หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
ช่างแทงหยวกสายวัดอัปสรสวรรค์
บทความโดย อภิญญา นนท์นาท
เรียบเรียงเมื่อ 21 ต.ค. 2557, 14:43 น.
เข้าชมแล้ว 8671 ครั้ง

งานแทงหยวกที่ใช้ในงานศพ

(ที่มาภาพ : Facebook ช่างแทงหยวก สกุลวัดอัปสรสวรรค์)


งานแทงหยวกเป็นงานช่างที่ใช้การสลักลวดลายลงบนหยวกกล้วย เพื่อใช้ประดับอาคารชั่วคราวหรือปะรำพิธีในงานต่างๆคนทั่วไปมักเข้าใจว่างานแทงหยวกจะใช้ในงานศพเท่านั้น แต่ความเป็นจริงแล้วสามารถใช้ในงานมงคลได้ด้วย อาทิ ใช้ประดับปะรำในงานโกนจุก งานขึ้นบ้านใหม่ เป็นต้น เพียงแต่ว่าไม่ค่อยพบเห็นมากนักในปัจจุบัน

 

ในพื้นที่กรุงเทพฯ พบว่ามีกลุ่มช่างแทงหยวกกระจายอยู่ตามย่านต่างๆ ทั้งในฝั่งธนบุรีและพระนคร เช่น ช่างแทงหยวกสายวัดสังเวช ย่านบางลำพู, ช่างสายวัดพลับ (วัดราชสิทธาราม),ช่างสายวัดระฆังโฆษิตาราม, ช่างสายวัดจำปา ย่านตลิ่งชัน, ช่างสายวัดดงมูลเหล็ก วัดทองนพคุณ ฯลฯ แต่ทว่ากลุ่มช่างแทงหยวกที่ยังหลงเหลือสืบทอดมาจนถึงปัจจุบันเหลืออยู่เพียงไม่กี่แห่งแล้ว หนึ่งในนั้นคือช่างสายวัดอัปสรสวรรค์ ย่านภาษีเจริญ โดยมีครูเชิด สกุล คชาพงษ์ เป็นผู้ดำเนินการสืบทอดวิชาการแทงหยวก

 

บ้านของครูเชิดตั้งอยู่ในตรอกใกล้กับวัดอัปสรสวรรค์ตำบลปากคลองภาษีเจริญ เขตภาษีเจริญ ซึ่งเป็นบ้านที่อยู่อาศัยและแหล่งสืบทอดวิชาการแทงหยวกมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษ ครูเชิดเล่าให้ฟังว่างานแทงหยวกของสายวัดอัปสรสวรรค์ในรุ่นปัจจุบันมีที่มาสืบมาจากครูช่าง ๒ สาย ได้แก่ สายช่างวัดพลับ หรือวัดราชสิทธาราม ซึ่งได้สืบทอดมาจากฝั่งของปู่และพ่อ คุณปู่ของครูเชิดชื่อว่าโพ ส่วนคุณพ่อชื่อว่า นายขันธ์ คชาพงษ์ ท่านทั้งสองมีพื้นเพเป็นคนบางกอกใหญ่ และได้ร่ำเรียนวิชาการแทงหยวกมาจากช่างพระที่วัดพลับ ซึ่งในสมัยก่อนนั้นถือว่าเป็นแหล่งรวมของครูช่างหลายประเภท โดยเฉพาะงานแทงหยวกที่นับว่ามีความงามเป็นเลิศ นอกจากนี้ยังมีช่างแกะสลักไม้ ช่างแกะสลักเครื่องสด ผัก ผลไม้ ช่างทำหีบศพและโกศ ช่างเขียนลาย ช่างลงรักปิดทอง เป็นต้น

 

ส่วนอีกสายหนึ่งคือ สายวัดอัปสรสวรรค์ ได้รับสืบทอดมาจากฝั่งของตาท่าน ชื่อหมื่นสวัสดิ์ประชารักษ์ (จ้อย ม่วงนุ่ม)เป็นผู้ใหญ่บ้านและไวยาวัจกรอยู่ที่วัดอัปสรสวรรค์ ภายหลังเมื่อฝ่ายคุณพ่อแต่งงานจึงย้ายเข้ามาอยู่บ้านตรงที่วัดอัปสรสวรรค์แห่งนี้ และรับช่วงต่องานแทงหยวกภายหลังจากที่คุณตาเสียชีวิต ทำให้ลักษณะงานแทงหยวกของทั้งสองสายผสมผสานสืบทอดมาถึงรุ่นของครูเชิดในปัจจุบัน

 

