เมืองโบราณ
พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ
วารสารเมืองโบราณ
สารคดีดอตคอม
วิทยาลัยการจัดการทางสังคม
แสดงความคิดเห็นผ่านสมุดเยี่ยมชม

ดรรชนีบทความ
 อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม

เสวนาวิชาการเพื่อเชิดชูเกียรติอาจารย์ ศรีศักร วัลลิโภดม


 

เสวนาวิชาการเพื่อเชิดชูเกียรติอาจารย์ ศรีศักร วัลลิโภดม

 
 
ได้รับรางวัลทางวัฒนธรรมฟูกูโอกะเอเชีย ครั้งที่ ๑๘ ปี ๒๕๕๐ (รางวัลวิชาการ)
 
     
     
     
 

ผู้ดำเนินการอภิปราย

 

 

ก่อนที่จะได้คุยกับผมมีเรื่องจะประชาสัมพันธ์จากมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ได้จัดทริปพิเศษเพื่อการเรียนรู้เรื่องท้องถิ่นเนื่องในโอกาสวันเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ รำลึกครั้งที่ ๕ ซึ่งจัดเป็นครั้งแรกในวันที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๕๐ วิทยากรพิเศษก็คืออาจารย์ ศรีศักร วัลลิโภดม เป็นวิทยากรบรรยายตลอดการเดินทาง ไปสัมผัสลุ่มน้ำคู คลอง และวิถีคนสามน้ำ ย่านสวนนอกบางช้างจังหวัดสมุทรสงคราม ท่านที่สนใจเชิญติดต่อและสำรองที่นั่งได้ที่มูลนิธิเล็ก-ประไพ ที่ ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ รวมไปถึงหนังสือซึ่งเป็นผลงานวิชาการไม่ว่าจะเป็นเล่มต้องห้ามของอาจารย์ สุลักษณ์ ศิวลักษณ์ ก็อยู่ด้านนอก และจากสำนักพิมพ์เมืองโบราณและมูลนิธิเล็ก-ประไพก็อยู่ด้านนอกเหมือนกัน ฉะนั้นก็เรียนเชิญได้หลังจากที่เราได้เสวนาและฟังมัจฉิมกถาของอาจารย์ ศรีศักร แล้ว และผมขออนุญาตไปทำหน้าที่ดำเนินรายการ

เนื่องจากว่าแต่ละท่านเป็นลูกศิษย์ตั้งแต่สมัยที่ยังเรียนอยู่คณะโบราณคดี ปัจจุบันนี้หลายท่านก็มีตำแหน่งบริหาร ในส่วนนี้ผมคิดว่าแต่ละท่านมีเอกสารประกอบ ซึ่งท่านผู้เข้าร่วมเสวนาก็คงจะได้รับทราบ รวมไปถึงประเด็นที่เราจะคุยกันทั้งสี่ท่าน ซึ่งผมขออนุญาตที่จะแนะนำและรับเรียงไล่เรียงไปตามลำดับที่จะได้คุยกันว่า แต่ละท่านนี้ได้ต่อยอดความคิดหรือว่าได้รับอิทธิพลความคิดทางวิชาการที่นำไปสู่การวิจัยหรือว่าการสอน หรือแม้กระทั่งการไปทำงานภาคสนามจากอาจารย์ ศรีศักร อย่างไรบ้าง

ท่านแรกเป็นผู้อำนวยการสำนักวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยขอนแก่น ผู้ช่วยศาสตราจารย์ชลิต ชัยครรชิต ท่านต่อมาผู้ช่วยศาสตราจารย์แสงอรุณ กนกพงศ์ชัย คณะ ศิลปะศาสตร์ มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ์ ต่อมาผู้ช่วยศาสตราจารย์ เอกรินทร์ พึ่งประชา จากภาควิชามานุษยวิทยา คณะโบราณคดี และผู้ที่เป็นผู้ใกล้ชิดกับอาจารย์ศรีศักรในช่วงเวลาขณะนี้อย่างดี คุณ วลัยลักษณ์ ทรงศิริ จากมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์

เนื่องจากแต่ละท่านก็พยายามที่จะแย่งกันที่จะเป็นคนพูดตอนท้าย แต่ว่าในฐานะที่อาจจะเรียกว่าเป็นบุคคลหนึ่งที่ทำงานทางด้านโบราณคดี และมีงานวิจัยที่ออกมาก็คืออาจารย์ชลิต ผมเรียนเชิญอาจารย์เป็นท่านแรก

 

อาจารย์ชลิต ชัยครรชิต

 

 

ครับ ขอบคุณมากครับ ถ้าภาระทั้งหมดตลอดที่เป็นลูกศิษย์อาจารย์และทำงานในสนาม จริงๆ แล้วนอกจากอาจารย์ศรีศักรแล้ว ในสนามมีช่วงที่ติดตามอาจารย์ศรีศักรและที่ได้พบกันในสนาม อาจารย์ศรีศักรได้ให้ข้อคิดอันหนึ่งซึ่งในช่วงที่เราเรียนหนังสือนั้นคือ การเรียนรู้จากหลักฐานและข้อเท็จจริงและการมองรอบด้าน

ในช่วงที่ผมมาเรียนปริญญาโททางมานุษยวิทยานี่ถือว่าเป็นรุ่นแรกที่ผมติดที่ภาควิชามานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยศิลปากร ผมคิดว่าในบ้านเราเองว่าจะเป็นในคณะโบราณคดี เมื่อส่งหลักสูตรไปให้ผมดู ผมมองว่ามันชักจะถอยหลังกลับไปที่เดิมอีกแล้ว ขณะที่เรากำลังมองเรื่องบูรณาการศาสตร์หรือว่ามองโบราณคดี การศึกษาทางโบราณคดีหลักที่เป็นสหวิทยาศาสตร์ สิ่งที่ผมได้เป็นอันแรกจากการที่มาเรียนทางด้านเดียวกันทางด้านโบราณคดีขั้นพื้นฐานก็คือ การมองการศึกษาเรื่องวัฒนธรรม และเป็นวัฒนธรรมที่รอบด้านที่สำคัญที่สุดก็คือเราต้องเข้าใจว่า โบราณคดีเป็นเรื่องของคน เป็นเรื่องของมนุษย์ เราจะต้องเข้าใจตัวของมนุษย์ วัฒนธรรมของมนุษย์ พอไปศึกษาภูมิภาคอีสาน ผมไปอยู่อีสานเกือบยี่สิบปี สิ่งที่เห็นชัดเจนที่สุดเลยก็คือสิ่งที่อาจารย์ศรีศักรเคยพูดไว้ ความหลากหลายทางวัฒนธรรมนั้นเป็นมุมมองที่ย้อนกลับไปมองอดีตได้

เวลาที่เราเรียนโบราณคดีผมคิดว่าหลายๆ คนที่อยู่ตรงนี้แม้กระทั่งเพื่อนฝูงพี่น้อง ยังติดนิยามจากตะวันตก คือวิธีคิดจากตะวันตกเริ่มวิวัฒนาการ แต่ไม่ได้บอกว่ามนุษย์ในสังคมทุกสังคมมี วิวัฒนาการแบบ Evolution เหมือนกัน ทั้งหมด อันนี้ไปเห็นชัดที่สุดในการศึกษาภูมิภาคอีสานว่า ในภูมิภาคอีสานที่เราศึกษานั้นมีความหลากหลายทางระบบนิเวศน์ แต่อันนี้ไม่ได้เป็นตัวกำหนดวัฒนธรรม ตัวคนที่ไปอยู่ท่ามกลางตรงนั้นแต่ละที่มันจะมีกระบวนการปรับตัวในทางวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน เวลาไปศึกษาหลักฐานทางโบราณคดีในอีสานก็จะสงสัยว่าทำไมคนใช้เครื่องมือหินอายุน้อย คนที่อยู่ที่ลุ่มอย่างใช้เครื่องมือเกษตรอายุมันมากกว่า พอมารวมกับวิวัฒนาการว่ามากกว่าน้อยกว่าอย่างไร

ในข้อเท็จจริงก็คือมนุษย์มีความหลากหลายในเรื่องนิเวศน์ เรื่องการดำรงอยู่ เรื่องวัฒนธรรม ฉะนั้นมนุษย์มันเคลื่อนไหวตลอดเวลา ในการที่มันเคลื่อนย้ายตลอดเวลานี่ ถ้าเราจะเข้าใจตัวมนุษย์ เราต้องเข้าใจส่วนประกอบอันหนึ่งก็คือตัวนิเวศน์ซึ่งเป็นนิเวศน์ในการตั้งถิ่นฐานของเขาว่า เขาปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมอย่างไร ทำมาหากินอย่างไร อย่างกรณีบ้านเชียง บ้านเชียงมันมาอย่างไร มันอาจจะมาก่อนคนที่อยู่บนพื้นที่สูงในภูมิภาคอีสาน หรืออาจจะเกิดขึ้นพร้อมๆ กันในความหลากหลายทางวัฒนธรรมตรงนั้น แม้กระทั่งแนวคิด อันหนึ่งในเรื่องของ Culture area ตัว อาจารย์ศรีศักรเป็นท่านแรกที่สำรวจทั่วภูมิภาคแล้วก็มองเรื่องเขตทางวัฒนธรรมจากหลักฐานทางโบราณคดี แล้วจัดเป็นกลุ่มๆ เมื่อผมมาศึกษาต่อผมมองว่า ทำไมเรามองเขตเรื่องวัฒนธรรมมันสับสนกับเรื่องนิเวศน์ไหม พอเรามาจัดตัววัฒนธรรมในเชิงนิเวศน์ดู เราจะเห็นกลุ่ม เราจะเห็นมากกว่านั้นก็คือกลุ่มอย่างลุ่มน้ำสงคราม เวลาที่เราศึกษานี่เราจะเห็นกลุ่มวัฒนธรรมน้ำเชียง ที่จริงมันมีฝั่งตะวันออกตะวันตก ตะวันตกก็คือที่ราบเชิงเขาในเขตลุ่มน้ำมอ

อีสานมีลักษณะทางวัฒนธรรมที่น่าสนใจอย่างหนึ่งก็คือว่ามีคนที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กันในสองนิเวศน์ นิเวศน์หนึ่งก็คือที่ราบเชิงเขาซึ่งมีลักษณะในอดีตก็คงจะคล้ายในปัจจุบันแต่ว่าอุดมสมบูรณ์กว่าก็คือ การเป็นป่าโปร่ง ป่าไม้เบญจพรรณซึ่งมีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์มาก กับการมีพื้นที่ลุ่มซึ่งเป็นลำห้วย เมื่อลำห้วยหลายลำห้วยมันตื้นเขินลง ระบบนิเวศน์มันเปลี่ยน คนกลุ่มเล็กมันอยู่ได้ พอคนมันหนาแน่นขึ้นมันเคลื่อนตัว แล้วการเคลื่อนตัวมันเห็นชัดเจนอย่างเช่นที่แอ่งเกษตรกรตอนล่าง จากการสำรวจศึกษาไว้เราก็พบว่าความจริงมันเป็นหลักฐานถ้าเรามองเรื่องพัฒนาการชุมชน มันเห็นการขยับตัวจริงๆ ฉะนั้นธรรมชาติของมนุษย์ซึ่งจริงๆ แล้วผมก็ได้รับความกรุณาศึกษาเรื่องของคนจากอาจารย์ศรีศักรอยู่ในช่วงหนึ่งก็คือโครงการ การศึกษาพื้นที่ การศึกษาเปรียบเทียบ โดยอาจารย์ศรีศักรเป็นผู้นำทีม เราค้นพบอันหนึ่งว่า วัฒนธรรม อารยธรรมแรกๆ ของมนุษย์นั้นจะอยู่บนพื้นที่สูงกว่า คือจะแล้งกว่าในทัศนะของคนปัจจุบัน แล้วมนุษย์จะเคลื่อน คือขยับๆ เปลี่ยนระบบนิเวศน์ มันจะด้วยเหตุผลของการปรับตัว เหตุผลของการติดต่อ เหตุผลของการขยายตัวของประชากรมากขึ้น ตรงนั้นมันหลายปัจจัยในการศึกษา คือมุมที่บอกผมเวลาไปศึกษานอกจากเรื่องความพยายามในการมองนิเวศน์โดยไม่ได้สนใจเรื่องวิวัฒนาการแบบแนวดิ่ง พวกเราศึกษาโบราณคดีแบบแนวดิ่ง แนวดิ่งคือเราเชื่อว่ามนุษย์ยุคหินเก่ามานานแล้วยุคหินกลางมายุคหินใหม่ มันก็รวมกันด้วยยุค ที่จริงวัฒนธรรมของมนุษย์ ตัวอย่างอีสานชัดเจนที่สุด คนเราเหลื่อมๆ กันอยู่ตลอด มันเป็นเรื่องของวัฒนธรรมการทำมาหากิน มันไม่รู้เรื่องของยุคเวลา

 

 

พัฒนาการของการทำมาหากินและการปรับตัวกับนิเวศน์ แน่นอนว่า วัฒนธรรมของคนล่า สัตว์มันค่อยๆ หายไป ทีนี้อย่างตัวอย่างกรณีที่อาจารย์ศรีศักรท่านให้ข้อคิดที่ดีที่สุดคือ เราต้องศึกษา Ethno-archaeology ตัวชาติ พันธุ์โบราณคดี ต้องเป็น Ethno-archaeology จริงๆ ถ้าดูจากงานมาทั้งหมด ถ้าถามว่าในทัศนะของผม งาน Ethno-archaeology ของบ้านเรามันสมบูรณ์หรือยัง ยังครับ เพราะขณะนี้ถ้ามอง Ethno-archaeology ของบ้านเรา มันเป็นแค่ Ethno-technology ระดับมันอยู่แค่นั้น แค่วิธีการเปรียบเทียบที่วิธีการที่นักมานุษยวิทยาของ อเมริกันบอกวิธีการ Analogy คือ เปรียบอันไหนเหมือนอันไหนไม่เหมือนอย่างไรระหว่างข้อมูลชาติพันธุ์ แล้วก็มาอธิบายแทนกัน ยังไม่ได้แสวงหาข้อเท็จจริงในขบวนการทางวัฒนธรรมในเชิงเปรียบเทียบเรื่องวิธีคิด วิธีการปรับตัวของมนุษย์กับสภาพแวดล้อม ถ้าเรามองวิวัฒนาการสายดิ่งแล้วเรากลับคืนไปดูคนสองกลุ่มได้เลยในอีสาน ร้อยปีก่อนหน้านี้ก็ล่าสัตว์อยู่ ระหว่างนี้ก็เปลี่ยนมาเป็นชาวไร่ ถ้าเราถอยหลังก็เปลี่ยนจากชาวบนเป็นสังคมล่าสัตว์ก็แปลว่าสังคมล่าสัตว์มันฉิบหายเลยตั้งแต่ร้อยกว่าปีที่แล้ว ถ้าเราอธิบายแบบแนวดิ่งมันก็คือความหลากหลายทางวัฒนธรรมในทางภูมิทัศน์ภาคอีสาน มันเกิดขึ้นและเกิดขึ้นตลอดเวลา แม้กระทั่งเวลาที่กระแสวัฒนธรรมจากข้างนอกเข้ามา เมื่อก่อนเวลาเราเรียนหนังสือเราเข้าใจแบบนั้น

เรามีกระแสทางวัฒนธรรมสองฝั่งคือตะวันออกกับตะวันตก ตะวันออกคือการเข้ามาของพุทธศาสนาเถรวาท ตะวันตกการเข้ามาของศาสนาพราหมณ์และฮินดู แล้วมันมาปะทะกันอยู่กับชุมชนคนที่อยู่ข้างในนี้ มันขึ้นอยู่แต่ละชุมชน จะเลือกรับแลกเปลี่ยนอย่างไร แล้วบางที่เขาทำมาแทนที่กัน มันแทนที่กันอยู่ตลอดเวลา แม้กระทั่งมีกระบวนหนึ่งซึ่งในตอนที่ผมสำรวจ ผมเคยสงสัยว่าทำไมวัฒนธรรมเขมรโบราณในเขตลุ่มแม่น้ำมูลมันไปรุ่งเรืองอยู่ที่เขตพิมาย ในขณะที่ก่อนหน้านี้มันเกิดที่อื่นไหม ปรากฏว่าจริงๆ แล้วตรงที่เป็นเขตชายแดนอย่างเช่นที่เมืองเสมาเก่าเป็นช่วงกลางที่รับวัฒนธรรมมาจากทางลุ่มแม่น้ำลพบุรี-ป่าสัก จะมีวัฒนธรรมจากทางภาคกลางหลั่งไหลเข้ามาเวลาเดียวกันกลุ่มเขมรก็เข้ามาเหมือนกัน แต่ความเสี่ยงความสำคัญมันอยู่ได้ด้วยเหตุผลเชิงนิเวศน์

เชิงนิเวศน์พอไปอยู่ทางเขตพิมายมันติดต่อทางที่ลุ่มทะเลสาบเขมรได้ดีกว่า ขบวนการเวลาเราคิด เรื่องเรามอง Settlement ในกรอบของแนวคิดเรื่องการ ตั้งถิ่นฐาน ไปลองศึกษาในทางโบราณคดี เราจะเห็นได้อย่างหนึ่งว่าเราไม่สามารถที่จะมาคาดการว่าขบวนการมันจะไปอย่างไร เป็นอย่างไร ในโมเดลแบบตะวันตกแบบสำเร็จรูปได้เลย จนกว่าเราจะศึกษาข้อเท็จจริงในภาคสนาม

ที่จริงแล้วถ้าเรามองในเรื่องอีสาน ถ้าเราจะวิเคราะห์ถึงภาพบางภาพในขบวนการพัฒนาของสังคมอีสานร่วมสมัย มันบอกไม่ได้ วันหนึ่งมันก็จะเปลี่ยน มันไม่ได้เปลี่ยนไปตามที่คาดเอาไว้ ผมมองว่าวิธีกระบวนการเปลี่ยนนั้นมาจากขบวนการร่วมสมัยสองเหตุผลนั้นคือ วิธีการปรับตัวของชุมชนในเชิงนิเวศน์เอง กับอีกกระบวนการอันหนึ่งก็คือ เงื่อนไขจากข้างนอก

อีกเรื่องหนึ่งที่ท่านอาจารย์ศรีศักรได้ศึกษาไว้คือเรื่องคูน้ำคันดินล้อมรอบ คูน้ำคันดินล้อมรอบในเงื่อนไขของวัฒนธรรมอีสาน สิ่งที่ไม่เห็นเลยก็คือการคิดกว้างๆ ที่จริงแล้วมันคือการปรับตัวในเชิงนิเวศน์ของการตั้งถิ่นฐานแบบคงที่ ซึ่งอาจารย์ศรีศักรเรียกว่าการตั้งถิ่นฐานแบบถาวร เพราะลักษณะในเชิงภูมิศาสตร์ของอีสานเราจะเห็นความลาดจากตะวันตกไปตะวันออก น้ำมันไหลหายไป ทั้งมันมีขบวนการหนึ่งกักน้ำ ผมเรียกขบวนการนี้ว่าดักน้ำ คือดักน้ำเอาไว้ใช้ประโยชน์ กับอีกขบวนการหนึ่งคือการดักน้ำไว้เพื่อการเกษตร การตั้งคันดินคือการดักน้ำให้มันลาดจากตะวันตกมาตะวันออก แล้วดักน้ำไว้เพื่อให้พื้นที่มันเป็นที่ลุ่ม ฉะนั้นมันเป็นวิธีการปรับตัวอันชาญฉลาดของคนสมัยโบราณในยุคก่อนหน้านี้ที่เรานึกไม่ถึง

กรณีของการขุดคูน้ำล้อมรอบเหมือนกันมันสัมพันธ์กับระบบนิเวศน์ทางอีสาน แปดสิบเปอร์เซ็นต์เป็นพื้นที่ๆ ใต้ดินมันเป็นพื้นที่ทางธรณีวิทยา คือคนโบราณเขามีวิธีการที่จะไม่ขุดลงไปลึกๆ เพราะน้ำมันเค็มมันก็จะขึ้นมา ก็ขุดคูน้ำล้อมรอบ ทีนี้คูน้ำล้อมรอบในชุมชนโบราณอีสานค่อนข้างจะมาก แล้วเมื่อเร็วๆ นี้ก็จะพบหมู่บ้านหนึ่งใกล้ๆ กับเขตอำเภอเมืองกุมภวาปีซึ่งผมดีใจมาก เขาใช้วิธีการของคนโบราณมาปรับตัวในการใช้ คือแทนที่เขาจะทิ้งคูน้ำไว้เปล่าๆ เขาขุดลอกตัดใหม่แล้วก็มาทำประปาหมู่บ้าน อย่างน้อยตรงนั้นก็เป็นแหล่งน้ำดิบซึ่งจะทำประปาของชุมชน วิธีการเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่ไปปรับตัวกับแนวความคิดของความปรับตัวในเชิงนิเวศน์ของคนในสมัยโบราณ ในยุคหนึ่งซึ่งผมค้านตลอดท่านทางโครงการอีสานเขียว ท่านขุดน้ำบาดาลทั่วอีสาน แล้วแปดสิบเปอร์เซ็นต์ได้น้ำเค็ม เพราะส่วนต่างๆ ไม่เข้าใจในการปรับตัวในเชิงนิเวศน์ระหว่างการใช้สัดส่วนกับอดีตและปัจจุบัน

