เมืองโบราณ
พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ
วารสารเมืองโบราณ
สารคดีดอตคอม
วิทยาลัยการจัดการทางสังคม
แสดงความคิดเห็นผ่านสมุดเยี่ยมชม

ดรรชนีบทความ
อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม

เอกสารประกอบการเสวนา
" เขาพระวิหาร : ระเบิดเวลาจากยุคอาณานิคม "

วันศุกร์ที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๕๑



 

 

เอกสารประกอบการเสวนา “ เขาพระวิหาร : ระเบิดเวลาจากยุคอาณานิคม ”

 
 

 

๙ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๑

ณ ร้านหนังสือริมขอบฟ้า มุมอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

 

นับเนื่องจนถึงปัจจุบันก็เป็นเวลากว่า ๔ ทศวรรษ ที่เรื่องราวของปราสาทเขาพระวิหารเงียบหายไปจากความสนใจของผู้คนในสังคมไทย จนกระทั่งเมื่อต้นปี พ.ศ.๒๕๕๑ ชื่อ "ปราสาทเขาพระวิหาร" ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๐ ในการประชุมยูเนสโก ณ เมืองไครส์เชิร์ท นิวซีแลนด์ ที่ประเทศกัมพูชาเสนอให้ปราสาทเขาพระวิหารเป็น “ มรดกโลก ” (เฉพาะส่วนที่อยู่ฝั่งกัมพูชา) ทางฝ่ายไทยได้ยื่นเรื่องคัดค้านเพราะต้องการขอมีส่วนร่วมเสนอให้ปราสาทเขาพระวิหารเป็นพื้นที่มรดกโลกร่วมกับกัมพูชา ประเทศไทยได้อ้างว่า... “ เพราะโบราณสถานที่เกี่ยวข้องและองค์ประกอบสำคัญทางประวัติศาสตร์ต่างๆ อาทิ ปราสาทโดนตวล , บรรณาลัย , สถูปคู่ , สระตราว ฯลฯ ต่างตั้งอยู่ฝั่ง อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ และทางขึ้นสู่เขาพระวิหารอยู่ฝั่งประเทศไทย ”

ทว่าเมื่อต้นปี ๒๕๕๑ ทางกัมพูชาก็ได้เริ่มมีความพยายามสร้างทางขึ้นสู่ปราสาทเขาพระวิหารจากฝั่งกัมพูชา โดยเมื่อวันที่ ๑๕ มกราคม พ.ศ.๒๕๕๑ ได้มีการเซ็นสัญญาว่าจ้าง บริษัท เซี่ยงไฮ้กรุ๊ป จากประเทศจีน เข้ารับเหมาก่อสร้างถนนเพื่อหาทางขึ้นปราสาทเขาพระวิหารจาก จ.กัมปงธม และ จ.พระวิหาร ฝั่งกัมพูชาโดยตรง ทางด้านองค์การยูเนสโกได้ออกประกาศเลื่อนการพิจารณาเรื่องของมรดกโลกออกไปและให้ทั้งสองประเทศหาข้อยุติให้ได้เสียก่อน จึงค่อยนำเสนอเรื่องใหม่เข้ามาใหม่ในเดือนมิถุนายน 2551

เหตุใดเวลากว่า ๔๖ ปี ปัญหาปราสาทเขาพระวิหารเงียบหายไป กลับยังกลับมาอีกครั้งฉะนั้นเพื่อทำความเข้าใจกับปมปัญหาเรื่องปราสาทเขาพระวิหาร ก็สมควรที่หันกลับไปทำความรู้จักกับปราสาทเขาพระวิหารเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น

 

ปราสาทเขาพระวิหาร : ความชอบธรรมทางการเมืองหรือบุญกริยาของจักรพรรดิราช

ปราสาทเขาพระวิหาร ตั้งอยู่บนผาเขาที่ยื่นล้ำออกจากเทือกเขาดงเร็ก (พรมแดนระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชาในปัจจุบัน) เข้าไปเหนือแผ่นดินที่ราบต่ำ เริ่มแรกมีฐานะเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์จากการที่พระเจ้าโยศวรมันปฐมกษัตริย์แห่งอาณาจักรพระนคร (พุทธศตวรรษที่ ๑๕) ทรงได้สถาปนาศิวลึงค์ ณ เทวาลัยเขาพระวิหารให้เป็นศิวลึงค์ศักดิ์สิทธิ์และให้เป็นสถานที่จาริกแสวงบุญ ต่อมาในสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๑ (ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๖) ได้เริ่มสร้างปราสาทพระวิหารขึ้น ซึ่งมีที่ตั้งแนวลาดเอียงขึ้นไปตามความชันของผา ด้วยลักษณะการสร้างปราสาทเช่นนี้ทำให้ปราสาทเขาพระวิหารมีความโดดเด่นและแตกต่างจากปราสาทเขมรอื่นๆ กระทั่งมีคำกล่าวที่ว่า “ ในบรรดาศาสนสถานในประเทศกัมพูชาทั้งมวลไม่เป็นที่สงสัยเลยว่าศาสนสถานที่เขาพระวิหารมีความโดดเด่นและความงดงามเป็นที่สุด ”

