ข้อมูลจากมติชน วันที่ ๓๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๕๐ ปีที่ ๓๐ ฉบับที่ ๑๐๗๖๕
เล่าขานตำนานใต้
คอลัมน์ สุวรรณภูมิ สังคมวัฒนธรรม โดยสุจิตต์ วงษ์เทศ
โดย ศรีศักร วัลลิโภดม คณะวิจัย ๑. พล.ต.ต.จำรูญ เด่นอุดม ๒. อับดุลเลาะห์ ลออแมน ๓. อุดม ปัตนวงศ์ ๔. อาภาภิรัตน์ วัลลิโภดม ๕. มะรอนิง สาและ ๖. รัชนีบูล ตังคณะสิงห์ ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี (ศพส.) มหาวิทยาลัยมหิดล อี-เมล peace@mahidol.ac.th เว็บไซต์ www.peace.mahidol.ac.th สนับสนุนโครงการเล่าขานตำนานใต้ และจัดพิมพ์เผยแพร่

เล่าขานตำนานใต้ หนังสือเพื่อความเข้าใจสามจังหวัดภาคใต้ให้ลดความรุนแรง
|
ผู้นำทางวัฒนธรรม (Culture Hero) ไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะบุคคลที่เป็นโต๊ะครูหรือปราชญ์ผู้สอนศาสนาเท่านั้น หากยังมีการใช้คำว่าโต๊ะ หรือคนศักดิ์สิทธิ์กับผู้ที่อยู่ในกลุ่มของบอมอด้วย อย่างเช่น ความเชื่อและตำนานเรื่องโต๊ะกูแชและโต๊ะนิ ในท้องถิ่นเมืองรามัน ซึ่งเป็นเมืองที่อยู่ระหว่างกลางของพื้นที่ชายทะเลกับพื้นที่ภายในป่าเขาในหุบสายบุรี เช่นเดียวกันกับยะลาในหุบปัตตานี บนเส้นทางการคมนาคมทางบกที่ข้ามเทือกเขาสันกาลาคีรีไปยังไทรบุรีและฟากมาเลเซีย
การคมนาคมทางบกข้ามคาบสมุทรเช่นนี้เป็นการขนส่งสินค้าด้วยช้าง ช้างจึงเป็นพาหนะที่สำคัญ
คนเลี้ยงช้างหรือคนทำหน้าที่ขนส่งก็คือ พวกชาวป่าชาวเขาหรือคนในชาติพันธุ์อื่น ทำให้การมาตั้งถิ่นฐานกลายเป็นคนท้องถิ่นและนับถือศาสนาอิสลามที่ยังไม่ลืมประเพณีและความเชื่อที่ไม่ใช่อิสลามอยู่
หมอช้างในหมู่คนมุสลิมในท้องถิ่นระแงะเรียกโต๊ะกูแช มีศาลและพิธีกรรมในความทรงจำของผู้คนที่เป็นชาวบ้านถ่ายทอดลงมาจนปัจจุบัน แต่ที่น่าสนใจก็คือโต๊ะกูแชกลุ่มหนึ่งเป็นสตรี แต่สิ่งเหล่านี้ก็ไม่น่าแปลกอะไรที่ระบบสังคมระดับเครือญาติของคนมลายูบางกลุ่มให้ความสำคัญกับความเป็นใหญ่ในพื้นที่และครัวเรือนแก่ผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ดังตัวอย่างของคนมลายูเผ่าหนึ่งในเกาะสุมาตรา คือพวกมินังกะเบา ที่มีการโยกย้ายมาตั้งถิ่นฐานในเนกริเซมบิลัน ในมาเลเซียในปัจจุบัน
คนจีน-คนมุสลิมในปัตตานี
ในเรื่องความสำคัญที่ให้ความเป็นใหญ่แก่สตรี เช่น เรื่องโต๊ะกูแชแล้ว ก็ยังแลเห็นในเรื่องของผู้นำทางการปกครอง เช่น กรณีปัตตานีมีกษัตริย์เป็นหญิง ดูเหมือนการเป็นใหญ่ของราชินีองค์นี้ยังสะท้อนให้เห็นจากการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ การเมืองที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมด้วย คือราวพุทธศตวรรษที่ 