เมืองโบราณ
พิพิธภัณฑ์ช้างเอราวัณ
วารสารเมืองโบราณ
สารคดีดอตคอม
วิทยาลัยการจัดการทางสังคม
แสดงความคิดเห็นผ่านสมุดเยี่ยมชม

ดรรชนีบทความ
อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม

งานเสวนาวิชาการเพื่อเชิดชูเกียรติ รศ. ศรีศักร วัลลิโภดม

 

 

แผนที่ ประสบการณ์งานภาคสนาม และชาติพันธุ์วรรณนา

ข้อสังเกตเบื้องต้นในความยอกย้อนงานภาคสนามกับแนวคิดทฤษฎี ()

 
     
 

เอกรินทร์ พึ่งประชา

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำภาควิชามานุษยวิทยา คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร

 
     
 


“ หนังสือเล่มนี้คงไม่เป็นงานทางวิชาการในมาตรฐานและอุดมคติของบรรดานักวิชาการหรือปราชญ์ผู้เชี่ยวชาญตามมหาวิทยาลัยที่สำคัญของประเทศ เพราะไม่มีแนวคิดทฤษฎีอะไรมาอ้างอิงให้เกิดคุณค่าและมูลค่า หากเป็นงานของคนธรรมดาในท้องถิ่นที่ทำให้เห็นชีวิตและวัฒนธรรมและตัวตนของคนด่านซ้ายอย่างเช่นข้าพเจ้าไม่อาจทำได้ จึงหวังใจว่าจะเป็นประโยชน์แก่บรรดาผู้สนใจและผู้อ่านทั่วไปไม่มากก็น้อย ”

 

ศรีศักร วัลลิโภดม ได้กล่าวไว้ในคำนำหนังสือ ผีกับพุทธ ศาสนาและความเชื่อในสังคมด่านซ้าย ( 2550, ไม่ระบุเลขหน้า) ซึ่งสะท้อนให้เห็นวิธีคิดเกี่ยวกับการศึกษาและการวิจัยงานด้านสังคมและวัฒนธรรมที่มักให้ความสำคัญกับข้อมูลงานภาคสนามมากกว่าการหาแนวคิดและทฤษฎีใดๆ มาสนับสนุน อย่างไรก็ตามในฐานะที่ผู้เขียนเป็นหนึ่งในคณะวิจัยโครงการอบรมและวิจัยเชิงปฏิบัติการทางประวัติศาสตร์โบราณคดีและชาติพันธุ์นี้() และมีส่วนร่วมในงานเขียนเล่มนี้ กลับค้นพบความจริงว่า ในความไม่มีแนวคิดและทฤษฎี แท้ที่จริงแล้วงานเขียนชิ้นดังกล่าวหาได้ทำงานโดยขาดหลักเกณฑ์หรือระเบียบวิจัยทางมานุษยวิทยาก็หาไม่ ตรงข้ามกันกลับใช้เครื่องมือการวิจัยทางสังคมและวัฒนธรรมมาเป็นกรอบในการเขียนงานหมู่บ้าน ซึ่งกรอบที่ว่านั้นก็คือการใช้แผนที่มาเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งในงานศึกษา ในทัศนะของผู้เขียน แม้งานเขียนชิ้นนี้จะไม่ได้อ้างอิงแนวคิดและทฤษฎีอะไรเฉกเช่นงานวิชาการทั่วๆ ไป หากทว่า ในความไม่มีแนวคิดและทฤษฎีแท้ที่จริงแล้ว ผลการศึกษานั่นเองที่ถือเป็นกรณีศึกษา ( case studies ) ยอกย้อนทำให้ความเข้าใจตัวแนวคิดทฤษฎีในงานเขียนชาติพันธุ์วรรณนาได้เช่นกัน

บทความสั้นๆ ชิ้นนี้ จึงไม่ใช่การหาข้อสรุปที่เบ็ดเสร็จ หากแต่เกิดจากการตั้งข้อสังเกตที่ได้จากการทำงานภาคสนาม โดยหยิบยกเพียงประเด็นเรื่องแผนที่กับการทำงานชาติพันธุ์วรรณนา เพื่อตอบคำถามดังที่กล่าวไว้เบื้องต้น


ความนำ

ดังที่เกริ่นเบื้องต้นว่า ผู้เขียนเป็นหนึ่งในคณะวิจัยโครงการดังกล่าว ทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงาน หรือกล่าวให้ทันสมัยคือทำหน้าที่คล้ายกับผู้รับจ้างจัดงาน (organizer) นำองค์ความรู้ต่างๆ ที่ได้จากการระดมความคิดของเหล่าอาจารย์ที่ปรึกษา โดยมีอาจารย์ศรีศักรเป็นหัวเรือใหญ่ของโครงการฯ ไปถ่ายทอดให้ตัวแทนชาวบ้าน เพื่อสร้างนักวิจัยท้องถิ่น โดยเน้นเรื่องการเก็บข้อมูลและเขียนงานด้านประวัติศาสตร์สังคมและวัฒนธรรมของหมู่บ้าน หรืองานชาติพันธุ์วรรณนา (ethnography)

เหตุนี้เอง ผู้เขียนจึงมีโอกาสได้เรียนรู้และร่วมงานกับอาจารย์ศรีศักรและเหล่าคณะอาจารย์ที่ปรึกษา เป็นระยะเวลา 1 ปีครึ่ง แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ หากแต่เก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่ได้จากการทำงานภาคสนามจากเหล่าอาจารย์ที่ปรึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับอาจารย์ศรีศักรที่หาไม่ได้จากห้องเรียน จนกล่าวได้ว่า ผู้เขียนได้สัมผัสทั้งวิธีคิด ระเบียบวิธีการศึกษา เกร็ดความรู้ต่างๆ ตลอดจนข้อคิดที่ได้จากการเดินทางไปภาคสนามมากมาย

