นางสาวมณีรัตน์ แก้วศรี
ยุวมัคคุเทศก์รุ่นที่ ๔
ยุวมัคคุเทศก์ : โอกาส ประสบการณ์ และการเรียนรู้นอกห้องเรียน
นับเป็นเวลากว่า ๘ ปีที่ดิฉันได้มีโอกาสเข้าร่วมเป็นอาสายุวมัคคุเทศก์รุ่นที่ ๔ พิพิธภัณฑ์จันเสน ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๔๓ ด้วยความคิดว่าอยากใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ และเมื่อได้เข้ามาทำงานอาสายุวมัคคุเทศก์ แล้วทำให้ดิฉันได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ มากมาย ทั้งการทำงานเป็นกลุ่มร่วมกับเพื่อนๆ ทำให้เรียนรู้การแบ่งปัน ความสามัคคี การเรียนรู้ไม่มีวันจบสิ้นซึ่งไม่จำเป็นต้องเรียนในห้องเรียนอย่างเดียว เพราะพิพิธภัณฑ์จันเสนก็เป็นโรงเรียนอีกแห่งหนึ่งของดิฉันซึ่งฝึกให้กล้าแสดงออก กล้าพูด กล้าคิด กล้าทำ
การเข้ามาเป็นอาสายุวมัคคุเทศก์นั้นอย่างแรกทุกคนจะต้องมีใจรักและมีจิตสาธารณะที่ทำงานเพื่อส่วนรวม เพราะอย่างที่รู้กันว่าการเป็นอาสายุวมัคคุเทศก์ไม่ได้ค่าตอบแทนเป็นเงิน แต่เป็นโอกาสและสิ่งดีๆ ที่คนที่ทำงานเป็นอาสาสมัครจะได้รับ ซึ่งอาสายุวมัคคุเทศก์ที่จันเสนทุกคนก็มีจิตสาธารณะเช่นกัน ดูได้จากการที่อาสายุวมัคคุเทศก์แต่ละคนจะสมัครเป็นอาสายุวมัคคุเทศก์อย่างต่อเนื่อง บางคนเป็นอาสายุวมัคคุเทศก์มากกว่า 5 ปี
การปฏิบัติหน้าที่แต่ละครั้งก็จะแตกต่างกันไป ตามวัย จำนวน และเวลาของนักท่องเที่ยว การทำงานแต่ละครั้งฝึกให้เราทุกคนรู้จักหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ ซึ่งเพื่อนร่วมงานทุกคนเป็นคนน่ารักมาก เวลาเรารอนักท่องเที่ยวก็รอด้วยกัน และใช้เวลาที่รอนักท่องเที่ยวในการวางแผนงาน ประชุมงาน แบ่งหน้าที่ และปรึกษากันในเรื่องที่ควรปรับปรุง จึงทำให้ในการมาต้อนรับนักท่องเที่ยวแต่ละครั้งเหมือนเป็นการทำให้เราทุกคนได้มาพูดคุยกัน ปรึกษาปัญหาร่วมกัน
ผลจากการทำงานยุวมัคคุเทศก์นอกจากประสบการณ์ต่างๆ นานาที่ได้รับโดยตรงจากการทำงานแล้ว สำหรับเพื่อนๆ หรือรุ่นพี่ยุวมัคคุเทศก์แล้วจากการพูดคุยกันต่างก็มีความเห็นว่าการเป็นยุวมัคคุเทศก์เป็นจุดเริ่มต้นช่วยจุดประกายและนำทางให้ พบกับเส้นทางชีวิตในอนาคต เห็นได้จากรุ่นพี่อาสายุวมัคคุเทศก์บางคนที่แม้อนาคตของเขาไม่เกี่ยวกับการทำงานด้านประวัติศาสตร์ ทว่าทุกคนบอกตรงกันทุกคนว่าสิ่งดีๆ เกิดขึ้นในวันนี้มีที่มาจากการทำงานเป็นอาสายุวมัคคุเทศก์ การได้พบผู้คน ได้โต้ตอบ ได้ซักถาม เป็นสิ่งที่ฝึกให้พี่ๆ รู้จักการทำงานโดยไม่รู้ตัว
อนาคตพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นจันเสนจากมุมมองของคนรุ่นใหม่