เห็นด้วยกับอาจารย์ศรีศักรอย่างหนึ่งว่า Ethno-archaeology มันเป็นกระบวนการหาหลักของเหตุของผลและกระบวนการทางวัฒนธรรมของมนุษย์ในอดีต เราเอาปัจจุบันอธิบายอดีตนั้นเนื่องจากมันต้องแยกตัวแปรออกหลายตัวทีเดียว ตัวแปรทั้งหลายเหล่านี้อย่างเช่นเงื่อนไขเวลา เงื่อนไขการติดต่อกับโลกข้างนอก เหตุผลอะไรในเชิงวัฒนธรรมที่เราจะอธิบายได้ ซึ่งผมมองว่าในกรณีของอีสานนั้นก็คือวิธีการจัดตัวของมนุษย์กับระบบนิเวศน์ คนอดีตปัจจุบันภายใต้นิเวศน์เดียวกัน มันมีเงื่อนไขและโอกาสที่จะเลือกในการปรับตัวใกล้เคียงกัน อะไรที่เราเป็นประจักษ์พยานในการเห็นในกระบวนการศึกษาในการปรับตัวในเชิงนิเวศน์ แล้วตัวอย่างตรงนี้เราก็มาเรียนกัน และเราต้องเข้าใจชาติพันธุ์ก่อนที่เราจะไปศึกษาวัฒนธรรมของมนุษย์ในอดีต ตรงนั้นเราจะเข้าใจตัววัฒนธรรม ชุมชนอีสานในอดีตและปัจจุบันมีสิ่งที่เหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งคือความหลากหลายทางวัฒนธรรมและการต่อสู้กับวิธีการปรับตัวในเชิงนิเวศน์ ฉะนั้นเอากระบวนการนี้มามองมาเป็นมุมมอง เราจะได้เลิกสงสัยวิธีวิวัฒนาการในแนวดิ่ง

อีกตัวอย่างหนึ่งที่อาจารย์ศรีศักรได้ทำไว้และผมได้พยายามที่จะต่อยอดวิธีคิดและวิธีการศึกษานั่นคือ การศึกษาในการต่อเนื่องความสัมพันธ์กับชุมชนกับระบบนิเวศน์ อาจารย์ศรีศักรกับคุณวลัยลักษณ์ได้สำรวจไว้ในพื้นที่แอ่งสกลนครซึ่งได้ศึกษาแหล่งเตาเผายุคหลังๆ ในลุ่มน้ำสงคราม ในขณะนี้ผมก็ได้จัดพิมพ์เอาไปศึกษาเรื่องความสัมพันธ์ในเชิงวัฒนธรรมอีสานกับล้านช้าง แต่แทนที่เราจะดูแค่วัฒนธรรมร่วมสมัย เรามองดูกระบวนการร่วมกันทางวัฒนธรรม สองฝั่งในกระบวนการเชิงพัฒนาทางวัฒนธรรมในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการเปลี่ยนแปลงพระพุทธศาสนาเถรวาทจะเข้ามาสู่ในเขตลุ่มน้ำ

สิ่งที่คาใจอีกอันหนึ่งก็คือ บรรดางานโบราณคดีทั้งหมดนี่ผมไม่เห็นด้วยร้อยเปอร์เซ็นต์ ช่วยอธิบายเครื่องถ้วยยุคหลังวัฒนธรรมเขมร ว่าเป็นเครื่องถ้วยอยุธยา เราต้องมานั่งอ่านกันอีกทีหนึ่งว่า อยุธยานั้นผนวกเข้ากับอีสานช่วงแค่ไหน อย่างไร ไม่ใช่เอะอะเป็นเครื่องถ้วยที่เป็นโซนอีสานหลังช่วงอีสานลุ่มน้ำโขงที่รุ่งเรืองแล้วเรียกเครื่องถ้วยอยุธยาทั้งหมด ผมเรียกกว้างๆ ว่าเครื่องถ้วยล้านช้าง แล้วเครื่องถ้วยแบบล้านช้างรุ่งเรืองตรงไหน เครื่องถ้วยแบบล้านช้างมันเกิดขึ้นในเขตลุ่มน้ำสงคราม แล้วก็มาตอนบนของภูมิภาคอีสาน แล้วมารุ่งเรื่องที่สุดตอนที่สมเด็จพระชัยเชษฐาธิราชได้ไปหลังปกครองเชียงใหม่ หลังปกครองล้านนา

ตัววิธีคิดการมองท้องถิ่นเนื่องจากเวลาที่เราศึกษาเรื่องโบราณคดีเราไม่ได้มองเรื่องวัฒนธรรม ไม่ได้มองความเป็นท้องถิ่น เราก็เลยไปตัดเรื่องวิวัฒนาการ จากแนวคิดแบบกรอบการศึกษาที่เราคิดเอาภาคกลาง ที่จริงแล้วอย่างวัฒนธรรมร่วมสมัยทางเขตหลวงพระบางมันก็ยังมีความสัมพันธ์กันอีก แต่ว่าตอนนี้ก็คืออยู่ระหว่างช่วงที่ศึกษาวิจัยสองฟากฝั่ง ก็โชคดีทางมหาวิทยาลัยขอนแก่นได้รับความกรุณาจากทางกรมเอเชียของกระทรวงการต่างประเทศ ท่านก็เลยตั้งศูนย์ข้อมูลลาวอยู่มหาวิทยาลัยขอนแก่น ผมก็ไปรักษาการเป็นกองสภาของศูนย์ข้อมูลอยู่ชั่วคราวระหว่างประสานงานติดต่อก็เลยถือโอกาสได้ทำงานวิจัยตรงนี้

กระบวนการ การเรียนรู้ตลอดแนวคิดในการศึกษาโบราณคดีที่ได้เรียนจากอาจารย์ศรีศักรเป็นกรอบทั้งเรื่องของโบราณคดีในการตั้งถิ่นฐานและชาติพันธุ์ทางโบราณคดี ทั้งสองกรอบผมมองว่า ที่ผ่านมาเมื่อเวลาที่เราเอามาใช้ก่อนหน้านี้ เรามักจะเอามาใช้เพียงมุมมองกว้างๆ แล้วเราก็คิดว่านี่เป็นกระบวนการการศึกษา หัวใจสำคัญที่สุด ก็คือ ในเรื่อง Ethno-archaeology นั้นเราจะต้องเข้าใจเรื่องชาติพันธุ์ค่อนข้างจะมาก มากกว่าที่เราจะไปดูว่าเขาทำเหมือนกับตัวหลักฐานทางโบราณคดีนั้น อย่างไร มันมีกระบวนการคิด กระบวนการทางวัฒนธรรม กระบวนการวิธีการปรับตัว วิธีการปรับตัวมันเป็นวิถีในกึ่งของสังคมเกษตร เขาก็ไม่ถนัดไม่สันทัดที่จะลงมา

เวลาที่เราศึกษาคนกะโซ่ในอีสานนี่ เรามักจะศึกษากะโซ่ตามรูปแบบของ Respective เรื่อง Ethnology จริงแล้วมันมีเหตุผลทางวัฒนธรรม หลายๆ ตัวทีเดียว ครั้งหนึ่งทางสถาบันวิจัยมาคุยกับผมว่ากะโซ่รับการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมทางเทคโนโลยี มีโครงการของไทยพาณิชย์เขาไป โครงการของใครต่อใครเข้าไป ผมบอกว่ามันต้องมองระบบนิเวศน์ของวิถีชีวิตทางวัฒนธรรมด้วยเพราะว่ามันมีหลายๆ เหตุผลทีเดียว ถึงแม้ว่าเขาจะดูเสมือนเป็นชาวนา สังคมชาวไร่ชาวนา แต่ว่าวิธีคิดกับขบวนการการเลือกงาน การเลือกการทำมาหากินทางธรรมชาติมันต่างกับวิถีชาวนา

อาจารย์ศรีศักรเป็นผู้จุดประกายในความคิดที่ไม่ยอมเอารัฐเอากรอบมาหรือวิธีคิดแบบตะวันตกทั้งดุ้นมา ซึ่งผมคิดว่าเวลาที่เรามองทางสังคมตะวันออก สังคมเอเชียและสังคมบ้านเรา มันก็ไม่ได้เป็นไปตามกรอบนั้นจริงๆ ซึ่งคิดในกรอบเรื่องความหลากหลายทางวัฒนธรรม ความหลากหลายในระบบนิเวศน์ยังสามารถย้อนไปศึกษาในเรื่องของอดีต แล้วก็ทำให้อดีตนั้นมีความกระจ่างชัดมากยิ่งขึ้นไปอีก

 

ผู้ดำเนินการอภิปราย

 

ขอบคุณท่านอาจารย์ชลิตครับ อันนี้ประเด็นหลักๆ อันนี้เป็นรอบแรก เราจะมีเวลาสำหรับในรอบที่สองจะเปิดโอกาสให้กับผู้เข้าร่วมได้ซักถาม ในประเด็นของอาจารย์ชลิต ที่พูดถึงเรื่องของการที่มองหรือว่านำเอาความคิดที่ได้ศึกษากับท่านอาจารย์ศรีศักรหรือติดตามอาจารย์ศรีศักรไปใช้เป็นสอง ประเด็น ในเรื่องของกรอบทางด้าน Settlement archaeology ทางด้านถิ่นฐานทาง โบราณคดีและในเรื่อง Ethno-archaeology ทางด้านชาติพันธุ์ทางโบราณคดี ที่เป็นกรอบสำคัญ และการที่ไม่ได้ยึดติดกับแนวคิดแบบโบราณคดีในแนวดิ่งหรือว่ามองในเรื่องของความเชื่อมโยง มีมิติในวัฒนาการที่มันไม่ติดยึดในอันเดิม และสิ่งสำคัญก็คือว่า ที่เป็นแนวคิดหลักๆ อาจารย์ศรีศักรก็ยังคงใช้วิธีคิดก็คือเรื่อง เรื่องของ Cultural ecology ก็คือนิเวศน์ วัฒนธรรม ซึ่งถือว่าเป็นตัวอธิบายในสังคม ดูแลสังคมไม่ว่าจะในภาคอีสานหรือว่าในที่อื่นๆ ด้วย

ต่อจากอาจารย์ชลิต อีกท่านหนึ่งซึ่งตอนนี้ท่านเพิ่งจะกลับมาจากสหรัฐอเมริกา ก่อนที่ท่านจะไป ท่านก็ได้ร่วมงานกับอาจารย์ศรีศักรชุดโครงการวิจัย เรื่องของโครงสร้างนักวิจัยท้องถิ่นที่ด่านซ้าย และอาจารย์เองก็ถือว่าเป็นนักวิจัยรุ่นกลาง ออกไปทางรุ่นที่ว่าเชื่อมโยงกับแนวคิด ถึงแม้ว่าอาจารย์จะจบทางด้านประวัติศาสตร์ศิลปะก่อนแล้วก็มาเรียนทางด้านมานุษยวิทยาที่ธรรมศาสตร์ ผมคิดว่าอาจารย์มีมุมมองที่ จากการไปทำงานภาคสนาม อาจารย์นำเสนอใน Paper เรื่อง แผน ที่ประสบการณ์งานภาคสนามและชาติพันธุ์วรรณาที่นำเสนอข้อสังเกตเบื้องต้นในความยอกย้อนในงานภาคสนามกับแนวคิดที่มี คงจะมาช่วยไขได้ จริงๆแล้วจากการทำงานภาคสนามพบอะไรบ้างและการทางด้านภูมิศาสตร์หรือนิเวศน์รวมไปถึงทางวัฒนธรรม เราเห็น อะไรกับ Dialogue ระหว่าง งานทฤษฎีกับงานทีมเวิร์คบ้าง เรียนเชิญอาจารย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์เอกรินทร์ครับ

 

อาจารย์ เอกรินทร์ พึ่งประชา

 

 

ขอบคุณครับ ก่อนอื่นผมต้องขอบคุณอาจารย์ศรีศักรที่ให้โอกาสให้ผมได้ร่วมโครงการดีๆ งานวิจัยดีๆ และที่สำคัญ ส่วนของงานวิจัยนี้เองทำให้ผมมีหัวข้อใน การเสนอซึ่งไปทำ Thesis ใน การศึกษาระดับสูงต่อไป ก็เลยต้องขอขอบคุณอาจารย์ศรีศักรที่เปิดโอกาสให้ลูกศิษย์รุ่นใหม่ได้มีโอกาสที่จะพัฒนางานด้านวิชาการต่อไป

จริงๆ แล้ววันนี้ผมเองไม่ค่อยอยากจะพูดในเชิงวิชาการมากนัก แต่อยากบอกเล่าประสบการณ์มากกว่าว่ามีโอกาสได้ร่วมงานกับอาจารย์ศรีศักรแล้วได้เห็นอะไรบ้าง แล้วจากประสบการณ์ตรงนี้มันช่วยแก้ไขปัญหาในระหว่างลงงานภาคสนาม โดยเฉพาะงานทางมานุษยวิทยา

เมื่อกี้ได้ฟังท่านอาจารย์อคินบอกว่า อาจารย์ท่านมีโอกาสได้รู้จักกับอาจารย์ศรีศักรมาสามสิบปี จริงๆ แล้วผมต้องยอมรับว่าผมรู้จักกับอาจารย์ศรีศักรผ่านหนังสือมาหลายปีก็จริง แต่ว่ามีโอกาสร่วมงานจริงๆ ก็เพียงแค่สามปีเท่านั้น ที่ได้มีโอกาสร่วมงาน แต่ว่าภายในเวลาสามปีผมยอมรับจริงๆ ว่า ประสบการณ์คุ้มค่าจริงๆ จากสามปีที่ได้มีโอกาสรู้จักอาจารย์ศรีศักร

ข้อแรก ในระหว่างที่ผมทำงานโครงการอบรมเชิงปฏิบัติการทางโบราณคดีและชาติพันธุ์ซึ่งมีโครงการย่อยอยู่ประมาณห้าโครงการ ซึ่งก็มีพื้นที่แตกต่างออกไป ไม่ว่าจะเป็นภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคอีสาน ส่วนผมเองได้รับผิดชอบทางภาคอีสานก็คือที่ด่านซ้าย จังหวัดเลย

ในระหว่างที่เริ่มโครงการ ทั้งอาจารย์ศรีศักรเองในฐานะที่เป็นประธานหัวหน้าโครงการและรวมทั้งอาจารย์ที่ปรึกษาต่างๆ ก็มีโอกาสได้ร่วมเดินทางด้วย ผมถือว่าผมโชคดีมาก ในระหว่างที่ศึกษาหรือว่าทำงานภาคสนาม ผมมีความรู้สึกว่าเราไม่ได้ไปทำงาน มีความรู้สึกว่าเราไปศึกษาท่องเที่ยวแบบเหมือนกับไปท่องเที่ยวไปในตัว เพราะว่าในระหว่างการเดินทาง อาจารย์ศรีศักรมีความสามารถจากกรุงเทพฯ ถึงด่านซ้ายประมาณหกเจ็ดชั่วโมง อาจารย์พูดและก็ให้ความรู้เจ็ดชั่วโมงไม่หยุด แม้กระทั่งเราไปรับประทานอาหาร อาจารย์มีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเยอะเหลือเกิน เรียกว่าผมอินกับประสบการณ์ตรงนี้จริงๆ ได้ทั้งความรู้ ได้ทั้งเรื่องราวของอาหารอย่างหลากหลาย

ยิ่งกว่านั้นผมพบความจริงอยู่อย่างหนึ่งในระหว่างที่ศึกษางานกับอาจารย์ศรีศักร อย่างที่อาจารย์ชลิตบอกว่า อาจารย์ศรีศักรจะมองเรื่อง ของพื้นที่ Culture area ผมก็แปลกใจนิดหนึ่งระหว่างที่ศึกษาโครงการนี้ ทำไมอาจารย์จะนั่งศึกษาแผนที่จังเลย นี่คือการตั้งคำถามกับตัวเอง ทำไมอาจารย์ให้แผนที่เรามาดูเยอะเลย โดยเฉพาะแผนที่จากทางราชการทหาร ก็ได้คุณวลัยลักษณ์ช่วยพูดเสริมว่าไปค้นแผนที่ทหารมีรายละเอียดพอสมควร มีรายละเอียดเยอะมากเลยว่า เอ๊ะ ! ทำไมเราจะต้องศึกษางานทางด้านภาคสนามและต้องลงรายละเอียดกันมากขนาดนั้นทีเดียวหรือ แผนที่มันมีประโยชน์อะไรกับนักมานุษยวิทยา แรกๆ ก็ยังไม่เข้าใจ เข้าใจเบื้องต้นก็ทำให้เรารู้จักพื้นที่ที่เราจะศึกษาเท่านั้น

 

 

แต่จริงๆ แล้วแผนที่มีประโยชน์ มากกว่าที่รู้ Culture area เท่านั้น แต่ว่าจะเป็นอย่างไร ประเดี๋ยวผมจะเฉลยให้อีกที แต่ว่าความยากของการทำโครงการวิจัยนี้มันไม่ได้อยู่ที่ว่า ตัวผมเองจะต้องเขียนโครงการวิจัยออกมา ตัวผม เองเป็นเหมือนกับตัว Organizer ผมรับ คำอธิบายจากท่านอาจารย์ศรีศักร ผมรับคำอธิบายจากคณะที่ปรึกษาอาจารย์ต่างๆ ซึ่งแต่ละท่านมีวิธีคิดที่แตกต่างกันไป เรียกว่ามีวิธีคิดที่หลากหลายพอสมควร ในฐานะ Organizer ซึ่งจะไปจัดการหรือว่าไปพูดคุยประสานงานกับกลุ่มชาวบ้าน ซึ่งยอมรับว่า เบื้องต้นผมยิ้มก่อนแล้วว่าโครงการผมต้องพบกับอุปสรรคน้อยที่สุด

ประการแรกผู้รู้ท้องถิ่นที่ร่วมโครงการถือว่าเป็นผู้รู้ทั้งนั้นเป็นเหมือนกับปากชาวบ้าน โดยเฉพาะ หัวหน้าโครงการซึ่งได้นายแพทย์นักพัฒนาเข้ามาช่วยตรงนี้ ผมมั่นใจว่าโครงการของผมหรือว่างานเขียน งานชาติพันธุ์วรรณาเกี่ยวกับท้องถิ่นตัวเองนี้จะไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน เพราะว่าหนึ่ง ได้ประธานโครงการที่เข้าใจเรื่องท้องถิ่น รู้ Concept เกี่ยวกับ ท้องถิ่นอย่างดี

ข้อสองได้แนวคิดวิทยาหลากหลายจากอาจารย์ที่ปรึกษา

ข้อสามได้หัวหน้าโครงการคนท้องถิ่นที่เป็นหมอนักพัฒนา

ข้อสี่อย่างน้อยนักวิชาการที่เป็นคนท้องถิ่นจริงๆ ซึ่งอาจจะเป็นครูหรือว่าอาจจะเป็นชาวบ้าน และก็มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องสังคมและวัฒนธรรมท้องถิ่นนั้นจริงๆ

แต่เชื่อไหมเวลาลงภาคสนามผมยอมรับว่าทฤษฎีต่างๆ ที่นำติดตัวไป มันไม่สามารถใช้ได้เลย ถ้าจะสอบตกผมคิดว่าในไตรมาตรแรกของงานนี่ผมหดหู่ใจมาก รู้สึกว่าเราไม่เหลือชีวิตในการเป็นนักมานุษยวิทยาเพราะไม่สามารถที่จะเขียนงานออกมาได้ ทำไมถึงบอกว่าผมเหวอๆ เพราะว่างานนี้ไม่ใช่เป็นงานที่ผมเขียน ผมคิดจะโกงอาจารย์ศรีศักรในฐานะที่เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา ผมลักไก่โดยไปสัมภาษณ์นักวิชาการท้องถิ่นและนักวิจัยท้องถิ่นเอง เพื่อที่จะเขียนรายงานออกมาสามเดือนแรกเพื่อส่งงานชิ้นนี้ก่อน แต่คิดไปคิดมาเราจะคอรัปชั่นกับวิชาชีพไม่ได้ ในเมื่อเรามีจุดประสงค์หลักของโครงการนี้คือ เพื่อที่จะสร้างคนชาวบ้านให้ทำงานวิจัยจนสามารถเขียนรายงาน งานภาคสนามเป็น ถ้าเราทำอย่างนั้นเท่ากับว่าเราทรยศต่อวิชาชีพ เราทรยศต่อวิชาการ เลยกลายเป็นปัญหาหนักมากพอสมควรว่าเราจะจัดการกับปัญหาตรงนี้อย่างไร มืดแปดด้านพอสมควร จนกระทั่งเกิดการระดมความคิดเห็นก่อนที่จะรายงานไตรมาสแรกของโครงการ ก็ได้อาจารย์ศรีศักรและทั้งคณะอาจารย์ที่ปรึกษาร่วมระดมความเห็นพร้อมกับชาวบ้าน

มีจุดหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ อาจารย์ศรีศักรสนุกสนานกับการใช้แผนที่ เช่นเดียวกันคุณหมอที่โรงพยาบาลด่านซ้ายก็สนุกกับการใช้แผนที่ด้วยเช่นกัน ที่ยิ่งไปกว่านั้นคุณหมอใช้แผนที่ดาวเทียมมาเป็นตัวศึกษากับงาน อยากถามว่าชาวบ้านน้อยคนจริงๆ ที่จะเข้าใจว่าแผนที่ตรงนี้มันตีความอย่างไร ดาวเทียมหรือว่าจุดสัญลักษณ์ต่างๆ ในแผนที่นั้นคืออะไร หลายคนไม่รู้จัก ไม่ใช่ว่าเขาไม่มีความรู้ตรงนี้ เพียงแต่ว่าแผนที่นั้นมันอาจจะเป็นคำอธิบายสำหรับผู้ที่มีระบบการศึกษาผ่านจากระบบโรงเรียน แต่ชาวบ้านเขาดูตรงนี้ไม่เป็น ด้วยวิธีการที่น่าสนใจเกี่ยวกับแผนที่ อาจารย์ศรีศักรอธิบายได้น่าสนใจก็คือ