หากทว่า มีสิ่งที่โดดเด่นมากที่สุดอย่างหนึ่งจากการศึกษาครั้งนี้ก็คือการใช้แผนที่และลักษณะภูมิศาสตร์กายภาพของพื้นที่ศึกษามาเป็นเครื่องมือสำคัญอย่างหนึ่งในการทำความเข้าใจสังคมและวัฒนธรรม ดังเห็นได้จาก ก่อนลงภาคสนามอาจารย์ศรีศักรได้ให้การบ้านด้วยการให้ศึกษาแผนที่ของพื้นที่ศึกษาโดยละเอียด หรือในการเดินทางไปภาคสนามครั้งหนึ่ง ใช้เส้นทางเพชรบูรณ์ - หล่มสัก - ด่านซ้าย ลัดเลาะผ่านที่ราบสูงและเทือกเขาสูงต่ำสลับกันไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งก่อนเข้าตัวเมืองด่านซ้ายรถจะต้องวิ่งไต่เขาสูง กระทั่งถึงจุดชมทัศนียภาพจุดสุดท้ายก่อนลงสู่ตัวเมืองด่านซ้าย คณะวิจัยจึงหยุดพักรถเพื่อสังเกตทัศนียภาพ

ณ จุดพักรถบนสันภูที่เป็นมุมสูงและกว้างสุดสายตา จึงทำให้เห็นที่ราบกลางหุบเขาวางตัวเป็นแนวยาว มีลำน้ำหมันไหลคดเคี้ยวผ่านกลาง และมีบ้านเรือนตั้งเรียงรายเป็นหย่อมๆ ของสองฝากลำน้ำ ส่วนกลางแอ่งคือตัวเมืองด่านซ้าย อาจารย์ศรีศักรบอกว่า หากเรากางแผนที่อำเภอด่านซ้ายออก นับจากหมู่บ้านที่สันภูสู่ปากหมันก่อนไหลลงสู่ลำน้ำเหือง อันเป็นพรมแดนธรรมชาติระหว่างไทย - ลาว นั้นจะพบหมู่บ้านนับสิบ แต่เนื่องด้วยข้อจำกัดด้านเวลาในการทำวิจัย ประธานและอาจารย์ที่ปรึกษาโครงการวิจัยฯ จึงเลือกพื้นที่เพียง 3 หมู่บ้านที่ตั้งไล่เรียงจากหมู่บ้านด่านซ้าย หมู่บ้านนาเวียง และหมู่บ้านนาหอ เป็นตัวแทนพื้นที่ศึกษา

หรืออีกตัวอย่างหนึ่งเห็นได้จากช่วงแนะนำพื้นที่ศึกษาโดยนักวิจัยท้องถิ่น ท่านเป็นผู้อาวุโสวัยพ้นเลขแปด อดีตข้าราชการครูบำนาญ ได้บอกเล่าระหว่างพาคณะวิจัยจากส่วนกลางเยี่ยมชมหมู่บ้านต่างๆ ตลอดลำน้ำหมันนับจากต้นน้ำสู่ปลายน้ำกว่าสิบหมู่บ้าน ท่านสามารถบอกเล่าได้หมดว่าบ้านไหนบ้านใคร ใครเป็นลูกเต้าเหล่าใคร ใครเป็นลูกหลานหรือเป็นดองกับพี่น้องฝั่งลาว หรือใครเป็นคนหมู่บ้านอื่น สิ่งเหล่านี้ยิ่งย้ำให้เห็นว่าการใช้แผนที่มาเป็นเครื่องมือศึกษาน่าจะเป็นส่วนสำคัญในการวิจัยงานภาคสนามครั้งนี้ เพราะทำให้เห็นการเคลื่อนไหว อพยพโยกย้ายของผู้คนในชุมชน ซึ่งนับว่าสอดรับกับการใช้แผนที่ศึกษางานชาติพันธุ์วรรณนาของอาจารย์ศรีศักรได้เป็นอย่างดี

 

ภูมิศาสตร์วัฒนธรรม หนึ่งในเครื่องมือของการศึกษาชาติพันธุ์วรรณนา

ชาติพันธุ์วรรณนา (Robert M. Emerson, 1995) คืองานเขียนเรื่องราวสังคมและวัฒนธรรมของกลุ่ม ชุมชน หรือหมู่บ้านหนึ่ง โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยทางมานุษยวิทยามาเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูลงานภาคสนาม ส่วนเครื่องมือที่ว่านี้ก็มีหลายหลาย อาทิ การทบทวนวรรณกรรมและเอกสารที่เกี่ยวข้อง การสังเกตการณ์อย่างมีส่วนร่วม การสัมภาษณ์ และการบันทึกประวัติศาสตร์ชีวิต เป็นต้น

งานวิจัยโครงการฯ นี้ แม้จะเป็นการอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อสร้างนักวิจัยท้องถิ่น หากทว่าก็หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องมือดังกล่าวไม่ได้เช่นกัน อย่างไรก็ดีดังที่เกริ่นไว้เบื้องต้นว่าบทความชิ้นนี้ หยิบยกประเด็นเล็กๆ เพียงประเด็นหนึ่ง ซึ่งนั่นก็คือ แนวคิดเรื่องภูมิศาสตร์วัฒนธรรม โดยใช้แผนที่มาเป็นเครื่องมือสำคัญในการทำงานภาคสนาม

คำถามที่ตามมาก็คือ ทำไมต้องเป็นแผนที่ ?

ก่อนอื่นผู้เขียนขอทำความเข้าใจเกี่ยวกับแนวคิดเรื่องภูมิศาสตร์ “geography” (Charles A. Heatwole, 2006 ) ที่สัมพันธ์กับแผนที่และวัฒนธรรมโดยคร่าวๆ ว่า หากแปลความหมายตามตัวอักษรจะหมายถึงการศึกษาเพื่ออธิบายปรากฎการณ์ต่างๆ บนเปลือกโลก โดยมีจุดประสงค์สำคัญของการศึกษาเพื่อตอบคำถามที่ว่า สิ่งๆ นั้นตั้งอยู่ส่วนไหน ทำไมถึงอุบัติ และอะไรคือลักษณะสำคัญ หรือลักษณะพื้นที่นั้นเป็นอย่างไร รวมทั้งทำไมพื้นที่บนโลกใบเดียวกันจึงมีลักษณะที่แตกต่างกัน เป็นต้น

ด้วยเงื่อนไขทางภูมิศาสตร์ที่แตกต่างกันทั้งด้านสภาวะแวดล้อม อากาศ และพื้นที่ ได้ส่งผลสำคัญต่อวิถีการดำรงชีวิตของมนุษย์ในสังคมต่างๆ ทั้งในแง่ของการตั้งถิ่นฐาน การดำรงชีพ การเดินทาง หรือแม้กระทั่งพัฒนาการของสังคมอุตสาหกรรม

