เมืองโบราณ
พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ
วารสารเมืองโบราณ
สารคดีดอตคอม
วิทยาลัยการจัดการทางสังคม
แสดงความคิดเห็นผ่านสมุดเยี่ยมชม

ดรรชนีบทความ
อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม

'ปุษยคีรี ' ศรีอู่ทอง ข้อสันนิษฐานศูนย์กลางสุวรรณภูมิ

 

 

 

'ปุษยคีรี ' ศรีอู่ทอง ข้อสันนิษฐานศูนย์กลางสุวรรณภูมิ

(ข้อมูลและภาพประกอบจาก กรุงเทพธุรกิจ : จุดประกาย วันพฤหัสบดีที่ ๖ เมษายน ๒๕๔๙)

 
 


สัจภูมิ ละอ







" เมืองอู่ทองนับเป็นเมืองแรกเริ่มในสมัยต้นประวัติศาสตร์ยุคสุวรรณภูมิ หรือต้นพุทธกาลที่มีหลักฐานโบราณคดีชัดเจน"

นี่เป็นบทสรุปอันรวบรัดของ ร.ศ.ศรีศักร วัลลิโภดม ในการศึกษาประวัติศาสตร์โบราณคดีเมืองอู่ทอง ที่ใช้เวลาค้นคว้า รวบรวมข้อมูลมาตั้งแต่ พ.ศ. 2539 เรื่อยมาจวบจน พ.ศ. 2549 โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

พร้อมๆ กับการเปิดเผยผลงานการค้นคว้าของอาจารย์ศรีศักร ร่วมกับสำนักพิมพ์เมืองโบราณ ผู้จัดพิมพ์หนังสือ ได้นำผู้ทรงคุณวุฒิทางวิชาการ สื่อมวลชน และผู้สนใจไปเยือนเมืองอู่ทอง

เป็นการเยี่ยมเยือนท่ามกลางอากาศร้อนของเดือนเมษา และบรรยากาศการเมืองแสนจะอึมครึม

เมื่อคณะของเราเข้าเขตตำบลจรเข้สามพัน เขตอำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี อาจารย์ศรีศักรชี้ชวนให้ดูคูเมืองเดิม อันเป็นคูเมืองดินเก่าแก่ ที่ชาวบ้านย่านตำบลจรเข้สามพันเรียกกันว่าถนนท้าวอู่ทอง คูเมืองนี้อาจารย์อธิบายว่า

"บริเวณใดที่เป็นชุมชนสำคัญ ก็จะมีการสร้างศาสนสถานขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในบริเวณตัวเมืองก็จะมีการขุดคูน้ำล้อมรอบ มีกำแพงดินโอบล้อม และมีประตูเมืองในตำแหน่งที่เป็นทิศเป็นทาง เกิดศาสนาน้อยใหญ่ขึ้นในเขตเมือง มีสระน้ำหนองน้ำเพื่ออุปโภคบริโภค รวมทั้งเพื่อทำพิธีทางศาสนา"

คำอธิบายนี้นอกจากอธิบายคูเมืองรอบนอกของเมืองโบราณอู่ทองแล้ว ยังใช้อธิบายการเป็นเมืองโบราณของบริเวณที่เรียกว่า ' คอกช้างดิน ' อีกด้วย


อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม ขณะบรรยายบริเวณโบราณสถานคอกช้างดิน

 

เราผ่านลำน้ำจรเข้สามพันที่ในตำนานว่าตื้นเขินเป็นเหตุให้เกิดโรคห่าระบาด ทำให้พระเจ้าอู่ทองทรงย้ายเมืองไปตั้งกรุงศรีอยุธยา ผ่านเข้าไปยังคอกช้างดิน เดิมชาวบ้านเรียกว่าคอกช้างดิน เพราะเข้าใจว่าเป็นคอกช้าง แต่จากหลักฐานการขุดค้นพบว่าเป็นโบราณสถานยุคทวารวดี ราวพุทธศตวรรษที่ 12-14 อันเป็นยุคร่วมสมัยกับเมืองโบราณอู่ทอง เหนือบริเวณที่เรียกว่าคอกช้างดินขึ้นไป มีร่องรอยฐานปราสาทเก่าแก่ อันเป็นศาสนสถานของพราหมณ์ เมื่อยืนอยู่ตรงจุดปราสาทแห่งนี้ แล้วหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ก็จะเป็นที่ตั้งของคอกช้างดิน ซึ่งอาจารย์ศรีศักรอธิบายว่าแท้จริงก็คือสระน้ำ หรือแหล่งเก็บน้ำอันศักดิ์สิทธิ์นั่นเอง