อาสายุวมัคคุเทศก์ทุกคนในฐานะที่ทำงานมานาน สิ่งหนึ่งที่ทุกคนอยากเห็นเหมือนกันในอนาคตก็คือ อยากเห็นพิพิธภัณฑ์ดำเนินไปในทิศทางที่ดี เช่น พรทิพย์ อยากเห็นพิพิธภัณฑ์มีโบราณวัตถุเพิ่มมากขึ้น และอยากให้มีการทำการขุดค้นอีกครั้ง ส่วนน้องเจนจิราอยากเห็นการบริหารงานของพิพิธภัณฑ์มีคนในชุมชนเข้ามาบริหารงาน เพราะจะเข้าใจงานมากกว่าคนนอกพื้นที่ ส่วนดิฉันในฐานะที่เป็นอาสายุวมัคคุเทศก์มาถึง 8 ปี และจะกลับมาเป็นอีกหนึ่งกำลังในการร่วมพัฒนาชุมชนในอนาคต ดิฉันคิดว่าดิฉันอยากเห็นพิพิธภัณฑ์มีชาวต่างชาติมาเที่ยวชมมากๆ ดิฉันอยากให้ชาวต่างชาติได้รู้จักวิถีชีวิตบรรพบุรุษของชาวไทย และอยากเห็นอาสายุวมัคคุเทศก์ได้แสดงความสามารถในการพูดภาษาอังกฤษอย่างเต็มที่ เพราะในปัจจุบันอาสายุวมัคคุเทศก์จะพูดภาษาอังกฤษให้ชาวไทยฟังมากกว่าชาวต่างชาติ ดิฉันจึงคิดว่าถ้าอาสายุวมัคคุเทศก์ได้พูดโต้ตอบกับชาวต่างชาติจริงๆ จะเป็นการฝึกภาษาที่ดี และการที่จะทำให้ชาวต่างชาติหรือนักท่องเที่ยวสนใจพิพิธภัณฑ์จันเสนได้นั้น จะต้องมีจุดดึงดูดใจให้นักท่องเที่ยวสนใจ โดยมีพิพิธภัณฑ์และอาสายุวมัคคุเทศก์เป็นทุนสำคัญในการทำให้นักท่องเที่ยวสนใจ โดยจะต้องได้รับความร่วมมือของคนในชุมชนร่วมมือร่วมใจกัน
ความสำเร็จของพิพิธภัณฑ์จันเสนในปัจจุบันก็มาจากการที่มีวัดเป็นศูนย์กลางของชาวบ้าน เมื่อมีวัดเป็นศูนย์กลางทำให้ชาวบ้านให้ความร่วมมือและสนับสนุนในการทำงานของพิพิธภัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็นการอนุญาตให้ลูกหลานมาปฏิบัติหน้าที่เป็นอาสายุวมัคคุเทศก์ หรือช่วยเหลืองานต่างๆ ของพิพิธภัณฑ์เมื่อมีการจัดงานขึ้น
โดยยุวมัคคุเทศก์แต่ละคนก็มีระยะเวลาในการทำงานไม่เท่ากัน คนที่ทำงานมา 1-2 ปี ส่วนใหญ่จะมีภาระหน้าที่ในการเรียนต่อในระดับมัธยมศึกษาในโรงเรียนนอกพื้นที่จึงไม่สามารถมาปฏิบัติหน้าที่ต่อได้ แต่ถึงแม้จะทำงานไม่นานทุกคนก็มีจุดประสงค์เดียวกันที่จะเห็นพิพิธภัณฑ์อันเป็นที่รักเป็นที่ศึกษาหาความรู้ของบุคคลภายนอก บางคนทำงานมามากกว่า 5 ปี มีประสบการณ์ ได้รับโอกาส และเป็นการช่วยต่อยอดในการเข้าศึกษาต่อ ซึ่งดิฉันและเพื่อนอีก 2 คน ก็ถือว่าเป็นอาสายุวมัคคุเทศก์ที่ทำงานมานานและมีอายุมากที่สุดในกลุ่มอาสายุวมัคคุเทศก์ เราทั้ง 3 คน ได้รับอะไรมากมาย ตัวอย่างเช่น พรทิพย์ที่เป็นอาสายุวมัคคุเทศก์ ถึงแม้จะไม่ได้เลือกเรียนเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ แต่ก็นำความรู้ด้านเทคโนโลยีที่ได้มีโอกาสทำสื่อต่าง ๆ ในการประชาสัมพันธ์กิจกรรมของอาสายุวมัคคุเทศก์ และการวางแผนในการทำงานจนมีความชำนาญด้านคอมพิวเตอร์ พรทิพย์จึงเลือกเรียนด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ และเพื่อนอีกคนหนึ่งก็คือ พงษ์พันธ์ เขาเป็นคนที่พูดเก่งมากๆ จึงได้รับความไว้วางใจจากคุณครูให้เป็นพิธีกร และเป็นทีมนันทนาการในการสร้างความสนุกสนานให้น้อง ๆ ซึ่งเขาบอกว่าการที่เขาพูดเก่งและเป็นคนร่าเริงส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะการเป็นยุวมัคคุเทศก์ที่ฝึกให้เขาเป็นคนกล้าแสดงออก กล้าคิด กล้าพูด กล้าทำ เราทั้ง 3 คน รวมถึงอาสายุวมัคคุเทศก์ทุกคนจึงแอบหวังเล็กๆ ไว้ว่าพิพิธภัณฑ์จันเสนจะได้รับการสนับสนุนจากทุกฝ่าย ได้รับการยอมรับจากคนในวงกว้างมากขึ้น จะยิ่งทำให้การทำงานประสบผลสำเร็จไปได้ด้วยดี