ตรรกะดังกล่าวทำให้เห็นว่า การศึกษาสังคมและวัฒนธรรมมนุษย์กับภูมิศาสตร์ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่อาจแยกออกจากกันได้ ทั้งนี้เพราะวัฒนธรรมที่ถูกกำหนดและให้ความหมายโดยกลุ่มคนในสังคมนั้นๆ ถือเป็นปัจจัยสำคัญของผู้ที่ศึกษาด้านงานด้านภูมิศาสตร์กายภาพ ในทางกลับกันผู้ศึกษางานด้านวัฒนธรรมก็ต้องไม่ลืมความสำคัญปัจจัยแวดล้อมทางกายภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกที่ประกอบด้วยความหลากหลาย ( global diversity ) อาทิ ภาษา ศาสนา ดนตรี การแต่งกาย อาหาร การเต้นรำ การละเล่น กีฬา มารยาททางสังคม และองค์ประกอบทางวัฒนธรรมด้านอื่นๆ ( cultural components ()) การศึกษาเงื่อนไขทางสภาพแวดล้อมทางกายภาพก็จะมีส่วนสำคัญต่อการทำความเข้าใจความหลากหลายทางวัฒนธรรมนั้นเช่นกัน

ด้วยความหลายหลายทางกายภาพและวัฒนธรรมจึงทำให้เกิดวิธีการศึกษาที่ว่าด้วยเรื่อง ภูมิศาสตร์วัฒนธรรม ( cultural geography ) ประกอบด้วยแนวคิดที่สำคัญคือ พื้นที่วัฒนธรรม การแพร่กระจายทางวัฒนธรรม ภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรม นิเวศนวัฒนธรรม และการปฏิสัมพันธ์ทางวัฒนธรรม

 

พื้นที่วัฒนธรรม ( Cultural Region )

พื้นที่ทางวัฒนธรรมก็คือการศึกษาสังคมและวัฒนธรรมในขอบเขตพื้นที่หนึ่งๆ โดยพื้นที่นี้จะถูกกำหนดและให้นิยามความหมายว่าเป็นวัฒนธรรมใดนั้นจึงเป็นสิ่งสำคัญสุด เพราะแสดงให้เห็นว่า ลักษณะทางวัฒนธรรม ( cultural traits ) หรือวัฒนธรรมของชุมชน ( cultural communities ) ตั้งอยู่ ณ แห่งหน ตำบลใด ดังนั้น การสร้างแผนที่ ( mapping ) ของพื้นที่วัฒนธรรมจะเป็นตัวช่วยตอบคำถามที่เป็นพื้นฐานสุดของการศึกษาภูมิศาสตร์วัฒนธรรม

นอกจากนี้ การศึกษาพื้นที่วัฒนธรรมสามารถนำไปประยุกต์ศึกษาเรื่องของเมือง ชานเมือง รวมทั้งชนบท แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ในหลายๆ เมืองที่ประกอบด้วยกลุ่มคนหลากหลายวัฒนธรรม เช่น ถ้าจะศึกษาเมืองบางเมืองในประเทศฝรั่งเศส สิ่งที่จะต้องพิจารณาควบควบคู่ไปด้วยก็คือ ต้องศึกษาวัฒนธรรมของชาวอาหรับ ชาวซาฮารา-แอฟริกัน และชาวอินเดีย เป็นต้น เพราะในเมืองดังกล่าวของฝรั่งเศสประกอบด้วยกลุ่มคนเหล่านี้ เหตุนี้เราจึงไม่อาจกำหนดเอกลักษณ์ของพื้นที่ทางวัฒนธรรมดังกล่าวได้ เนื่องจากประกอบด้วยความหลากหลายทางวัฒนธรรมและสังคม

จึงเห็นได้ว่า เมื่อก้าวสู่ยุคโลกไร้พรมแดน แนวคิดเรื่องพื้นที่วัฒนธรรมได้มีลักษณะขั้วขัดแย้งอยู่ในแนวคิดเดียวกัน บางพื้นที่เราสามารถกำหนดและชี้ชัดถึงเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมได้ ขณะเดียวกัน ในอีกหลายๆ พื้นที่ พื้นที่วัฒนธรรมก็ไม่อาจระบุชัดลงไปได้

การแพร่กระจายทางวัฒนธรรม ( Cultural Diffusion )

การแพร่กระจายทางวัฒนธรรมจะให้ความสำคัญกับความเร็วและปัจจัยที่ก่อให้เกิดการแพร่กระกระจายทางวัฒนธรรม เช่น การอพยพ การสื่อสาร และการค้า เป็นต้น และด้วยเหตุที่วัฒนธรรมเคลื่อนไหวเหนือพื้นที่() ( space ) ภูมิศาสตร์ทางวัฒนธรรมจึงมีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งโดยพื้นฐานแล้ว สำนักแนวคิดนี้จะมองว่าลักษณะทางวัฒนธรรมมักจะมีจุดเริ่มต้นเฉพาะในพื้นที่หนึ่งๆ หลังจากนั้นก็จะพัฒนา ก่อนเริ่มแพร่กระจายขยายขอบเขตและพื้นที่ออกไป

เหตุนี้เองเมื่อย้อนมองกลับจะทำให้เห็นว่า แนวคิดเรื่องพื้นที่วัฒนธรรมได้พยายามจะอธิบายจุดที่ตั้งของลักษณะทางวัฒนธรรมหรือวัฒนธรรมของชุมชน ขณะที่การแพร่การกระจายทางวัฒนธรรมก็ช่วยอธิบายและทำให้เกิดความเข้าใจว่าวัฒนธรรมนั้นๆ ก่อตัวขึ้นมาได้อย่างไร


ภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรม ( Cultural Landscape )

ภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรมประกอบด้วยความหลากหลายของแง่มุมต่างๆ ทางวัฒนธรรมที่มนุษย์สรรค์สร้างและสัมพันธ์กับภูมิศาสตร์กายภาพ ดังปรากฏให้เห็น เช่น บ้านเรือน อาคาร ศาสนสถาน สถานที่สันทนาการ ( สนามกีฬาและโรงละคร เป็นต้น ) นาไร่ ระบบการขนส่งและคมนาคม ตลอดจนลักษณะทางกายภาพต่างๆ นอกจากนี้ นักภูมิศาสตร์วัฒนธรรมยังได้รวมถึง “ มนุษย์ ” ในฐานะเป็นองค์ประกอบหนึ่งของการศึกษาภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรม ทั้งนี้เพราะภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรมมักก่อตัวขึ้นจากความจำเป็นขั้นพื้นฐานของมนุษย์ เช่น ที่อยู่อาศัย อาหาร และเครื่องนุ่งห่ม เป็นต้น จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะผนวกมนุษย์เป็นปัจจัยหนึ่งในการพิจารณา

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าฉุกคิดเกี่ยวกับแนวคิดภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรมก็คือ ผู้ศึกษาต้องคำนึงถึงการผสมผสานทางวัฒนธรรมที่เกิดจากปัจจัยการแพร่กระจายทางวัฒนธรรม เพราะหากมองในลักษณะภาพนิ่ง อาจส่งผลทำให้ผู้ศึกษาตีความงานด้านภูมิทัศน์วัฒนธรรมผิดพลาด มองพัฒนาการสังคมและวัฒนธรรมเป็นเส้นตรงเดียวที่ขาดมิติในเชิงลึก เช่น การผสมผสานและแพร่กระจายทางวัฒนธรรม เป็นต้น


นิเวศวัฒนธรรม (Cultural Ecology)

นิเวศวัฒนธรรมคือการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมกับสภาพแวดล้อมทางกายภาพ สำนักแนวคิดนี้มองว่าวัฒนธรรมได้ก่อตัวและวิวัฒน์จากปัจจัยและเงื่อนไขต่างๆ อาทิ สภาพอากาศ สภาพดิน สภาพภูมิประเทศ และพันธุ์พืช เป็นต้น ดังนั้น ในความหลากหลายของสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ มนุษย์ได้พยายามปรับและพัฒนาวิถีการดำรงชีวิตให้สอดคล้องรับกับสภาพทางกายภาพดังกล่าว ผลก็คือ แต่ละสังคมก็จะสร้างสรรค์เสื้อผ้า วัตถุและสิ่งของเพื่อใช้ในการดำรงชีพทั้งการเกษตรและล่าสัตว์ อาหาร ตลอดจนบ้านเรือนที่อยู่อาศัยที่แตกต่างจนกลายเป็นลักษณะเด่นของวัฒนธรรมของแต่ละกลุ่ม

เหตุผลดังกล่าวจึงไม่อาจปฏิเสธว่า แนวคิดนิเวศวัฒนธรรมจึงมีส่วนช่วยทำให้เราเกิดความเข้าใจในภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรม ดังนั้น หากเราใช้อาคารบ้านเรือนเป็นกรณีศึกษาก็จะพบว่าแนวคิดเรื่องภูมิทัศน์วัฒนธรรมเป็นความพยายามที่จะอธิบายและกำหนดรูปแบบของบ้านเรือนที่มีลักษณะเด่นเฉพาะถิ่นเป็นอย่างไร ส่วนแนวคิดเรื่องนิเวศวัฒนธรรมกลับมองว่า ทำไมอาคารบ้านเรือนจึงมีลักษณะเช่นนี้ เป็นต้น ซึ่งต่างก็มีส่วนช่วยเสริมทำให้เกิดให้ความเข้าใจซึ่งกันและกัน


การปฏิสัมพันธ์ทางวัฒนธรรม (Cultural Interaction)

ปฏิสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมจะมุ่งประเด็นศึกษาในความสัมพันธ์ที่ยังคงดำรงอยู่ของสังคมและพื้นที่หนึ่งๆ โดยพิจารณาองค์ประกอบทางวัฒนธรรมต่างๆ ที่กำหนดความเป็นชุมชน กลุ่ม และสังคม ก่อตัวขึ้นในความสัมพันธ์ใด บ้างอาจเกิดขึ้นจากการอยพย้ายถิ่น บ้างอาจสัมพันธ์ทางการเมือง หรือไม่ก็การค้า หรือการทำสงครามสู้รบ เป็นต้น ปัจจัยเงื่อนไขเหล่านี้ ล้วนมีส่วนทำให้ผู้ศึกษาด้านวัฒนธรรมเกิดความตระหนักถึงลักษณะเด่นทางวัฒนธรรมหนึ่งๆ นั้นอาจเกิดขึ้นจาก ความสัมพันธ์ทางสังคมต่างๆ ที่คร่อมเกี่ยวซึ่งกันและกัน

จากข้อสรุปแนวคิดต่างๆ ในการศึกษาภูมิศาสตร์วัฒนธรรมที่ใช้แผนที่เป็นเครื่องมือศึกษานั้นทำให้เห็นว่า หลายแนวคิดนั้นมีจุดอ่อนชวนให้วิพากษ์และตั้งคำถาม เช่น แนวคิดการแพร่กระจายทางวัฒนธรรมที่มองความสำคัญเรื่องจุดกำเนิดของศูนย์กลางของวัฒนธรรม หรือแนวคิดนิเวศวัฒนธรรมที่ให้ความสำคัญอย่างมากกับสภาพแวดล้อมทางกายภาพที่เป็นปัจจัยสำคัญกำหนดวิถีการดำรงชีวิต รวมทั้งแนวคิดพื้นที่วัฒนธรรมที่วิเคราะห์ให้เห็นจุดอ่อนของสำนักแนวคิดนี้ อย่างไรก็ตามก็ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันถึงคุณูปการของแนวคิดเหล่านี้ที่มีส่วนสำคัญในศึกษางานวิจัยทางสังคมและวัฒนธรรม


แผนที่ ประสบการณ์งานภาคสนามและชาติพันธุ์วรรณนา

การใช้แผนที่ในฐานะ “ พื้นที่ ” เป็นเครื่องมือในการเขียนงานชาติพันธุ์วรรณนาดังกล่าวได้ถูกปรับใช้ในงานศึกษาภาคสนามโครงการวิจัยฯ ด่านซ้ายอย่างชัดเจน กล่าวโดยสรุปคือ ผู้เขียนมองแผนที่ในฐานะ “ พื้นที่ ” ที่ตั้งอยู่บนฐานของภูมิศาสตร์กายภาพ อาทิ ทำเลที่ตั้ง ภูมิประเทศ ดินฟ้าอากาศ พืชพันธุ์ และสัตว์ประจำถิ่น เป็นต้น ถือว่ามีอิทธิพลอย่างมากต่อชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนที่อยู่อาศัยในภาวะแวดล้อมนั้นๆ