คณะของเราเข้ารับประทานอาหารที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง แล้วชมภาพหลักฐานต่างๆ ที่ชี้ชัดให้เห็นว่าเมืองอู่ทองมีพัฒนาการมาอย่างไร โดยดูจากโบราณวัตถุที่ค้นพบ เช่น เศียรพระพุทธรูปทองคำ ศิลปะทวารวดี คนแคระรูปปั้น ศิลปะทวารวดี ธรรมจักรทวารวดี ประติมากรรมดินเผารูปพระสงฆ์ 3 รูปอุ้มบาตร ศิลปะแบบอมราวดี พุทธศตวรรษที่ 5-6 เป็นต้น


รูปปั้นดินเผาพระภิกษุ ๓ รูป

 

โบราณวัตถุเหล่านี้เองเป็นหลักฐานให้นักวิชาการชี้ว่าอู่ทองเป็นส่วนหนึ่งของสุวรรณภูมิ อาจารย์ศรีศักรชี้ว่า

"เรื่องของสุวรรณภูมิและฟูนัน เป็นสมัยและเวลาที่มีมาก่อนพุทธศตวรรษที่ 12 ที่เรียกว่าสมัยทวารวดี โดยหยิบยกตำแหน่งทางภูมิศาสตร์และโบราณวัตถุที่มีอายุเก่าแก่กว่าสมัยทวารวดีมาตีความว่า บริเวณเมืองอู่ทองและปริมณฑลนั้นเป็นศูนย์กลางสำคัญของแว่นแคว้นโบราณในสมัยสุวรรณภูมิที่มีการกล่าวถึงในคัมภีร์โบราณของอินเดีย และแคว้นนี้ก็ตรงกับจดหมายเหตุจีนที่เรียกว่า กิมหลัน ซึ่งแปลว่าแผ่นดินทอง"

เรื่องนี้อาจารย์มานิต วัลลิโภดม เคยฟันธงมาก่อนว่าการส่งสมณทูตโสณะและอุตระของพระเจ้าอโศกมหาราชมาเผยแผ่พุทธศาสนาที่สุวรรณภูมินั้น น่าจะมาที่เมืองอู่ทองนี้เอง

ใช่แต่เพียงเท่านั้น ศาสตราจารย์บวสเซอร์ลิเยร์ ผู้ขุดค้นเมืองอู่ทองก็ชี้ว่าเมืองอู่ทองไม่ใช่เมืองที่สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 เคยครองมาก่อนการสร้างกรุงศรีอยุธยา เพราะมีอายุเก่าแก่กว่ามากมาย และเชื่อว่าเมืองอู่ทองเคยเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรฟูนัน เพราะพบหลักฐานทางโบราณวัตถุเก่าแก่มากกว่าเมืองออกแอว และยังอธิบายว่า เมืองอู่ทองเป็นเมืองศูนย์กลางลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยามาก่อนจะย้ายไปนครปฐม สาเหตุที่ร้างไปนั้นเพราะอ่างเก็บน้ำและเขื่อนกั้นน้ำพังทำให้น้ำไหลบ่าเข้าท่วมเมือง

นอกจากนี้ ศาสตราจารย์ชิน อยู่ดี ยังค้นคว้าพบว่ามีวัตถุสมัยฟูนันขึ้นไป หลักฐานสำคัญคือโบราณวัตถุที่อาจเป็นจี้หรือต่างหู เรียกว่า ลิง-ลิง-โอ พบที่แหล่งโบราณคดีดอนตาเพชร อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี อันเป็นพื้นที่ติดต่อกัน

อาจารย์ชิน ยังกำหนดเวลาของวัตถุโบราณว่ามีอายุราว 1,700 ปี ลงมา นั่นคือสมัยฟูนันนั่นเอง ความเห็นดังกล่าวพ้องกันกับ ดร. เอียน โกลฟเวอร์ ที่เข้ามาศึกษาเมืองอู่ทอง