ความเชื่อเรื่องภูเขาศักดิ์สิทธิ์หรือลัทธิภูเขา (ลัทธิพนม) เป็นความเชื่อที่มีอยู่กลุ่มคนพื้นเมืองเขมรโบราณ โดยมีการสถาปนาภูเขาที่ตั้งอยู่ในท้องถิ่นขึ้นเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ประจำท้องถิ่น เช่น บาพนม ที่วยาธ ปุระ ต่อมาเมื่อกลุ่มชนชั้นปกครองรับลัทธิเทวะราชาซึ่งมีอิทธิพลจากศาสนาพราหมณ์ เข้ามาเสริมสร้างความชอบธรรมให้กับผู้ปกครองว่ามีฐานะเป็นสมมติเทพหรือเทพเจ้า จึงได้มีการนำเอาความเชื่อในลัทธิภูเขาและเทวะราชามาเข้ารวมกัน ดังกรณีของกษัตริย์ชัยวรมันที่ ๒ (สมัยอาณาจักรพระนคร) ในประมาณ พ.ศ. ๑๓๔๘ พระองค์ทรงได้สถาปนาพนมกุเลนเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์ (ที่ประทับของศิวลิงค์ศักดิ์สิทธิ์) และศูนย์กลางอาณาจักรพระนคร ต่อจากนั้นก็ทรงได้ขึ้นไปประกอบพิธีกรรมรับพระราชอำนาจจากเทพเจ้าในการปกครองเป็นกษัตริย์ที่มีความชอบธรรมด้วยฐานะของเทพ

อย่างไรก็ตามอาจารย์ ศรีศักร วัลลิโภดม ได้ตั้งข้อสังเกตต่อประเด็นการสถาปนาภูเขาศักดิ์และความชอบธรรมของเทวะราชาในอีกด้านหนึ่งว่า “ ...การสร้างปราสาทหรือศาสนสถานใดๆก็ดีหาได้เป็นการแสดงเจตนารมย์เพื่อแสดงอำนาจทางการเมืองเหนือผู้คนในดินแดนนั้นๆไม่ หากเป็นการสยบและให้เกียรติแก่อำนาจศักดิ์สิทธิ์และการสร้างมิตรไมตรีกับผู้คนของดินแดนนั้นด้วย อาจนับเป็นกริยาบุญของบุคคลที่ปรารถนาเป็นจักพรรดิราช อันเป็นเรื่องเฉพาะตนของพระมหากษัตริย์องค์นั้นๆมากกว่า... ” (ศรีศักร วัลลิโภดม.(๒๕๕๑).วารสารเมืองโบราณ ๓๔(๑) : ๘)


ภาพผังแสดงแนวตัดขวางทิศเหนือ – ใต้ ของปราสาทเขาพระวิหาร

ซึ่งเห็นได้อย่างชัดเจนถึงลักษณะสถาปัตยกรรมที่ตั้งตามแนวลาดเอียงของจงอยผา


การเกิดขึ้นของ "เส้นพรมแดน " กับข้อขัดแย้งเรื่องปราสาทเขาพระวิหาร

เมื่อหยิบแผนที่ประเทศไทยในปัจจุบันขึ้นฉบับหนึ่งสิ่งแรกที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือ ประเทศต่างๆ ที่มีเส้นเขตแดนบรรจบกันอยู่ในแต่ละภูมิภาค การเดินทางข้ามจากประเทศหนึ่งไปอีกประเทศหนึ่งต้องมีการขออนุญาตผ่านแดนด้วยพิธีการต่างๆมากมาย หากทว่า เส้นเขตแดน,อาณาเขต,ความเป็นประเทศ ปรากฏอยู่ในแผนที่ซึ่งคุ้นตากันอยู่ในปัจจุบันเป็นสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นในระยะเวลาไม่เกินกว่า ๑ ศตวรรษพร้อมกับการเข้ามาของลัทธิล่าอาณานิคมโดยชาวตะวันตก เนื่องจากแต่เดิมรูปแบบของรัฐหรืออาณาจักร ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ผูกอยู่กับจารีตความเชื่อทางการปกครองที่มีอิทธิพลของศาสนาพราหมณ์ – พุทธ ซึ่งเปรียบราชธานีหนึ่งๆ เป็นศูนย์กลางของจักรวาลที่มีหัวเมืองต่างๆ รายล้อมกันออกไป เห็นได้จากแผนที่สมัยอยุธยาที่แสดงให้เห็นถึงบ้านเมืองต่างๆ ทะเล แต่ไม่เห็นถึงเส้นขอบเขตใดๆเลยในนั้น

สำหรับในกรณีของประเทศไทยแล้วสำนึกความรับรู้เรื่องแผนที่และเส้นแบ่งพรมแดนเป็นสิ่งที่เพิ่งเริ่มเกิดขึ้นเมื่อรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ภายใต้สภาวะที่ไทยต้องเผชิญกับการล่าอาณานิคมของจักรวรรดินิยมตะวันตก แต่ก่อนหน้านั้นราชสำนักสยามมิได้ให้ความสนใจกับการปักปันเขตแดนใดๆ เลยทั้งสิ้น ดังเห็นได้จากเหตุการณ์ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่ ที่อังกฤษได้พม่าตอนใต้เป็นอาณานิคมแล้ว จึงได้มอบหมายให้เฮนรี เบอร์นี ที่พำนักอยู่ในกรุงเทพขณะนั้นเป็นตัวแทนรัฐบาลอังกฤษเข้าติดต่อให้ราชสำนักสยามส่งเจ้าหน้าที่ไปตกลงเรื่องเขตแดนพม่ากับอังกฤษ แต่ขุนนางสยามกลับไม่ได้ให้ความสนใจที่ต้องเดินทางบุกป่าฝ่าดงเพื่อไปชี้กำหนดเขตแดนกับอังกฤษเลยแม้แต่น้อย จนเบอร์นียังต้องแปลกใจการท่าทีเช่นนั้นของขุนนางสยาม