21-22 ปัตตานีเป็นเมืองท่าสำคัญของการค้าทางทะเลที่นานาชาติเข้ามาค้าขาย โดยเฉพาะคนจีนที่ในสมัยราชวงศ์เหม็งส่งเจิ้งโห แม่ทัพเรือเข้ามาเจริญไมตรีกับเมืองสำคัญต่างๆ ทั้งในแดนสยามและมลายู คนจีนที่เข้ามาค้าขายและตั้งถิ่นฐานในปัตตานีจึงมีทั้งคนจีนที่เป็นมุสลิมและคนจีนที่เป็นพ่อค้าและนักเดินเรือ ทำให้เกิดการแต่งงานผสมผสานกันขึ้น เกิดลูกหลานที่เรียกว่าคนจีนมุสลิมหรือเชื้อสายคนจีนกันสืบมา ดังเช่นเรื่องของลิ้มโต๊ะเคียมและลิ้มกอเหนี่ยว
มัสยิดกรือเซะคือสัญลักษณ์ของการที่คนจีนเปลี่ยนมาเป็นมุสลิม ในขณะที่คำสาปของลิ้มกอเหนี่ยวคือการตอบโต้ในลักษณะต่อรองเพื่อการอยู่รวมกันคนจีนและคนมุสลิมในปัตตานี
ตำนานบางสมัยบางยุคก็กล่าวว่าลิ้มโต๊ะเคียมเป็นหัวหน้าหมู่บ้านกรือเซะอันเป็นชุมชนของคนจีน เป็นผู้มีความรู้ในการหล่อปืนใหญ่ให้กับกษัตริย์ของปัตตานี คนปัตตานีเชื่อว่าปืนใหญ่ที่ใช้ในการป้องกันปัตตานีมีความเป็นมาจากปืนที่ลิ้มโต๊ะเคียมเป็นผู้หล่อขึ้น ซึ่งก็น่าจะหมายถึงปืนนางพญาตานีและปืนใหญ่กระบอกอื่นๆ ที่ทางกองทัพไทยยึดได้ ซึ่งก็มีบางกระบอกจมน้ำอยู่ในน่านน้ำเมืองปัตตานี ส่วนลิ้มกอเหนี่ยวก็เล่ากันว่ามีการฝังศพอยู่ใกล้ๆ กับหมู่บ้านกรือเซะนั่นเอง
จากคำเล่าและความเชื่อดังกล่าวจึงเป็นเหตุให้คนจีนที่ปัตตานีในสมัยเมื่อไม่นานมานี้สร้างฮวงซุ้ยของลิ้มกอเหนี่ยวไว้ใกล้กันกับมัสยิดกรือเซะดังที่เห็นในทุกวันนี้
คนมลายู-คนสยาม
ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ การแบ่งปัตตานีออกเป็น ๗ เมือง คือการผนวกนครรัฐปัตตานีไว้ในราชอาณาจักรสยามอย่างแท้จริง แม้ว่าทางกรุงเทพฯจะทำให้บรรดาเจ้าเมืองรับอำนาจสยามได้อย่างไม่มีการขัดแย้งรุนแรงก็ตาม แต่กลุ่มผู้นำทางศาสนา เช่น โต๊ะครูที่นับได้ว่าเป็นเสาหลักของปัตตานีก็ไม่เคยคิดที่จะเปลี่ยนความเป็นคนมลายูให้เป็นคนสยาม ทำนองตรงข้ามกลับยังคงฝังความรู้สึกและสร้างสำนึกการเป็นคนมลายูให้แก่คนทั่วไปในสังคม
เรื่องนี้ผู้นำของสยามในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์รับรู้เป็นอย่างดี และดูเหมือนให้ความสนใจกับการถูกดึงบรรดาเจ้าเมืองและลูกหลานให้เกิดความสวามิภักดิ์มากกว่า จนกระทั่งทางสยามสมัยรัชกาลที่ ๕ ยกดินแดนสยามที่เป็นเมืองปัตตานี กลันตัน ตรังกานู และปะหังให้กับทางอังกฤษ ความขัดเคืองจึงเกิดขึ้น เพราะคนมลายูปัตตานีและเมืองใกล้เคียงในแวดวงเดียวกันไม่ชอบใจที่จะไปอยู่กับทางอังกฤษ
ด้วยความเข้าใจถึงความขัดเคืองของพวกเจ้าเมืองและความหัวแข็งของบรรดาโต๊ะครูนี้เอง ที่ทำให้รัฐบาลไทยสมัยรัชกาลที่ ๖ แสดงท่าทีผ่อนปรนกับปัตตานี ดังเห็นได้จากทางกระทรวงมหาดไทยปล่อยให้การปกครองและการบริหารภายในเป็นเรื่องของคนมุสลิมเอง ทำได้เช่นนี้มาจนถึงสมัยหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง
