จากเชียงของถึงเวียงแก่น

การปรับตัวของชาวบ้านกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมริมฝั่งแม่น้ำโขง

 
 

พื้นที่ชายแดนไทย – ลาว ริมฝั่งแม่น้ำโขงนับจากเชียงแสนจนถึงเวียงแก่นในจังหวัดเชียงรายในปัจจุบัน มีการเคลื่อนไหวและเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรมอย่างรวดเร็วและซับซ้อนอย่างยิ่ง

ภูมินิเวศในบริเวณนี้สัมพันธ์กับแม่น้ำโขง ลำน้ำอิง และลำน้ำงาว มี พื้นที่ราบลุ่มอยู่ระหว่างเทือกเขาสามเทือกที่ทอดตัวจากขอบแม่น้ำโขงทางทิศเหนือไปยังทิศใต้ คือดอยหลวง ดอยยาว ดอยผาหม่น ดอยผาตั้ง

บริเวณริมโขงตรงปากแม่น้ำอิงและลำน้ำงาวมีพัฒนาการทางสังคมและวัฒนธรรมเป็นบ้านและเมืองมาแต่สมัยล้านนา โดยมีเมืองเชียงของเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม เพราะตั้งอยู่บนเส้นทางคมนาคมโบราณที่ไปตามลำน้ำอิงผ่านเข้าสู่ลำน้ำงาวติดต่อกับพะเยา ลำปาง และแพร่ ในขณะที่จากฝั่งแม่น้ำโขงที่เชียงของตรงข้ามกับเมืองห้วยทรายก็เป็นจุดผ่านไปยังบ้านเมืองทางลาวและเวียดนาม

การค้นคว้าข้อมูลทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมจากโครงการวิจัยนี้ทำให้เห็นว่า เชียงของเป็นเมืองที่ดำรงอยู่อย่างสืบเนื่องมากกว่าเมืองเชียงแสนที่มีการทิ้งร้างไป อีกทั้งเชียงของยังสัมพันธ์กับเมืองห้วยทรายในทางนิเวศวัฒนธรรม เพิ่งมาถูกแบ่งแยกเพราะการแบ่งเขตแดนโดยอาศัยร่องน้ำลึกที่ฝรั่งเศสมาจัดการเท่านั้น

ปัจจุบันประเพณีการใช้พื้นที่ท้องน้ำของแม่น้ำโขงเป็นพื้นที่ทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมเหลืออยู่ เป็นพื้นที่ซึ่งเรียกว่า ลั้ง ซึ่งเป็นคำเรียกพื้นที่หาปลาร่วมกันของคนแถบนี้ โดยมีประเพณีพิธีกรรม เช่นการจับปลาบึกและประเพณีเซ่นสรวงผีร่วมกันอีกด้วย

เชียงของยังเป็นเมืองในการรับรู้ของคนท้องถิ่นลุ่มน้ำโขงว่าเป็นเมืองที่มีความสัมพันธ์ในเชิงเป็นเมืองพี่เมืองน้องกับหลวงพระบาง เพราะมีผู้คนที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์เดียวกันเคลื่อนย้ายไปมาระหว่างอย่างสืบเนื่อง

การไม่เคยร้างไปของเมืองเชียงของทำให้มีสภาพเป็นที่มีการเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างต่อเนื่อง คือมีพัฒนาการของย่านตลาด ผ่านที่อยู่อาศัยของคนกลุ่มอาชีพต่างๆ ที่ทำการรัฐบาล วัด การคมนาคม และสาธารณูปโภคตลอดเวลา

พื้นที่สูงรอบๆ เชียงของมีการเคลื่อนไหวของชนเผ่าชาติพันธุ์ เช่น ลาหู่ ขมุ จีนฮ่อ อาข่า เย้า และม้ง อพยพเคลื่อนย้ายเข้ามาตั้งถิ่นฐานเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะบริเวณดอยหลวง ดอยผาหม่น และดอยผาตั้ง

ในขณะที่พื้นที่ราบมีการเคลื่อนย้ายของคนไทลื้อจากทางสิบสองปันนาลงมา ทำให้มีการผสมผสานของคนไทลื้อและไทยวนอันเป็นคนพื้นถิ่นของเชียงรายมาแต่เดิม

ความต่างกันระหว่างท้องถิ่นเชียงของกับเวียงแก่น คือ บริเวณเชียงของมีบูรณาการทางประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมดีกว่า เพราะเป็นบริเวณศูนย์กลางทางการเมืองและเศรษฐกิจ ส่วนบริเวณเวียงแก่นนั้นคนกลุ่มต่างๆ ยังแยกกันอยู่อย่างอิสระ อาจมีความสัมพันธ์กันทางเศรษฐกิจและสังคมแต่ในเรื่องวัฒนธรรมและวิถีชีวิตยังคงรักษาอัตลักษณ์และสำนึกทางชาติพันธุ์ไว้ได้