ดังนั้น การใช้แผนที่เชิงกายภาพจึงถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการทำวิจัย และถ่ายทอดเป็นข้อมูลพื้นฐานของหมู่บ้านในบทต้นๆ ของงานเขียนชาติพันธุ์วรรณนา() อย่างไรก็ตาม ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า การนำเสนอข้อมูลดังกล่าวอาจถูกมองว่าเป็นการวิเคราะห์ในมิติเส้นตรงเดียวที่ให้ความสำคัญกับภูมิศาสตร์กายภาพเป็นตัวกำหนดที่สำคัญในการวิถีชีวิตของมนุษย์ ปราศจากมิติในเชิงลึกทางสังคมที่มีความสลับซับซ้อนอันเนื่องมาจากการปฏิสัมพันธ์ทางสังคม

ปัญหาดังกล่าว ผู้เขียนจึงได้ประยุกต์แนวคิดประวัติศาสตร์สังคมและวัฒนธรรมมาเป็นเครื่องมือศึกษาควบคู่กับแผนที่เชิงกายภาพ ควบคู่ไปกับให้ความสำคัญการสร้างสรรค์เทคโนโลยีต่างๆ ของชาวบ้าน เริ่มตั้งแต่การรู้จักสร้างเครื่องมือเครื่องใช้ ตลอดจนคิดค้นเทคโนโลยีและวิทยาการที่สลับซับซ้อนเพื่อให้สอดรับกับสภาพแวดล้อมทางกายภาพ ในทางกลับกันก็ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า เทคโนโลยีต่างๆ เหล่านี้ กลับเป็นตัวย้อนกลับทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมทางกายภาพ ไม่ว่าจะเป็นการขยายชุมชน การสร้างถนน การสร้างเขื่อน และการพัฒนาเทคโนโลยีทางการเกษตร เป็นต้น

สิ่งเหล่านี้ทำให้เห็นว่า มุมมองเชิงกายภาพสามารถวิเคราะห์และอธิบายให้เข้าใจถึงปฏิสัมพันธ์ของผู้คนในหมู่บ้านกับพื้นที่เชิงกายภาพ ผ่านการเคลื่อนย้ายของเทคโนโลยี วัตถุ สินค้า ผู้คน ตลอดจนวัฒนธรรม จากถิ่นหนึ่งไปยังถิ่นหนึ่งนั้น มีเหตุและปัจจัยมาจากอะไร

กระทั่งเมื่อลงศึกษาภาคสนาม ผู้เขียนในฐานะนักวิจัยพี่เลี้ยงของนักวิจัยท้องถิ่น จึงพกพาเครื่องมือวิจัยเหล่านี้พร้อมกับความมั่นใจ ไปปรับใช้ในงานเขียนชาติพันธุ์วรรณนา ยิ่งกว่านั้น ยังอดคิดเข้าข้างตัวเองไม่ได้ว่างานวิจัยฯ ครั้งนี้ คงจะไม่ประสบกับปัญหาและอุปสรรคในการทำงานมากนัก เพราะมีนักวิจัยท้องถิ่นเป็น “ คนใน ” รอบรู้ข้อมูลเรื่องท้องถิ่นเป็นอย่างดี แต่ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ เพราะเมื่อต้องเขียนรายงานความก้าวหน้าช่วงไตรมาสแรกของโครงการฯ เพื่อส่งคณะอาจารย์ที่ปรึกษา ผู้เขียนจึงพบว่าที่ผ่านมาเราประเมินค่าผิดพลาดหมด เพราะนักวิจัยท้องถิ่นหลายท่านไม่สามารถเขียนงานวิจัยได้

เป็นความผิดพลาดของใครหรือ ผู้เขียนหรือนักวิจัยท้องถิ่น ?

แน่นอนที่สุด ในฐานะผู้ประสานงานโครงการฯ ต้องรับผิดชอบเต็มที่ เพราะไม่มีรายงานวิจัยฉบับร่างส่งเป็นชิ้นเป็นอันและประเมินสถานการณ์งานภาคสนามผิดพลาด ส่วนนักวิจัยท้องถิ่น คงต้องยอมรับว่านั่นไม่ใช่ความผิดพลาดของเขา หรือจะประเมินว่าเป็นผู้ที่ขาดข้อมูลหรือไม่มีความรู้เรื่องท้องถิ่นก็ไม่ได้ ตรงกันข้าม นักวิจัยท้องถิ่นแต่ละท่านล้วนแต่เป็นผู้รู้แทบทั้งสิ้น

และถ้าเช่นนั้นปัญหาการเขียนงานชาติพันธุ์วรรณนาของนักวิจัยท้องถิ่นคืออะไร ?

ก่อนอื่น ผู้เขียนขอสรุปการทำงานภาคสนามคร่าวๆ ว่า นักวิจัยท้องถิ่นทุกท่านล้วนเป็น “ คนใน ” ที่มีความรู้ท้องถิ่นและสามารถถ่ายทอดเรื่องราวจากคำบอกเล่าได้อย่างดีเยี่ยม หากทว่าหลังจากพูดคุยหลักการทำงานและระเบียบวิธีวิจัยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว นักวิจัยท้องถิ่นต้องกลับไปทำการบ้าน โดยนักวิจัยท้องถิ่นได้ใช้เครื่องมือต่างๆ มากมายในการเก็บข้อมูลและเขียนงานชาติพันธุ์วรรณนา บ้างก็ใช้วิธีการเล่าเรื่องจากความทรงจำของตนเอง รวมทั้งลงเก็บข้อมูลภาคสนามไม่ว่าจะเป็นการสัมภาษณ์เพื่อนบ้านที่ชำนาญการในเรื่องนั้นๆ หรือสังเกตการณ์อย่างมีส่วนร่วมและร่วมประกอบพิธีกรรมและงานบุญต่างๆ ในหมู่บ้าน เมื่อรวบรวมข้อมูลเป็นที่เรียบร้อย จึงทำการสังเคราะห์ข้อมูลเขียนเป็นรายงาน