ชาตินิยมความเป็นไทย
เมื่อเกิดรัฐบาลชาตินิยมของจอมพล ป. พิบูลสงคราม การเปลี่ยนชื่อประเทศสยามเป็นประเทศไทย ได้เกิดการสร้างความเป็นไทยในลักษณะเชื้อชาติที่สูงส่งขึ้น ความพยายามที่จะกลืนคนมลายูในลักษณะบีบบังคับให้กลายมาเป็นคนไทยมลายู ก็เกิดขึ้นมากกว่าการสยามมลายูครั้งสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เพราะคำว่าสยามหมายถึงดินแดนและพื้นที่อยู่ในดินแดนมากกว่าการเป็นคนไทยในลักษณะเชื้อชาติ
การดูถูกเหยียดหยามว่าเป็นแขกก็ดี และพยายามนำเอาวัฒนธรรมสมัยนิยมของไทยกรุงเทพฯเข้าไปครอบงำและเปลี่ยนแปลงหลายๆ อย่างในประเพณีวัฒนธรรมของคนปัตตานีก็ดี ได้เพิ่มความเคียดแค้นและชิงชังแก่คนมุสลิมเป็นอย่างมาก แต่การแสดงออกก็ไม่เป็นไปในทำนองที่รุนแรง แม้ว่าจะมีเหตุการณ์ที่เกิดความไม่สงบจนเป็นเหตุให้มีการปะทะและฆ่าคนมุสลิมโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐอยู่หลายครั้งก็ตาม แต่ในความรับรู้และความรู้สึกของคนในสังคมมุสลิมเองกลับพบเห็นว่าความรุนแรงนั้นมาจากการกระทำของทางรัฐมากกว่า เช่น เหตุการณ์รุนแรงในปัจจุบัน สิ่งที่สื่อออกมาจากบรรดานักประวัติศาสตร์ นักวิชาการและผู้รู้ทางฝ่ายไทยนั้นล้วนเป็นสิ่งที่แตกต่างไปจากข้อเท็จจริงที่คนมุสลิมรู้และเข้าใจทั้งสิ้น
แต่เดิมการเคลื่อนไหวที่ตอบโต้ปฏิบัติการเชื้อชาตินิยมของรัฐบาลไทยก็ยังเป็นเรื่องของกลุ่มโต๊ะครูอย่างที่เคยมีมา แต่ไม่ได้ส่อไปในทางเพื่อแยกตัวของดินแดนสยามประเทศ หากเพียงต้องการความเป็นอิสระในการจัดระเบียบแบบแผนในทางสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมของคนมุสลิมเอง
หะยีสุหลง บุคคลศักดิ์สิทธิ์
คนสำคัญในบรรดาโต๊ะครูแล้วนี้ก็คือ หะยีสุหลง ผู้เป็นปราชญ์ที่มีบารมีเป็นที่นับถือของบรรดาคนมุสลิมทั้งในปัตตานีและประเทศใกล้เคียง เจตนาของหะยีสุหลง ก็คือเรียกร้องความเป็นธรรมทางสังคม วัฒนธรรม และการเมืองอย่างที่สังคมในระดับท้องถิ่นทั่วไปควรได้รับ
แต่ความคิดทางเชื้อชาตินิยมบวกกับความรู้สึกในเรื่องความเป็นหนึ่งของพุทธศาสนาแห่งราชอาณาจักรของข้าราชการและคนไทยทั่วไป กลับแลเห็นว่าเป็นการเคลื่อนไหวเพื่อแบ่งแยกดินแดน ซึ่งเป็นเหตุให้หะยีสุหลงโดนข้อหากบฏ และในที่สุดก็ถูกอำนาจมืดของทางรัฐบาลอุ้มไปฆ่าทิ้งในทะเล