ปัญหาข้อพิพาทปราสาทเขาพระวิหาร ก็เป็นอีกหนึ่งกรณีสำคัญหนึ่งที่เป็นผลสืบเนื่องมาจากความเปลี่ยนแปลงของบ้านเมืองจากสมัยอาณานิคมในเรื่องของเส้นพรมแดน ซึ่งต่อมากัมพูชา (ด้วยการหนุนหลังของฝรั่งเศส) ได้ใช้เป็นข้ออ้างสำคัญต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ

 

คดีปราสาทเขาพระวิหาร (ระหว่างประเทศกัมพูชากับประเทศไทย)

ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒ ประเทศไทยภายใต้การนำของจอมพล ป. พิบูลสงครามได้เข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับญี่ปุ่น ด้วยความช่วยเหลือของกองทัพญี่ปุ่นทำให้ไทยได้คืนดินแดนที่ยกให้ฝรั่งเศสสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า ต่อมาเมื่อสงครามโลกครั้งที่ ๒ ยุติโดยญี่ปุ่นกลายเป็นประเทศฝ่ายผู้แพ้สงคราม ไทยในฐานะพันธมิตรแต่ไม่ต้องการเป็นประเทศผู้แพ้สงครามจึงยอมทำตามข้อเรียกร้องของอังกฤษและฝรั่งเศส ส่วนหนึ่งในข้อเรียกร้องคือไทยต้องคืนดินแดนที่เคยยึดไปในระหว่างสงครามคืนแก่ฝรั่งเศส

ข้อพิพาทเรื่องปราสาทเขาพระวิหารระหว่างประเทศกัมพูชากับประเทศไทย เริ่มต้นจากการที่ฝรั่งเศสและกัมพูชาร่วมกันยื่นคัดค้านอำนาจอธิปไตยของไทยเหนือดินแดนเขาพระวิหาร ในพ.ศ.๒๔๙๒ (สืบเนื่องจากการที่ไทยไม่ยอมรับข้อแนะนำของกรรมการประนีประนอม ณ วอชิงตัน สหรัฐอเมริกา) อย่างเป็นทางการ ผลจากชนวนถูกจุดขึ้นข้อขัดแย้งระหว่างประเทศกัมพูชากับประเทศไทย ลุกลามมากขึ้นกระทั่ง กัมพูชาประกาศตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทยในพ.ศ.๒๕๐๑ (กัมพูชาได้รับเอกราชจากฝรั่งเศสในพ.ศ.๒๔๙๗) ตามด้วยการยื่นคำร้องต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) เพื่อพิจารณาให้กัมพูชามีอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนเขาพระวิหารในพ.ศ.๒๕๐๒

โดยกล่าวหาว่าไทยยึดครองดินแดนกัมพูชา ในเขตแดนเขาพระวิหารและส่งกองกำลังของไทยเข้าไปรักษาการ ทั้งที่แผนที่ต่อท้ายสนธิสัญญาปักปันเขตแดนระหว่างไทยกับฝรั่งเศส ค.ศ.๑๙๐๗ (พ.ศ.๒๔๕๐) มีเนื้อหาสำคัญอยู่ที่สยามต้องยก เสียมราฐ พระตระบอง ศรีโสภณ ให้ฝรั่งเศส และยังมีแผนที่สัญญาปักปันเขตแดนต่อท้ายซึ่งมีผลต่อที่ตั้งของปราสาทเขาพระวิหารข้อความบางส่วนว่า

...เขตแดนในระหว่างกรุงสยามกับอินโดจีนฝรั่งเศสนั้นตั้งแต่ชายทะเลที่ตรงข้ามจากยอดเขาที่สูงที่สุดของเกาะกูดเป็นหลัก...แลตามลำน้ำศรีโสภณต่อไปจนถึงแห่งหนึ่งในลำน้ำนี้ประมาณสิบกิโลเมตรหรือสองร้อยห้าสิบเส้นใต้เมืองอารัญ ตั้งแต่ที่นี้ตีเส้นตรงไปจนถึงเขาแดงแรกตรงระหว่างทางกลางทางช่องเขาทั้งสองที่เรียกว่า ช่องตะโกกับช่องเสม็ด แต่เป็นที่เข้าใจกันว่า เส้นเขตแดนที่กล่าวมาที่สุดนี้จะต้องปักปันกันให้มีทางเดินตรงในระหว่างเมืองอารัญกับช่องตะโก คงไว้ในเขตแดนกรุงสยามตั้งแต่ที่เขาแดงแรกที่กล่าวมาข้างต้นนั้น เขตแดนต่อไปตามเขาปันน้ำที่ตกทะเลสาบแลแม่น้ำโขงฝ่ายหนึ่ง กับที่ตกแม่น้ำมูลอีกฝ่ายหนึ่งแล้วต่อไปจนตกลำแม่น้ำโขงใต้ปากมูลตรงปากห้วยดอน ตามเส้นเขตแดนที่กรรมการปักปันเขตแดนครั้งก่อนได้ตกลงกันแล้วเมื่อวันที่ ๑๘ มกราคม รันโกสินทร์ศก ๑๒๕ คริสตศักราช ๑๙๐๗ (พ.ศ.๒๔๕๐)