การมองแผนที่เราไม่ได้มองในฐานะการ กำจัดเขต จริงอยู่ ที่แผนที่มีการกำหนดเขตไว้ชัดเจนว่า แต่ละติจูดเป็นอย่างไร แต่วิธีคิดของอาจารย์ศรีศักรในการศึกษาแผนที่ อาจารย์ใช้แผนที่ในฐานะเป็นเครื่องมือในพื้นที่หนึ่ง หรือภาษาทันสมัย เรียกว่า Space อาจารย์ ทำให้เกิดความเข้าใจในปฏิสัมพันธ์ของกลุ่มคน โดยผ่านแผนที่

แผนที่สามารถเป็นตัวบอกได้เลยว่ามันมีขบวนการเคลื่อนย้ายอย่างไร ขบวนการเคลื่อนย้ายของคนเกิดขึ้นได้อย่างไร มีปฏิสัมพันธ์กันอย่างไร เส้นทางการค้าเป็นอย่างไร การเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศน์เป็นอย่างไร แต่ละช่วงแต่ละสมัยแต่ละช่วงเวลาถ้าเอาแผนที่มาเปรียบเทียบเราจะเห็นตัวความแตกต่าง แล้วความแตกต่างนี่เองของแผนที่มันทำให้เกิดพลวัตของการนอนในวัฒนธรรมที่มีมิติแตกต่างในมิติต่างๆ เกิดขึ้น ด้วยวิธีคิดนี้เองผมก็เลยนำวิธีคิดการศึกษาแผนที่จากอาจารย์ศรีศักรเอาไปประยุกต์ใช้กับกลุ่มชาวบ้าน แรกเริ่มเดิมทีก็ให้ชาวบ้านเริ่มคิดก่อนว่า จะอธิบายเรื่องราวของเขาอย่างไรตามแผนที่ ปรากฏว่าแผนที่แผ่นเดียวกับหมู่บ้านหนึ่ง คนๆ หนึ่ง เขาไม่สามารถที่จะบอกเล่าเรื่องราวของเขาได้ทั้งหมด เขานึกอะไรขึ้นมาได้เขาอยากจะใส่ในแผนที่นั้นทั้งหมด เช่น หมู่บ้านเกิดการเปลี่ยนแปลงในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ เป็นอย่างไร เขาก็จะใส่ไปเลย ในปัจจุบันเป็นอย่างไร เขาก็จะใส่ไปเลย โรงเรียนเกิดขึ้นเมื่อไหร่เขาก็จะใส่ไปเลย ปรากฏว่าภายในแผนที่แผ่นเดียวมันไม่สามารถใส่เรื่องราวตลอดชีวิตของเขา ห้าสิบปี ยี่สิบปี เจ็ดสิบปีได้หมด ปัญหาที่ตามจึงเกิดขึ้นมาว่าถ้าเช่นนั้นจะอธิบายด้วยแผนที่อย่างไร วิธีการหนึ่งผมได้จากท่านอาจารย์อคิน ท่านอาจารย์อคินแนะนำวิธีจะใช้วิธีแบบประวัติศาสตร์เข้ามาปรับในการมองชุมชนและสังคมโดยใช้เป็นตัวเชื่อมโยงกับแผนที่ เช่นมีช่วงชั้นทางสังคมของการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น เช่น ในสังคมๆ หนึ่ง อาจจะผู้เฒ่าผู้แก่มีอายุเจ็ดสิบปี แปดสิบปี ภายในเจ็ดสิบปีแปดสิบปี อายุขัยของเขา ตลอดชีวิตของเขามันมีจุดเปลี่ยนแปลงอะไรที่สำคัญสำหรับชีวิตเขาบ้าง ช่วงนี้เอง มันทำให้ชาวบ้านจุดประกายขึ้นมาว่า เอ๊ะ ! ช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๒ นี่หมู่บ้านเขามีการเปลี่ยนแปลงเยอะมาก มีกุลาย้ายอพยพข้ามถิ่นมาทางด่านซ้ายเยอะ ช่วงสงครามโลกครั้งที่สองมีกลุ่มคนจีนเริ่มเข้ามาเยอะ และหลังจากนั้นสังคมจะเริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นมากมาย เมื่อได้เหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นแล้ว ชาวบ้านจึงรู้แล้วว่าจะจัดการกับแผนที่อย่างไร ชาวบ้านก็เริ่มที่จะระดมความคิดเห็นก็พบว่า เขาแบ่งแผนที่เป็นช่วงอายุต่างๆ เกิดขึ้น โดยในกลุ่มที่มีประสบการณ์ก็แบ่งแผนที่เป็นสามชุดได้เช่นกัน แล้วแต่ละยุคก็มีเอกลักษณ์ของการแสดงออกชุมชนอย่างชัดเจน

อย่างในกรณีของหมู่บ้านที่ผมได้ไปศึกษา ใช้เงื่อนไขของการเปลี่ยนแปลงหรือว่าแผนพัฒนาเศรษฐกิจสังคมแห่งชาติ ๒๕๐๐ มาเป็นตัวแบบของการเปลี่ยนแปลง เป็นช่วงหมู่บ้านแผนพัฒนาและหมู่บ้านหลังพัฒนา และอีกช่วงหนึ่งที่สำคัญของด่านซ้ายก็คือช่วงหมู่บ้านในช่วงที่การท่องเที่ยวเข้าไปมีบทบาทสำคัญในการที่รณณรงค์และรื้อฟื้นผีตาโขนให้เป็นเรื่องของการท่องเที่ยว

ตรงจุดนี้เองชาวบ้านเริ่มเห็นแล้วว่าเขาสามารถที่จะเล่าเรื่องแทนแผนที่ได้ เขาสามารถที่จะบอกว่าในช่วงก่อนแผนพัฒนาเศรษฐกิจสังคมแห่งชาติ หมู่บ้านมีอะไรเกิดขึ้น มีถนนเกิดขึ้นได้อย่างไร หลังแผนพัฒนาเศรษฐกิจสังคมแห่งชาติ มีเรื่องราวอะไรเกิดขึ้น เช่น เมื่อมีเรื่องเศรษฐกิจเข้ามา มีข้างโพดเข้ามาปลูก มีอ้อยเข้ามาปลูก ชาวนาเริ่มทำนามีระบบอิงอยู่กับการตลาดมากขึ้น หรือแม้กระทั่งหลังการท่องเที่ยวเข้ามาเราก็จะพบว่าหน้ากากผีตาโขน เริ่มมีพัฒนาการๆ ทำที่แตกต่างไปจากเดิม ตรงจุดนี้เองมันทำให้ชาวบ้านเปิดประเด็นว่าเขาสามารถที่จะจัดการวิธีคิดของเขาได้เป็นลำดับเป็นขั้นตอนและเป็นลำดับเวลา ลำดับเวลานี่เองมันทำให้ชาวบ้านเริ่มเขียนงาน ถ่ายทอดงานผ่านแผนที่ได้ เพราะแต่ก่อนเราพบว่าชาวบ้านจะเสนองานในมิติเดียว เช่น ถ้าเสนองานเรื่องโรงเรียนชาวบ้านก็บอกว่า โรงเรียนด่านซ้ายตั้งขึ้นเมื่อไหร่ ปีนี้มีนักเรียนกี่คน ปีนี้มีครูกี่คน แต่ภายหลังจากเกิดแผนที่ ชาวบ้านจะบอกได้ถูกเลยว่า แต่เดิมนั้นชาวบ้านไม่ได้ศึกษาที่ด่านซ้าย ต้องเดินเท้าเปล่าไปเรียนที่เมืองเลยหรือมาเรียนที่หล่มศักดิ์ เมื่อถนนพัฒนามากขึ้น โรงเรียนพัฒนามากขึ้น ชาวบ้านไม่เดินทางไปต่างแดนแล้วเริ่มศึกษาในท้องถิ่นมากขึ้น หรือปัจจุบันชาวบ้านเริ่มมาศึกษาที่กรุงเทพฯ แล้วอย่างนี้เป็นต้น มันทำให้เห็นว่า ตัวแผนที่มันสามารถที่จะทำให้เกิดพลวัตในการมองเรื่องใดเรื่องหนึ่งได้ หลังจากที่แต่เดิมชาวบ้านจะถ่ายทอดได้เป็นมิติเดียว ตรงนี้นี่เองที่ทำให้ผมได้เห็นว่า แผนที่มันมีประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับการศึกษางานชาติพันธุ์วรรณา คือมันทำให้ชาวบ้านที่เขาไม่เคยรู้จักระเบียบวิธีที่วิจัยทางมานุษยวิทยาว่าจะถ่ายทอดกันอย่างไร หรือว่าเขียนงาน รายงานเป็นอย่างไร แต่ปรากฏมีแผนที่แผ่นหนึ่งชาวบ้านก็สามารถที่จะถ่ายทอดเรื่องราวจากรูปภาพในแผนที่ มาเป็นตัวหนังสือได้ แล้วยิ่งกว่านั้นยังมีการจัดระเบียบขั้นตอนของเวลาได้อย่างถูกต้องด้วย และที่สำคัญชาวบ้านสามารถที่จะรู้ตัวเองเลยว่าจุดอ่อนของตัวเองคืออะไร คือมองเห็นเลยว่า ถ้าจุดนี้เราไม่ได้พูดถึงชาวบ้านจะแย้งกันเองแล้ว ตรงนี้ผมคิดว่าเป็นประโยชน์ของการที่ผมได้จับการศึกษาครั้งนี้

และวิธีคิดนี้เองก็ได้มาจากอาจารย์ศรีศักรนี้เอง และยิ่งกว่านั้นผมทำให้เห็นว่าไม่ว่าเราจะมีทฤษฎีอะไรอย่างที่ผมบอกแล้ว ถ้าเราไม่รู้จักลักษณะหรือคุณสมบัติของสิ่งที่เราศึกษาโดยเฉพาะเรื่องชาวบ้านแล้ว ยากเหลือเกิน ต่อให้เรามีทฤษฎีบรรทุกมาเต็มคันรถ ล้มเหลวไม่เป็นท่า เหมือนประสบการณ์ที่ผมเคยประสบมา

ผมคิดว่าแผนที่ช่วยชีวิตผม ก็ต้องขอขอบคุณอาจารย์ศรีศักรไว้ ณ.ตรงนี้ และขอพูดแค่นี้ก่อน อย่างไรก็ขอขอบคุณอาจารย์ศรีศักรอีกครั้งหนึ่ง

 

ผู้ดำเนินการอภิปราย

 

ขอบคุณครับอาจารย์เอกรินทร์ครับ ผมคิดว่าเป็นโอกาสดีที่ลูกศิษย์ได้สารภาพว่า อะไรในช่วงเวลาที่ได้ใกล้ชิดหรือในการทำวิจัยร่วมหรือศึกษาร่วม ได้พบมุมมองอะไรบางอย่าง ในคุณูปการของการศึกษาทางมานุษยวิทยาในแบบที่อาจารย์ศรีศักรลงไปกับท้องถิ่น อาจารย์เอกรินทร์สะท้อนมุมมองของชาวบ้านลงไปถึงเรื่องของตัวการปะทะกันระหว่างคนในกับคนนอก รวมไปถึงการสร้างเครื่องมือและแบบแผนบางอย่างในมิติที่ชาวบ้านมองกับสิ่งที่นักวิจัยรวมไปถึงนักมานุษยวิทยาเข้าไปมอง และสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งคือว่า ในมิติชาวบ้านนี้ ในการสร้างความรู้นี่ผมคิดว่า มันอาจจะไม่ใช้ทฤษฎีอะไรมาอธิบาย แต่เป็นส่วนหนึ่งซึ่งผมคิดว่าเราเห็นปฏิสัมพันธ์ที่เกิดขึ้น รวมไปถึงการปะทะกัน สุดท้ายที่อาจารย์เอกรินทร์ย้ำก็คือว่า แผนที่ๆ นักเรียนหรือว่านักศึกษาโบราณคดีจะต้องศึกษาไม่ว่าจะเป็นแผนที่แบบเดิมหรือว่าเป็นแผนที่ทางภาพถ่ายทางดาวเทียมเป็นส่วนหนึ่งที่เราละเลยไม่ได้เวลาเราลงงานภาคสนาม

ถ้าตัดประเด็นที่เป็นการทำงานภาคสนาม ผมคิดว่าบุคคลหนึ่งที่ใกล้ชิดกับอาจารย์ศรีศักรและรู้ว่าวิธีการทำงานของอาจารย์ศรีศักรเป็นอย่างไร ผมคิดว่าจะช่วยอธิบายในแง่มุมที่เป็นภูมิทัศน์ประวัติศาสตร์ไทยที่เปลี่ยนแปลงไปจากการทำงานของอาจารย์ศรีศักร เรียนเชิญคุณ วลัยลักษณ์ ทรงศิริ เลย เรียนเชิญครับ

 

คุณวลัยลักษณ์ ทรงศิริ

 

 

ขอบคุณอาจารย์ดำรงพลมากนะคะ ขอบพระคุณภาคมานุษยวิทยาคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากรมากที่ให้เกียรติ์มาคุยตรงนี้ และต้องขอโทษอาจารย์ศรีศักรที่ล่วงเกินเวลาทำพิธีกรรมประจำวันของอาจารย์ ก็คือการเล่นเทนนิส ซึ่งอาจารย์จะรู้สึกอึดอัด ก็ต้องขอโทษอาจารย์

จะไม่พูดทางเรื่องวิชาการมากเพราะตัวเองก็ไม่ได้อยู่ในระบบของขบวนของการเป็นนักวิชาการเท่าไหร่ แต่ว่าแอบๆ อยู่ แต่ว่ามันเป็นหน้าที่ๆ ใครก็ทำได้ ส่งเสริมให้พวกเราทำงานอะไรก็ได้ที่มันเกี่ยวข้องกับทางวิชาการก็ได้หรือทางกิจกรรมในสังคมอื่นๆ ก็เลยอยากจะมองอะไรที่มันออกไปข้างนอกวิธีการที่อาจารย์ศรีศักรใช้หรือว่าสิ่งที่ท่านอาจารย์ศรีศักรท่านได้พูดมา

ตัวเองก็ไม่ค่อยถนัดนักว่าจะมองอาจารย์ศรีศักรอย่างไร เพราะว่าก็อยู่ทำงานเป็นลูกศิษย์และเป็น ลูกสมุนอาจารย์มานาน ก็เลยคิดว่าจะต้องหาตัวช่วย ตัวช่วยอันหนึ่งซึ่งจะดีมากก็คือ เป็นบทความของอาจารย์ ธงชัย วินิจกูล The changing landscape of the past : new histories in Thailand since 1973 ซึ่งบทความ นี้ลง ใน Journal of Southeast Asian Studies. Vol 26: 1.,1995. แต่ว่าคงมีก ารแปลมาแล้ว หลายท่านคงได้อ่านแล้ว

คิดว่าอาจารย์ธงชัยคงพูดถึงบทความนี้โดยที่บอกว่าไม่ใช่งานการศึกษาอดีตของคนไทยหรือว่าประวัติศาสตร์ของประเทศไทย แต่ว่าอาจารย์เขียนเพื่อที่จะให้นักวิชาการชาวต่างชาติได้เข้าใจว่า ขบวนการการศึกษาประวัติศาสตร์สมัยใหม่ในประเทศไทยนี้ได้มีวิวัฒนาการมาอย่างไร อันนี้ อาจารย์บอกว่าเป็นวัตถุประสงค์หลัก

รู้สึกว่าตั้งแต่ที่เราได้สำรวจงานต่างๆ ที่เป็น ลักษณะของการ Review งานนี่ คิดว่างานชิ้นนี้ค่อนข้างที่จะชัดเจนและแหลมคมของงานของอาจารย์ธงชัย ที่เป็นงานวิจัยด้วยการทำเมื่อประมาณสิบกว่าปีที่แล้ว งานนี้อาจารย์ธงชัยบอกว่า กระบวนการศึกษา ประวัติศาสตร์แบบ Prehistory มี ขึ้นมาเมื่อไหร่ อาจารย์บอกว่าหลังจาก ๑๔ ตุลา ๑๖ กระบวนการพวกนี้มีการเคลื่อนไหวสูง และบอกว่าอาจารย์แบ่งประวัติศาสตร์แบบใหม่ย่อได้สี่ประการก็คือ

อันที่หนึ่งก็คือปฏิกิริยาต่อต้านประวัติศาสตร์นิพนธ์แบบประเพณี ซึ่งมีหัวข้อย่อยอาจารย์ใช้คำว่า ประวัติศาสตร์แบบสกุลดำรง

อันที่สองอาจารย์บอกว่าเป็นการศึกษาประวัติศาสตร์เศรษฐกิจในสกุลมาร์กซิสที่เราคุ้นเคย และเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่าเป็นของอาจารย์ ฉัตรทิพย์ นาคประภา

อันที่สาม คือ ประวัติศาสตร์ยุคต้นที่ไม่เป็นแบบเส้นตรง

อันที่สี่นั้นคือประสบการณ์ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ

สิ่งที่อาจารย์ธงชัยเขียนถึงอาจารย์ศรีศักรอยู่ในภาคที่สาม คือประวัติศาสตร์เบื้องต้นที่ไม่เป็นแบบเส้นตรง อีกอย่างหนึ่งที่อาจารย์เขียนไว้ก็คือว่า เป็นการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์แบบก่อนประวัติศาสตร์ที่นำมาวิจัย อาจารย์ได้ฝึกงานกับอาจารย์ ศรีศักร วัลลิโภดม ซึ่งก็ใช้เป็นการในการเขียนบทความในครั้งนี้ โดยการให้ลองมองว่าอาจารย์ธงชัยมองอาจารย์ศรีศักรอย่างไร ก็เป็นการทุ่นเวลาในการเขียนงานถึงเรื่องราวของอาจารย์ศรีศักร ซึ่งวัตถุประสงค์หลักของบทความชิ้นนี้มองว่าช่วงหลังๆ เหมือนกับระดมการถกเถียงทางประวัติศาสตร์โบราณคดี ไม่ว่าจะเป็นประเด็นที่ใหญ่ๆ หรือว่าที่สำคัญๆ ที่เคยเกิดขึ้น เช่น คนไทยมาจากไหน อย่างที่คุณ สุจิตต์ วงศ์เทศ ได้ตั้งคำถามใหญ่ๆ ไว้ ในช่วงสิบปีหลังมันแผ่วลงไปเยอะ อีกอย่างหนึ่ง หลายๆ ท่านโดยเฉพาะอาจารย์ธงชัยเองเมื่อสิบปีที่แล้วอาจารย์ตั้งคำถามไว้ว่า สิ่งเหล่านี้ที่อาจารย์ศรีศักรทำมาทั้งหมด ขออนุญาตให้ทุกท่านได้ไปอ่านบทความนี้ว่าสิ่งที่อาจารย์ศรีศักรทำนี่ ถ้าวันหนึ่ง อาจารย์ไม่สามารถที่จะผลักดันประเด็นแบบนี้ได้ อาจารย์ก็กำลังจะกลายเป็นภูมิปัญญาความรู้แบบจารีตไป หมายถึงว่าอาจารย์ล้าสมัยไปแล้ว

 

 

เมื่อสิบปีที่แล้วอาจารย์ธงชัยตั้งคำถามแบบนี้ ก็เลยอยากจะมองว่า เป็นเวลาที่พอดีทำงานกับอาจารย์ศรีศักรก็เลยอยากจะเล่าให้ฟังว่าสิบสองสิบสามปีหลังนี้ อาจารย์ศรีศักรหลังจากเกษียณอายุราชการที่คณะโบราณคดีแล้ว อาจารย์ทำอะไร และงานที่อาจารย์ทำต่อไปมีความต่อเนื่องกับสิ่งที่อาจารย์ธงชัยพูดไว้หรือเปล่า

ในช่วงสิบกว่าปีที่แล้วมานี้ อาจารย์ศรีศักรเกษียณจากคณะโบราณคดี อาจารย์ก็ไปเป็นบรรณาธิการอยู่ที่วารสารเมืองโบราณ อาจารย์ธงชัยก็พูดถึงว่าอาจารย์ศรีศักรกับคณะ หมายถึงอาจารย์ ธิดา สาระยา อาจารย์ประยูร ร่วมทำงานอยู่ตลอดเวลา ได้เดินทางได้ออกวารสารเขียนบทความ อันนี้เล่าให้ฟังนิดหนึ่งซึ่งอาจารย์ แสงอรุณ กนกพงษ์ชัย ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งชมรมวารสารเมืองโบราณ อาจารย์ทำงานกับทุกท่านที่กล่าวไว้และได้เห็นสิ่งที่มีคุณูปการมากที่สุดของทางผู้ใหญ่ทุกท่านก็คือว่าไม่เคยเหนื่อยในการที่ว่าเดินทางออกไปทุกอาทิตย์หรือว่าออกไปทุกเดือน ไม่รู้ว่าเอาพลังมาจากไหน ก็สนุกสนานเหมือนกับที่อาจารย์เอกรินทร์บอก

ในส่วนของเมืองโบราณก็ได้ออกเดินทางแบบนี้ไปอยู่ตลอดเวลา อีกอย่างหนึ่งอาจารย์เป็นที่ปรึกษาของมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ช่วงแรกชื่อ มูลนิธิประไพ วิริยะพันธุ์ ก่อนที่คุณเล็กจะเสีย คุณเล็กบอกกับอาจารย์ศรีศักรบอกว่า อาจารย์อยากทำอะไรก็ได้ที่มันเป็นประโยชน์กับสังคมและเรา สามารถที่จะ Support โดย ที่ไม่เดือดร้อนคนมากนัก ก็อยากให้อาจารย์ทำตรงนี้ด้วย