หะยีสุหลงไม่ได้เป็นนักการเมืองหรือนักปกครอง หากเป็นบุคคลศักดิ์สิทธิ์ ในหมู่คนมุสลิมปัตตานี เป็นผู้มีบารมีเป็นที่ยอมรับทั้งคนข้างในและข้างนอกมากกว่าบุคคลที่เป็นเจ้าบ้านผ่านเมือง การถูกลอบนำไปฆ่าทิ้งอย่างไม่ยุติธรรม อ้างตนว่าก่อให้เกิดความเคียดแค้นขึ้นในหมู่คนมุสลิมที่หัวรุนแรง จึงเกิดการเคลื่อนไหวออกมาในรูปขบวนการแบ่งแยกดินแดนอันประกอบด้วยบุคคลหลายกลุ่มอย่างสืบเนื่อง แม้ว่าความรุนแรงจะเกิดขึ้นเป็นพักๆ ไปก็ตาม แต่การเคลื่อนไหวทางศาสนาและวัฒนธรรมก็เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา โดยผู้นำทางศาสนาและครูสอนศาสนารุ่นใหม่และกลุ่มใหม่ ซึ่งสะท้อนให้เห็นจากรูปแบบของสถาปัตยกรรมทางศาสนา
ตอบโต้ทางตำนาน
แนวคิดในเรื่องศาสนา ประเพณี พิธีกรรม ที่ค่อยๆ มีผลเข้าไปทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคมของคนมุสลิมทั่วไป รวมทั้งการสร้างความทรงจำใหม่ในทางประวัติศาสตร์ และการสร้างเรื่องเล่าขานตำนานใหม่เพื่อตอบโต้ฝ่ายตรงข้ามด้วย เหตุการณ์ปราบผู้ก่อความไม่สงบที่กรือเซะเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๕๔๗ จนมีคนมุสลิมตายในลักษณะที่เป็นจีฮาด นำไปสู่การปฏิสังขรณ์กรือเซะให้กลับมาเป็นศาสนสถานขึ้นมาใหม่นั้น คือการโต้ตอบทางตำนานเพื่อล้มล้างคำสาปของลิ้มกอเหนี่ยวของคนจีนโดยตรง
รูปแบบสถาปัตยกรรมของศาสนสถานที่สะท้อนให้เห็นถึงการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงทางศาสนาจากแบบประเพณีมาถึงปัจจุบันก็คือ การเปลี่ยนรูปแบบหลังคามัสยิดจากแบบเดิมสร้างด้วยโครงสร้างไม้หลังคาเป็นแนวจึงคล้ายเรือนไทยมาเป็นอาคารก่อด้วยซีเมนต์ และหลังคาเป็นรูปโดมแบบทางตะวันออกกลาง รูปแบบและโครงสร้างไม้แบบเดิมที่เก่าแก่และโดดเด่นก็คือ มัสยิดตะโละมาเนาะที่บาเจาะ มัสยิดหลังคาโดมคือสัญลักษณ์ของความคิดใหม่และการสอนศาสนาใหม่ รวมทั้งลัทธิใหม่ที่มาจากทางตะวันออกกลาง เพราะการศึกษาของคนมุสลิมมลายูนั้นให้ความสำคัญกับการไปเรียนต่อทางโลกอาหรับมากกว่าไปทางตะวันตกเหมือนคนไทย
การเคลื่อนไหวของการเปลี่ยนแปลงนี้มีผลให้เกิดโต๊ะครูรุ่นใหม่และครูสอนศาสนารุ่นใหม่แบบหาความบริสุทธิ์และความถูกต้องทางศาสนาในยุคใหม่ขึ้นมามากมายหลายกลุ่ม บางกลุ่มก็อาจเป็นแนวร่วมระหว่างกัน แต่บางกลุ่มก็ขัดแย้งกันจนไม่ร่วมวงกินข้าวด้วยกันก็มี คนรุ่นใหม่และแนวคิดทางศาสนาใหม่ในทำนองผู้ทำให้ศาสนาบริสุทธิ์และถูกต้องนี้ดำเนินไปอย่างควบคู่กัน การละทิ้งประเพณีความเชื่อแบบเดิมที่เคยถือปืนด้วยความเชื่อทางไสยศาสตร์ เวทมนตร์คาถา ตามท้องถิ่นที่เคยมีร่วมกันของคนมุสลิม คนจีน และคนพุทธ