ถ้ายึดถือเอาตามข้ออ้างของกัมพูชาตามสนธิสัญญาและแผนที่แนบท้ายดังกล่าว เมื่อขีดเส้นลากไปตามแผนที่แล้ว เส้นพรมแดนอยู่ที่ตีนทางขึ้นปราสาทเขาพระวิหารทำให้ตัวปราสาทเขาพระวิหารตั้งอยู่ในเขตกัมพูชาส่วนทางขึ้นอยู่ที่ฝั่งไทย

ฝ่ายไทยได้ใช้ข้ออ้างต่อสู้คดีเรื่องการแบ่งเขตพรมแดนระหว่างประเทศตามหลักการใช้สันปันน้ำที่ทอดตามแนวสูงสุดของภูเขา (๑) ซึ่งเป็นหลักการสากลที่เป็นการยอมรับของนานาอารยประเทศในเรื่องการกำหนดเขตแดนระหว่างประเทศกั้นด้วยภูเขา ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งในข้อสนธิสัญญา ค.ศ.๑๙๐๗

จากข้อเสนอของไทยทางกัมพูชาได้โต้แย้งแสดงหลักฐานหักล้าง ว่าการกำหนดเขตแดนตามสันปันน้ำดังกล่าวนั้นไม่ได้ดำเนินการ เพราะคณะกรรมการปักปันผสมไม่ได้จัดตั้งขึ้นฝ่ายไทยยืนยันว่า จากภาพถ่ายทางอากาศ เห็นสันปันน้ำที่แบ่งเขตแดนตามตัวสัญญาชัดเจน ยิ่งกว่านั้นตามลักษณะภูมิศาสตร์เขาพระวิหารอยู่ทางฝั่งไทย ทางขึ้นไปตามทางเดินจนถึงตัวปราสาทแต่ทางจากกัมพูชาจะขึ้นมาไม่ได้ เพราะเป็นหน้าผา ซึ่งมีความสูงถึง ๑,๕๐๐ ฟุต แต่หลักฐานฝ่ายกัมพูชาที่ยื่นต่อศาลโลก ก็คือแผนที่ต่อท้ายสนธิสัญญาไทย-ฝรั่งเศส ซึ่งไทยลงนาม แต่ทนายฝ่ายไทยกลับไม่มีหลักฐานคู่ฉบับของแผนที่ดังกล่าว

โดยศาลยุติธรรมระหว่างประเทศได้มีคำพิพากษาคดีปราสาทพระวิหาร เมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน ค.ศ.๑๙๖๒ (พ.ศ.๒๕๐๕) มีมติให้ปราสาทพระวิหารอยู่ภายใต้อำนาจอธิปไตยของประเทศกัมพูชา และรายละเอียดของคำพิพากษาโดยสังเขปดังต่อไปนี้

หลังจากการพิจารณาของศาล และการแถลงสรุปของทั้งฝ่ายไทยและกัมพูชาตามขั้นตอนแล้ว ศาลสรุปความคิดเห็นที่ได้จากข้อเท็จจริง...ถึงแม้ว่าจะมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการยอมรับแผนที่ของฝ่ายสยามเมื่อ ค.ศ.๑๙๐๘ รวมทั้งเส้นเขตแดนตามที่แสดงไว้ในนั้น ศาลก็ยังพิจารณาเห็นว่า จากเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายหลัง ประเทศไทยถูกตัดสิทธิด้วยการประพฤติปฏิบัติของตนเอง มิให้โต้แย้งว่า ตนมิได้ยอมรับแผนที่นี้ ประเทศไทยได้รับประโยชน์จากสนธิสัญญา ค.ศ.๑๙๐๔ ตลอดเวลา ๕๐ ปี แม้จะเป็นเพียงประโยชน์ในการมีเขตแดนอันแน่นอน ประเทศฝรั่งเศสและต่อมากัมพูชาได้ยึดถือการยอมรับแผนที่โดยฝ่ายไทย เนื่องจากทั้งสองฝ่ายไม่อาจอ้างความผิดพลาดขึ้นต่อสู้ได้ จึงไม่เป็นการสำคัญว่า การยึดถือเช่นนี้จะเนื่องมาจากความเชื่อว่าแผนที่นั้นถูกต้องหรือไม่ ขณะนี้จึงไม่เปิดให้ฝ่ายไทยปฏิเสธได้ว่าตนมิได้เคยเป็นฝ่ายให้ความยินยอมแก่ความตกลงนี้ โดยตนเองยังคงเรียกร้องและได้รับประโยชน์จากความตกลงนั้นอยู่ตลอดเวลา อย่างไรก็ดี ศาลมีความเห็นว่า ประเทศไทยใน ค.ศ.๑๙๐๘-๑๙๐๙ ได้ยอมรับแผนที่ในภาคผนวก ๑ ว่า เป็นผลงานของการปักปันเขตแดน และด้วยเหตุนี้ จึงได้รับรองเส้นบนแผนที่ว่าเป็นเส้นเขตแดน อันเป็นผลให้พระวิหารตกอยู่ในดินแดนกัมพูชา