ขั้นตอนนี้เอง ที่ผู้เขียนพบว่านักวิจัยท้องถิ่นส่วนใหญ่เริ่มพบปัญหากับการเขียนรายงาน กล่าวคือ หากนักวิจัยท้องถิ่นท่านไหนที่รับหรือเคยรับราชการโดยเฉพาะมีอาชีพเป็นครูจะสามารถถ่ายทอดเรื่องราวจากการเก็บข้อมูลงานภาคสนามได้เป็นอย่างดี ตรงกันข้าม หากนักวิจัยท้องถิ่นที่ไม่ได้รับราชการ คือเป็นชาวบ้านทั่วไปก็จะพบปัญหาในการถ่ายทอดข้อมูลที่ได้จากงานภาคสนามให้เป็นตัวอักษร งานเขียนชาติพันธุ์วรรณนาในช่วงต้นของโครงการจึงมีลักษณะการเสนอภาพที่หยุดนิ่ง แยกประเด็นออกเป็นส่วนๆ เช่น พูดถึงโรงเรียนก็จะกล่าวพัฒนาการของโรงเรียนโดยไม่เห็นความสัมพันธ์กับคนท้องถิ่น หรือหากพูดถึงถนนในหมู่บ้านก็จะทราบเพียงแต่ว่าถนนนี้สร้างขึ้นช่วงไหน แต่ไม่เห็นสิ่งที่สัมพันธ์กับท้องถิ่น ผลของการสร้างถนนนั้นทำให้ชุมชนและผู้คนเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร รวมทั้งหากพูดถึงพิธีกรรมใดพิธีกรรมหนึ่งก็มีลักษณะกล่าวในเชิงอุดมคติ ( ideal ) ของพิธีกรรมนั้นๆ เป็นแบบนั้นแบบนี้ แต่ขาดภาพการเปลี่ยนแปลงของพิธีกรรมหรือโลกทัศน์ของกลุ่มคนต่างๆ ที่มีต่อความเชื่อในพิธีกรรมนั้นๆ เป็นต้น ดังนั้น งานโดยรวมจึงขาดเอกภาพและยังทำให้ไม่เห็นพัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงของหมู่บ้าน

เมื่อเป็นเช่นนี้ ผู้เขียนจึงได้พูดคุยปัญหาดังกล่าวกับนักวิจัยท้องถิ่น ซึ่งก็กล่าวเป็นทำนองเดียวกันว่า พวกเขาสามารถเล่าเรื่องราวต่างๆ ในหมู่บ้านได้อย่างเป็นฉากเป็นตอน แต่ถ้าให้เขียนรายงานก็ไม่รู้จะเชื่อมโยงอย่างไร

ดังนั้น ในช่วงแรกของปัญหา ผู้เขียนจึงแก้ไขปัญหาโดยอาศัยการบันทึกเสียงของนักวิจัยท้องถิ่น และทำการเรียบเรียงเป็นงานเขียนจากภาคสนาม ซึ่งพบว่าผิดวัตถุประสงค์สำคัญของโครงการฯ ที่ต้องการสร้างคนท้องถิ่นให้เป็นนักวิจัย ในที่สุดกลุ่มนักวิจัยท้องถิ่นและผู้เขียนจึงได้ร่วมกันระดมความคิด ซึ่งท้ายที่สุดก็ได้ข้อสรุปว่า ต้องประยุกต์แนวคิดการใช้แผนที่ในเชิง “ พื้นที่ ” ที่อาจารย์ศรีศักร เคยให้คำแนะนำมามาปรับใช้กับการทำงานวิจัย โดยการให้นักวิจัยท้องถิ่นช่วยกันเขียนแผนที่กายภาพหมู่บ้านของตนเอง

เมื่อนำเครื่องมือวิจัยดังกล่าวมาปรับใช้ปรากฎว่านักวิจัยท้องถิ่นเริ่มรู้สึกผ่อนคลายจากการเขียนงานวิจัย ต่างก็ร่วมระดมความคิด ต่างก็ช่วยกันเขียน และร่วมกันร่างแผนที่หมู่บ้านของตนเองขึ้น เมื่อเขียนแผนที่ลุล่วง นักวิจัยท้องถิ่นจึงพบว่าแผนที่แผ่นเดียวไม่สามารถใส่เรื่องราวของหมู่บ้านได้ทั้งหมด การที่จะใส่ข้อมูลเชิงกายภาพของหมู่บ้านได้จะต้องวาดแผนที่ขึ้นหลายๆ แผ่น โดยใช้ช่วงชั้นอายุของหมู่บ้านมาเป็นเกณฑ์ในการแบ่ง โดยนักวิจัยท้องถิ่นได้ทดลองแบ่งเป็นพัฒนาการหมู่บ้านเป็นช่วงเวลาต่างๆ เช่น หมู่บ้านในช่วงต้น หมู่บ้านในช่วงกลาง และหมู่บ้านในยุคปัจจุบัน

ปัญหาและคำถามสำคัญที่ตามมาอีกคือ แล้วจะใช้มาตรฐานอะไรมาเป็นตัวแบ่งช่วงชั้นอายุของหมู่บ้าน ?

การแก้ปัญหาที่น่าสนใจก็คือ การให้นักวิจัยท้องถิ่นร่วมลงความเห็นว่า มีเหตุการณ์หรือช่วงชั้นทางประวัติของหมู่บ้านช่วงไหนที่ถือเป็นจุดเปลี่ยนแปลงสำคัญของคนในหมู่บ้าน ประเด็นดังกล่าวทำให้นักวิจัยท้องถิ่นร่วมกันระดมความเห็น ซึ่งได้ข้อสรุปไปในแนวทางเดียวกันว่า น่าจะดึงเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงทางสังคม โดยพิจารณาจากปัจจัยภายนอกมาเป็นตัวตั้ง เพราะชาวบ้านเริ่มตระหนักว่าไม่ควรมองสังคมหมู่บ้านเป็นเพียงมิติเดียว หากต้องมีการติดต่อและปะทะสังสรรค์กับสังคมภายนอกอยู่ตลอดเวลา เช่น หมู่บ้านช่วงก่อนและหลังเกิดแผนพัฒนาเศรษฐกิจสังคมแห่งชาติ หรือหมู่บ้านในช่วงที่พืชเศรษฐกิจอย่างข้าวโพดเข้ามามีบทบาทสำคัญของหมู่บ้าน รวมทั้งหมู่บ้านในยุคที่การท่องเที่ยวเฟื่องฟู เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะทำให้เห็นการพัฒนาและการเปลี่ยนแปลงของหมู่บ้าน อีกทั้งยังทำให้เห็นว่าการพัฒนาและการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนั้นก่อตัวขึ้นทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกอะไร ซึ่งสอดรับกับแนวคิดเรื่องการแพร่กระจายทางวัฒนธรรมและปฏิสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมได้เป็นอย่างดี เช่น ชาวบ้านสามารถตอบคำถามและให้เหตุผลได้ว่า ทำไมบรรดาหน้ากากและเครื่องแต่งกายผีตาโขนที่เดิมล้วนทำขึ้นจากเศษผ้า เศษของเครื่องใช้ อันเป็นสัญลักษณ์ของความชั่วร้ายและอัปมงคลที่ต้องถูกชะล้างและถูกลอยไปกับสายน้ำหมัน ไม่มีใครอยากเอากลับบ้านมาเป็นของที่ระลึก เมื่อกาลเปลี่ยนไปกลับถูกปรับเปลี่ยนมาเป็นของที่ระลึกเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยว เป็นต้น

เมื่อได้แบบจำลองความคิดแล้ว นักวิจัยท้องถิ่นจึงลงมือเขียนแผนที่เชิงกายภาพของหมู่บ้านโดยแบ่งตามช่วงชั้นของเหตุการณ์ประวัติศาสตร์สังคม การจัดระเบียบวิธีคิดเช่นนี้ไม่เพียงแต่สร้างความชัดเจนของการเขียนประวัติศาสตร์สังคมและวัฒนธรรม หากยังสร้างความสนุกสนานให้กับนักวิจัยท้องถิ่นเป็นอย่างยิ่ง กล่าวคือ ต่างคนต่างก็ช่วยกันระดมความเห็นว่าช่วงนั้นช่วงนี้หมู่บ้านของตนเกิดการเปลี่ยนแปลงด้านใด หากทว่าสิ่งสำคัญสุดคือ การทำแผนที่หมู่บ้านยังถือเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้นักวิจัยท้องถิ่นสามารถใส่รายละเอียดข้อมูลหมู่บ้านที่สัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงของหมู่บ้านได้อย่างละเอียดลออ จนทำให้เห็นภาพพัฒนาการของหมู่บ้านอย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรม และหลังจากนั้น ก็จะช่วยกันเขียนเป็นรายงาน จนกลายเป็นงานชาติพันธุ์วรรณนาท้องถิ่นที่เกิดขึ้นจากนักวิจัยท้องถิ่นอย่างแท้จริง

 

ส่งท้าย

คงปฏิเสธไม่ได้ว่า แนวคิดเรื่องการใช้แผนที่กับการศึกษาสังคมและวัฒนธรรมของอาจารย์ศรีศักรมีส่วนสำคัญทำให้งานเขียนชาติพันธุ์วรรณาชิ้นนี้ลุล่วงลงได้ดี เพราะแผนที่ถูกใช้เป็นกรอบและสร้างระเบียบวิธีวิจัยทั้งงานด้านภูมิศาสตร์และวัฒนธรรมให้ผู้ศึกษาปรับและประยุกต์แนวคิดทฤษฎีต่างๆ ในการวิเคราะห์สังคมและวัฒนธรรม () ไม่ว่า จะเป็นในเรื่องพื้นที่วัฒนธรรม การแพร่กระจายทางวัฒนธรรม ภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรม นิเวศนวัฒนธรรม ตลอดจนปฏิสัมพันธ์ทางวัฒนธรรม

หากทว่ากรอบแนวคิดดังกล่าว หากใช่กรอบที่ไปกำหนดให้พื้นที่ศึกษาหยุดนิ่งและตายตัวเฉกเช่นเขตแดนที่ถูกเขียนไว้ในแผนที่ ตรงกันข้าม พื้นที่กลับถูกปรับเปลี่ยนไปตามเงื่อนไขปฏิสัมพันธ์ทางสังคมและวัฒนธรรมที่เปลี่ยนไปตามกาล แต่เหนือสิ่งอื่นใด สิ่งสำคัญที่ได้จากประสบการณ์ร่วมกับชาวบ้านหรือคนท้องถิ่นเพื่อสร้างงานเขียนท้องถิ่นนั้นทำให้ผู้เขียนตระหนักดีว่า ต่อให้มีแนวคิดทฤษฎีบรรทุกมาเต็มคันรถสิบล้อ ก็อาจล้มเหลวไม่เป็นท่า ถ้าผู้ศึกษาไม่เข้าใจความเป็นคนท้องถิ่นหรือลักษณะทางวัฒนธรรมของชาวบ้าน เหมือนเช่นที่ผู้เขียนประสบในช่วงต้นของการทำงานโครงการวิจัยฯ กระทั่งเมื่อได้เรียนรู้ร่วมกัน ผู้เขียนจึงปรับเปลี่ยนทัศนะในการทำงานพร้อมกับนำแนวคิดเรื่องแผนที่กับการศึกษาวัฒนธรรมที่อาจารย์ศรีศักรเสนอและมักชอบให้เป็นการบ้านกับผู้ประสานงานโครงการศึกษาก่อนลงภาคสนามนั้นไปใช้งานเพื่อแก้ปัญหาต่างๆ

คงไม่ผิดนักที่จะกล่าวว่า “ แผนที่ช่วยชีวิตผู้เขียนไว้จริงๆ ครับ ”

ยิ่งกว่านั้น ทำให้ผู้เขียนอดหวนคิดถึงคำนำเสนอของอาจารย์ศรีศักรในหนังสือในโครงการวิจัยฯ นี้ว่า

“ หนังสือเล่มนี้คงไม่เป็นงานทางวิชาการในมาตรฐานและอุดมคติของบรรดานักวิชาการหรือปราชญ์ผู้เชี่ยวชาญตามมหาวิทยาลัยที่สำคัญของประเทศ เพราะไม่มีแนวคิดทฤษฎีอะไรมาอ้างอิงให้เกิดคุณค่าและมูลค่า หากเป็นงานของคนธรรมดาในท้องถิ่นที่ทำให้เห็นชีวิตและวัฒนธรรมและตัวตนของคนด่านซ้ายอย่างเช่นข้าพเจ้าไม่อาจทำได้ จึงหวังใจว่าจะเป็นประโยชน์แก่บรรดาผู้สนใจและผู้อ่านทั่วไปไม่มากก็น้อย ”