การเคลื่อนไหวเช่นนี้ได้นำไปสู่การแสดงตนและความเป็นมุสลิมที่แตกต่างไปจากคนจีนและคนพุทธ ด้วยการแต่งกายแบบคลุมตั้งแต่ศีรษะ หน้า จรดเท้า โดยเฉพาะการมีฮิญาบคลุมผ้าปิดหน้าของผู้หญิง จนมีการกล่าวขวัญมาจากคนพุทธและคนจีนว่าแต่ก่อนผู้หญิงมุสลิมก็ไม่คลุมหน้ากันอย่างมากมายและแพร่หลายอย่างทุกวันนี้
ยิ่งกว่านั้น ความเป็นมุสลิมยังกินลึกเข้าไปถึงการรื้อฟื้นทบทวนและปรุงแต่งภาพทรงจำในเรื่องชื่อบ้านนามเมือง ชื่อสถานที่ ภูมิประเทศที่สะท้อนให้แลเห็นความหมายของชื่อสถานที่ ซึ่งมีตำนานที่คนมุสลิมในอดีตสร้างไว้ อย่างเช่น บริเวณที่เป็นนาเกลือที่คนมุสลิมภูมิใจว่าเป็นเกลือที่ดีที่สุดแถบแหลมนอก อันเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่ในปัจจุบันทำให้เป็นแหล่งอุตสาหกรรม บรรดาชื่อสถานที่ซึ่งแต่เดิมเป็นภาษาของคนมุสลิม แต่ถูกทางราชการเปลี่ยนแปลงหรือเขียนผิดจนผิดความหมายเดิมไป หรือการสร้างสถานที่ใหม่จากทางรัฐเพื่อคนมุสลิม เช่น มัสยิดกลางที่ปัตตานีที่มีขนาดใหญ่โอ่อ่า มีหลังคาโดมแบบทันสมัย แต่คนมุสลิมส่วนใหญ่ไม่ยอมรับเพราะถือว่าไม่ใช่สิ่งที่พวกตนสร้าง โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่หัวรุนแรงได้มองเป็นสถานที่แห่งความทรงจำหรืออนุสาวรีย์แห่งความกดขี่และอยุติธรรมในสมัยรัฐบาล ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรี ที่มีการชุมนุมของคนมุสลิมที่เรียกร้องความเป็นธรรมให้กับคนมุสลิมที่ถูกเจ้าหน้าที่ฆ่าตาย
เหตุการณ์ครั้งนั้นมีการเรียกร้องคำว่า เมอร์เดก้า ซึ่งแปลว่า อิสรภาพ ขึ้นมา หลายอย่างที่เกิดขึ้นได้นำไปสู่ขบวนการฟื้นฟูรัฐอิสลามปัตตานีดารุสลาม จนมีการเคลื่อนไหวและเล่าขานกันในทุกวันนี้
อีกสิ่งหนึ่งในเรื่องเล่าขานทางตำนานที่ทำให้เข้าใจคนปัตตานีได้ลึกกว่าเดิมคือ ตำนานเรื่องเล่าที่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ทางการแต่งงานระหว่างเจ้าต่างเมืองหรือคนต่างเมืองในแว่นแคว้นเดียวกัน หรือกับต่างเมืองต่างแคว้น ความสัมพันธ์ทางสังคมเช่นนี้นำไปสู่ความสัมพันธ์ทางการเมืองในลักษณะที่เป็นบ้านเมืองมุสลิมด้วยกัน นั่นคือความสัมพันธ์ระหว่างปัตตานีกับกลันตัน ตรังกานู และไทรบุรี
เรื่องเช่นนี้อาจนำมาทำความเข้าใจได้ว่า ถ้าหากรัฐปัตตานีดารุสลามจะบังเกิดขึ้นใหม่นั้นก็จะมีลักษณะเป็นรัฐมลายูฝั่งตะวันออกของแหลมมลายูที่มีความสัมพันธ์ข้ามคาบสมุทรไปยังไทรบุรีเพื่อเชื่อมโยงกับเขตแดนมลายูทางฝั่งตะวันตกและเกาะสุมาตรา นั่นก็หมายความว่า รัฐนี้ไม่เพียงมีพื้นที่ทางการเมืองอยู่เพียงสามจังหวัดภาคใต้ของประเทศไทยเท่านั้น หากยังรวมไปถึงกลันตัน ตรังกานู และไทรบุรีของมาเลเซียด้วย
หน้า ๓๔
http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag= 01 pra 03310850 &day= 2007/08/31
|