หลังจากนั้นคณะสัญจรได้เดินทางสู่เขาพระ หรือเขาพระศรีสรรเพชรญาราม กราบนมัสการพระพุทธรูปบริเวณเชิงเขา ชมซากเจดีย์เก่าสมัยอยุธยา และชมทิวทัศน์เมืองอู่ทองอันสวยงาม จากนั้นเดินทางสู่เขาดีสลัก กราบนมัสการรอยพระพุทธบาทสมัยทวารวดี


ซากเจดีย์สมัยอยุธยา บนยอดเขาพระฯ

 

รอยพระพุทธบาททำจากหินทรายแดง ตรงกลางมีรูปธรรมจักรขนาดใหญ่ นอกจากนั้นเป็นรูปวงกลมเล็กๆ เป็นรูปธรรมจักรบ้าง เป็นรูปสัตว์ต่างๆ บ้าง รวมกันแล้วมี 108 วง เรียกว่า มงคล 108 ประการ อาจารย์ศรีศักรชี้ว่าเป็นศิลปะทวารวดีตอนปลาย ราวพุทธศตวรรษที่ 16-17


รอยพระพุทธบาทมีวงกลม ๑๐๘ วง มีธรรมจักรใหญ่ตรงกลาง

 

"การตีความเรื่องเมืองอู่ทองเป็นเมืองของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 ที่มีอายุในพุทธศตวรรษที่ 19 ตอนปลายนั้น ดูขัดแย้งกันกับโบราณสถานวัตถุส่วนใหญ่ที่เป็นของในสมัยทวารวดี ในพุทธศตวรรษที่ 12-17" อาจารย์ศรีศักร ย้ำพร้อมแสดงหลักฐานสำคัญเกี่ยวกับสุวรรณภูมิที่พบใหม่ นั่นคือแท่งศิลามีจารึกภาษาสันสกฤตว่า ' ปุษยคีรี ' ที่ค้นพบในอินเดีย

" เข้าใจว่าพบแถวเขาที่อยู่ทางทิศเหนือของเมืองที่พระเจ้าอโศกมหาราชโปรดให้สร้างพระสถูปบรรจุพระบรมธาตุของพระพุทธเจ้าในอินเดีย"

นี่อีกหลักฐานใหม่อีกชิ้นหนึ่งที่อาจารย์ศรีศักรใช้ตีความว่าเมืองอู่ทองน่าจะเป็นศูนย์กลางของสุวรรณภูมิ

" ผมตีความให้คนมาเช็ค" อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม กล่าวทิ้งท้ายเพื่อการสืบค้นต่อๆ ไป

 

 

 

 

 

 

 

 

 



เว็บไซต์ของมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์จัดทำขึ้น เพื่อเผยแพร่การดำเนินงาน ข่าวสาร ข้อมูลของมูลนิธิฯ บทความ จดหมายข่าว พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น กิจกรรม ตลอดจนความรู้ทางสังคมและวัฒนธรรม โดยมีคำจำกัดความกิจกรรมของมูลนิธิฯ ว่า " รวบรวม บันทึก ศึกษา ข้อมูลทางวัฒนธรรม สนับสนุนการอนุรักษ์เพื่อพัฒนา เผยแพร่เพื่อการศึกษาของสาธารณชน " ดังนั้น ทางมูลนิธิฯ มีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง หากท่านผู้มาเข้าชมได้รับสาระความรู้จากเว็บไซต์ของมูลนิธิฯ หรือหากต้องการนำข้อมูลหรือรูปภาพที่ได้จากเว็บไซต์นี้ไปใช้ประโยชน์เพื่องานด้านวิชาการ กรุณาแจ้งมาที่ webmasterทางอีเมล์ หรือตามที่อยู่ด้านล่างนี้

ติดต่อมูลนิธิฯ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
ทาง E-mail: lek_prapai@yahoo.com โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘-๙ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
เว็บมาสเตอร์ : อนุสรณ์ โพธิ์แก่นแก้ว
แนะนำ ติ-ชม หรือหากคุณมีข่าวสารที่น่าสนใจต้องการนำเสนอ E-mail มาที่ webmaster@lek-prapai.org