้อปลายแขมเหล่านี้ที่รวมพลังกัน ที่น่าสนใจยิ่งไปกว่านี้ก็มีชนชั้นกลางก็เริ่มตื่นตัวขึ้นอย่างมากแม้จะเป็นจำนวนน้อย ชนชั้นกลางเหล่านี้เริ่มเห็นคุณค่าของชนชั้นล่าง เห็นคุณค่าของธรรมชาติที่แวดล้อมพวกเขา เห็นว่าการเรียกร้องต้องทำอย่างสันติวิธี โดยผนึกกำลังของชนชั้นกลางกับชนชั้นล่างเป็นไปได้ และได้ผลมาเป็นระลอกๆ ที่บ่อนอกหินกรูดที่ประจวบคีรีขันธ์ก็ดี การต่อสู้ในเรื่องน้ำเสียที่สมุทรปราการก็ดี การต่อต้านที่จะนะสงขลาก็ดีหรือการต่อต้านหินแร่โปรแตสที่กำลังทำอยู่ นี่เป็นเพียงตัวอย่างของชนชั้นกลางที่ตื่นตัวทางการเมืองโดยขบวนการสันติประชาธรรมที่ควรเป็นตัวอย่างทางให้กำลังใจแก่เรามิใช่น้อย แม้พวกเขาจะยังไม่ได้รับชัยชนะ แต่การต่อสู้ของพวกเขาที่ใช้ความอดทน ความเพียรพยายามอย่างสามัคคีธรรมนั้นนับว่าน่าภาคภูมิใจมิใช่น้อย ถ้าไม่มีขบวนการพวกนี้ความเลวร้ายจะแพร่ขยายไปถึงไหนๆ เพราะบรรษัทพวกนั้นมีอำนาจมากทั้งทางทุนทรัพย์และทางการเงิน โดยที่ชนชั้นบนก็ดูฝ่ายบรรษัทพวกนี้แทบทั้งนั้น ชนชั้นกลางที่ว่านี้ บัดนี้ขยายออกไปยังนักธุรกิจพาณิชยการอย่างนักธุรกิจเพื่อสังคมอีกด้วย ฉะนั้นพวกนี้โยงใยไปนานาชาติซึ่งเห็นว่าคุณค่าของพ่อค้าจะทำตนเป็นคนดีเพียงสัปดาห์ละครั้งอย่างสโมสรไลอ้อนและโรตารี่ หาถูกต้องไม่ พ่อค้าต้องเปลี่ยนจิตสำนึกใหม่ มีเวลาให้ตนเองได้ภาวนา มีเวลาให้ครอบครัว ยกย่องเพื่อนร่วมงานและขบวนการกรรมกร ตลอดจนเคารพธรรมชาติ โดยไม่เห็นว่านั่นเป็นเพียงทรัพยากร ก็ถูกทำลายมากลายเป็นทุน โดยต้องเคารพผู้บริโภคและผู้ผลิตและผู้ซื้อ ขบวนการอย่างนี้เริ่มแพร่ขยายมากออกไป ที่ว่านี้เป็นมุมบวกของสังคมไทยที่โยงไปยังสังคมโลก แม้เป็นญาติก็โยงใยไปนานาชาติอีกด้วย เฉกเช่นชนชั้นกลางด้วยเหมือนกัน
อนึ่งโครงการทางเลือกที่ออกจากกระแสหลักในนานาชาติก็นับว่าน่าสนใจยิ่งนัก การแก้ปัญหาให้บ้านเมือง ช่วยทางสังคมและความสมดุลทางธรรมชาติ ต้องเริ่มที่สร้างสันติภาวะภายในตน รู้จักใช้การภาวนาแทนการพัฒนา รู้จักสอนหัวใจให้สงบให้เห็นคุณค่าของชีวิตความเป็นอยู่อย่างสงบสุข ยิ่งกว่าความมีความโอฬาริกในสถานอัครสถานจนอาจสอนใจให้เห็นแก่ตัวน้อยลง เห็นว่าการรับใช้เพื่อนมนุษย์มีค่ายิ่งกว่าการไต่เต้าไปเอาดีในทางยศศักดิ์อัครสถานต่างๆ นี่เป็นสรณะของพุทธศาสนา องค์ดาไลลามะรับสั่งว่า สันติสุขในโลกจะมีไม่ได้ เว้นไว้แต่เมื่อเราทุกๆ คนเริ่มสร้างสันติภาวะภายในตน ทรงย้ำว่า แม้นี่จะยากเย็นเพียงใดก็ตาม หากนี่เป็นวิธีเดียว นับได้จนบัดนี้ น่าสำเหนียก ที่แล้วๆ มาเราแก้ปัญหาของสังคมและการเมืองด้วยความรุนแรง แล้วก็ล้มเหลวมาแล้วทั้งนั้นด้วย