ศาลมีความเห็นต่อไปว่า เมื่อพิจารณาโดยทั่วๆ ไป การกระทำต่อๆ มาของไทยมีแต่ยืนยัน และชี้ให้เห็นชัดถึงการยอมรับแต่แรกนั้น และว่าการกระทำของไทยในเขตท้องที่ก็ไม่พอเพียงที่จะลบล้างข้อนี้ได้

คู่กรณีทั้งสองฝ่าย โดยการประพฤติปฏิบัติของตนเองได้รับรองเส้นแผนที่นี้ และดังนั้น จึงถือได้ว่าเป็นการตกลงให้ถือว่าเส้นนี้เป็น เส้นเขตแดน

ขั้นต่อไปศาลมีเรื่องจะต้องพิจารณาอีกสองเรื่อง ประเทศไทยต่อสู้ว่าตั้งแต่ ค.ศ.๑๙๐๘ เป็นต้นมา และอย่างน้อยจนกระทั่งถึงการสำรวจของฝ่ายไทยใน ค.ศ.๑๙๓๔ - ๑๙๓๕ ไทยได้เชื่อว่าเส้นในแผนที่และเส้นสันปันน้ำนั้นเป็นเส้นเดียวกัน ด้วยเหตุนี้หากไทยจะได้ยอมรับเส้นในแผนที่ก็เป็นเพราะว่ามีความเชื่อเช่นนั้น

เป็นที่เห็นได้ชัดว่าข้อต่อสู้เช่นนี้ ย่อมขัดกับข้อต่อสู้ที่ฝ่ายไทยให้ความสำคัญมากเท่าๆ กันอีกข้อหนึ่งที่ว่า กิจกรรมต่างๆ ที่ได้ปฏิบัติไปอันเป็นการใช้อำนาจอธิปไตย พิสูจน์ให้เห็นว่าประเทศไทยมีความเชื่อว่าตนมีอธิปไตยเหนือบริเวณพระวิหาร เพราะว่าถ้าประเทศไทยมีความเชื่อว่าตนมีอธิปไตยเหนือบริเวณพระวิหาร เพราะว่าถ้าประเทศไทยมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเส้นเขตแดนในภาคผนวก ๑ จริง หรือถ้าประเทศไทยเชื่อว่าเส้นนั้นแสดงเส้นสันปันที่ถูกต้องจริง ประเทศไทยก็ควรจะต้องเชื่อว่า โดยอาศัยแผนที่และการยอมรับของฝ่ายไทยเช่นนั้น บริเวณปราสาทพระวิหารควรจะต้องอยู่ในกัมพูชา ถ้าเช่นนั้นกิจกรรมของฝ่ายไทยในเขตท้องที่นั้นย่อมจะต้องถือว่าเป็นการจงใจละเมิดอธิปไตย ซึ่ง (ตามข้อสันนิษฐานข้างต้น) ประเทศไทยควรจะต้องได้คิดแล้วว่าเป็นของกัมพูชา

สรุปแล้วก็คือ ประเทศไทยไม่สามารถจะกล่าวอ้างได้ว่าตนได้เข้าใจผิดในการยอมรับเส้นเขตแดนในภาคผนวก ๑ เพราะข้อกล่าวอ้างเช่นนี้ย่อมขัดกับเหตุผลที่ฝ่ายไทยได้ให้ไว้สำหรับกิจกรรมที่ได้ปฏิบัติในท้องที่ข้อที่ว่า ประเทศไทยได้เชื่อว่าตนมีอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดนบริเวณนี้ นอกจากนี้ ยังอาจกล่าวเสริมได้ว่า แม้ว่าข้ออ้างของฝ่ายไทยในเรื่องความเข้าใจผิดและจะรับฟังได้ในหลักการ ข้ออ้างนี้ควรจะได้ยกขึ้นหลังจากที่การสำรวจอาณาบริเวณที่พิพาทโดยฝ่ายไทยเองเมื่อ ค.ศ.๑๙๓๔-๑๙๓๕ ได้แล้วเสร็จใหม่ๆ นับแต่นั้นมา ไทยไม่อาจมีความเข้าใจผิดใดๆ ได้อีก

ศาลมีความเห็นว่าการยอมรับแผนที่ภาคผนวก ๑ โดยคู่กรณี เป็นผลให้แผนที่นั้นเข้ามาเกี่ยวข้องกับความตกลงโดยสนธิสัญญา และกลายเป็นส่วนหนึ่งของความตกลงนั้น ไม่มีใครสามารถกล่าวได้ว่าวิธีการเช่นนี้เป็นการกระทำที่ผิดแผกไป หรือเป็นการละเมิดตัวบทของสนธิสัญญา ค.ศ.๑๙๐๔ ในตอนที่เส้นในแผนที่ผิดแผกไปจากเส้นของสันปันน้ำ …