บทสรุปที่เป็นการตั้งข้อสังเกตทิ้งท้ายไว้ก็คือ ในความไม่มีทฤษฎีในงานชิ้นดังกล่าวก็คือกรณีศึกษาที่ใช้ประสบการณ์งานภาคสนามมาเป็นเครื่องมือยอกย้อนทำให้เห็นข้อเด่นและข้อด้อยของทฤษฎีต่างๆ ในงานเขียนชาติพันธุ์วรรณนา โดยไม่ต้องกล่าวถึงทฤษฎีนั่นเอง


บรรณานุกรม

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

          2547 รายงานวิจัยเรื่องเชียงของ เวียงแก่น : พัฒนาการของสังคมชายขอบจากอดีตสู่

                  การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจการเมืองในอนุภูมิภาคลุ่มนำโขง.

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

          2547 รายงานการวิจัยเรื่องการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมท้องถิ่น : กรณีศึกษา

                  บ้านสำโรง ตำบลทรายขาวและบ้านสวนส้ม ตำบลสะตอน

                  อำเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรี.

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

          2547 รายงานวิจัยเรื่องความสืบเนื่องและความเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม

                  ผ่านประวัติศาสตร์ท้องถิ่น กรณีศึกษาลุ่มน้ำแม่ลาวตอนบน

                  อำเภอเวียงป่าเป้า-แม่สรวย จังหวัดเชียงราย.

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

         2548 เสียงจากคนตานี : เสียงสะท้อนจากหมู่บ้านประมงอ่าวปัตตานี.

                 กรุงเทพฯ : มูลนิธิเล็ก - ประไพ วิริยะพันธุ์.

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

          2550 ผีกับพุทธ : ศาสนาและความเชื่อในสังคมด่านซ้าย.

                  กรุงเทพฯ : มูลนิธิเล็ก - ประไพ วิริยะพันธุ์.

Emerson, Robert M., Rachel I. Fretz and Linda L. Shaw

          1995 Writing Ethnographic Fieldnotes. Chicago : The University of

                   Chicago Press.

Heatwole, Charles A.

          2006 Culture : A Geographical Perspective. New York : W.H. Freeman

                  and company.

 

(๑)ผู้เขียนขอขอบคุณผู้ช่วยศาสตราจารย์กุลศิริ อรุณภาคย์ และ อาจารย์นัฐวุฒิ สิงห์กุลแห่งภาควิชามานุษยวิทยา คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ที่ช่วยขัดเกลาบทความที่เขียนขึ้นในเวลาอันจำกัด อย่างไรก็ดี ความผิดพลาดจากงานเขียน ผู้เขียนยินดีใคร่ขอน้อมรับคำวิจารณ์

(๒) โครงการวิจัยฯ นี้ รองศาสตราจารย์ศักร วัลลิโภดม เป็นหัวหน้าโครงการ, รองศาสตราจารย์ ดร.มรว.อคิน รพีพัฒน์,

รองศาสตราจารย์ ดร. สุเทพ สุนทรเภสัช และ รองศาสตราจารย์ปรานี วงษ์เทศ เป็นคณะที่ปรึกษาโครงการ

(๓)องค์ประกอบทางวัฒนธรรมไม่ได้ถูกสร้างสรรค์ด้วยน้ำมือมนุษย์เพียงปัจจัยเดียว หากแต่ยังถูกกำหนดด้วยเงื่อนไขและปัจจัยทางสภาพทางกายภาพ

(๔)ในที่นี้หมายถึงการให้ความสำคัญในการพิจารณาเรื่องวัฒนธรรมในฐานะเป็นสื่อกลาง ( agency ) ที่ทำให้เกิดการแพร่กระจายทางวัฒนธรรมในพื้นที่ต่างๆ

(๕)สนามวิจัยอื่นๆ คือ พื้นที่เวียงป่าเป้า-แม่สรวย จังหวัดเชียงราย, เชียงของ-เวียงแก่น จังหวัดเชียงราย, บ้านสำโรงและบ้านสวนส้ม จังหวัดจันทบุรี และอ่าวปัตตานี จังหวัดปัตตานี ของโครงการวิจัยฯ แม้บทเดียวกันก็ได้นำเสนอในลักษณะเดียวกัน ( โปรดดูรายละเอียดอ้างอิงในบรรณนานุกรม )

(๖)งานวิจัยโครงการฯ ย่อยพื้นที่ปัตตานีก็มีการใช้แผนที่และวาดแผนที่หมู่บ้านในการศึกษาชาติพันธุ์วรรณนาเช่นกัน

 

 

 

 

 

 

 



เว็บไซต์ของมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์จัดทำขึ้น เพื่อเผยแพร่การดำเนินงาน ข่าวสาร ข้อมูลของมูลนิธิฯ บทความ จดหมายข่าว พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น กิจกรรม ตลอดจนความรู้ทางสังคมและวัฒนธรรม โดยมีคำจำกัดความกิจกรรมของมูลนิธิฯ ว่า " รวบรวม บันทึก ศึกษา ข้อมูลทางวัฒนธรรม สนับสนุนการอนุรักษ์เพื่อพัฒนา เผยแพร่เพื่อการศึกษาของสาธารณชน " ดังนั้น ทางมูลนิธิฯ มีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง หากท่านผู้มาเข้าชมได้รับสาระความรู้จากเว็บไซต์ของมูลนิธิฯ หรือหากต้องการนำข้อมูลหรือรูปภาพที่ได้จากเว็บไซต์นี้ไปใช้ประโยชน์เพื่องานด้านวิชาการ กรุณาแจ้งมาที่ webmasterทางอีเมล์ หรือตามที่อยู่ด้านล่างนี้

ติดต่อมูลนิธิฯ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
ทาง E-mail: lek_prapai@yahoo.com โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘-๙ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
เว็บมาสเตอร์ : อนุสรณ์ โพธิ์แก่นแก้ว