ต่อแต่นี้ไปเราต้องหันเข้าหาพระอริยมรรค เริ่มจากการเห็นที่ถูกต้องและมีแนวคิดที่ถูกต้องอย่างไม่เป็นพิษเป็นภัยกับใครๆ ในการพูดการเห็นของเราก็ควรเป็นไปในทางที่สร้างสรรค์สิ่งที่ดีๆ ไม่ว่าการเขียนจะเนื้อหาอย่างไร สันติบาลมันจะมาเก็บไป จะทำลายไปก็เรื่องของมัน คิดสงสารมัน อภัยให้มัน อย่าไปพยาบาทอาฆาตจองเวร รวมถึงการงานและอาชีพของเราก็ควรที่เป็นไปในทางที่ปลอดไปจากเอารัดเอาเปรียบ คือสิ่งนั้นเป็นไปปกติทั้งทางส่วนตนและสังคม โดยต้องตีไปให้ชัดในเรื่องโครงสร้างในสังคมอันอยุติธรรม แล้วหาทางแก้ไขเยียวยาให้ยุติธรรมแบบสันติวิธี โดยต้องไม่ลืมการภาวนาในทางที่ก่อให้เกิดสัมมาสติคือความรู้ตัวเพียบพร้อมเพื่อจะให้เกิดปัญญา มีความรู้รอบ รู้จักอ่อนน้อมถ่อมตน ซึ่งต่างไปจากการรู้อย่างเทียมๆ อย่างเห็นแก่ตัวตามที่เราถูกครอบมาจากฝรั่ง
เมื่อปัญญาเกิดขึ้นได้ด้วยการเข้าใจของแท้ของจริง ทิ้งไปทั้งของปลอมของกึ่งจริงกึ่งเท็จ ความรู้รอบเช่นนี้ย่อมเป็นไปพร้อมกับความเห็นแก่ตัว โดยดำรงชีพเพื่อรับใช้เพื่อนมนุษย์และสรรพสัตว์ ปัญญาก็จะควบคู่ไปกับกรุณาคือมีความรักที่แท้ อันมีต้นตอที่มาจากพระบรมศาสดาที่ทรงไว้ซึ่งพระปัญญาคุณและพระกรุณาคุณอย่างหาที่เปรียบมิได้ เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้
ผู้ดำเนินการอภิปราย
กราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ สุลักษณ์ ศิวลักษณ์ คิดว่าเราคงได้ประเด็นอะไรหลายอย่าง ตั้งแต่สถานที่แห่งนี้ รวมไปถึงสถานการณ์ปัจจุบันที่กำลังขับเคลื่อนอยู่ และผมคิดว่าบทบาทหนึ่งที่ท่านอาจารย์ ศรีศักร วัลลิโภดม ได้ทำคงสามารถที่จะเชื่อมต่อระหว่างความเป็นชาวบ้านกับโครงการวิชาการนั้นได้ อย่างที่อาจารย์สุลักษณ์นั้นได้แสดงปาฐกถาไปแล้ว และผมขออนุญาตที่จะเรียนคำประกาศกิติคุณของโอกาสที่อาจารย์ศรีศักรได้รางวัลวัฒนธรรมเอเชียฟูกูโอกะว่า
อาจารย์นั้นถือว่าเป็นท่านหนึ่งที่เป็นนักมานุษยวิทยาและนักโบราณคดีชั้นนำของประเทศไทยและในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ได้ใช้ความเชี่ยวชาญทางด้านมานุษยวิทยา โบราณคดี ประวัติศาสตร์และขนบธรรมเนียมความเชื่อพื้นบ้านมาผสมผสานกันเพื่อนำเสนอประวัติศาสตร์ไทยลักษณะใหม่โดยมีความสมบูรณ์แบบที่จะทำให้เกิดมีทัศนะใหม่ รวมไปถึงการใช้งานภาคสนามเพื่อตรวจสอบความเป็นจริงต่างๆ และคิดว่าบุคคลท่านหนึ่งที่ท่านอาจารย์ ส. ศิวลักษณ์ ได้พูดถึงและท่านก็อยู่ในที่นี้ด้วย จะเรียกว่าเป็นชนชั้นนำท่านหนึ่งในปัจจุบันคือท่านรองศาสตราจารย์ด๊อกเตอร์หม่อมราชวงศ์ อคิน รพีพัฒน์ ที่ปรึกษาสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และท่านเป็นวิทยากรหลายๆ ที่ของสถาบันการศึกษาในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นโครงการปริญญาเอกไทยศึกษาที่มหาสารคาม รวมไปถึงมหาวิทยาลัยชั้นนำของเมืองไทย
ในโอกาสนี้ผมคิดว่า ท่านจะมานำเสนอมุมมองในฐานะที่เป็นมิตรทางวิชาการกับอาจารย์ศรีศักร ซึ่งท่านก็บอกว่า สามสิบปีแล้วที่ได้รู้จักกับอาจารย์ศรีศักร ท่านคงมีมุมอะไรมาให้พวกเราได้รับฟัง เรียนเชิญท่านอาจารย์อคิน ครับ
อาจารย์อคิน รพีพัฒน์
ท่านผู้มีเกียรติ์และท่านอาจารย์สุลักษณ์ ท่านอาจารย์ศรีศักร ท่านผู้มีเกียรติ์ทั้งหลาย ผมขอประทานโทษด้วยที่ขออนุญาตนั่ง ขามันไม่ค่อยปกติ
ผมคิดว่าผมจะพูดอะไรที่ค่อนข้างจะส่วนตัวและมากๆ กว่าอย่างที่ท่านอาจารย์สุลักษณ์ได้กล่าวมาแล้ว เพราะว่าท่านอาจารย์ศรีศักรกับผมนั้นก็วันนี้ก็สามสิบกว่าปีมาแล้ว ผมก็อยากจะเรียนว่า มีอะไรที่ผมคิดในใจผม การที่ท่านได้รับรางวัลครั้งนี้เป็นสิ่งที่เหมาะสมอย่างยิ่ง เป็นบุคคลที่เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะได้รับรางวัล
ผมรู้จักท่านอาจารย์ศรีศักรครั้งแรก ผมพบท่านอาจารย์ศรีศักรสามสิบกว่าปีมาแล้วที่จังหวัดเชียงราย เชียงแสน ที่อยู่ดีๆ ผมก็ไปพบท่าน ทั้งที่ยังไม่ได้รู้จักกันมาก่อน แต่รู้ชื่อเสียง รู้ว่าใครเป็นใคร ไปพบท่าน ท่านอาจารย์ศรีศักรพาผมดูกำแพงเมืองเชียงแสน ชี้ให้ผมดูว่ากำแพงเมืองเชียงแสนมันมาจากไหน เป็นอย่างไร เล่าเกี่ยวกับมันทั้งหมด แล้วพาไปที่พระธาตุจอมกิติ เล่าอีกว่าอะไรเป็นอะไร แล้วพานั่งเรือเล็กไปที่พระธาตุปูเต้าที่ลงนั่งเรือแม่น้ำโขงไปที่พระธาตุปูเต้า แล้วก็เล่าอีกว่า ความเป็นมาของทั้งหมดนั้นเป็นมาอย่างไร อย่างละเอียดเลย ผมรู้สึกประทับในในตัวอาจารย์สองอย่าง คือความเอื้ออารีของท่าน ที่ท่านอยากจะให้ความรู้ คือท่านมีความรู้อย่างมากเหลือเกิน ที่ผมรู้สึกก็คือ ผมไม่เคยเห็นมีใครมีความรู้เกี่ยวกับสิ่งต่างๆ ที่ท่านพาไปดูมากเท่านั้น จึงรู้สึกประทับใจและทึ่งมากๆ ว่าท่านทราบอะไรดีอย่างประหลาดเลย ท่านรู้เรื่องราวตำนานต่างๆ ของที่ต่างๆ นี่อย่างมากๆ แล้วความจำของท่านนี่เป็นความจำที่ละเอียดอ่อนและชัดเจนอย่างยิ่ง ตรงนั้นคือความรู้สึกของผมครั้งแรกในการที่รู้จักท่านอาจารย์ศรีศักร คือเรื่องความเอื้ออารีและความรอบรู้ความจำของท่านในตำนานต่างๆ ที่ท่านรู้เกี่ยวกับท้องที่ต่างๆ ซึ่งผมก็ไม่เคยเห็นว่าใครรู้ขนาดนั้น ก็ไม่เคยได้รู้จักกับท่านมาก่อน แต่ท่านก็อุตส่าห์พาผมไปเกือบตลอดวัน มันเป็นความสุขอย่างยิ่งที่ได้เรียนรู้ของที่ไม่เคยรู้มาก่อน
ทีนี้ความจริงที่ผมต้องจดมาเพราะอะไร ผมเห็นในใบนั้นที่ขอให้ผมมาพูดอะไรให้อาจารย์ศรีศักรถึงสี่สิบห้านาที แต่ผมว่าสี่สิบห้านาทีมันน้อยมาก แต่ว่าผมก็ไปจดๆ มาเพื่อระลึกถึงความหลังเหมือนกัน ได้จดๆ มาว่ามีอะไรบ้าง
ต่อมาผมเคยไปกับท่านนี่หลายแห่ง ภาคอีสานก็ไป ภาคเหนือก็ไป ภาคใต้ก็ไป ที่ประหลาดที่สุดก็คือทุกแห่งที่เราก้าวไปแล้วท่านพาขึ้นไป ทุกแห่งนั้นท่านรู้ละเอียดหมดเลยว่าตำนานของมันเป็นอย่างไร ท่านรู้ละเอียดหมดเลยไม่ว่าภาคเหนือภาคกลางหรือภาคใต้ ท่านมีความจำแล้วความจำนั้นกองอยู่มหึมา ผมไม่เคยเห็นว่าจะมีมนุษย์คนไหนจะสามารถจำได้ รู้ละเอียดแบบนั้น ผมนี่ตามๆ ท่านไปด้วยความอยากเรียนรู้ แต่ว่าผมทำไม่ได้หรอกอย่างท่าน
ทีนี้มีสองอย่างนี่ผมจะเรียน คุณอาจจะไม่รู้ว่าท่านอาจารย์ศรีศักรนี่ท่านถ่ายรูปเก่งมาก ผมไม่ทราบหรอก ความจำของผมครั้งแรกนี่ เมื่อก่อนผมอยู่ขอนแก่น เราไปเครื่องบิน เครื่องบินขอนแก่นไม่ใช่เครื่องบินไอพ่นเป็นเครื่องบินช้อตเครื่องบินต่ำๆ เครื่องบินช้อตลำเล็กๆ เครื่องสองเครื่องยนต์ ทุกครั้งผมจะเห็นท่านอาจารย์ศรีศักรนั่งอยู่ที่ข้างหน้าต่างแล้วถ่ายรูปลงมา ผมก็แปลกใจถามว่า ท่านทำอะไร ท่านถ่ายตลอดเวลาที่นั่งเครื่องบิน ท่านถ่ายดูเมืองโบราณ ถ่ายด้วยอินฟาเรด ไปดูว่าไอ้ซากของเมืองโบราณนี่รูปร่างมันเป็นอย่างไรอยู่ตามที่ต่างๆ ใช่ไหม แต่ผมว่าใช่นะ ผมจำได้เลย แล้วไอ้นั่งเครื่องบินนี่ ผมไม่รู้ว่าท่านอยู่หรือเปล่ากับเราวันนั้น แต่มีนักประวัติศาสตร์หนึ่งสองคนนั่งอยู่ด้วยไปขอนแก่น ไอ้เครื่องบินเล็กๆ ลำนั้น พอวิ่งจากกรุงเทพฯ ไป พอถึงโคราชเครื่องมันดับ พอเครื่องมันดับเครื่องบินมันก็เอียง มันก็วิ่งไปเบาๆ จากโคราชไปถึงขอนแก่น ทีนี้กำหนดที่มันจะลง ทุกคนก็ใจหายหมดเลย ยิ่งไปสนามบินมันเอารถดับเพลิงมาจอดคอยอยู่ เครื่องบินมันแล้วเครื่องบินมันสองเครื่องยนต์ใช่ไหมแล้วเครื่องนั้นมันดับ มันก็เอียงๆ แต่มันก็ไม่เป็นอะไรวันนั้น ผมนี่ตกใจมาก อันนั้นผมจำได้ว่าท่านถ่ายรูป ทีนี้เรื่องถ่ายรูปมันมีผมก็ต้องอ้างเรื่องอื่น ผมต้องขอโทษขออนุญาตอ้างคนอื่นบ้าง