สิ่งหนึ่งที่อาจารย์ศรีศักรได้ทำก็คือว่า บทความของอาจารย์ธงชัยมาพูดถึงปรากฏการณ์ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ อาจารย์ธงชัยบอกว่าสิ่งนั้นเป็นการผลักดันที่ชัดเจนมากและค่อนข้างที่จะได้รับอิทธิพลอย่างสูงจากอาจารย์ศรีศักรด้วย นอกจากนั้นการเทียบถึงประวัติศาสตร์ท้องถิ่นก็ต้องให้เกียรติ์อาจารย์ธิดาด้วย อาจารย์ธิดาก็เป็นผู้หนึ่งซึ่งทำงานร่วมกันกับอาจารย์ศรีศักร โดยที่อาจารย์ธงชัยบอกว่า อาจารย์ธิดาเป็นนักวิชาการทางประวัติศาสตร์ที่มีผลงานโดดเด่นด้วยตัวของอาจารย์เองไม่ใช่เป็นเพราะการผลักดันหรือว่าอะไรจากทางกลุ่มหรือว่าจากทางอาจารย์ศรีศักรเพียงอย่างเดียว งานของอาจารย์ ที่ชัดเจนที่สุดคือประวัติศาสตร์ Little อยาก ให้ทุกท่านลองอ่านดู ซึ่งจะเต็มไปด้วยหลักฐานทางเอกสารและความระมัดระวังในการใช้ข้อมูลจำนวนมาก สิ่งเหล่านี้ผลักดันให้เมื่อก่อนเป็นวิทยาลัยครูเดี๋ยวนี้เป็นมหาวิทยาลัยราชภัฎ แทบเกือบทั่วประเทศเลย ดำเนินการสัมมนาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น โดยการให้จัดระดมความรู้ ส่วนหนึ่งรูปแบบก็คือการใช้วิธีคิดแบบอาจารย์ศรีศักรในเรื่องก่อนประวัติศาสตร์ อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องประวัติศาสตร์ที่มาจากภายใน คือประวัติศาสตร์จากภายในคือสิ่งที่อาจารย์ธิดาพูด มันก็มีอีกหลายคำ เช่น ประวัติศาสตร์จากท้องถิ่น ประวัติศาสตร์จากบอกเล่า ประวัติศาสตร์จากอะไรก็แล้วแต่ สิ่งเหล่านั้นก็คือเรื่องที่คนท้องถิ่นลุกขึ้นมาพูดและบอกเล่าสิ่งเหล่านี้ อาจารย์ธงชัยวิจารณ์ว่า สิ่งเหล่านี้อาจจะไม่ประสบผลสำเร็จนัก ประมาณทศวรรษที่สองพันห้าร้อยยี่สิบกว่าๆ อาจจะไม่ชัดเจนเพราะว่าอันที่หนึ่งคือ

เริ่มมีลักษณะของการโหยหาอดีตในงานประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเหล่านั้น ซึ่งไม่ได้เป็นเรื่องที่ผิดแปลกอะไรเพราะว่า การที่คุณนำนักวิชาการหรือว่าปราชญ์ชาวบ้านขึ้นมาพูด วิธีการจะเห็นได้ชัดว่าแตกต่างกัน แต่วิธีการคิดของนักประวัติศาสตร์ชาวบ้านหรือปราชญ์ชาวบ้านจะเป็นการใช้ตำนานในการบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ซึ่งก็ไม่ได้ผิดแปลกอะไร ตรงนี้ถ้าเรามองดูจากภายนอกเราอาจจะมองเห็นภาพของที่ว่า ในช่วงหลังมีคำพูดอยู่คำหนึ่ง ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันเป็นผลสะท้อนจากงานประวัติศาสตร์ท้องถิ่นหรือเปล่า คือการใช้คำว่า “ ท้องถิ่นนิยม ” ที่มีลักษณะของอาการออกไปทางด้านลบ ไม่ใช่ว่าจะชื่นชมอย่างเดียว ลักษณะท้องถิ่นนิยมเขาจะลือกัน ตอบโต้ระหว่างรัฐกับชาวบ้าน แล้วชาวบ้านจะทำกิจกรรมหรือว่าทำอะไรก็ตามที่มีลักษณะของการตอบโต้ ซึ่งค่อนข้างซับซ้อนถ้าจะมองเรื่องของกระบวนการท้องถิ่นกันแล้ว

ก็เห็นว่าในช่วงที่อาจารย์เกษียณราชการจากคณะโบราณคดี ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นนี้อาจจะเป็นแค่กระบวนการจัดการในเอกสารในหนังสือหลายๆ อย่าง และกลายเป็นเรื่องของกระบวนการทำให้เกิดการค้าหลายๆ รูปแบบ เช่น การท่องเที่ยว หรือ สารคดีเชิงประวัติศาสตร์เชิงท่องเที่ยว เชิงนั้นเชิงนี้ ซึ่งออกมาในช่วง ๒๕๓๐ ที่ต่อเนื่องกับงานประวัติศาสตร์ท้องถิ่นซึ่งเยอะมาก และเกิดกระบวนการที่เสริมให้อยากจัดประวัติศาสตร์ท้องถิ่นหลายๆ อย่าง เกิดวารสาร อย่างน้อยงานศิลปวัฒนธรรมในช่วง ๒๕๓๐ ก็เป็นช่วงที่คืบหน้ามีการตอบโต้มีการคุยกัน มีการทำหนังสือลงศิลปวัฒนธรรมที่น่าสนใจมาก ก็เป็นเรื่องที่คนในท้องถิ่นจริงๆ นั้นเขาลุกขึ้นมาเขียน ตรงนี้ มันทำให้เห็นว่างานของอาจารย์ไม่ได้หยุดอยู่ตรงนั้น เพราะว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นงานวิจัยของอาจารย์ธงชัยที่เกิดอยู่ตรงนั้น อาจารย์ธงชัยจบว่าในช่วงปลายของทศวรรษที่ ๒๕๓๐ ถึง ๓๕ นี้ มันเหมือนกับว่าอาจารย์ศรีศักรแผ่วไปแล้ว ไม่ได้มีประเด็นทางสาธารณะอะไรใหญ่ๆ เกิดขึ้นมา แต่ที่จริงแล้วเราคิดว่า อาจารย์มองประเด็นในเรื่องของท้องถิ่น การศึกษาแบบท้องถิ่นนี้สร้างให้มันชัดเจนให้มันมีวิธีการและรวมไปถึงการปฏิบัติการมากขึ้น จะเห็นได้ว่าช่วงท้ายๆ ของงานคณะโบราณคดี อาจารย์และอาจารย์ไขศรี อาจารย์ปราณีได้ทำพิพิธภัณฑ์ที่บ้านที่ทับม่วง อันนี้เป็นการปฏิบัติที่ท้องถิ่นจริงๆ ก็คือลงไปอยู่ในพื้นที่หยิบเอางานวิชาการมาจัดรูปแบบของพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น ซึ่งในระยะนั้นในขณะที่อเมริกาและญี่ปุ่นเขาพัฒนาเรื่องความรู้เรื่องท้องถิ่นหรือพิพิธภัณฑ์ในพื้นที่ต่างๆ และประวัติศาสตร์ที่มันไม่ได้อยู่รวมอยู่ในราชสำนักหรือประวัติศาสตร์แบบพงศาวดารมานานเป็นร้อยปีแล้ว แต่ประเทศไทยเราก็เพิ่งเดินมาอยู่ตรงนี้

กระบวนการเหล่านี้มันกลายเป็นงานส่วนหนึ่งที่เป็นจุดเริ่มต้นที่มูลนิธิฯ ก็เกาะๆ ตรงนี้มา เหมือนกันก็คือเรื่องของการทำพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น และเราดูว่าความรู้จากท้องถิ่นนี้เราจะปรับมีการพัฒนามีการปรับตัวอย่างไรบ้าง อันนี้พยายามจะเล่าว่า งานหลังจากช่วงที่อาจารย์ธงชัยเขียนบทความแล้ว อาจารย์ตั้งคำถามแบบนี้ เราจะตอบคำถามก็เล่าให้ฟังว่า ที่จริงแล้วอาจารย์ก็ไม่ใช่เป็นตาแก่ที่เกษียณอายุธรรมดาแต่ว่ามีงานต่อเนื่องมาและเป็นงานที่ค่อนข้างเยอะด้วย และพยายามที่จะจัดทีมพัฒนาขึ้นมาตลอดเวลา นี่คือประเด็นเรื่องท้องถิ่น

งานท้องถิ่นของอาจารย์ศรีศักรในเรื่องของพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นนี่ทำมาเกือบสิบปี ล้มลุกคลุกคลาน ใช้เวลามากในการทำ และเราค้นพบเมื่อไม่นานนี้ว่า ไม่ยาก ไม่ยากเพราะอะไร เพราะว่าจำนวนเงินที่จะต้องลงไปกับการทำงานแบบนี้ ไม่ว่าจะเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ราชบุรีที่วัดม่วงหรือว่าที่จันเสน ยี่สาร หรือว่าที่อื่นๆ หลายๆ ที่นี่ มันใช้ความเหนื่อยยากของชาวบ้านเกินไป มันใช้เงินจำนวนมากเกินไป ทำอย่างไรที่จะทำให้งานเราเรื่องท้องถิ่นกระจายความรู้มากกว่านี้ มันไม่ควรจะหยุดอยู่ที่กระบวนการเรียนรู้ของอาคารสถานที่ มันไม่ควรจะติดกรอบอยู่ที่อาคารสถานที่เพียงอย่างเดียว มันควรจะลงไปสู่ชาวบ้านที่มีรูปธรรมมากกว่านี้ เราก็มานั่งคิดกันว่ามันคืออะไร

อีกอันหนึ่งที่อาจารย์เอกรินทร์ได้พูดไปแล้วนั่นคือ เป็นกระบวนการปรับตัวของอาจารย์ศรีศักร ในการที่จะเผยแพร่วิธีการคิดเรื่องความรู้ท้องถิ่นนี้ให้ชัดเจนมากขึ้น ก็คือการจัดการให้ชาวบ้านให้เขาลองเป็นนักวิจัยดู สร้างนักวิจัยชาวบ้านขึ้นมา ซึ่งเรารู้ว่ามันไม่ได้อยู่เฉพาะพวกเรา

อาจารย์ศรีศักรมีขาที่จะก้าวไปในพื้นที่ทางนี้หลายๆ ก้าวมาก ในช่วงหนึ่งอาจารย์ก็ไปยุ่งวุ่นวายอยู่กับแม่น้ำสงคราม อาจารย์ไปย้อนในเรื่องของการประเมินโครงการในเรื่องของโบราณคดี ตรงนี้เป็นจุดเริ่มต้นให้อาจารย์สนใจเรื่องเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลง ความเป็นไปของสภาพนิเวศน์จากทุกคนที่อยู่ในลุ่มน้ำ ตัวแม่น้ำสงครามนี้เป็นชิ้นที่น่าจะชัดเจนที่สุด คือเริ่มต้นจากการประเมินงานผลกระทบในด้านสิ่งแวดล้อมซึ่งตอนนั้นยังไม่มีจุดหมายรายละเอียดมา อาจารย์ก็ไปยุลูกศิษย์ต่างจังหวัดกับชาวบ้านให้ทำวิจัยขึ้นมา แล้วได้กระบวนการเรียนรู้ต่อเนื่องมากมาย อย่างที่อาจารย์ ชลิตได้พูดแล้วว่าเคยได้เข้าไปสำรวจในเขตนั้นกับอาจารย์เมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้ว เมื่อสองสามอาทิตย์ที่แล้วไปอีกครั้งหนึ่งก็ตกใจว่า มันเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้ ก็ดีใจว่าการกระตุ้นต่อมนักวิชาการท่านหนึ่งจากกรุงเทพฯ ยังสามารถสร้างกระบวนการเรียนรู้ได้เยอะขนาดนี้

ชาวบ้านที่นั่นพูดกันง่ายๆ เลยว่าเขี้ยวกว่ารัฐ เขี้ยวมาก ใครเข้ามาชาวบ้านจะรู้ทันว่าจะเข้ามาในรูปแบบไหน อีกส่วนหนึ่งก็คือว่าแม่น้ำสงครามนี้มันแทบจะถูกปิดตาย โอกาสที่จะทำมันมีแต่น้อย เพราะอะไร เพราะกระบวนการในการเรียนรู้ การเพิ่มเติม การปรับปรุง การดึงคนเข้ามา มีองค์กรที่เป็นเอกชนจำนวนมากเข้าไป อาจารย์มหาวิทยาลัยหลายท่าน เข้าไป NGO จากต่างประเทศ เข้าไป และในช่วงหลังๆที่สำคัญในพื้นที่ชุ่มน้ำนี้ ลุ่มน้ำสงครามกลายเป็นที่เดียวในแม่โขงด้วยซ้ำไปที่อุดมสมบูรณ์มาก คุณไปดูแม่น้ำอื่นๆ ในขณะเดียวกันคู่ขนานแม่น้ำสงคราม กรณีตำบลห้วยปากเบ็น ในช่วงนั้นท่านคงจำได้ว่า มันขึ้นแรง แล้วหลายคนมากไม่ว่าอาจารย์อคิน อาจารย์นิธิ อาจารย์ชยันต์จากเชียงใหม่ ลงมาร่วมกันทำงานที่ปากมูล และตอนนั้นมีการประชาพิจารณ์ที่ออกทางทีวี จะเห็นว่า การศึกษาที่มันไม่ได้จำกัดตัวเองเฉพาะในเรื่องของประวัติศาสตร์โบราณคดี ที่ขยับขยายถึงงานชีวิตของคนวัฒนธรรมในเรื่องของชาวบ้าน ในเรื่องของคน สภาพนิเวศน์ และการรู้จักพื้นที่อย่างชัดเจนนี่มันทำให้เกิดประโยชน์อย่างไร การอธิบายในเรื่องของเขื่อนปากมูลซึ่งมันมีการสร้างขึ้นมาทับซ้อนกันๆ และสิ่งที่อาจารย์ชยันต์ไปช่วยชาวบ้านให้สร้างความรู้ให้ของตัวเองให้มาตอบโต้กับรัฐนี่ก็เป็นความคิดที่แหลมคมมาก แต่ปากมูลมันไม่ใช่แม่น้ำสงคราม ก็น่าเสียใจตรงนี้ การเปลี่ยนแปลง ความเสียหายของปากมูลนี่เมื่อเทียบกับแม่น้ำสงครามแล้วมันคนละเรื่องกันเลย

คิดว่าเมื่อสองสามอาทิตย์ก่อนที่ไปชาวบ้านยังพูดถึงอาจารย์ศรีศักรและต้องขอบคุณอาจารย์ที่ทำให้เขากล้าในการที่ไปเป็นวิทยากรในแม่น้ำสงคราม คือกิจกรรมเยอะมากแม่น้ำสงคราม อาจารย์คงจำได้ว่าตอนที่เราไปนั้นชาวบ้านยังไม่รู้เลยว่าจะมีประตูกักเก็บน้ำ อาจารย์ไปพูดให้หลวงพ่อเจ้าอาวาสที่วัดแห่งหนึ่งฟังว่า ท่านรู้ไหมนี่เขาทำเขื่อนนี่น้ำนี่จะท่วมอุโบสถท่านถึงหลังคาเลยนะรู้ไหม นี่ อาจจะเป็นอุบายแบบอาจารย์ศรีศักรที่จะทำให้เรื่องนั้นมันดำเนินต่อไป ส่วนใหญ่วิธีการของอาจารย์ศรีศักรก็อย่างที่อาจารย์อคินเล่า ก็พูดตรงๆ นั่นแต่ว่าจะจริงหรือเปล่าประเดี๋ยวลองเช็กอีกที

ทีนี้งานของอาจารย์ศรีศักรในเรื่องของท้องถิ่นมันไม่ได้อยู่ที่ว่าไปทำให้ชาวบ้านเป็นนักวิจัยอย่างเดียว อย่างที่อาจารย์เอกรินทร์หรือพวกเราไปทดลอง เพราะว่ามีหลายๆ กลุ่มหลายๆ คน เช่นงานวิจัยชาวบ้านของเอ็นจีโอหลายแห่งที่ทำ ชาวบ้านกลายเป็นผู้ช่วยทำเรื่องประมงอย่างเดียว คือเอาความรู้แต่ว่าเอาปลาอะไรต่ออะไรมาเรียงลำดับกัน แต่ว่ามันขาด

ทีนี้อาจารย์ศรีศักร อาจารย์ปราณีและทุกๆ ท่านที่ทำโครงการนี้ก็คือว่า จำเป็นต้องมีคนไปจี้ อาจารย์เอกรินทร์ไปจี้นี่ อาจารย์แพรหรือว่าอาจารย์ปรารถนาจากที่นี่หลายๆ ท่านลงไปช่วยเป็นพี่เลี้ยงดูแลโครงการ เพราะไม่เช่นนั้นชาวบ้านขาดในเรื่องของการสื่อสาร ในเรื่องของการเขียน เขาเขียนไม่ได้ และสิ่งเหล่านั้นมันก็ทำงานร่วมกัน มันมีความหมายนัยยะอย่างยิ่งว่าอาจารย์พยายามจะดึงเอาความเป็นวิชาการบริสุทธิ์ของมหาวิทยาลัยลงไปเพื่อให้เกิดความรู้ เพื่อให้เกิดกระบวนการเคลื่อนไหวของชาวบ้านด้วย อันนี้เป็นวิธีการอย่างหนึ่งที่คิดว่า เป็นการเชื่อมโยงซึ่งค่อนข้างยากที่จะเคลื่อนต่อไป

อีกอันหนึ่ง หลังจากที่เราทำโครงการเหล่านี้แล้ว อาจารย์ศรีศักรก็ไปยุยงอีกกับกลุ่มอื่น กลุ่มที่ให้ทุนสำคัญของประเทศตอนนี้ก็อยู่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย หรือ สกว. ที่ท่านผู้อำนวยการท่านเล่นด้วย คือท่านอาจารย์ปิยะวัติ บุญ-หลง ท่านก็มีชุดของสำนักงานของท่านอยู่แล้ว ท่านก็ไปดึงเอาคนจำนวนมากที่ทดลองทำงานวิจัยของท้องถิ่นที่สะเปะสะปะไปมามาให้ท่านอาจารย์ศรีศักรลองฝึกดู ที่เพิ่งพูดที่ร้านหนังสือริมขอบฟ้าคือ คุณ บุญเสริฐ ที่ทุ่งกุลา กระบวนการเคลื่อนที่ที่คึกคักมาก และอาจารย์ดูแลด้วยตัวเองด้วยซ้ำไป รู้มาว่าอาจารย์ศรีศักรถึงขนาดหลอก สกว.ได้คือ เอาชาวบ้านทุ่งกุลามายี่สิบคนมาดูงาน มีชาวบ้านธรรมดานี่ขึ้นเครื่องบินมาดูงานกัน พวกเรายังไม่เคยไปได้ขนาดนั้นเลย อันนี้รู้สึกเป็นครั้งแรกที่นักวิชาการไปหลอกเงินรัฐมาให้มาช่วยชาวบ้านแบบนี้ได้

อันนี้คืองานที่พวกเรากำลังทำอยู่ อีกอันหนึ่งที่ทำในเรื่องท้องถิ่นที่ตัดส่วนไปซึ่งหลายคนของอาจารย์ได้ถูกนำไปใช้ คือว่าอาจารย์ไปช่วยที่ภาคใต้ด้วย ก็เข้าไปแบบกล้าๆ กลัวๆ ตอนนี้ และยังเลียบค่ายกันอยู่ พวกเราก็ยังทำงานพวกนี้กันอยู่

ก็คิดว่าความเข้าใจเรื่องของความหลากหลายทางวัฒนธรรม ความหลากหลายของท้องถิ่น ความเข้าใจเรื่องของคน สังคม วัฒนธรรมของอาจารย์ศรีศักรนี่ ท่านไม่ได้หยุดอยู่ที่เรื่องของประวัติศาสตร์โบราณคดี ท่านบอกว่าเมื่อประมาณงานที่ผ่านมาค่อนอายุของท่านนี้มีแต่เรื่องประวัติศาสตร์โบราณคดี แล้วท่านก็ชอบจะทะเลาะกับชาวบ้านเขาแบบอย่างของนักวิชาการรุ่นใหม่ ที่น่าสนใจอันหนึ่งก็คือว่าวิธีการของท่าน การทะเลาะของท่านมันไม่ใช่ก้าวร้าว ถึงจะก้าวร้าวมันก็อยู่ในกรอบ แต่ว่าสิ่งเหล่านี้จะสัมผัสได้โดยการเปลี่ยนแปลงไปมาก คือ ด้วยการที่ทำงานอยู่กับอาจารย์ศรีศักร ติดตามอาจารย์ศรีศักรมานานก็เลยค่อนข้างจะได้แนวคิดอะไรบางอย่างซึ่งอาจจะแปลกแตกต่างไปจากท่านนักวิชาการอื่นที่อยู่ในวัยเดียวกัน อย่างหนึ่งก็คือว่า จะมีความคิดแบบโบราณๆ นิดหนึ่ง คือความอ่อนน้อมถ่อมตน อันนี้อาจารย์ไม่เคยเล่าให้ฟัง ไม่เคยสอน แต่ว่าได้เห็น อันหนึ่งก็คือการที่ นักวิชาการรุ่นใหม่จะเกิดขึ้นมา ในช่วงปัจจุบันไปงานสัมมนาบ่อยๆ ก็จะเห็นว่า วิธีการอย่างหนึ่งที่มักจะนิยมกันก็คือ Reconstruct คือการรู้ก่อน แล้วจะสร้างหรือไม่สร้างก็อีกเรื่องหนึ่ง แล้วก็ทำแต่งานของตัวเองต่อไป อันหนึ่งที่คิดว่ามันแปลกในปัจจุบันก็คือว่า ต้องรื้อของเก่าก่อน ของเก่าก็คืออาจารย์ ศรีศักรนี่ อาจารย์อคิน อาจารย์นิธิ ซึ่งเป็นของหวานของนักวิชาการรุ่นใหม่ ต้องรื้อสิ่งเหล่านี้ออกไปก่อน แล้วก็ตั้งหรือไม่ตั้งก็ตามหรือทำลายก็ได้อีกด้านหนึ่งออกมา อันหนึ่งที่น่าสนใจว่าถ้าคุณมีข้อมูลเยอะก็อัดกับอาจารย์ศรีศักรสนุกดี แต่ถ้าคนข้อมูลน้อยอย่าใช้วิธีการอย่างนี้แล้วคุณจะตายเอง แต่น่าสนใจที่ว่านักวิชาการเก่าๆ นี่เขาค่อนข้างที่จะไม่ได้ถูกสืบทอดหรือว่าต่อเนื่องอยู่ตรงนี้