ปัจจุบันการที่คนรุ่นใหม่จะกลับมาทำงานที่บ้านเกิดน้อยมาก เพราะทุกคนเลือกที่จะไปทำงานในกรุงเทพมหานคร หรือนอกพื้นที่บ้านเกิดเพราะคิดว่าการไปทำงานที่อื่นจะทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น เพราะฉะนั้นการที่จะปลูกจิตสำนึกให้คนรุ่นใหม่หันกลับมาเห็นความสำคัญของบ้านเกิดนั้นจะต้องได้รับการร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งผู้ปกครอง สถานศึกษา ชุมชน รวมถึงตัวเยาวชนเอง โดยการดึงจุดเด่นของชุมชนออกมาเพื่อเป็นจุดสนใจของเยาวชน ซึ่งชุมชนจันเสนก็ได้จัดให้มีการอบรมยุวมัคคุเทศก์ ซึ่งถือเป็นการปลูกจิตสำนึกในการรักบ้านเกิดอีกทางหนึ่ง เมื่อเยาวชนรักบ้านเกิดแล้วสิ่งที่จะตามมาก็คือการอยากทำงานและใช้ชีวิตอยู่ในบ้านเกิด เพราะในตอนเป็นเด็กได้ใช้ชีวิตคลุกคลีอยู่กับบ้านเกิดมาตลอด
จากที่ได้พูดคุยกับทีมงานอาสายุวมัคคุเทศก์ ที่ทุกคนอยากให้เป็น เห็นในฐานะการเป็นอาสายุวมัคคุเทศก์ก็คือ อยากเห็นการรับสมัครอาสายุวมัคคุเทศก์เป็นการรับสมัครในฐานะพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นจันเสนเป็นผู้รับสมัคร และอยากเห็นพ่อแม่ผู้ปกครองพาลูกหลานมาสมัคร และในการทำงานแต่ละครั้งก็อยากเห็นการทำงานแบบลุงป้าพาหลานมาทำงาน หรือพ่อแม่พาลูกมาทำงาน ไม่ใช่เป็นเรื่องที่นักเรียนมาทำงานให้กับครูที่พิธพิภัณฑ์ในฐานะครูพาลูกศิษย์มาทำงาน เพื่อจะทำให้ไม่เครียด ไม่เกร็งเวลาทำงานและทำงานสบายมากยิ่งขึ้น
สุดท้ายนี้ดิฉันคิดว่าในอนาคตพิพิธภัณฑ์จันเสนจะต้องเป็นที่สนใจไม่เฉพาะชาวไทยเท่านั้น แต่รวมไปถึงชาวต่างชาติ และอาสายุวมัคคุเทศก์ก็จะต้องพูดภาษาอังกฤษเก่งขึ้น นอกจากนี้ดิฉันยังคิดว่าพิพิธภัณฑ์จันเสนจะต้องเป็นแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ที่นักท่องเที่ยวให้ความสนใจ จนทำให้พิพิธภัณฑ์เป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญของประเทศไทยอีกแห่งหนึ่ง
.................................................................................................................... นางสาวมณีรัตน์ แก้วศรี เป็นอดีตอาสายุวมัคคุเทศก์ที่ได้รับทุนการศึกษาจากองค์กรบริหารส่วนตำบล ไปศึกษาต่อระดับปริญญาตรี สาขาวิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร จ.พิษณุโลก เพื่อกลับมาเป็นเจ้าหน้าที่ภัณฑ์รักษ์ประจำพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นจันเสน
"ดิฉันคิดว่าพิพิธภัณฑ์จันเสนนอกเหนือจากเก็บรวบรวมความรู้ ร่องรอยอารยธรรม และวิถีชีวิตของผู้คนในชุมชนแล้ว พิพิธภัณฑ์สอนให้ดิฉันและเพื่อนๆ รู้จักการแบ่งปัน ความรับผิดชอบ ความสามัคคี ซึ่งสิ่งที่เราทุกคนได้จากพิพิธภัณฑ์นี้ล้วนเป็นพื้นฐานในการดำเนินชีวิตทั้งสิ้น"
|