คนที่ผมจะอ้างถึงคนแรกก็คือท่านอาจารย์นิธิ เรื่องถ่ายรูปนี่ผมจำได้ ท่านอาจารย์นิธินี่เรื่องสำคัญ ผมมีรูปถ่ายอยู่อันหนึ่ง ผมไปถ่ายนานแล้ว ผมไปขยายติดไว้ที่ๆ ของอาจารย์ชยันต์เขาที่เชียงใหม่ ไอ้กระท่อมที่เขาไปซื้อมาผมเอาไปติดไว้ผมว่ามันสวย อาจารย์นิธิเขาไปเห็นเขาบอกมันไม่สวย มันอึดอัด ดูแล้วมันไม่ไหว มันใช้ไม่ได้ ผมก็บอกทำไมรูปผมมันใช้ไม่ได้ ผมก็ถ่ายรูปมาเยอะนะเมื่อตอนที่ผมเป็นนักเรียนอยู่ สมัยที่เรียนอยู่เมืองนอกผมอยู่สมาคมนักถ่ายรูป ผมเคยถ่ายรูปได้รางวัลที่สอง ท่านบอกใครๆ มันก็ทำได้ถ่ายมาเป็นร้อยรูปมันต้องมีดีสักรูปหนึ่ง อาจารย์นิธิท่านว่าอย่างนั้น แล้วท่านบอกผมบอกว่าคนที่ถ่ายรูปเก่งจริงๆ ก็คือท่านอาจารย์ศรีศักร ท่านอาจารย์ศรีศักรถ่ายรูปสวยทุกรูป ทีแรกผมไม่เชื่อพอตอนหลังผมเห็นรูปที่ท่านถ่ายแสดงรูปของโบราณต่างๆ ที่สวยมากจริงๆ มันสวยมาก ผมก็มานึกว่า อ๋อ มันเป็นเพราะอะไร คือเหตุว่าคนเรานี่ ที่มันรูปมันออกมาสวยมาก ก็เพราะว่ามีความรัก คือความรักคือของที่ท่านถ่ายนั้นจริงๆ จากความรักในของวัตถุโบราณนั้นที่ท่านไปถ่ายนั้นมันมีความรักมันก็ไปถ่ายทอดออกมาในทางฝีมือของท่านในการถ่าย มันจึงสวยมาก นี่ผมก็เล่า ก็อาจจะรู้กันทั่วไปว่าท่านถ่ายรูปเยอะและถ่ายรูปสวย เป็นสไลด์สวยมาก วัตถุโบราณจากที่ต่างๆ อันนี้ก็เป็นเรื่องถ่ายรูป
ทีนี้อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องความเข้าใจในคน ท่านอาจารย์ศรีศักรนี่ท่านมีความเข้าใจคนอยู่เยอะเหมือนกัน ท่านอาจารย์นิธิบอกว่านี่เมื่อก่อนนี้ผมรู้จักท่านแล้วเถียงกันอยู่เรื่อยเลยครับ เถียงกันไม่จบไอ้เรื่องระบบอุปถัมภ์ ต่างคนก็ไม่ยอม ผมก็ไม่ยอม ท่านก็ไม่ยอม เถียงกันไปเถียงกันมา หลังๆ ท่านบอกกับผมบอกว่า ไม่เถียงกับมันเพราะขี้เกียจเถียงกับมัน เพราะอาจารย์นิธิท่านทำไมรู้ไหม ท่านคมมาก อาจารย์นิธินี่คมและมีความคิดไวมาก เวลาเถียงกับท่านนี่ท่านจะไปของท่านได้เรื่อยๆ ท่านสามารถเถียงเรา อย่างไรๆ ก็ไม่ชนะ ก็ต้องหยุดเถียง