อันหนึ่งที่อยากจะพูดที่มีสัมภาษณ์ว่าอาจารย์มองลูกศิษย์อย่างไร อาจารย์บอกว่า อาจารย์สอนให้ลูกศิษย์เป็นลูกเสือลูกจระเข้ ไม่ใช่ให้เป็นอย่างอื่น ก็เลยคิดว่าเป็นสิ่งที่เป็นความพิเศษของอาจารย์อย่างหนึ่งที่ไม่เหมือนนักวิชาการทั่วไปก็คือว่าอาจารย์ไม่ต้องการสร้างสำนัก ไม่ต้องการทำให้เกิดสำนัก แต่ว่าให้ทุกคนนั้นสามารถที่จะเติบโตได้ด้วยตัวเอง ได้ด้วยความคิดของตัวเอง และก็สามารถสร้างตัวเองได้โดยไม่ผูกติดกับอาจารย์ ในเมื่ออาจารย์ไม่เคยมีกรอบก็ไม่อยากใส่กรอบให้คนอื่น และก็ไม่สามารถที่จะรับผิดชอบชีวิตของใครได้ในทางวิชาการ เพราะฉะนั้นก็คิดว่าสิ่งเหล่านี้มันเป็นความปิดฉลากซึ่งหาได้ยากสำหรับการทำงานกับนักวิชาการทุกท่านได้ดีในประเทศไทยที่จะสามารถถกเถียงกับอาจารย์ได้ในทุกประเด็น ถ้ามีประเด็นยิ่งมากยิ่งสนุก เพราะฉะนั้นวิธีการทำงานกับอาจารย์ศรีศักรก็คือเถียงอาจารย์ ก็อยากให้หลายๆ ท่านได้รับรู้ตรงนี้ด้วยว่าไม่ใช่ว่าอาจารย์เป็นคนที่เถียงไม่ได้ แต่สามารถที่จะคุยได้ ยังมีการเป็นนักวิชาการรุ่นใหม่มากๆ เป็นฝรั่ง แต่ว่าในขณะเดียวกันก็มีความเป็นคนโบราณที่ยังอยู่ในตัวของอาจารย์อยู่เยอะ ก็เป็นสิ่งที่สำคัญที่อยากเล่าให้ฟังว่า หลังจากสิบกว่าปีที่ผ่านมา อาจารย์ศรีศักรทำอะไร อาจารย์ยังต่อเนื่องเรื่องประวัติศาสตร์ท้องถิ่น แต่เปลี่ยนแปลงปรับพัฒนารูปแบบ ในขณะเดียวกันอาจารย์ไม่ได้ทิ้งเรื่องประวัติศาสตร์โบราณคดีเพราะว่าอาจารย์ก็เที่ยวไปหลอกคนชาวบ้านพาไป เที่ยว Southeast Asia หมด เลย เคยคุยกับอาจารย์ว่า สิ่งที่อาจารย์คุยอยู่นี่ เราสามารถเขียนประวัติศาสตร์โบราณของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้แล้ว ก็รออยู่ว่าเมื่อไหร่อาจารย์จะเขียน แต่ตอนนี้จะบอกอีกนิดหนึ่งว่าอาจารย์กำลังทบทวนงานทั้งหมดที่อาจารย์เคยสำรวจมาในชีวิตนี้จากโครงการอันหนึ่งก็คือ ภูมิวัฒนธรรม อันนี้ก็เป็นโครงการซึ่งเป็นโครงการท่องเที่ยวนั่นเอง แต่ว่าอ้างให้มันดูชัดเจนว่าจะทำภูมิวัฒนธรรม แต่ที่จริงแอบเที่ยวกัน ซึ่งสิ่งเหล่านี้อาจารย์จะทบทวนอีกทีและพยายามจะเขียนออกมา หลังจากที่อาจารย์ได้เห็นการเปลี่ยนแปลงมามาก ขอบคุณค่ะ

 

ผู้ดำเนินการอภิปราย

 

ขอบคุณครับ ผมว่าคุณวลัยลักษณ์ให้ข้อมูลวงในมากๆ เลยเกี่ยวกับอาจารย์ศรีศักรและรูปแบบของในวิธีการศึกษา อย่างเช่นท่านหนึ่งที่น่าสนใจมากๆ ในหน้าสุดท้ายที่คุณวลัยลักษณ์เขียนคือว่า พูดถึงว่านอกจากอธิบายความคิดของท่านอาจารย์ธงชัยได้พูดถึงสกุลความคิดแบบประวัติศาสตร์ที่เริ่มไม่เป็นเส้นตรงแล้วนี่ คุณวลัยลักษณ์พูดถึงบุคลิกที่เห็นของอาจารย์ศรีศักรก็คือว่า อาจารย์ศรีศักรจะเป็นนักวิชาการแบบล้าสมัยในสายตาของนักวิชาการไทยสังคมวิทยามานุษยวิทยา เป็นคนหัวดื้อที่ชอบวิพากษ์วิจารณ์แบบรุนแรงในสายตาของนักวิชาการโบราณคดีและประวัติศาสตร์ แต่ฐานของชีวิตที่มีข้อมูลอันมากมายมหาศาล ความเข้าใจที่คมชัด ความคิดใหม่ๆ ที่มีทุกวัน อันนี้สะท้อนอย่างหนึ่งและหลายๆ ท่าน อย่างหนังสือสารคดีที่สัมภาษณ์อาจารย์ศรีศักรหลังจากที่ท่านได้รับรางวัลได้พูดถึงว่า ท่านเป็นนักโบราณคดีหรือนักวิชาการติดดิน ที่นอกจากแนวคิดที่นอกจากสถาบันแล้วก็ยังลงลึกถึงระดับชาวบ้านของระดับท้องถิ่น อย่างกรณีทั่วๆ ไปที่เราเห็น ไม่ว่าจะกรณีของการกระบวนการที่จะให้ท้องถิ่นลุกขึ้นมาโต้หรือแม้กระทั่งให้ท้องถิ่นลุกขึ้นมาคานกับกระแสทุนนิยมหรือว่าสมารถที่จะหยิบใช้ให้เป็นผล ไม่ว่าจะเอาทุนจาก สกว.หรือแม้กระทั่งกระบวนการเอาปรากฏการณ์ประวัติศาสตร์ลงไปหาอดีตเข้ามาใช้ อย่างเช่นกรณีของสามชุกหรือว่ากรณีของแม่น้ำสงคราม

จะมาถึงวิทยากรท่านสุดท้ายสำหรับเวทีนี้ ก่อนที่จะเปิดให้กับท่านผู้เข้าร่วมเสวนาได้แสดงความคิดเห็นหรือว่าแสดงทรรศนะรวมไปถึงการให้ซักถามก็คืออาจารย์แสงอรุณ อาจารย์มีหลายมุมมองมากและประการสุดท้ายนี่อาจารย์บอกว่าอาจารย์ขอฟังก่อน ผมก็ยังไม่ทราบว่าอาจารย์จะคุยว่าอย่างไร เพราะว่าอาจารย์ส่ง Paper มา สองชิ้น เราก็คิดว่าทางเรานี่จะพิมพ์หรือไม่พิมพ์ดี เพราะว่ามีมุมมองที่ต่างมากและอาจารย์ได้ศึกษาทางเรื่องพิธีกรรมด้วยและก็เรื่องของวงจรชีวิตรวมถึงวิถีชีวิตในเชิงมานุษยวิทยาค่อนข้างจะเยอะ ให้อาจารย์เป็นคนอธิบายหรือว่าแสดงทรรศนะเองเลยดีกว่า เรียนเชิญอาจารย์แสงอรุณ

 

อาจารย์แสงอรุณ กนกพงษ์ชัย

 

 

ขอบคุณค่ะ ขอบคุณที่ได้ต่อท้าย ก็จะได้เก็บตกจากน้องๆ สามคนนี้ด้วย ที่จะพูดนี้คงไม่ใช่เป็นเรื่องวิชาการ ตอนนี้ดิฉันทำงานสอนหนังสืออยู่ เพราะฉะนั้นก็จะพูดถึงในเรื่องของการทำงานเชิงรุกจากนักศึกษาหรือกับเด็กวัยรุ่นในปัจจุบัน ดิฉันเป็นลูกศิษย์อาจารย์ศรีศักรตอนเรียนปริญญาโทเมื่อปี ๒๕๒๘ และได้มีโอกาสมาทำงานกับท่านที่วารสารเมืองโบราณ การตกผลึกในการถ่ายทอดความคิดอะไรต่างๆ นี้ ดิฉันคิดว่ามันเป็นโดยวิธีธรรมชาติจริงๆ เวลาเราออกต่างจังหวัดกันอาจารย์ก็จะ อย่างที่อาจารย์เอกรินทร์พูดไป ถึงแม้จะเล่าสิ่งต่างๆ นี่ให้ฟัง ตอนเช้าถ้าเราอยู่ต่างจังหวัด อาจารย์ก็ไปซื้อขนมแล้วและก็มาแจกให้พวกเรากิน เป็นเรื่องที่เราเรียนรู้อย่างเป็นธรรมชาติ อาจารย์จะอธิบายให้ฟังว่าทำไมห่อขนมมันเป็นอย่างนี้ ทำไมวัตถุดิบมันเป็นอย่างนี้ นี่เป็นการเรียนรู้โดยการซึมซับ เป็นทุนของธรรมชาติ ทุนของทางวัฒนธรรมในสิ่งต่างๆ เหล่านี้

ในระยะหลังดิฉันไปสอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ์ ขอพูดถึงว่าเด็กที่เราพบ เราเจอนี่ส่วนใหญ่เด็กจะมาจากต่างจังหวัดและมักจะเป็นเด็กจาภาคอีสานโดยเฉพาะจากคณะพยาบาลศาสตร์นี่จะมาจากภาคอีสาน ครั้งแรกที่ได้ยินเขาพูดภาษาอีสานกันแล้วเขาทำท่าเหมือนจะอายเรา เราจะบอกเขาเลยว่าคุณพูดไปเถอะ คุณควรจะต้องนับถือความเป็นตัวของตัวเอง คุณมาจากถิ่นไหนคุณควรจะนับถือสิ่งที่คุณเป็นมาจากตรงนั้น

อีกสิ่งหนึ่งที่ดิฉันค้นพบจากการให้เด็กทำงานก็คือเราให้เขาเขียนภูมิลำเนาของแต่ละคนมา แล้วเราก็พูดคุยกับเขาว่าเขามีทุนทางสังคมมาอย่างไร ปรากฏว่าเด็กนี่เรารู้สึกว่าเขาภูมิใจ เขาเอาสิ่งนั้นมาพูดคุยกับเราต่อ บางครั้งมีขนมตามเทศกาลเขาก็เอามาให้เรา คือมันเป็นเรื่องของเราที่พยายามบอกกับเขาว่า เขาอยู่ในท้องถิ่นไหน เขามีทุนทางสังคมที่ดีอย่างไร ตรงนี้มันเรื่องที่อาจารย์ให้ความสำคัญกับคนเล็กๆ คนที่เป็นชาวบ้าน ดิฉันทำงานอยู่ที่โน่นสิ่งที่ได้เรียนรู้อย่างสม่ำเสมอผ่านจดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ก็คือข้อเขียนของอาจารย์ที่พูดถึงปัญหาทางภาคใต้ ที่หัวเฉียวนี่นอกจากมีเด็กทางอีสานเยอะแล้วเด็กจากภาคใต้ก็เยอะ มาเรียนทางวิทยาศาสตร์สุขภาพ มาอย่างภาคภูมิในวัฒนธรรมของตัวเอง และก็เคร่งครัดกับวัตรปฏิบัติของตัวเองอย่างยิ่ง เมื่อสักสองสามอาทิตย์ที่แล้วนี้เองที่ดิฉันให้นักศึกษาคนหนึ่งช่วยมาเล่าการเรียนในปอเนาะของเขาที่หน้าชั้น ปรากฏว่ามีเพื่อนๆ ที่เป็นคนท้องถิ่นอื่นๆ ซักถามเขาอย่างสนใจ วันนั้นจริงๆ แล้วให้เวลาเขาสิบนาที แต่วันนั้นใช้เวลาไปเกือบชั่วโมงหนึ่ง คือ มันเป็นการเปิดมุมมองว่า การอยู่ร่วมกันในสังคม ตัวเขาเองเขาก็ไม่อึดอัดด้วย และเด็กที่เป็นเพื่อนเขาก็ไม่อึดอัดด้วย เพราะว่าเขาสมารถที่จะบอกได้ว่า ถ้าคำถามอย่างนี้ เขาไม่สบายใจที่จะตอบ เพราะฉะนั้นในวิถีชีวิตของการเรียนรู้วัฒนธรรมในมหาวิทยาลัย เรื่องนี้ดิฉันถือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ

อีกสิ่งหนึ่งนอกจากเด็กต่างจังหวัดแล้ว เราก็มีเด็กที่มาจากวัฒนธรรมเมือง เด็กพวกนี้จะมีฐานะค่อนข้างดี เพราะฉะนั้นสิ่งที่ติดตัวมากับเด็กวัฒนธรรม เมืองก็คือสินค้า Brand name หรือ การใช้ชีวิตที่ค่อนข้างจะวัตถุนิยม ทีนี้เมื่อเด็กสองกลุ่มมาปะทะสังสรรค์กัน อะไรจะเกิดขึ้น ตรงนี้เรารู้สึกว่าเราต้องระวังเหมือนกันว่าเด็กที่เขามาจากต่างจังหวัด เขามาเห็นเพื่อนๆ ใช้ชีวิตอย่างน้องๆ นี่ถ้าเขาควบคุมสติไม่ดี อะไรจะเกิดขึ้น มันมีปัญหานะเรื่องการขโมยมือถือ เรื่องการขโมยกระเป๋า หรือตามมหาวิทยาลัยต่างๆ ตรงนี้มันมีเสมอ เพราะฉะนั้นการที่เรานี่พยายามให้เด็กต่างจังหวัดเขามีความเคารพในตัวของเขาเอง และให้เขามีสติกับการใช้ชีวิตที่เรียบง่ายหรือไม่ฟุ้งเฟ้อกับวัฒนธรรมเมืองนี่ดิฉันคิดว่ามันเป็นเรื่องที่จำเป็น

ในช่วงนี้มูลนิธิเล็ก-ประไพเองก็ที่เมื่อกี้คุณวลัยลักษณ์พูดถึงเรื่องกิจกรรมทางวิชาการ ดิฉันอยากจะฝากว่าในการเรียนในเมืองไทยนี่มันเป็นตัวกระตุ้นที่ทำให้เด็กวันรุ่นของเรานี้ไต่อยู่กับปากเหว เรียกว่าเป็นตัวการสำคัญอย่างหนึ่งเลย เพราะฉะนั้นมูลนิธิเล็ก-ประไพ หรือนิตยสารสารคดีหรือวารสารเมืองโบราณก็ตามมีบทความที่เป็นวิชาการที่ผ่านการค้นคว้าอย่างดีแล้ว มันเป็นการต่อยอดไปทำรายการสารคดีที่จะให้ประโยชน์อะไรกับเด็กมากไปกว่านี้หรือเปล่า หรือให้กับสังคมมากขึ้นหรือเปล่า

ดิฉันต้องขอ อภัยที่ไม่สามารถจะมี Paper ที่นี้ ได้ก็คือ อย่างที่เมื่อกี้อาจารย์ดำรงพลพูดไป อาจารย์ศรีศักรนอกจากเป็นผู้ถ่ายทอดวิชาความรู้ในโลกทัศน์ต่างๆ แล้ว ในความเป็นแบบอย่าง ความเรียบง่าย การใช้ชีวิตอย่างสมถะ ดิฉันก็เห็นว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นกับการที่เราในฐานะที่เป็นครู เราต้องมีสิ่งนี้ด้วย ทีนี้ถ้าในห้องเรียนเราพูดอย่างหนึ่ง แต่ตัวเราทำตัวอีกอย่างหนึ่ง ตรงนี้ดิฉันถือว่ามันเป็นความล้มเหลวทางการศึกษาเหมือนกัน อาจจะโชคดีได้อยู่ในยุคของการที่เราพบครูบาอาจารย์รุ่นเก่าๆ เราเรียนหนังสือที่คณะโบราณคดีตั้งปี ๒๕๑๗ ตั้งแต่ปีหนึ่ง เราเห็นครูบาอาจารย์รุ่นเก่าอย่างอาจารย์ วงศ์ ชวนะกวี อาจารย์ พิฑูร มลิวัลย์ อาจารย์ ประเสริฐ ณ นคร อาจารย์พวกนี้ท่านเป็นราชบัณฑิตด้วย แต่ว่าท่านนั่งรถเมล์มาประชุม นั่งรถเมล์มาสอนเรา เราได้เห็นอยู่บ่อยๆ อาจารย์ศรีศักรเป็นตัวต่อจากอาจารย์ท่านเหล่านี้ เป็นผู้ที่มีความเรียบง่าย ดิฉันก็อยากจะให้ถ้าจะเป็นครูบาอาจารย์นี่โดยเฉพาะรุ่นต่อๆ ไป เราสืบทอดความเรียบง่ายตัวเองตรงนี้ด้วย ขออนุญาตพูดแค่นี้นะคะ

 

ผู้ดำเนินการอภิปราย

 

ครับขอบคุณนะครับอาจารย์ครับ นั่นก็เป็นมุมมองจากลูกศิษย์ในรอบแรกอันนี้ ผมอยากจะเปิดเวทีให้กับทางผู้เข้าร่วมเสวนาได้มีข้อซักถามหรือว่ามีการแสดงความคิดเห็นหรือทรรศนะ ผมเรียนเชิญนะครับในช่วงนี้ และเดี๋ยวจะได้ให้วิทยากรอาจจะมีประเด็นเสริม

ไม่ทราบว่าทางผู้เข้าร่วมเสวนามีความคิดเห็นหรือว่ามีคำถามอะไรบ้าง เรียนเชิญนะครับ

 

ผู้เข้าร่วมฟังการอภิปราย

 

 

กราบสวัสดีท่านอาจารย์ศรีศักร ดิฉันเป็นนักมานุษยวิทยารุ่นที่ ๕ ตอนเรียนก็มีอยู่แปดคน มีตัวเองนี่อายุมากที่สุดในรุ่น ทีนี้ที่คิดมาเรียนนี่เพราะว่าทำงานยี่สิบห้าปี ก็มีความรู้สึกว่า ไม่รู้จะเอาอะไรมาสอนเด็ก ก็พยายามสอบเรียน ก็ไปอ่านหนังสือปิดประกาศว่ารับโดยที่ไม่เลือกว่าจะจบอะไรมา ก็ตัดสินใจมาสอบ ก็เหมือนว่าตัวเองมาสอบนี่ก็มุ่งมั่นว่า มันเคาะสนิมตัวเอง สนิมมันติดตัวหมดแล้ว ก็มา Observe ที่นี่ อาจารย์ ก็เมตตายื่นหนังสือให้ไปอ่านที่บ้านอะไรอย่างนี้ ว่าเอ๊ะจะทำอย่างไรดีจะเรียนให้ได้ เพราะว่าได้ทิ้งมานานมาก ก็ตัดสินใจมาสอบ รู้สึกว่าความรู้ไม่ได้ผ่านเท่าใดเพราะว่ามันเป็นสนิมเกรอะแล้ว ทีนี้อาจารย์ศรีศักรเป็นผู้สัมภาษณ์ ก็บอกกับอาจารย์ศรีศักรว่าอยากมีโลกทัศน์ที่กว้าง เพราะตัวเองมีโลกทัศน์แคบเพราะเรียนอยู่ในโรงเรียนนาฏศิลป์ มันอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่อยู่อย่างไรก็อยู่อย่างนั้น ทีนี้ตัวเองก็ชอบทางเก่าๆ โบราณด้วย ตอนที่เรียนนาฏศิลป์ครึ่งวันวันเสาร์ก็ไปเที่ยวที่พิพิธภัณฑ์ เห็นอะไรๆ ก็ซึมซับเอาไว้ ทีนี้การซึมซับเอาไว้ก็เหมือนกับว่ามันจะมาออกตรงไหนเราก็ไม่รู้ แต่พอมาเรียนที่นี่อาจารย์ก็พาไปเที่ยวหมู่บ้านในชนบท อาจารย์ก็เล่าว่าในหมู่บ้านในชนบทนี้มันโบราณเหลือเกิน แต่จริงๆ แล้วมันก็ไม่โบราณ