ศาลเห็นเป็นการชอบด้วยกฎหมายที่จะลงความเห็นว่า วัตถุประสงค์อันสำคัญหรืออันเป็นปัจจัยของข้อตกลงในสมัย ค.ศ.๑๙๐๔-๑๙๐๘ (ซึ่งทำให้มีการตกลงปัญหาเขตแดนสำคัญทั้งปวงระหว่างประเทศทั้งสอง) ก็เพื่อจะทำให้สถานะความตึงเครียดหมดสิ้นไป และเพื่อให้ได้มาซึ่งเสถียรภาพทางเขตแดน โดยถือความแน่นอนและเป็นที่ยุติกันได้เป็นมูลฐาน ...การระบุเส้นสันปันน้ำไว้ในข้อ ๑ ของสนธิสัญญาฉบับ ค.ศ.๑๙๐๔ มิได้ มีความหมายอะไรนอกไปจากว่าเป็นวิธีที่สะดวกและแจ่มแจ้งที่จะบรรยายเส้นเขตแดนอย่างให้เห็นได้ชัด ถึงแม้ว่าจะเป็นการกล่าวเพียงกว้างๆ ก็ตาม

แต่ก็ไม่มีเหตุผลที่จะให้คิดว่าคู่กรณีได้ให้ความสำคัญเป็นพิเศษแก่เส้นสันปันน้ำโดยเจาะจง เมื่อเปรียบเทียบกับความสำคัญที่เหนือกว่าของการยึดถือเส้นเขตแดนในแผนที่ ซึ่งได้ปักปันกันในเวลาต่อมาและเป็นที่ยอมรับแก่คู่กรณี

ทั้งนี้ เพื่อให้เรื่องได้เป็นที่ยุติกันไป ฉะนั้นอาศัยหลักในการตีความสนธิสัญญา ศาลจึงจำต้องลงความเห็นให้ถือเส้นเขตแดนตามแผนที่ของบริเวณพิพาท

เมื่อได้ให้เหตุผลที่ศาลได้ใช้เป็นมูลฐานในการให้คำวินิจฉัยของตนแล้วก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องพิจารณาว่า ณ พระวิหาร เส้นเขตแดนตามแผนที่จะตรงกับเส้นสันปันน้ำที่แท้จริงในบริเวณใกล้เคียงหรือไม่ หรือว่าได้เคยตรงกันในระหว่าง ค.ศ.๑๙๐๔ - ๑๙๐๘ หรือไม่ หรือว่าถ้าไม่ตรงกันแล้วเส้นสันปันน้ำจะเป็นอย่างไรตามความเป็นจริง …

...ศาลพิพากษามีความเห็นอันเป็นคุณแก่กัมพูชาตามคำแถลงสรุปข้อที่สาม นอกจากนั้น ศาลยังพิพากษาเป็นคุณแก่กัมพูชาตามคำแถลงสรุปข้อที่สี่ เกี่ยวกับการถอนหน่วยทหารออกไปด้วย

...อีกทางหนึ่งไม่มีพยานหลักฐานแน่ชัดที่ได้ยื่นต่อศาลแสดงให้เห็นอย่างแน่นอนว่า วัตถุชนิดที่กล่าวไว้ในคำแถลงสรุปนี้ ประเทศไทยได้เคลื่อนย้ายไปจากปราสาทพระวิหาร หรือบริเวณปราสาทนับแต่ประเทศไทยได้เข้าครอบครองเมื่อ ค.ศ.๑๙๕๔ เป็นความจริงที่ประเทศไทยก็มิได้ปฏิเสธมากมายนักในข้อกล่าวหานี้ นอกจากจะอ้างว่าคำขอนี้รับฟังไม่ได้ ถึงอย่างไรก็ดี ในพฤติการณ์เช่นนี้การมอบคืนสิ่งของจึงเป็นปัญหาที่ศาลจะวินิจฉัยได้แต่เพียงในหลักการให้เป็นไปตามคำขอของกัมพูชาโดยไม่กล่าวถึงวัตถุสิ่งใดโดยเจาะจง

 

 

ด้วยเหตุผลดังกล่าวแล้วนี้

ศาลโดยคะแนนเสียงเก้าต่อสาม

ลงความเห็นว่าปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในอาณาเขตภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา

โดยเหตุนี้ จึงพิพากษา โดยคะแนนเสียงเก้าต่อสาม ว่าประเทศไทยมีพันธะที่จะต้องถอนกำลังทหารหรือตำรวจ ผู้เฝ้ารักษาหรือผู้ดูแลซึ่งประเทศไทยส่งไปประจำอยู่ที่ปราสาทพระวิหารหรือในบริเวณใกล้เคียงบนอาณาเขตของกัมพูชา

โดยคะแนนเสียงเจ็ดต่อห้า ว่าประเทศไทยมีพันธะที่จะต้องคืนให้แก่กัมพูชา บรรดาวัตถุชนิดที่ได้ระบุไว้ในคำแถลงสรุปข้อห้าของกัมพูชาซึ่งเจ้าหน้าที่ไทยอาจจะได้โยกย้ายออกไปจากปราสาทหรือบริเวณพระวิหาร นับแต่วันที่ประเทศไทยเข้าครอบครองพระวิหารเมื่อ ค.ศ.๑๙๕๔