คือท่านอาจารย์ศรีศักรนี่วันหนึ่ง เมื่อเร็วๆ นี้ผมจะเล่าให้ฟัง อาจารย์นิธิถามผมว่า ทำอย่างไรคนถึงจะรัก แล้วอาจารย์ทำอย่างไรคนถึงรัก ผมก็ตอบท่านว่า ไม่ใช่อะไรหรอกผมไม่ขัดคอใคร อาจารย์นิธิบอก มิน่าล่ะคนถึงเกลียดผมจังเลยผมขัดคอคนเรื่อยไป จริง คือคนนี่ไม่เหมือนกัน ท่านอาจารย์นิธิท่านก็ขัดคอคนเหมือนกัน ท่านอาจารย์ศรีศักรท่านก็ขัดคอเหมือนกัน แต่ละคนนั้นขัดไม่เหมือนกัน ท่านอาจารย์นิธิพูดอะไรออกไปท่านจะขัดของท่าน แต่ผมมาเข้าใจทีหลัง ท่านอาจารย์นิธิขัดตลอดเวลา บางคนผมเคยไปพบท่านนะ กลัว เพราะขัดออกมาบอก เฮ้ย มึงพูดอะไรอย่างนี้ ประเดี๋ยวเถอะได้เรื่อง แต่ผมตอนหลังผมเข้าใจ อาจารย์นิธิไม่มีอะไรเลย ท่านจะขัดเสมอไปเวลาพูด เพราะว่าท่านต้องการให้เรากลับไปคิดอีกครั้งหนึ่ง ท่านต้องการให้เรากลับไปนั่งคิดไตร่ตรองให้ดีว่าของที่เราพูดนี่มันถูกหรือเปล่า มันเป็นอย่างไร แล้วผมคิดว่าผมใช้ประโยชน์อันนี้เยอะ ท่านมีประโยชน์เป็นคุณูปการให้ผมเป็นอันมาก
อาจารย์ศรีศักรนั้นท่านอีกอย่างหนึ่ง ท่านเป็นคนตรงไปตรงมา ท่านพูดอะไรโผงผางๆ ถ้าเผื่อคุณพูดอะไรผิด ท่านก็บอกว่าผิด คุณทำอะไรไม่ดีท่านก็บอกว่าไม่ดี ท่านตรงไปตรงมามาก แต่อย่างที่อาจารย์พูดเมื่อกี้นี้ ท่านอาจารย์สุลักษณ์พูดเมื่อกี้นี้ คนเยอะๆ มันไม่ชอบคนที่พูดตรงไปตรงมา เพราะฉะนั้นท่านก็มีศัตรูเหมือนกันอย่างอาจารย์นิธิ มีศัตรูแต่คนละอย่าง มีศัตรูทั้งคู่ คนที่ไม่มีศัตรูคือผม ผมรู้ว่าอาจารย์ ส. จะใส่แบบไทย อาจารย์ศรีศักรจะแต่งแบบสบายๆ เพราะฉะนั้นผมจะแต่งฝรั่งมา เห็นไหมความแตกต่างมันอยู่อย่างนี้ หรือจะพูด เมื่อกี้ก็พูดเรื่องนี้แล้ว เอ๊ะ ! ทำไม ส. ศิวลักษณ์ มาพูดว่าผมไม่ชอบขัคคอใคร ความแตกต่างก็คือว่า ความจริงแล้วอาจารย์ ส. ท่านแต่งเป็นไทยหมดเลยทุกอย่าง แต่ใจท่านเป็นฝรั่ง ฝรั่งนี่มันไม่เกรงใจใครนะ แต่ผมนี่แต่งเป็นฝรั่งแต่เกรงใจคนเป็นบ้าเลย มันตรงกันข้ามกัน ผมตั้งใจแต่งตัวให้มันตรงกันข้ามกัน เพื่อจะให้เห็นอันนี้
เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญคนมันหลงตัวเองมาก มันไม่ชอบนะคนที่พูดตรงไปตรงมา แปลก แต่กรมศิลฯ นั้นเยอะมาก เพราะฉะนั้นท่านก็มีเหมือนกันศัตรู แต่ผมรู้ว่าที่ท่านพูดตรงไปตรงมาผมเหมาเอาว่าเป็นความน่ารักของอาจารย์ เป็นความน่ารักของอาจารย์มากๆ
ผมคิดว่าของที่อาจารย์ศรีศักรทำมันเป็นของที่สำคัญๆ คืองานวิจัยท้องถิ่น ผมเคยไปกับท่านสองสามครั้ง ผมเห็นว่างานนั้นเป็นความยิ่งใหญ่และยิ่งใหญ่จริงๆ และอาจารย์ควรจะได้รับรางวัลจากงานนี้อย่างยิ่ง เพราะผมคิดว่ามันไม่มีงานอะไรที่สำคัญเท่ากับงานนี้ ประการแรกท่านอาจารย์ไปนี่ ท่านไม่ได้ไปทำวิจัย ท่านไปช่วยให้ชาวบ้านทำวิจัยเกี่ยวท้องถิ่นของตัวเอง ทุกท่านคงจะเห็นความสำคัญของตรงนี้ การที่ได้ศึกษาเรื่องราวของตัวเองในท้องถิ่นของตัวเองนั้น ประวัติความเป็นมา ความเป็นจริงเป็นอย่างไร การทำมาหากินเป็นอย่างไร เรื่องราวอะไรบ้างที่เกี่ยวกับท้องถิ่นของตัวเองนี้ พร้อมกับได้เห็นเรื่องราว มีการทำพิพิธภัณฑ์ของเก่าของที่เห็นอยู่ มันเป็นวิธีการหนึ่งที่จะสร้างความภาคภูมิใจให้เกิดขึ้นกับคนในท้องถิ่นนั้นเอง แล้วความภาคภูมิใจของคนในท้องถิ่นนี้ มันมีความสำคัญอย่างยิ่งเลย ก่อนความภาคภูมิใจในของตนในท้องถิ่นนี้คือจุดสำคัญอย่างยิ่งที่อะไร ถ้าหากว่าคนในท้องถิ่นมิมีความพอใจ ภาคภูมิใจในท้องถิ่นของตัวเองแล้ว เราจะกระจายอำนาจได้หรือ การกระจายอำนาจจากกึ่งกลางจะกระจายไป มันไม่มีทางหรอกนอกจากว่าส่วนข้างล่างนั้นเข้าใจตัวเอง รู้จักตัวเองแล้ว พร้อมหรือความมั่นคงและคิดถึงใจตัวเองว่า ตัวเองนี่มีความภาคภูมิใจในประวัติและความเป็นมาของตัวเองและความเป็นตัวเอง จึงจะถึงพร้อมถึงการที่จะรับความรับผิดชอบในด้านท้องถิ่นของตัวเองได้ ก็ช่วยให้เกิดการกระจายอำนาจได้ อันนี้ผมว่าเป็นของสำคัญอันหนึ่ง
อันที่สองที่สำคัญมากๆ จากการที่เรียนรู้เกี่ยวกับท้องถิ่นของตนเองนั้น สำหรับคนในส่วนกลางเราเอง เขาทำงานวิจัยของเขาเอง สำหรับคนในส่วนกลางของเรานี่มันมีหลักการที่สำคัญและเป็นปรัชญาชีวิตที่สำคัญมากๆ คือให้ได้เรียนรู้ว่า คนในประเทศเรานี่ในทุกแห่งในทุกท้องที่นี่มันมีความหลากหลาย ทุกแห่งมีความหลากหลาย แล้วมีความดีอยู่ในนั้น มีความเลวมีความดีอยู่ในทุกผู้ทุกคนทุกแห่ง แล้ววิธีการนั้นไม่ใช่ว่าจะเอาส่วนกลางไปเที่ยวข่มเหงทุกที่ทุกแห่ง แต่ว่าเราจะต้องเรียนรู้ที่จะเข้าใจซึ่งกันและกัน เข้าใจในทุกที่ทุกแห่งว่าเป็นอย่างไร แต่ละแห่งเป็นอย่างไร นิสัยใจคอเป็นอย่างไร คนในท้องที่นั้นเป็นอย่างไร เพื่อเราจะได้ปรับตัวเองสามารถเข้าใจเขาและอยู่ร่วมกันได้เข้าใจซึ่งกันและกันและอยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นปกติสุข ผมคิดว่าอันนี้เป็นปรัชญาของอาจารย์ทีเดียว คือปรัชญาว่าในท่ามกลางความหลากหลายนั้น ไม่ใช่ว่าคนที่ไม่เห็นกับเราๆ จะต้องไปฆ่าทิ้งเสีย ไม่ใช่อย่างนั้น คนที่ไม่เหมือนกันกับเราๆ ก็พยายามรู้จักว่าเขาเป็นอย่างไร แล้วเราก็อยู่ด้วยกันด้วยการแลกเปลี่ยนเสียสละซึ่งกันและกัน ความจริงก็มีตัวอย่างอยู่ อย่างเก้าเส้งเมื่อสมัยก่อน ในสมัยโบราณนั้นในชุมชนเก้าเส้งมีทั้งคนไทยพุทธและคนอิสลาม แต่เขาอยู่ด้วยกันได้ แล้วคนไทยพุทธก็ไม่ได้เลี้ยงหมา คนอิสลามเขาไม่ชอบใช่ไหม