สังคมของคนเหล่านี้ไม่หยุดนิ่ง เพราะมีอิทธิพลของการจัดการบริหารของรัฐ รวมทั้งการขยายพรมแดนทางเศรษฐกิจของนายทุนภายนอกเข้ามาเกี่ยวข้อง การขยายตัวของสถานที่ราชการและองค์กรต่างๆ รวมทั้งสถานที่ประกอบการค้าธุรกิจ กำลังสร้างภาวะความเป็นเมืองให้กลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ให้มีความสัมพันธ์กัน

แต่สิ่งที่คุกคามความมั่นคงทางสังคม วัฒนธรรมและการเศรษฐกิจของผู้คนที่เรียกได้ว่าเป็นคนเชียงของและคนเวียงแก่น ก็คือการขยายตัวทางเศรษฐกิจของนายทุนภายในและนายทุนข้ามชาติโดยเฉพาะคนจีนและจากประเทศจีน

การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่นายทุนเหล่านี้นำเข้ามา ถ้ามองอย่างผิวเผินก็ดูเป็นการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ทำให้คนมีรายได้และมีงานทำซึ่งนับเป็นความเจริญทางวัตถุ แต่ถ้ามองในแง่สังคมและจิตวิญญาณ ชีวิตวัฒนธรรมของผู้คนเหล่านี้กำลังขาดดุลยภาพ เกิดสำนึกที่เป็นปัจเจกและแข่งขันชิงดีกันในด้านฐานะและความร่ำรวย เป็นสิ่งที่นำไปสู่ความแตกแยกของสังคมในระดับรากหญ้าที่สำคัญ

แต่สิ่งที่คุกคามสังคมและวัฒนธรรมของคนเชียงของและเวียงแก่นที่สำคัญที่สุดในขณะนี้คือ การขยายตัวทางการค้าและเกษตรอุตสาหกรรมของคนจีนที่ทางรัฐและสภาหอการค้าประจำจังหวัดให้การสนับสนุน

การขยายตัวทางการค้าและเศรษฐกิจดังกล่าวนี้คงจะไม่เพียงแต่คนที่เชียงของและเวียงแก่นจะเดือดร้อนเท่านั้น หากจะรวมทั้งผู้คนในถิ่นต่างๆ ของเชียงรายด้วย โครงการขยายตัวทางเศรษฐกิจของจีนเท่าที่เป็นรูปธรรมขณะนี้ก็คือ การระเบิดแก่งในแม่น้ำโขงเพื่อทำให้แม่น้ำเป็นเส้นทางคมนาคมขนส่งสินค้าจากเชียงรุ่งมายังเชียงแสน เชียงของ และหลวงพระบาง

ขณะนี้ทางจีนประสบความสำเร็จแล้วในการระเบิดแก่งตั้งแต่เชียงรุ่งมายังเชียงแสน เรือที่มีระวางขับน้ำ ๒๐๐ – ๓๐๐ ตันสามารถจอดเทียบท่าขนถ่ายสินค้าที่เชียงแสนได้จนทำให้สภาพเมืองเชียงแสนที่เป็นเมืองประวัติศาสตร์สำคัญของชาติอยู่ในสภาพที่ถูกทำลายทั้งทางศิลปวัฒนธรรมและสภาพแวดล้อม

ความมุ่งหมายของจีนน่าจะขยายมาถึงเชียงของและเวียงแก่น เพราะต้องการให้เป็นทั้งแหล่งท่าเรือจอดและการขยายตัวพื้นนิคมเกษตรอุตสาหกรรมที่อาจครอบคลุมไปทั่วทั้งจังหวัดเชียงราย ซึ่งขณะนี้จีนก็ทำอย่างเต็มที่แล้วในเขตเชียงแสนพื้นที่ราบเชียงราย

คนส่วนใหญ่เห็นว่าจีนเคยใช้เชียงรายเป็นฐานเศรษฐกิจทั้งการขนถ่ายสินค้าและผลิตสินค้าส่งผ่านพม่าไปออกทะเลอันดามัน ทุกวันนี้คนท้องถิ่นที่เป็นปัญญาชนและผู้นำท้องถิ่นกำลังวิพากษ์วิจารณ์และคัดค้านรัฐบาลและสภาหอการค้าที่มีส่วนสำคัญในการทำให้จีนขยายตัวมาลงทุน

จนทำให้เชียงรายซึ่งพื้นที่ราบลุ่มอันอุดมสมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งในลุ่มน้ำโขงกำลังกลายเป็นนิคมเกษตรอุตสาหกรรมของจีนไป