ทำขึ้นเป็นภาษาอังกฤษและฝรั่งเศส ให้ถือฉบับภาษาอังกฤษเป็นสำคัญ ณ วังสันติภาพ กรุงเฮก เมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน ค.ศ.๑๙๖๒ รวมสามฉบับ ฉบับหนึ่งจะเก็บรักษาไว้ที่แผนกบรรณสารของศาล และอีกสองฉบับจะส่งไปยังรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาและรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยตามลำดับ

(ลงนาม) บี. วินิอาสกี

ประธาน

(ลงนาม) กานเย กวนเย่ต์

นายทะเบียนศาล

เวลากว่า ๔๖ ปี ที่ปัญหาเรื่องปราสาทเขาพระวิหารได้ยุติลงไปพร้อมกับคำพิพากษาศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ไฉนเลยปัญหาที่เข้าใจว่าจบลงไปแล้วกลับหวนกลับมาอีกครั้ง หรือว่านอกเหนือจากกับดักระเบิดฝังดินที่หลงเหลือจากยุคสงครามเย็นแล้ว ภายในปราสาทเขาพระวิหารยังมีระเบิดเวลาซึ่งเป็นของมรดกจากยุคอาณานิคม ที่กำลังเฝ้ารอระเบิดขึ้นอีกครั้ง !!!

 

_________________________

 

รายการอ้างอิง

กระทรวงการต่างประเทศ, แปล. (๒๕๐๕). คำพิพากษาศาลยุติธรรมระหว่างประเทศคดีปราสาทพระวิหาร . พระนคร : โรงพิมพ์สำนักทำเนียบนายกรัฐมนตรี.

ธงชัย วินิจจะกูล. (๒๕๓๐). ประวัติศาสตร์การสร้าง “ ตัวตน ” . ใน อยู่เมืองไทย : รวมบทความทางสังคมการเมืองเพื่อเป็นเกียรติแด่ศาสตราจารย์ เสน่ห์ จามริก ในโอกาสอายุครบ ๖๐ ปี . กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ธิดา สาระยา. (๒๕๓๕). เขาพระวิหาร . กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ.

สมิทธิ ศิริภัทธ์. (๒๕๓๒). ปราสาทเขาพระวิหาร . กรุงเทพฯ: คณะโบราณคดีมหาวิทยาลัยศิลปากร .

สุริยวุฒิ สุขสวัสดิ์ , ม.ร.ว. (๒๕๓๖). ปราสาทเขาพระวิหาร : ศาสนบรรพตที่โดดเด่นที่สุดในภาคพื้นเอเชียอาคเนย์ . กรุงเทพฯ : เมืองโบราณ.

เสนีย์ ปราโมช , ม.ร.ว. (๒๕๐๕). คดีเขาพระวิหาร . พระนคร : โรงพิมพ์สำนักทำเนียบนายกรัฐมนตรี

 

ลำดับเหตุการณ์สำคัญข้อพิพาทปราสาทเขาพระวิหาร

ระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา : โดยสังเขป

 

พ.ศ.

เหตุการณ์

๒๔๐๔

ฝรั่งเศสได้ไซง่อนและเวียดนามใต้เป็นอาณานิคม และเริ่มมีความสนใจในลาวและกัมพูชา

๒๔๑๐

สยามกับฝรั่งเศสมีการทำสนธิสัญญายอมรับกัมพูชาเป็นดินแดนในอารักขาของฝรั่งเศส ยกเว้น เสียมราฐ พระตะบอง ศรีโสภณ

๒๔๓๖

ฝรั่งเศสเข้ายึดดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงพร้อมทั้งให้สยามทำสนธิสัญญายกดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงให้ฝรั่งเศส

๒๔๔๗

สยามทำสนธิสัญญากับฝรั่งเศสยกเมืองหลวงพระบางกับดินแดนทางใต้ภูเขาดงเร็กให้ฝรั่งเศส เพื่อแลกกับจันทบุรี (ที่ถูกฝรั่งเศสยึดไปก่อนหน้า)

๒๔๕๐

สยามทำสนธิสัญญากับฝรั่งเศสยกดินแดนเสียมราฐ พระตระบอง ศรีโสภณให้แก่ฝรั่งเศสเพื่อแลกกับเมืองด่านซ้าย เมืองตราด และเกาะแก่งทั้งหลายซึ่งอยู่ภายใต้แหลมลิงลงไปจนถึงเกาะกูดให้กับสยาม

๒๔๗๒

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสด็จเยือนปราสาทเขาพระวิหาร โดยมี เรสิเด้น กำปงธม (ผู้ว่าราชการจังหวัดกำปงธม) ชาวฝรั่งเศสแต่งกายเครื่องแบบเต็มยศ พร้อมชักธงชาติฝรั่งเศสมารอรับเสด็จ (ภายหลังกัมพูชาได้นำกลับไปเป็นข้ออ้างในศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ)

๒๔๘๓

รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม พบว่าพรมแดนเขตนี้ใช้ลำห้วยเป็นเส้นเขตแดนแทนที่เป็นสันปันน้ำ จึงได้มีความพยายามขอแก้ไขการปักปันเขตแดนในส่วนนี้กับฝรั่งเศส