เราก็ค่อยๆ รู้กับสิ่งที่เราไม่เคยสัมผัสตรงนี้เลย ก็ได้มารู้ขึ้น ตอนจบก็ไปเก็บข้อมูล ทีนี้เพื่อนๆ ที่เรียนมาสองปีเขาก็จบไปทำงานกันหมด แต่ตัวเองเรียนตั้งห้าปีไม่มีอะไรเลย จริงๆ แล้วเรียนทางวัฒนธรรม ได้อาจารย์ปราณีเป็นที่ปรึกษา อาจารย์ก็คงจะรำคาญลูกศิษย์ว่ามันไม่รับสักทีหนึ่ง อาจารย์ก็แนะนำให้ทำทางนาฏศิลป์ เพราะตัวเองเรียนทางนาฏศิลป์

ตอนที่มาเรียนนี้คำว่าตกเขียวนี่ยังไม่รู้เรื่องเลยว่าคืออะไร เพื่อนๆ ก็จะแหย่กันจะว่ากันอย่างนี้ สุดท้ายอาจารย์ศรีศักรก็รับให้ไปทำที่หมู่บ้านปีนัง จริงๆ แล้วไปอยู่ที่นั่นเทอมหนึ่งแล้วก็เข้าๆ ออกนี่ปีหนึ่ง ก็เขียนวิทยานิพนธ์ก็คงจะไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่ว่าพอได้ แนวคิด อาจารย์ก็ให้ผ่าน ก็ได้อาจารย์ศรีศักร อาจารย์ปราณี เป็นผู้ควบคุมวิทยานิพนธ์ ก็คงจะให้ผ่านด้วยความเมตตา ในฐานะที่เรียนมาห้าปี ทีนี้ทำวิทยานิพนธ์ของอาจารย์ศรีศักรเป็นไปทางพัฒนาการในหมู่บ้านปีนังก็ผ่านไป และอาจารย์ปราณีก็ท่านก็เมตตาอยากให้มีความรู้ทางด้านวัฒนธรรมด้วย เพราะเราเรียนมาห้าปีก็น่าจะควบทั้งสองอย่าง อาจารย์ก็ให้ทำทางนาฏศิลป์ การเรียนรู้ การถ่ายทอดสืบทอดนาฏศิลป์จากประเพณีคำบอกเล่า ก็นึกไม่ออกว่าจะเขียนอย่างไรกับวิธีการบอกเล่า จริงๆ แล้วก็คือต้องบอกว่า การเรียนนาฏศิลป์มันเรียนไม่เหมือนกับวิชาอื่นเขา ด้วยตัวต่อตัว ต้องถ่ายทอดกันด้วยปากต่อปากอย่างนี้ และก็ลูกศิษย์ใครก็ลูกศิษย์คนนั้น ทำอยู่นานจนป่านนี้ก็ยังไม่ได้ส่งอาจารย์ แต่ก็ให้คำสัญญาต่อหน้าอาจารย์ว่าจะต้องทำให้เสร็จ เพราะว่าอันนี้เป็นสิ่งที่อาจารย์หยิบยื่นสิ่งที่ดีงามให้ เพราะทุกครั้งอาจารย์ก็ติดตามงานมาเรื่อย อาจารย์ก็ทวงงานมาเรื่อย ตอนนี้อาจารย์ก็จัดเรื่องมิติการรับรู้ อาจารย์ก็กลัวว่าทำไมเราไม่รู้สักที ก็ทำอยู่แต่สมาธิมันสั้น ก็กราบขอโทษอาจารย์ด้วยขอบพระคุณค่ะ

 

ผู้ดำเนินการอภิปราย

 

ขอบพระคุณครับ ทีนี้ผมอยากจะลองดูว่ามีท่านอื่นอีกหรือไม่ ถ้าไม่มีคิดว่าอาจารย์ชลิตจะมีประเด็นเพิ่มเติม ที่เราคุยในรอบแรกว่า ทางด้านโบราณคดีหรือแม้กระทั่งในการลงไปในงานสนามนั้นเป็นอย่างไรครับอาจารย์

 

อาจารย์ชลิต ชัยครรชิต

 

ผมอยากฝากข้อคิดในมุมมองว่า ผมย้อนกลับไปดูงานวิทยานิพนธ์ของอาจารย์ด๊อกเตอร์ประชัย สุจิตต์ ช่วงที่อาจารย์ทำปริญญาโททางด้านมานุษยวิทยาโบราณคดี ท่านจำลองเรื่องของกระบวนการใช้ประโยชน์ในเชิงนิเวศน์อดีตและปัจจุบัน

ถ้าว่างานศึกษาโบราณคดีของเรามองภาพกว้าง ที่จริงแล้วต้องบอกว่าผมได้รับแรงกระตุ้นมากกว่าที่ท่านจะได้สอนผม อาจารย์ศรีศักรนั้นท่านกระตุ้นตลอดเวลา ให้คิดและให้มีมุมมอง ในแต่ละครั้งที่เราศึกษานี้เราจะคิดตามตลอดเวลา แม้กระทั่งนิยามและแนวความคิดของตะวันตกที่เราจะเอามาใช้นั้น เราใช้ได้หรือไม่ได้เพราะอะไร เราต้องถามตัวเองก่อนจากตัวข้อมูลสนาม เราไม่ใช้เพราะอะไร เราใช้เพราะเหตุผลอะไร มันมีหลักฐานอะไรที่มันเป็นตัวยืนยัน แล้วมองในมุมมองในส่วนของเราว่ามันเป็นอย่างไร อาจารย์เอกรินทร์บอกว่าทฤษฎีความจริงนั้นเราจัดไม่ได้หมด ผมบอกว่าให้ดูว่าเขาใช้ประโยชน์สังคมอะไรแล้วค่อยตอบ

แล้วเราดูสังคมบ้านเรา มันเป็นบริบททางวัฒนธรรมอันเดียวกันไหม ในมุมมองตรงนี้มันจะต้องมองว่า ใช่หรือไม่ใช่ ใช่เพราะอะไร ไม่ใช่เพราะอะไร มีบางอย่างที่ผมเห็นและอึดอัดใจและไม่สบายใจมากเวลาเราพูดถึงสังคมเกษตรกรรม มีงานเอกสารหลายๆ ชิ้นที่พูดถึงสังคมโบราณในอีสาน จริงๆ แล้วเราพบหลักฐานว่ามีการเลี้ยงสุนัขไว้ช่วยในการล่า เลี้ยงวัว ควายไว้ไถนา จะไถนาหรือเปล่าไม่ทราบ แต่ว่าเลี้ยงไว้แน่ เวลาผมคุยกับนักวิชาการ ผมก็บอกว่าสังคมเราเกี่ยวข้าวเป็นหลัก

สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างอาจารย์ศรีศักรก็คือเวลาที่เรามองวัฒนธรรมเราไม่ได้มองด้านเดียว ไม่ได้มองมิติเดียว มันมีหลากหลายมิติที่เกี่ยวข้อง เวลาที่เราจะมองเรื่องอะไร มันมีองค์ประกอบแวดล้อมไหม สังคมมันไม่ได้อยู่โดดๆ เวลานักเรียนปริญญาโทไปศึกษาชุมชน คุณเห็นแต่หมู่บ้านอย่างนี้ คุณไม่เห็นใครเลยที่เขาอยู่กัน ในขณะที่ในชีวิตจริงเขาก็เดินไปเดินมาซื้อข้าวของไปกันมา คุณอธิบายอย่างนี้ เรื่อง Monograph เฉพาะ ที่นี่ มันก็ทำนองเดียวกันกับเวลาที่เราไปมองอดีต มันไม่ได้เป็นที่เดียวที่เราศึกษา มันมีหลายๆ องค์ประกอบที่เป็นองค์ประกอบแวดล้อมอยู่ และมันก็มีหลายๆ เงื่อนไขที่มันเกี่ยวข้อง แล้วเวลาที่เรามองวัฒนธรรมอันหนึ่ง มันอาจจะเชื่อมโยงกับอีกอันหนึ่งอีกจุดหนึ่ง แล้วก็จากจุดหนึ่งมันก็อยู่ในกระบวนการวัฒนธรรมของเขาเอง เวลาที่เปรียบเทียบกับอีกที่หนึ่งมันอาจจะไม่เหมือนหรืออาจจะเหมือน หรืออาจจะปรับตัวหรืออาจจะไม่ปรับก็ได้

ที่จริงแล้วอยากเสริมคุณวลัยลักษณ์นิดหนึ่งว่า ผมอาจจะกลายเป็นคนรุ่นเก่าไปแล้วก็ได้ เพราะว่าตอนนี้มีนักวิชาการกลุ่มที่อยู่ทางมหาวิทยาลัยขอนแก่น เขาก็ค่อนข้างที่จะ Post modern แล้วจะ เสนออะไร ผมบอกว่าถึงเราจะมุมมองที่ต่างในการศึกษาโบราณคดี แต่เรามีข้อเสนอ เราคุยบอกว่า ไอ้นี่มันไม่ถูกใช้ไม่ได้ รวมทั้งมีข้อเสนอว่า แล้วมุมมองในมิติทางวัฒนธรรมที่เราศึกษานี่เรามีข้อเสนออะไรที่เป็นข้อคิด กระบวนการคิดใหม่ของเราโดยมองจากองค์ประกอบแต่ละองค์ประกอบมันคืออะไรบ้าง

สิ่งที่อยากเห็นที่สุดในขณะนี้ก็คือ สหโบราณคดีที่เป็นสหวิทยาการ สหวิทยาการก็คือทุกนักวิชาการทั้งหลายมาคุยเรื่องเดียวด้วยกันได้ภายใต้ระเบียบของการมองร่วมกัน แล้วก็ไม่ต้องมายึดกำแพงในป่าของตัวเอง ผมมองว่าโบราณคดีเป็นเพียงกระบวนการและแนวคิดในการศึกษาและการตีความเรื่องวัฒนธรรม มันเป็นวิธีการมิติอันหนึ่งเท่านั้นเอง มิติที่เราจะเรียนรู้ ฉะนั้นอย่าตั้งกรอบตัวเองให้เป็นวิชาชีพอันเหนียวแน่นที่ใครจะมาสัมผัสไม่ได้ แตะไม่ได้ เปลี่ยนไม่ได้ จากเนื่องเพราะว่าระเบียบที่ท่านคณบดี ส่งไปผมไม่ Comment กลับมา เพราะไม่มีการปิดหน้าให้เห็นหลักสูตรที่ท่านจะปรับปรุง เพราะมันถอยหลังกลับไป อยากเห็นสหวิทยาการ เขียนมาก็คงไม่ไปตามที่เราคิด มันควรจะมีเรื่องของวัฒนธรรม เรื่องของการมอง เรื่องของชาติพันธุ์ ไม่ใช่จมอยู่กับเรื่องเทคนิคอยู่อย่างนั้น มันก็ถอยหลังกลับไปสร้างพันธรัฐ ไปสร้างคนที่ไปขุดดินอย่างเดียว เราต้องกระตุ้นให้เกิดคนคิดในมิติทางวัฒนธรรม ขอบคุณครับ

 

ผู้ดำเนินการอภิปราย

 

ครับ เสียงสะท้อนนี้ดังไปถึงผู้บริหารและก็ไปถึงหลักสูตรด้วย อาจารย์เอกรินทร์มีอะไรเพิ่มเติมหรือว่าคุณวลัยลักษณ์มีอะไรเพิ่มเติมเกี่ยวกับอาจารย์ศรีศักรเชิญเลยครับ

 

คุณวลัยลักษณ์ ทรงศิริ

 

ช่วงนี้เวลาหมดไปเรื่อย อยากจะบอกว่าสิ่งที่อาจารย์ศรีศักรได้สอนลูกศิษย์ในห้องเรียนอาจจะไม่ชัดเจน หลายๆ ท่านก็ได้เรียนกับอาจารย์ศรีศักร อาจจะบอกว่าอาจารย์ทำอะไรคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยหรือว่าไม่มีกระบวนท่าในการที่จะสอน หลายๆ คนอาจจะรู้สึกล้มเหลวกับการเรียนกับอาจารย์ศรีศักร แต่ที่จริงแล้วสิ่งที่อาจารย์ศรีศักรนี่คือธรรมชาติอย่างที่อาจารย์แสงอรุณพูด ก็คือว่าสอนโดยเหมือนกับว่าไม่สอน โดยสอนไปคุยไป นั่งรถไปเที่ยวชี้ให้ดูตรงโน้นตรงนี้

อีกอันหนึ่งที่ฟังอาจารย์นิธิพูด อาจารย์บอกว่าอาจารย์ศรีศักรนี่ถ้าจะสอนต้องสอนระดับปริญญาโทหรือปริญญาเอก แล้วก็มีผู้ช่วยเป็นคนที่อธิบายอีกรอบหนึ่ง เพราะสิ่งที่อาจารย์สอนนี่เหมือนกับว่า อาจจะดูง่ายแต่เต็มไปด้วยทฤษฎีอยู่ภายใน สิ่งเหล่านี้ถ้าใครเข้าไม่ถึงอาจารย์ก็จะบอกว่าอาจารย์พูดเพ้อเจ้อไปเรื่อยๆ เรื่อยเปื่อยเต็มไปด้วยข้อมูล ถ้าใครได้รู้จักอาจารย์ก็จะรู้ว่า อาจารย์เป็นนักอ่าน อาจารย์ค่อนข้างเชื่อมั่นทฤษฎี อาจจะถูกมองว่าเป็นทฤษฎีแบบคลาสสิครุ่นเก่าๆ แต่ว่าสิ่งที่โดดเด่นของอาจารย์ศรีศักรคือ มันกลายเป็นเนื้อเดียวกันไปแล้ว การกลายเป็นเนื้อเดียวกันนี่ มันจะแยกออกเป็นเรื่องๆ หรือว่าเป็นระบบการสอนในปัจจุบันยาก เด็กทั่วไปเรียนปริญญาตรีอาจจะเกลียดอาจารย์ศรีศักรไปเลย เวลาไปเรียนกับอาจารย์เพราะว่าสอนอะไรก็ไม่รู้ จดอะไรก็ไม่ได้สักอย่างหนึ่ง แต่ว่าถ้าเราลองเรียน เรียนแบบโบราณหน่อย เรียนรู้ในสิ่งที่อาจารย์ทำงานสิ่งที่พูด สิ่งที่ทำนี่ อาจารย์ก็ผสมผสานมาได้แล้วอย่างที่อาจารย์ชลิตบอก สหวิทยาการก็ได้ เพราะว่ามันไม่มีสาขา คือวิธีการทำงานของอาจารย์ ได้มาทำงานกับอาจารย์นี่ก็เหมือนคนที่ถูกโยนไปในคลองโดยที่ว่ายน้ำไม่เป็น ก็ต้องไปหัดว่ายน้ำเอาเอง อย่างที่หากระบวนการอะไรก็ได้เพื่อที่จะเรียนรู้สิ่งเหล่านั้น แล้วสิ่งเหล่านั้นก็จะกลายเป็นสิ่งที่ต้องใช้ความรู้ทุกอย่างที่คุณมีสำหรับที่จะทำความเข้าใจสังคมวัฒนธรรม มันเป็นสิ่งเดียวกันหมด เพราะฉะนั้นเหมือนกับที่อาจารย์ชลิตพูด เหมือนกับบอกว่าเราไม่เป็นนักอะไรสักอย่างหนึ่ง มีหลายๆ คนถามว่าอาจารย์เป็นนักอะไร อาจารย์ก็บอกว่าเป็นอะไรก็ได้

อันหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับอาจารย์ศรีศักรก็คือว่า ในประเด็นในเรื่องสังคมมานุษยวิทยาสังคมศาสตร์ สังคมวิทยานี่ มีคนมองว่าอาจารย์ศรีศักรค่อนข้างเชยในวิธีการทำงาน ในวิธีการคิดค่อนข้างจะ เป็นคน Conservative แต่ที่จริง แล้วลองพิจารณาดูประเด็นปัญหาหลายๆ อย่างไม่ว่าจะกรณีจตุคามรามเทพ กรณีของสถาบันในเรื่องของบารมีคืออำนาจ ก็มีบทความของอาจารย์ที่แหลมคมมากออกมาอยู่เรื่อยๆ แล้วก็สิ่งเหล่านี้ถูกนำเอาไปทำใหม่ตลอดเวลา โดยที่ดิฉันก็ไม่ได้อ้างอิงอาจารย์เท่าไหร่ แต่สิ่งเหล่านั้นก็คือเป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่จะมีในสังคม ซึ่งเคยเห็นสิ่งเก่าๆ และก็รู้ว่าความรู้เหล่านั้นมันมีคุณค่าอย่างไร และก็สามารถต่อกับความรู้ใหม่ๆ ทางด้านตะวันตกได้ด้วย สามารถที่จะพูดออกมาได้โดยคนทั่วไปฟังก็พอที่จะรู้เรื่องด้วย สิ่งเหล่านี้คิดว่าอาจจะเป็นปัญหาต่อไปในอนาคต ถ้าขาดคนในรุ่นอาจารย์ ศรีศักร อาจารย์อคิน อาจารย์นิธิไป จะมีใครมาต่อวิธีการแบบเก่าในสังคมไทยอย่างที่อาจารย์สุลักษณ์พูด อาจารย์อคินที่มีความเมตตากับสิ่งใหม่ๆ ความเป็นนักวิชาการซึ่งเมตตากับผู้อื่นเขา สิ่งเหล่านี้มันผสมผสานกันไม่ได้เลยในคนรุ่นต่อๆ มาซึ่งยังไม่ค่อยเห็นสิ่งเหล่านี้ในตัวนักวิชาการรุ่นต่อกับรุ่นอาจารย์ศรีศักรก็อยากให้ทุกๆ ท่านช่วยๆ กันเรียนรู้สิ่งที่อาจารย์ศรีศักรทำในช่วงนี้ เพราะว่าอาจารย์เข้มมากช่วงนี้ พยายามที่จะทำงานเยอะมาก ทำงานจนมีเจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ ซึ่งนั่งเป็นจำนวนมากอยู่ในพื้นที่นี้ก็ทำตามแทบไม่ไหวประมาณเจ็ดแปดคน นี่คือทีมของอาจารย์ศรีศักรที่ช่วยอาจารย์ เพราะเบื้องหลังของอาจารย์ที่ทำงานหนักหนามากมายนี้มีคนช่วยเยอะ ไม่ใช่เราคนเดียว ไม่ใช่คนโน้นคนนี้คนเดียว แต่ว่าเป็นทีมจำนวน มากที่คอย Support อาจารย์ ไม่ว่าอาจารย์จะทำอะไร อันนี้ต้องขอบคุณคนที่สนับสนุนอยู่เบื้องหลังอาจารย์ด้วย

 

ผู้ดำเนินการอภิปราย

 

ขอบคุณครับคุณวลัยลักษณ์ ผมคิดว่าวันหนึ่งที่น่าจะเห็นและก็เป็นสิ่งสะท้อนของงานของอาจารย์นิธิที่เขียนถึงอาจารย์ ศรีศักรว่า เหมือนกับไม่มี Footnote หลายๆ คนอ่าน งานของอาจารย์

ศรีศักรบอกว่า เอ๊ะ ! ทำไมอาจารย์ไม่แกล้งใครเลย สิ่งสำคัญก็คือว่า นั่นคือสิ่งที่อาจารย์ได้ศึกษาจากภาคสนามเอง การลงไปพื้นที่ เดินไปทุกตารางนิ้วของชุมชนหรือแม้กระทั่งสำรวจทางโบราณคดีต่างๆ อันนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญ

ในแง่ของเวลาเอาไปใช้ถ่ายทอดให้นักศึกษา อาจารย์อคินคิดว่าตรงนี้เราไม่สามารถเอาไปเป็นแนววิธีการในการศึกษาที่จับประเด็นหรือแม้กระทั่งการกลั่นออกมาได้อย่างไร เราขยายตรงนี้ได้ไหมครับอาจารย์ครับ

 

อาจารย์แสงอรุณ กนกพงษ์ชัย

 

คงต้องบอกว่าดิฉันก็เริ่มจากจุดเล็กๆ ว่าสังคมทางด้านศึกษาในกลุ่มเล็กที่สุดคืออะไร ก็คือครอบครัว เราให้เขาฝึกที่จะรับการเรียนรู้จากประวัติศาสตร์บอกเล่าของคนในตระกูลของเขาเอง รู้ต้องสืบที่จะเขียนสาแหรกตระกูลของตัวเอง ที่ตรงนี้พอทำไปหลายๆ ครั้งเข้าก็รู้สึกว่ามันได้ประโยชน์ คือเด็กได้ไปพูดไปคุยกับผู้ใหญ่เยอะขึ้น ขอเรียนในที่ประชุมนี้เลยว่า เรื่องของเราตอนนี้ไม่เฉพาะแต่เด็กที่หัวเฉียว คิดว่าทั่วประเทศในสังคมบ้านเรานี่กำลังไต่อยู่ที่ปากเหวของอบายมุข เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่รีบฉุดกระชากเขาขึ้นมา อนาคตข้างหน้าเราไม่แน่ใจว่าจะเกิดอะไรขึ้น

การทำงานวิชาการนี่ดิฉันเห็นด้วย เราเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยเราจะต้องทำงานวิจัยแน่นอน อีกสิ่งหนึ่งก็คือว่าเราจะอบรมเด็กของเราอย่างไรให้รู้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลง จริงแล้วอาจารย์ศรีศักรเวลาสอนหนังสือนี่อาจารย์จะพูดเรื่องการเปลี่ยนแปลงอยู่บ่อยมาก คงเสริมเท่านี้ค่ะ

 

ผู้ดำเนินการอภิปราย

 