คนไทยพุทธก็ยอมเลิกเลี้ยงหมา แล้วคนอิสลามเขาก็ไม่ได้ทำอะไร หลังๆ นี่ผมก็จำไม่ได้นะ แต่ว่าเขาก็สามารถอยู่ด้วยกันด้วยดี นี่คือปรัชญาจริงๆ ของงานที่อาจารย์ทำ ผมคิดว่าตามงานของอาจารย์ที่อาจารย์ทำตามท้องที่ต่างๆ ที่ไปทำนี่มันยิ่งใหญ่มาก แล้วอันนี้เป็นงานที่ดูเหมือนจะไม่มีใครทำเลยถ้าอาจารย์ไม่ทำ แล้วอาจารย์ทำนี่ผมว่ามันเป็นการทำที่เปิดทางสว่างให้กับโลกและช่วยศึกษา ช่วยจัดความคิดของคนในชุมชนที่ปกครองประเทศอย่างในเมืองนี้ให้เข้าใจด้วยว่า เราต้องปรับตัวเข้าอยู่กับคนอื่น ไม่ใช่ไปบีบบังคับให้เขาเป็นอย่างโน้นเป็นอย่างนี้ ทำตามเข้าใจเรา มันเป็นไปได้คนสองคน ถ้าเผื่อว่าคนสองคนจะอยู่ด้วยกัน ถ้าเผื่อคนหนึ่งคิดว่า ไอ้นี่มันทำไม่ดี ไอ้นี่ทำไม่ดี อาจารย์นึกถึงครอบครัวอาจารย์ซิ อาจารย์อยู่ในครอบครัวนั้น อาจารย์คอยจับตาดูนะ สามีหรือว่าภรรยาทำอันนั้นก็ไม่ดี ทำอันนี้ก็ไม่ดี ตายเลย ครอบครัวแตก ทะเลาะกันตาย จะให้เขาเป็นอย่างนั้น เป็นอย่างนี้ แต่ถ้าหากว่าอาจารย์รู้ว่าเขาชอบอะไร เขาไม่ชอบอะไร เราค่อยๆ ตักเตือนเข้าไปมันถึงจะอยู่ด้วยกันได้ นั่น คือปรัชญาของอาจารย์
ส่วนผมนั้นผมบอกอย่างหนึ่งว่า ต้องมีอะไรบางสิ่งบางอย่างในตัวอาจารย์นี้ อาจจะเป็นความเอื้ออาทร ความดี ความเอื้ออาทร ผมคิดว่าผมมีความสุขมากเวลาผมไปทำงานกับอาจารย์ ความเอื้ออาทรไม่ได้อยู่ที่ตัวอาจารย์คนเดียวแต่มันต้องแผ่มาจากอาจารย์ จากตัวอาจารย์ ครอบครัวอาจารย์ ลูกศิษย์อาจารย์ ผมพบผมว่าเขาดีเขาน่ารัก จนกระทั่งคนขับรถไปเขาเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่น่ารักที่สุดเลย เอาใจคนโน้นเอาใจคนนี้ นี่ มันต้องเป็นอานิสงส์ของอาจารย์แน่ๆ ที่ได้มา นี่เป็นความรู้สึกอย่างจริงใจของผมในฐานะที่เรียกว่ารู้จักกันมาตั้งสามสิบปี และยินดีมากๆ ที่อาจารย์ได้รางวัลนี้ ผมคิดว่าสมควรอย่างยิ่งที่อาจารย์ได้ คนอื่นๆ ที่เคยได้รับมา บางคนอาจจะไม่สมควรได้รับ แต่ว่าอาจารย์สมควรอย่างยิ่งที่จะได้รับครับ ขอบพระคุณครับ
ผู้ดำเนินการอภิปราย
ขอบพระคุณท่านอาจารย์อคินมากนะครับ ผมคิดว่าเดี๋ยวเราขออนุญาตที่จะพักรับประทานอาหารว่างที่อยู่ด้านนอกประมาณสักสิบถึงสิบห้านาที แล้วเดี๋ยวเรามาฟังทางลูกศิษย์ของอาจารย์ศรีศักรและท่านอาจารย์จะแสดงมัจฉิมกถาเกียรติ์ยศปิดท้าย เดี๋ยวเราเรียนเชิญหน่อยนะครับ ถ้าใครอยากจะเสวนากับอาจารย์ศรีศักรก็เรียนเชิญได้ ขอบพระคุณท่านอาจารย์อคิน ขอบพระคุณท่านครับ |