๒๔๘๔

ช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ กองทัพญี่ปุ่นในฐานะของมหามิตร เข้ามาช่วยไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างไทยกับฝรั่งเศสอินโดจีน กรณีรัฐบาลไทยโดยการนำของจอมพล ป.พิบูลสงคราม กรีฑาทัพเข้ายึดดินแดนที่เคยเสียไปสมัยรัชกาลที่ ๕ กลับคืนมา ทำให้ไทยได้ดินแดนที่เคยเสียไป (รวมทั้งปราสาทเขาพระวิหาร) กลับคืนตามสนธิสัญญาโตกิโอ แต่ภายหลังจบสงครามครั้งที่ ๒ รัฐบาลไทยเพื่อหลีกสถานะผู้แพ้สงครามจึงต้องคืนดินแดนดังกล่าวกลับให้ฝรั่งเศส

๒๔๙๒

กัมพูชากับฝรั่งเศสร่วมกันคัดค้านอำนาจอธิปไตยเหนือปราสาทเขาพระวิหารของประเทศไทย นับเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาปราสาทเขาพระวิหาร

 

พ.ศ.

เหตุการณ์

๒๕๐๑

- เริ่มมีความเคลื่อนไหวของกัมพูชาเกี่ยวกับปัญหาปราสาทเขาพระวิหาร ตลอดจนการโต้ตอบทางหนังสือพิมพ์ของไทยและกัมพูชา

- สิงหาคม รัฐบาลไทยประกาศสภาวะฉุกเฉินทางชายแดนไทยด้านกัมพูชารวม ๖ จังหวัด คือ จันทบุรี ปราจีนบุรี สุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ และอำเภอเดชอุดม จ.อุบลราชธานี

- ธันวาคม กัมพูชาประกาศตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศไทย

๖ ตุลาคม

๒๕๐๒

รัฐบาลกัมพูชายื่นคำร้องต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศให้วินิจฉัยกรณีอำนาจอธิปไตยเหนือปราสาทเขาพระวิหารของกัมพูชา

๑๕ มิถุนายน

๒๕๐๕

ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศพิพากษาให้ปราสาทเขาพระวิหาร อยู่ในเขตอำนาจอธิปไตยของประเทศกัมพูชา

๒๕๑๓

–

๒๕๑๘

กัมพูชาภายใต้การนำของรัฐบาลลอนนอล ได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับประเทศไทยขึ้นใหม่ และเปิดเขาพระวิหารให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำหรับบุคคลทั่วไป

๒๕๑๘

–

๒๕๓๔

ภายหลังการล่มสลายของรัฐบาลลอนนอล และเกิดสงครามกลางเมืองระหว่างเขมรฝ่ายต่างๆ ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการขึ้นชมปราสาทเขาพระวิหาร

๒๕๓๕

กัมพูชาเปิดปราสาทเขาเป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกครั้งหลังการยุติลงของเรื่องสงครามกลางเมือง

๒๕๕๐

กัมพูชายื่นเรื่องขอให้ปราสาทเขาพระวิหารเป็นมรดกโลก ในที่ประชุมองค์การยูเนสโก ณ เมืองไครส์เชิร์ท นิวซีแลนด์

 

. การใช้หลักการของสันปันน้ำในการแบ่งเขตแดนระหว่างประเทศที่มีภูเขากั้น คือ สมมติว่าเมื่อเทน้ำลงไปบนภูเขาหากน้ำไหลลงฝั่งไหนก็ให้ปักปันเขตแดนไปที่ฝั่งประเทศที่น้ำไหลลงไป กรณีเขาพระวิหารก็เช่นกันหากเทน้ำลงไปบนหน้าผาที่ตั้งของปราสาทเขาพระวิหารน้ำก็ไหลลงฝั่งประเทศไทย

 

 

   
ร่วมแสดงความคิดเห็นต่อบทความนี้

 

 

 

 

 



เว็บไซต์ของมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์จัดทำขึ้น เพื่อเผยแพร่การดำเนินงาน ข่าวสาร ข้อมูลของมูลนิธิฯ บทความ จดหมายข่าว พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น กิจกรรม ตลอดจนความรู้ทางสังคมและวัฒนธรรม โดยมีคำจำกัดความกิจกรรมของมูลนิธิฯ ว่า " รวบรวม บันทึก ศึกษา ข้อมูลทางวัฒนธรรม สนับสนุนการอนุรักษ์เพื่อพัฒนา เผยแพร่เพื่อการศึกษาของสาธารณชน " ดังนั้น ทางมูลนิธิฯ มีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง หากท่านผู้มาเข้าชมได้รับสาระความรู้จากเว็บไซต์ของมูลนิธิฯ หรือหากต้องการนำข้อมูลหรือรูปภาพที่ได้จากเว็บไซต์นี้ไปใช้ประโยชน์เพื่องานด้านวิชาการ กรุณาแจ้งมาที่ webmasterทางอีเมล์ หรือตามที่อยู่ด้านล่างนี้

ติดต่อมูลนิธิฯ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
ทาง E-mail: lek_prapai@yahoo.com โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘-๙ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
เว็บมาสเตอร์ : อนุสรณ์ โพธิ์แก่นแก้ว