ขอบคุณครับอาจารย์ครับ ผมคิดว่าส่วนหนึ่งงานของอาจารย์ศรีศักรและเป็นบทสะท้อนจากนักวิชาการท่านอื่นที่พูดถึง อย่างเช่นอาจารย์นิธิก็พูดถึงว่า ถ้าเราจะหาความรู้ก็ต้องไปหาชาวบ้าน คล้ายๆ กับเราอยากได้ปริญญาเราก็ไปมหาวิทยาลัย อันนั้นเป็นบทที่อาจารย์พูดถึงประเด็นเดียวกันกับที่อาจารย์ศรีศักรมาพูดถึงเรื่องการทำงานแบบอาจารย์ล้อมท่านทำ และอาจารย์ทำรวมไปถึงอาจารย์นิธิทำ เหมือนกับแต่ละท่านก็พยายามจะเดินสายที่จะเผยแพร่ความรู้แลกเปลี่ยนความรู้ไปเรื่อยๆ

ไม่ทราบว่าทางเวทีเสวนามีท่านไหนที่จะแสดงทัศนะหรือว่าความคิดเห็นหรือว่าคำถาม เชิญครับ

 

ผู้เข้ารับฟังการอภิปราย

 

ขอเสริมอีกนิดหนึ่งนะคะ เหตุผลที่คุณวลัยลักษณ์บอกว่าเวลาเรียนกับอาจารย์ศรีศักร เราก็คือจูงมือกันเข้าไปนั่ง อาจารย์ก็จะให้ไปเรียนในห้องของอาจารย์ เราก็มองหน้ามองตากันว่า เอ๊ะ ! อาจารย์จะสอนอะไร อาจารย์ก็จะพูดขึ้นมาว่า เอ้า คุณเห็นอะไรมา ไปอ่านอะไรมาไหนว่าไปซิ อย่างนี้ก็ไล่ไปทีละคนๆ ทำให้แต่ละคนใจเต้นตุ๋มๆ ต้อมๆ ทีนี้ตัวเองก็เรียนมาทางวัฒนธรรมก็พบเจ้าเข้าทรงอะไรที่ไหนก็ไปดูแล้วก็มาเล่าให้อาจารย์ฟังอะไรอย่างนี้ อาจารย์ก็บอกว่า เออ อย่าไปเป็นอย่างเขาก็แล้วกัน อาจารย์ก็จะพูดอย่างนี้ แล้วก็จะมีอะไรเล็กๆ น้อยๆ อาจารย์ก็จะว่าอย่างนั้นอย่างนี้อยู่เรื่อย พอถามตอบไม่ได้แกก็บอกไม่รู้จักอ่านหนังสือ อันนี้เป็นคำติดปากที่อาจารย์จะว่าพวกเรา

จากเริ่มจากศูนย์มีความรู้สึกว่าเราก็ได้อะไรขึ้นมาจากการที่อาจารย์ว่ามาแบบที่ดูเหน็บนิดๆ เหมือนกับอาจารย์ปราณีก็เหมือนกัน แต่อาจารย์ปราณีนี่ใช้วิธีแบบว่า ตีให้เจ็บใช้ไม้แข็ง แต่ของอาจารย์ศรีศักรนี่ใช้ไม้นวม อีกคนใช้ไม้แข็งอีกคนใช้ไม้นวม พอเรามีปัญหาอะไรอาจารย์ก็จะเป็นคนเข้าใจคน แต่อาจารย์ก็จะว่าเหมือนว่าๆ เด็กมาร แต่ใจจริงๆ ของอาจารย์นี่มีแต่ความเมตตา พอจบมาแล้วดิฉันมีความรู้สึกว่าเหมือนญาติ ดิฉันนี่รักอาจารย์นี่รักเหมือนญาติ มันไม่มีความรู้สึกว่าเป็นครูบาอาจารย์ ไอ้ความรู้สึกกลัวๆ นั้นมันหายไปหมดแล้ว อะไรอย่างนี้ค่ะ ขอบคุณค่ะ

 

ผู้ดำเนินการอภิปราย

 

ขอบพระคุณนะครับ ก็คงได้เวลาผมคิดว่าวงเสวนานี้ยังไม่สิ้นสุดลงตรงที่ว่าการศึกษาหรือว่าเมล็ดความคิดของท่านอาจารย์ศรีศักรที่มีต่อพวกเรา ก็คงจะทำให้เราได้ทำงานทางวิชาการต่อหรือแม้กระทั่งสามารถที่จะไปเผยแพร่หรือว่าไปสอนกับศึกษาหรือว่าลูกศิษย์ต่อๆ ไปได้

ผมคิดว่างานเสวนาวิชาการในมุมมองหรือว่าจากบรรดาลูกศิษย์ก็คงจะหมดเวลาแค่นี้ ขอขอบพระคุณท่านผู้ช่วยศาสตราจารย์ ชลิต ชัยครรชิต อาจารย์ แสงอรุณ กนกพงษ์ชัย อาจารย์ เอกรินทร์ พึ่งประชา คุณ วลัยลักษณ์ ทรงศิริ ขอบพระคุณครับ

และผมคิดว่าพวกเรานั่งอยู่ที่นี้ก็คงรอคอยว่า ในเวทีวันนี้ที่เราจัดเพื่อให้ชูคุณูปการวิชาการของอาจารย์ศรีศักรที่ท่านจะได้รับรางวัลหรือว่าที่ท่านทำงานมานี่ อยากจะฟังว่าท่านมีอะไรจะให้แง่คิดแก่เราบ้าง และผมคิดว่าท่านคงจะมีข้อมูลหรือแม้กระทั่งมีมุมมองใหม่ๆ ขึ้นมาให้กับเรา รวมไปถึงประสบการณ์ที่ท่านกำลังทำอยู่และความคิดของท่านที่มีต่อทางด้านประวัติศาสตร์โบราณคดีหรือแม้กระทั่งมานุษยวิทยา สังคม วัฒนธรรม ผมเรียนเชิญอาจารย์ ศรีศักร วัลลิโภดม ครับ อาจารย์ครับ

 

อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม

 

 

ต้องขอขอบคุณทุกท่านที่มาแสดงมุทิตาจิตกับผมในวันนี้ คือผมได้เห็นและได้เรียนมามาก ตั้งแต่ท่านอาจารย์สุลักษณ์ปาถกฐา และอาจารย์อคินพูด แล้วพวกลูกศิษย์พูด

ผมอยากจะพูดว่าการที่ได้ทุนฟูกูแบบนี้ ผมไม่เคยคาดคิดมาก่อน นี่เป็นประเด็นสำคัญ แล้วชีวิตผมที่มันผ่านมานี่ที่มันทำให้เกิดผลตรงนี้ มันไม่ได้มาจากผมอย่างเดียว มันมาจากกระบวนการเรียนรู้บางอย่างที่เกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยศิลปากร โดยเฉพาะในภาคมานุษยวิทยาที่เกิดขึ้นในตรงนี้ ผมอยู่ในมหาวิทยาลัยศิลปากรนี่อยู่แบบข้าวนอกนาหรือลูกเมียน้อยมาตลอด เพราะไม่มีการยอมรับมาตลอด แล้วก็ไม่เคยสนใจ แต่ผมก็ทำงานอันนั้น แต่ว่ามัน จะเริ่ม Peak ขึ้นมาเมื่อ เรามาพบลูกศิษย์ลูกหาขึ้นมาบางคนที่อยากจะล่มหัวจมท้าย และเป็นที่มาของอะไรหลายๆ อย่าง

แต่ย้อนเมื่อผมเข้ามาสอน ผมสอนภาษาอังกฤษและประวัติศาสตร์ สอนแบบโบราณๆ แต่ว่าชีวิตผมนี่ผมชอบออกไปเที่ยวกับพ่อผม ฉะนั้นเวลาเรามาอยู่ก็อึดอัด มันไม่เหมือนอย่างที่เราเที่ยว ก็เลยชวนนักศึกษาที่นี่ไปเที่ยว เวลาไปเที่ยวก็ทำให้เป็นวิชาการหน่อย ก็เปิดชุมนุมศึกษาวัฒนธรรมโบราณคดีขึ้นมาร่วมกับพิพิธภัณฑ์ เพราะเป็นช่วงเวลาที่ผมสามารถออกไปเที่ยวได้ไม่ไปคนเดียว อ้างว่าได้มีนักศึกษาไปด้วย ก็เกิดชุมนุมศึกษาวัฒนธรรมโบราณคดีขึ้นมา แล้วพวกนี้ดีอย่างหนึ่งพวกนี้ไม่ติดการเรียนในห้องแต่ชอบออกไปเที่ยวแลกเปลี่ยนความรู้กัน ผมว่านี่เป็นจุดเริ่มต้น ตรงนี้จากการออกไปท้องถิ่นนี่มันทำให้เห็นมนุษย์ เห็นการเปลี่ยนแปลง เห็นชีวิตต่างๆ เหล่านี้ ก็ทำให้เกิดความเข้มแข็งขึ้นมา เป็นจุดเปลี่ยนของการศึกษาแบบประเพณีในคณะโบราณคดี แล้วก็เป็นที่มาของการคิดที่จะตั้งภาควิชามานุษยวิทยาขึ้น เริ่มมาจากการชุมนุมศึกษาวัฒนธรรมโบราณคดีก่อน แล้วก็กำหนดว่าคนที่เด็กๆ นักศึกษาที่ไปนี่ควรจะเข้ามามีส่วนร่วมในการเป็นอาจารย์บุกเบิก เพราะวิธีการของเรานี่เราเห็นว่ามันต้องเทรนคน เอาคนข้างนอกเข้ามาก็ไม่ได้ เพราะมันเป็นงานปรับเข้ากับงานโบราณคดี ซึ่งคือคุณออกไปขุด พวกนี้ก็เลยอยู่สบาย มันจะไปด้วยกัน

ก็ความคิดนี่ขึ้นมาซึ่งในระยะแรกนี่ทางคณะเขาก็เห็นด้วย แต่พอไปๆ มาๆ มันก็กลายเป็นว่าพวกเราเป็นหอกข้างแคร่ คือไปล้มล้างแบบเก่าขึ้นก็เกิดการขัดแย้งขึ้น แล้วตรงนั้นก็เลยทำให้ผมต้องเนรเทศตัวเองออกไป คือไม่อยากจะไปสร้างความขัดแย้งอะไรมากไปกว่านั้นเพราะมันไม่เป็นผลดี จนกระทั่ง ผมออกไปตั้งหลายปี จึงเกิดภาควิชามานุษยวิทยาขึ้นมา แต่การเกิดภาคมานุษยวิทยาขึ้นมาไม่ใช่เกิดเฉพาะผม แต่มีลูกศิษย์ที่เคยร่วมงานนี่สร้างขึ้นมาคืออาจารย์ปราณี และภาคมานุษยวิทยานี่เป็นคนไปสานต่อแล้วสร้างขึ้น ตอนนั้นผมไม่ได้ทำอะไร คือผมทะเลาะกับเจ้าของมหาวิทยาลัยแล้วผมก็เลยไปอยู่ที่อื่น แล้วต่อมาผมก็กลับมาอีกทีหนึ่ง แล้วพวกนี้ก็ชวนให้ผมเข้ามาอยู่ แล้วเราก็ทำให้เกิดภาควิชามานุษยวิทยาขึ้นมา

วิธีการมองภาคมานุษยวิทยาของเรานี่เรามองในแง่ที่ว่าเราไม่เน้นทางด้านทฤษฎี เราเน้นเรื่องประสบการณ์ เพราะมันคู่ขนานไปกับงานทางด้านโบราณคดี ส่วนงานทางทฤษฎีนี่บางทีเราก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง คนที่เรียนมาสี่ปีผมว่าบางทีไม่รู้เรื่องหรอก มันก็เป็นอย่างนี้ มันก็เกิดความคิดนี้ขึ้นมา จากการที่ออกไปทำงานค้นคว้าคู่ขนานเป็นงานโบราณคดีนั้นทำให้เกิดสิ่งใหม่ๆ ขึ้นมา แล้วตัวนี้เป็นตัวหัวใจ ไม่ใช่มองเฉพาะการสืบค้นอย่างเดียว แต่มองคน โดยเฉพาะทางมานุษยวิทยานี้คือการมองคน แล้วการที่จะไปสัมผัสกับคนนั้นไม่ใช่มองจากตัวหนังสือ คุณต้องไปสัมผัส จึงจะเห็นชีวิตของคนตรงนี้ อันนี้เป็นที่มาของภาควิชามานุษยวิทยาและก็ทำกันเรื่อยมา

 

 

ตรงนี้ทำให้ผมได้เกิดกระบวนการเรียนรู้ และหัวใจที่เรียนรู้ที่ผมทำจากการที่มีประสบการณ์เรื่องการที่ศึกษามานี้ได้เห็นการเปลี่ยนแปลง แต่การเห็นการเปลี่ยนแปลงของเรานี่นะ นักการศึกษาสาขาอื่นจะมองไม่เห็น เขามองแปลกๆ มาก วิธีของการมองการเปลี่ยนแปลงทางมานุษยวิทยา คือเอาตัวไปร่วมกับท้องถิ่น เป็นการเปลี่ยนแปลงที่บันทึกระหว่างเวลา แต่ถ้ามองอย่างนักประวัติศาสตร์ใหญ่ๆ ที่มองเมื่อมันพ้นไปแล้วก็เอามันมาวิเคราะห์ขึ้นมา นี่คือสิ่งที่เปลี่ยน แต่มองอย่างนักมานุษยวิทยานี่มันช่วยเสริมงานทางด้านโบราณคดีที่เห็นการเปลี่ยนแปลงในกลุ่มชน ในมิติต่างๆ ตรงนั้น ถ้ามองแบบประวัติศาสตร์นั้นมองจากข้างนอก มันผ่านไปแล้ว แล้วมาตีความ

ฉะนั้นการมองแบบนี้มันต้องออกไปท้องถิ่นจริงๆ จึงจะเห็น แล้วการที่มอง เราก็มาศึกษาใน ด้านอื่นๆ ที่เป็น Factor ไม่ว่าสภาพแวดล้อม เศรษฐกิจ สังคมต่างๆ ว่าไป ให้ครบองค์ประกอบซึ่งอาศัยความรู้ทางมานุษยวิทยาเข้ามาใช้ ตรงนี้ความสำคัญของมานุษยวิทยาที่เราทำกันมาก็คือดูการเปลี่ยนแปลง แต่เวลาคนอื่นมองนั้นผิดละ เขาว่าเรามองไม่เป็น เขาบอกว่านักมานุษยวิทยาที่ศิลปากรมองไม่เห็นหรอกมองแบบเก่าๆ ผมก็ไม่รู้ว่ามันมองไม่เห็นอย่างไร แม้กระทั่งนักโบราณคดีเองไม่รู้จักการเปลี่ยนแปลง ทั้งๆ ที่เราเรียนมานุษยวิทยานี่หัวใจของนักมานุษยวิทยาคือการเปลี่ยนแปลง แต่คุณต้องแยกให้ดีนะ การ เปลี่ยนแปลง Overtime หรือ Fulltime แล้วสิ่ง เหล่านี้เราทำได้เพราะว่าเราลงไปในท้องถิ่น ทำให้มันเหมือนคน แต่เราไม่ถูกยอมรับในสังคม นี่คือปัญหา

ทีนี้ผมจะกลับมาพูดถึงเราเวลานี้เพราะทุกคนก็ได้มีประสบการณ์ที่ได้สัมผัสได้ทุกคนทั้งสิ้น แล้วเห็นคุณค่า จะเห็นว่าเป็นอย่างไร สิ่งที่พูดกันนี้มีประโยชน์มาก เริ่มต้นตั้งแต่อาจารย์สุลักษณ์พูด อาจารย์สุลักษณ์นี่เป็นบุคคลที่สำคัญที่จะเข้าใจ ท่านพูดในกรอบของศีลธรรมมากเลยในเชิงประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา แล้วมองเห็นภาพของสังคมและการเมือง เป็นการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการเมือง ปกติเวลาเราพูดถึงการเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์เราพูดถึงเศรษฐกิจการเมืองส่วนใหญ่ แต่อาจารย์สุลักษณ์พูดถึงสังคมการเมือง เห็นความสัมพันธ์ของคนที่เกิดในยุคในสมัย และสิ่งที่สำคัญที่อาจารย์สุลักษณ์พูดในวันนี้คือ การเปลี่ยนแปลงตั้งแต่สองพันห้าร้อยมาถึงตรงนี้

ซึ่งเป็นยุคที่ผมเอง ท่านอาจารย์สุลักษณ์เองหรือใคร เราอยู่ในรุ่นของสามชั่วคนแล้ว ตั้งแต่สองพันห้าร้อยเป็นต้นมา เราสัมผัสกับการเปลี่ยนแปลง ที่เป็น Change fulltime มา ตลอด สิ่งที่อาจารย์สุลักษณ์พูดก่อนหน้าสองพันห้าร้อยอาจจะ เป็น Change overtime ที่พูดถึงสมัยเจ้านายต่างๆ เหล่านี้ แต่ว่าสิ่งที่อาจารย์สุลักษณ์พูดสองพันห้าร้อยลงมานั้น มันเห็นการเปลี่ยนแปลงเป็นขั้นตอนไป ซึ่งมันสามารถกำหนดได้ว่ายุคนี้เป็นอย่างไร อันนี้เป็นภาพที่เห็น แล้วถ้ามองตรงนี้มันจะเข้าใจการเปลี่ยนแปลง เพราะคนรุ่นผม รุ่นอาจารย์สุลักษณ์ อาจารย์อคินมีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้องตรงนี้มาก โดยเฉพาะอาจารย์อคินนี่ท่านเป็นเจ้าจริง อาจารย์สุลักษณ์ท่านก็พูดแหย่เจ้านาย อย่างอาจารย์อคินท่านเป็นเจ้าที่เป็นคนธรรมดา ท่านเป็นเจ้าที่ไปศึกษางานมานุษยวิทยาที่ในสลัม คือตรงกันข้ามกับที่สูงสุดกับต่ำสุด อาจารย์อคินเขียนได้ลึกมาก เวลาอาจารย์อคินพูดจะพูดเรื่อยเจื้อยไปแต่ว่าแกมีจุดประเด็นที่ให้เห็น ความเข้าใจเป็นอย่างนั้น นี่คือความสัมพันธ์ของอาจารย์อคิน

อาจารย์อคินเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้มีการเปลี่ยนแปลง ก่อนเกิด ๑๔ ตุลาขึ้น เป็นส่วนหนึ่ง แล้วครั้งนั้นมีโครงการค่ายพัฒนาของอาจารย์ป๋วยเรื่องลุ่มน้ำแม่กลองที่เป็นการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจแต่เห็นสังคมน้อย แต่อาจารย์อคินในฐานะที่เป็นมานุษยวิทยาเข้าไปเป็นพวกจัดการเรื่องการสร้างค่ายอาสาพัฒนา โดยธรรมศาสตร์หรือเด็กอะไรต่างๆ นี่ลงไปสัมผัสท้องถิ่น จึงเกิดปฏิกิริยาขึ้นมา เพราะว่าถ้าลงลึกๆ แล้วอาจารย์อคินเป็นตัวการที่สำคัญที่ทำให้เกิด ๑๔ ตุลาขึ้น แต่ไม่มีใครเข้าใจ เด็กที่เคยอยู่ในหอคอยงาช้างนี่ลงไปสัมผัส เกิดความเข้าใจถึง ชีวิตคนจึง React แต่เรา ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงออกมาเป็น ๑๔ ตุลา นี่เป็น Contribution ของอาจารย์อคิน และเป็น Contribution ของนักมานุษยวิทยาที่เข้าไป ที่คนหาว่าคนแก่ๆ ไม่มีน้ำยาอย่างนี้แต่เราก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง งานต่างๆ เหล่านี้มันก็เริ่มมีนักมานุษยวิทยาหลายกลุ่มอย่างเช่นอาจารย์ สุเทพ สุนทรเภสัช นี่ก็เป็นปรมาจารย์คนหนึ่ง ที่คราวที่แล้วที่ผมให้มาพูดนำให้ ฉะนั้นเวลานี้เราก็มาถึงการเปลี่ยนแปลงที่เห็นภาพว่านักมานุษยวิทยานี่มันจะมองออกไปอย่างไร ถึงแม้ว่านักอื่นๆ ควรจะหันทำความเข้าใจกับการเปลี่ยนแปลง ซึ่งนักประวัติศาสตร์เขากำหนดกว้างๆ มันไม่เห็นคน ยกตัวอย่างๆ เช่น เราพูดถึงการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจในสมัยรัชกาลที่ ๔ จากสนธิสัญญาบราวริ่ง นักเศรษฐศาสตร์มองว่าอยู่ที่สนธิสัญญาบราวริ่งแต่นักประวัติศาสตร์อย่างอาจารย์นิธิมองคน มองผ่านโครงสร้างสังคม อาจารย์นิธิจะค้านว่าการเปลี่ยนแปลงไม่ได้อยู่ที่สนธิสัญญาบราวริ่ง มันเปลี่ยนแปลงมานานแล้ว ใต้กรอบของสังคมกฎุมพี ทีนี้ข้อคิดของอาจารย์นิธินี่มีมากในฐานะเป็นนักประวัติศาสตร์ที่มองแบบแมคโคร อาจารย์นิธิเขียนเรื่องปากไก่กับใบเรือมาถึงต่อเนื่องด้วยการเมืองในสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี เป็นเรื่อง Sociality ทั้งนั้น คือ โครงสร้างของสังคมที่เห็นคน ท่านอาจารย์อคินทำงานในสลัมเป็นจุดเล็กๆ ก็เห็นโครงสร้างสังคม เพราะว่าคนในสลัมเวลาเรามองๆ ว่าเป็นม็อบไปหมด พวกนี้สกปรกอยู่กันเป็นชุมชนแออัด นี่คือการมองข้างนอก แต่พออาจารย์อคินเข้าไป เห็นว่ามันไม่ได้อยู่กันเป็นม็อบ มันมีความสัมพันธ์กันอย่างซี้ปึกเลย

ครั้งหนึ่งทาง สกว.ได้มีการคุยถึงเรื่องว่าชุมชนคืออะไร ก็มีนักอะไรก็ไม่รู้พูดถึงความหมายของ Community มากมาย เหลือเกินเก็บมาหมดไม่รู้เรื่องอะไร แต่อาจารย์อคินเอาพวกคนในสลัมไปคุยให้ฟัง ทำให้เห็นความเป็นมนุษย์เลย เพราะคนสลัมมันเป็นพวกเดียวกันหมดเลย เวลาตำรวจมานี่มันช่วยกันมันบอกกัน มันรู้ว่าใครเป็นใคร แต่เรามองแบบนอก แต่นักมานุษยวิทยาอย่างอาจารย์อคินมองเห็นมันมีเครือข่ายกัน แล้วอาจารย์อคินเป็นเจ้าพ่อของพวกสลัม นี่คือความเข้าใจมนุษย์มันเพิ่มขึ้น

แล้วในสลัมนี้เขามีความเปลี่ยนแปลงง่ายๆ ของเขา เขาจะมีทีเด็ดที่เขาจะกำหนดว่า ยุคนั้นเขาเป็นอย่างไร ใครเป็นอย่างไร นี่คือการเปลี่ยนแปลงภายในที่เราไม่เห็น เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไป ทีนี้สิ่งเหล่านี้ขาดมากในการมองประวัติศาสตร์ในภาพรวม แล้ววิธีการอย่างนี้เราก็เอาไปใช้ ทั้งอาจารย์อคิน ผม หรืออาจารย์ปราณีก็นำไปใช้ในการที่ไปมองในท้องถิ่น เพราะงานมานุ ษยวิทยาที่มองท้องถิ่นนี่ เราเห็นความกำหนดการเปลี่ยนแปลงที่ต่างไปจากนักประวัติศาสตร์ที่เป็นแมคโคร ยกตัวอย่างอย่างเวลานี้ไปเทรนคนที่ในเขตทุ่งกุลาร้องไห้ เทรนในการที่ให้รู้ Social structure ผมถึงกลับมาหันมาใช้ Social structure ใหม่ คือความสัมพันธ์ของคนในเรื่องในครอบครัวอย่างที่อาจารย์แสงอรุณพูด มันฟื้นได้เลยว่าหมู่บ้านแต่ละแห่งนี่มันสัมพันธ์กันอย่างไร แล้วมันสะท้อนให้เห็นว่าอันนี้มันไม่ใช่สังคมเกษตร สังคมนายพรานหรืออะไรต่างๆ นี่ แต่มันเป็นสังคมชาวนา ครั้งหนึ่งมันเป็นสังคมชาวนา สังคมชาวนาไม่มีอยู่ ชุมชนไม่ได้อยู่ชุมชนเดียว มันเป็นเครือข่ายของชุมชนที่อยู่ในพื้นที่เดียวกัน ทำไมเป็นอย่างนี้ ก็เพราะมันแต่งงานปะปนกันทั้งนั้น ใช่ไหม ? หมู่บ้านนี้ปะปนกับบ้านนี้ เจ๊กได้กับญวนบ้างมัน มากมายเหลือเกิน มันเห็นความผสมผสาน นั่นคือภาพที่เห็น เพราะฉะนั้นมองชุมชนจึงมองในแง่ของท้องถิ่นที่แลเห็นกันตามเครือข่าย

แล้วได้เห็นการเปลี่ยนแปลงของเขาหลังจากที่ให้เขาได้ไปทำ เพราะฉะนั้นงานขั้นต่อไปนี้มัน เป็น Empower คน ในท้องถิ่นให้เขียนประวัติศาสตร์ของตัวเอง เพราะเราไม่มีทางที่จะรู้ข้างในได้ดีกว่าเขา แต่เรานี่ อย่างที่อาจารย์นิธิหรืออาจารย์ปราณีไปทำ พวกที่ไปช่วยเป็นพี่เลี้ยงทั้งนั้น แต่ว่าไปร่วมกันแบบขบวนการเรียนรู้ ไม่ใช่สู่รู้แล้วไปสอนเขา แล้ว เราก็ได้สิ่งที่เป็นจริงข้างใน แล้วเราเห็น Period ที่มันเปลี่ยนไป อย่างเช่น ที่ทุ่งกุลาที่ให้ชาวบ้านทำ เขาพูดถึง Period ไม่เคยเห็น เลย เขาบอกทุ่งกุลาแตก หลังจากพูดคุยกันเรียบร้อยแล้ว เขาเริ่มสำรวจ Period ของเขา ซึ่ง Period ของ เขานั้นต่างกับเราเวลามอง จะพูดว่าทุ่งกุลาแตกนั้นเกิดขึ้นเพราะอะไร เกิดขึ้นเพราะว่ามันมีการบุกเบิกที่ดินในทุ่งกุลาร้องไห้ แล้วกลุ่มไหนมันมีรถแทร๊กเตอร์นี่มันสามารถบุกเบิกได้มากเลย ปรากฏว่าเวลานี้ผมตกใจว่าไอ้ทุ่งกุลาแตกมันทำให้เกิดการยึดถือครองที่ดินในเขตทุ่งกุลาของหลายๆ หมู่บ้าน บางหมู่บ้านมีรถแทร๊กเตอร์ดี บุกเบิกได้รายหนึ่งสามร้อยสี่ร้อยไร่ นี่คือเขาบอก แล้วจากการตรงนี้เขาจะรักษาได้อย่างไร มันก็ออกในแง่ที่ว่ารัฐบาลไปกำหนดเรื่อง สปก.ให้ไม่เกินเจ็ดสิบไร่ ไอ้พวกนี้ปรับตัวเลย ถ้าจะรักษาไว้ได้ให้มันแต่งงานกันเอง มันเป็นการสร้างใช้กลไกเดิม แต่ในสถาบันเดิมของเขาคือการแต่งงานแบบผู้ใหญ่กำหนด เพื่อรักษาของเขา เห็นไหมใช้สถาบันแบบเดิมในการจัดการรักษาที่ดินไว้ได้ รักษาความมั่นคงของตัวเองได้ แต่คนที่ออกจากทุ่งกุลาไปเป็นแรงงานต่างถิ่น ที่รู้ๆ มันเลวหมดเลย ไปเป็นเอดส์บ้างอะไรบ้าง มันมั่วไปเลย แล้วความเข้าใจตรงนี้มันเริ่มเห็นว่าเหตุใดทุ่งกุลามันถึงรักษาอะไรได้ มันถึงเกิดเขยฝรั่งขึ้นมา มันมีกระบวนการภายในที่เหนียวแน่นมาก ถ้าเราเห็นสิ่งเหล่านี้ มันเป็นชีวิตมนุษย์ที่ท่านอาจารย์สุลักษณ์พูดว่า มันมีการเคลื่อนของคนจากข้างล่างด้วยภูมิปัญญาของเขาเองในช่วงเวลาสามสิบปีสี่สิบปีที่ผ่านมา ที่เคยสร้างขนาดใหญ่ที่มันครอบนี่มันก็ยังมีการเคลื่อนไหวอันนี้อยู่ มันก็เป็นความหวังของเราที่เราทำ ผมว่านี่เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดถ้าเรียนรู้ตรงนี้อนาคตของชาติมันก็จะอยู่ได้ ปัญหาที่ท้ายสุดที่อาจารย์สุลักษณ์พูดวันนี้รวมทั้งท่านอาจารย์อคินด้วยคือปัญหาเรื่องศีลธรรมในสังคมไทย ไม่ใช่มีปัญหาเรื่องรัฐธรรมนูญหรือไม่ มีเลือกตั้งหรือไม่ เราขาดศีลธรรมตลอดเลย

งานมานุษยวิทยานี่จะต้องมองในแง่ที่ว่า ไม่ใช่มองมนุษย์ที่เป็นสัตว์สังคมอย่างเดียวสัตว์เศรษฐกิจหรือสัตว์การเมือง เราต้องมองในฐานะที่เป็นสัตว์ทางศีลธรรม ทำไมจึงมองโลกนี้ไม่ค่อยได้ ผมได้รับการเทรนมาแบบนักมานุษยวิทยาแบบเก่าๆ อาจารย์ผมคนหนึ่งบอกว่าเราจะต้องมองคนในฐานะ Moral being อันนี้ ที่เป็นเรื่องที่สำคัญ

ทีนี้การมองเป้าหมายการอยู่ยงของคนนั้นไม่ใช่เศรษฐกิจ เป้าหมายนั้นคือการอยู่ยงกันอย่างราบรื่นและมีศีลธรรมอย่างไร นั่นเป็นเรื่องใหญ่ ทุกวันนี้วิกฤติของชาติขณะนี้คือวิกฤติทางศีลธรรม และไม่รู้ว่าอะไรมันเกิดขึ้น สังคมไทยถ้าไม่แก้ตรงนี้ไปไม่รอด แต่ขณะเดียวทางศิลปากรเองทางมานุษยวิทยาเองจะต้องมาร่วมทำตรงนี้ ถึงแม้ว่ามันไม่เสียหาย แต่ว่าจะทำอย่างไรถึงจะฟื้นอะไรต่างๆ ของให้คนข้างล่างให้เขาเป็นตัวของตัวเอง แต่สิ่งที่สำคัญคุณต้องทำให้เขารู้จักตัวเอง เกิดความมั่นใจในตัวเอง เกิดความศรัทธาในตัวเอง มันถึงจะอยู่รอด คือมิติสิ่งที่เป็นเรื่องใหญ่ๆ ที่ผมคิดว่าวันนี้หลายท่านพูดมันเห็นภาพ แต่ขณะนี้ถ้าเราพูดออกไปข้างนอกล้าหลังแล้ว เขาพูดถึงว่าจะมีการจ้างเท่าไหร่ เตรียมมาลงทุนเท่าไหร่ ถามว่าขณะนี้สังคมไทยอะไรเกิดขึ้น ก็เป็นขี้ข้าชาวต่างชาติหมดเลย ที่ดินหมดไปอะไรไป แต่ถ้าฟื้นอย่างทุ่งกุลา ไม่มีทาง มันไม่เหลิงที่จะขายแรงงานตามชาวต่างชาติให้ไปเกิด สภาพ Broken home ไหลตายบ้าง เกิดเหตุครอบครัวแตกแยก แต่มันสร้างความมั่นคงขึ้นมา มันก็ต้องหันกลับไปดูโครงสร้างเดิมของเรา แล้วผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้มันต้องไปทบทวน แม้ว่าทบทวนแบบมองหลายๆ ด้าน ในด้านการวิชาการ งานโบราณคดีเป็นงานที่ผมทำที่พูดถึงอดีตว่า คนในสมัยอดีตเขาอยู่กันอย่างไร แล้วคนสมัยปัจจุบันสานต่อได้อย่างไร ได้เรียนภูมิปัญญาอย่างเก่าๆ มาสร้าง อย่างเช่นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นต้น ฉะนั้นภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่อาจารย์ชลิตพูด หัวใจของภาคตะวันออกเฉียงเหนือคือการจัดการน้ำ แบบ Tank system คืออ่าง เก็บน้ำ แล้วแบบนี้ไปดูศรีลังกาได้ แต่การจัดการน้ำเขาไม่ได้ทำขุดคลองขุดแบบภาคกลาง มันคนนิเวศน์กัน และก็ไม่เหมือนขุดเหมืองฝายแบบภาคเหนือด้วย มันเป็นสังคมน้ำนิ่ง แต่ปัจจุบันนี้เราไปทำลายสิ่งเหล่านี้ เพราะฉะนั้นงานทางโบราณคดีอาจจะช่วยตั้งเยอะตั้งแยะมาสานต่องานมานุษยวิทยา งานโบราณคดีมองอดีตที่ห่างไกล แต่ต้องมองบริบทของความสัมพันธ์สภาพแวดล้อม

เมื่อเร็วๆ นี้มีการพูดคุยกันถึงเรื่องการทำเครื่องปั้นดินเผาที่ศูนย์สิรินธรจัด ผมไม่เห็น Ethno-archaeology คำว่า Ethno-archaeology มันต้องเห็นคน ยกตัวอย่างๆ เช่น ทำไมไม่พูดถึงว่าไอ้เตา สามโคกที่อยู่ปทุมธานีนี่มันเกิดขึ้นได้อย่างไร มันสัมพันธ์กับคนกลุ่มหนึ่งคือมอญใช่ไหม แล้วก่อนหน้านั้นใครไปอยู่ตรงนั้น แล้วมันเป็นอย่างไร แล้วงาน เครื่องปั้นดินเผาที่เขาทำมัน Save อะไร อันนี้มันจะเห็น หรือในเขตหลายๆ เขต แม้กระทั่งด่านเกวียนก็มองในแง่ของเชิง Ethno-archaeology ได้ใช่ไหม เพราะแหล่งด่านเกวียนมันเป็นแหล่งที่ผลิตเครื่องใช้ดินเผาแบบแกร่ง ทำตุ่มน้ำ โอ่งน้ำตั้งเยอะแยะที่ตอบสนองความต้องการของคนอีสานในเขตอีสานใต้ มันเกิดขึ้นโดยคนเป็นส่วนใหญ่ ผมไปศึกษานี่ แล้วด่านเกวียนนี่มันก็จะรื้อในแง่ของเครื่องปั้นดินเผาเราไปยุ่งกับ อยุธยา ที่ จริงมัน Local ทั้งนั้น เพื่อความต้องการของท้องถิ่น แล้วรูปแบบมันก็ย้อนไปถึงสมัยลพบุรี ทวารวดีนี้ได้ จะให้มีความสัมพันธ์อย่างไร แล้วก็มาเปลี่ยนแปลงเพราะว่าใครต่างๆ ไปเปลี่ยน เอารูปแบบบ้าๆ บอๆ ไปให้ ด่านเกวียนจึงไม่เหลืออะไรเลย นี่มันต้องมองตรงนี้ เราไปมองเรื่องเทคนิคอย่างเดียว มันก็ไม่เห็นคน

ฉะนั้นงานทางมานุษยวิทยาก็ไปเสริม เสริมที่สำคัญที่สุดคือเรื่องตำนาน อย่างที่ผมบอก ตำนานคือ Living history คือสิ่งที่จะ ช่วยให้คนเขารู้จักโลกทัศน์ของเขา สิทธิบางอย่าง ตำนานเป็นเรื่องที่ผมทำที่ทำความเข้าใจแล้วก็ผูกกันเอง สิ่งเหล่านี้งานทางด้านมานุษยวิทยาทำมา แต่คนไม่เข้าใจ ผมก็อยากจะให้กำลังใจว่า นี่สิ่งที่เรามามองกันนี่ ทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงในสังคมเราในมิติของท้องถิ่น แล้วสิ่งเหล่านี้จะทำให้คนได้รู้จักตัวเองดี เพราะว่าเวลาเรามองเข้าไปไม่ใช่ Present งานที่ผ่านไปแล้ว งานของภาพสังคมนักมานุษยวิทยาเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเปลี่ยนแปลง เพราะฉะนั้นอย่างอาจารย์ปราณีหรือใครที่ไปทำนี่ถือว่าสำหรับการจัดพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น เราไม่ปิดเพื่อให้คนในท้องถิ่นไปเรียนรู้ แล้วบอกว่าต่อไปคืออะไร มันจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ผมว่าอันนี้นี่สำคัญ

ฉะนั้นหัวใจของงานทางด้านมานุษยวิทยาที่ทำให้คนรู้การเปลี่ยนแปลง ที่มาที่ไป แล้วจะเปลี่ยนแปลงไปในทาง ทิศใด แล้วการลง Local คือหมายความ ว่ามันสู่กระบวนการที่เรียกว่า Localization วิธี Localization เท่านั้น ซึ่งจะต้าน Globalization ได้ แต่ Localization ไม่ใช่ มองแบบใครมากล่าวหาว่าเป็น ท้องถิ่นนิยม กระบวนการ Localization คือ การรู้จักตัวเอง แล้วรู้จักอะไรที่ไม่ดีทิ้งไป แล้วรู้จักเอาของใหม่มาปรับใช้ วิธีการอย่างนี้มันจะต้องทำต่อไป ถ้าบ้านเมืองจะอยู่รอด ผมคิดว่าขณะนี้จำเป็นที่มาพูดในวันนี้เพราะว่า เชิญอาจารย์สุลักษณ์หรือใครๆ มาพูดนี่มาเกี่ยวกันเป็นกระแสเดียวเท่านั้น เพราะตอนท้ายอาจารย์สุลักษณ์ก็ทิ้งท้ายไว้เห็นไหมว่า มันต้องสร้างกระบวนการจากจิตใจให้เคลื่อนไว้รู้จักตัวเอง นี่เป็นเรื่องสำคัญมาก

แล้วสิ่งที่ผมได้มานี้ไม่สำคัญสำหรับผมหรอก แต่มันเป็นขบวนการเรียนรู้ที่อยากจะพูดว่า ได้เกิดขึ้นมาในมหาวิทยาลัยศิลปากร คณะโบราณคดีและในภาคมานุษยวิทยานั่นเอง และก็ขอขอบคุณเป็นอย่างมากที่ให้โอกาสได้พูดอย่างนี้ เพราะผมไม่ค่อยได้มา ที่ไม่ค่อยได้มาเพราะรู้สึกว่า ไม่รู้จักใคร ก็ขอขอบคุณที่ได้ให้มาปรากฏตัวในที่นี้ ขอบคุณ

 

ผู้ดำเนินการอภิปราย

 

ครับ ขอบพระคุณท่านอาจารย์ศรีศักรมากๆ ครับ ผมคิดว่าในฐานะที่เป็นตัวแทนของภาควิชามานุษยวิทยาก็กราบขอบพระคุณอาจารย์ที่เป็นผู้ให้กำเนิดกับภาควิชานี้อย่างโบราณคดีแม้จะร่วมกับอาจารย์ปราณีและท่านอาจารย์อีกหลายๆ ท่านแรกเริ่มนะครับ จนกระทั่งทุกวันนี้เข้าสู่สามสิบปีมาแล้ว อาจารย์ก็ไม่ได้ทิ้งพวกเรา และก็ยังให้กำลังใจพวกเราในการทำงานทางมานุษยวิทยาหรือว่าทานกับกระแสไม่ว่าจะเป็นทุนนิยมหรือแม้กระทั่งเป็น Globalization อย่างไรก็ตาม ในฐานะที่เป็นตัวแทนของภาคมานุษยวิทยาก็ขอขอบพระคุณอาจารย์มากครับ และขออนุญาตขอบพระคุณสำนักพิมพ์เมืองโบราณ มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ที่ทำให้เกิดงานในวันนี้ ตลอดจนท่านผู้เข้าร่วมเสวนาทุกท่าน อาจารย์ทุกท่านและนักศึกษาที่เข้ามาช่วยงานในครั้งนี้

คิดว่ารางวัลที่อาจารย์ได้รับหรือแม้กระทั่งคุณูปการทางวิชาการที่อาจารย์ได้รับจะเป็นกำลังใจให้พวกเราที่เป็นผู้ใฝ่รู้ที่อยากจะเดินรอยตามหรือแม้กระทั่งรับช่วงต่อจากความคิดของอาจารย์ที่จะต่อยอดหรือว่านำความรู้เหล่านี้ไปสู่นักศึกษาหรือแม้กระทั่งสูสาธารณะต่อๆ ไป

ก่อนที่จะปิดงานผมขออนุญาตที่จะให้ทุกท่านได้แสดงความคิดเห็นในเอกสารประเมินของงานในครั้งนี้ และท่านที่อยากจะแสดงมุทิตาจิตกับอาจารย์ศรีศักรในกรณีที่ท่านได้รางวัลก็เรียนเชิญ ก็ขอขอบคุณทุกๆ ท่านในวันนี้และหวังว่า ภาควิชามานุษยวิทยาจะได้นำความรู้หรือแม้กระทั่งการแลกเปลี่ยนความรู้ในครั้งต่อๆ ไปอีก ขอบพระคุณท่านอาจารย์ศรีศักรและทุกๆ ท่าน ขอบพระคุณครับ

 

 

 

 

   
ร่วมแสดงความคิดเห็น

 

 

 

 

 

 
   
   

 



เว็บไซต์ของมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์จัดทำขึ้น เพื่อเผยแพร่การดำเนินงาน ข่าวสาร ข้อมูลของมูลนิธิฯ บทความ จดหมายข่าว พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น กิจกรรม ตลอดจนความรู้ทางสังคมและวัฒนธรรม โดยมีคำจำกัดความกิจกรรมของมูลนิธิฯ ว่า " รวบรวม บันทึก ศึกษา ข้อมูลทางวัฒนธรรม สนับสนุนการอนุรักษ์เพื่อพัฒนา เผยแพร่เพื่อการศึกษาของสาธารณชน " ดังนั้น ทางมูลนิธิฯ มีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง หากท่านผู้มาเข้าชมได้รับสาระความรู้จากเว็บไซต์ของมูลนิธิฯ หรือหากต้องการนำข้อมูลหรือรูปภาพที่ได้จากเว็บไซต์นี้ไปใช้ประโยชน์เพื่องานด้านวิชาการ กรุณาแจ้งมาที่ webmaster ทางอีเมล์ หรือตามที่อยู่ด้านล่างนี้

ติดต่อมูลนิธิฯ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
ทาง E-mail: lek_prapai@yahoo.com โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘-๙ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
เว็บมาสเตอร์ : อนุสรณ์ โพธิ์แก่นแก้ว