ในวัยเด็กครูเชิดมีโอกาสได้เห็นการทำงานของช่างแทงหยวกมาโดยตลอด ทั้งสายวัดพลับและวัดอัปสรสวรรค์ จึงเป็นจุดเริ่มต้นให้เริ่มสนใจและฝึกฝนงานแทงหยวกในเวลาต่อมา

 

"ตอนเด็กๆ ผมชอบตามไปด้วย เพราะว่าไม่ต้องเสียเงินค่าขนม เขามีข้าวเลี้ยง ดึกๆ ก็มีข้าวต้ม พอไปดูก็เริ่มติดตา ติดใจ ...ผมเริ่มฝึกแทงหยวกตอนอายุได้ ๑๐ ปี แต่ไปขลุกอยู่ตั้งแต่อายุประมาณ ๗ ปี  พอย่างเข้าอายุ ๑๑ะ๑๒ ปี ก็ทำได้แล้ว พอรุ่นตาหมดไป รุ่นพ่อหมดไป ก็เข้ามารับช่วงต่ออยู่จนถึงปัจจุบัน"

 

การฝึกฝนงานแทงหยวกต้องเริ่มจากการฝึกการเขียนลวดลาย โดยฝึกเขียนบนกระดาษก่อน เมื่อเขียนได้แม่นยำดีแล้ว จึงไปฝึกแทงลายลงบนกาบกล้วย บางคนในขั้นแรกอาจใช้วิธีการแทงลายตามกระดาษที่วางไว้แต่ช่างที่ชำนาญแล้วจะสามารถแทงลวดลายลงบนกาบกล้วยได้เลยโดยไม่ต้องร่างแบบ งานแทงหยวกจึงเป็นงานที่ช่างได้อวดชั้นเชิงฝีมือของตนเอง ทั้งยังเป็นงานที่ต้องใช้ความละเอียดอ่อนและความรวดเร็วแข่งกับเวลา ด้วยข้อจำกัดเรื่องการใช้วัสดุธรรมชาติอุปกรณ์ที่ใช้ในงานแทงหยวก ได้แก่ มีดขนาดต่างๆ สำหรับใช้แทงหยวกและแกะสลักเครื่องสด แม่พิมพ์แบบต่างๆ ที่ใช้กดพิมพ์ลงบนผลฟักทองหรือมะละกอ สำหรับที่นี่ช่างทุกคนจะมีเครื่องมือประจำตัว และต้องทำกันเองเพราะส่วนมากไม่มีขาย อีกทั้งความถนัดของช่างแต่ละคนไม่เหมือนกัน

 

วัสดุที่สำคัญที่สุดคือหยวกกล้วย ต้องใช้กล้วยตานีเท่านั้นเพราะมีช่องน้ำเลี้ยงกว้าง เก็บน้ำเลี้ยงได้มาก ทำให้ไม่เหี่ยวง่ายทั้งยังมีความเหนียว ไม่กรอบแตกง่ายเหมือนกล้วยชนิดอื่นๆ และกาบมีสีขาว เรียบเนียน ไม่มีรอยด่าง ถ้าเป็นสมัยก่อนกล้วยตานีหาไม่ยาก อย่างที่วัดอัปสรสวรรค์คุณตาของครูเชิดปลูกต้นกล้วยตานีเอาไว้จำนวนมากที่บริเวณป่าช้า เวลาจะใช้ก็ไปตัดมา แล้วไปนั่งทำกันที่หน้าวัด แต่ในปัจจุบันหยวกกล้วยตานีต้องสั่งมาจากต่างจังหวัดเท่านั้น เช่น นนทบุรี ราชบุรี เพชรบุรี ฯลฯ และมีราคาสูงมากขึ้นเช่นเดียวกับพวกพืชผลอื่นๆ ที่ใช้ประกอบกับงานแทงหยวกเช่น ฟักทอง มะละกอ เผือก มัน ก็มีราคาสูงขึ้นเช่นกัน การทำงานแทงหยวกในปัจจุบันจึงถือว่าเป็นงานที่ใช้ต้นทุนค่อนข้างสูง ซึ่งอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้คนนิยมใช้งานแทงหยวกในพิธีต่างๆ ลดน้อยลง

 

งานแทงหยวกของช่างแต่ละสายต่างมีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง ซึ่งขึ้นอยู่กับฝีมือช่างที่สืบทอดกันมา รวมถึงระเบียบแบบแผนของการใช้งานแทงหยวกในพิธีต่างๆ ที่มักจะมีข้อแตกต่างเล็กน้อยระหว่างงานมงคลและงานอวมงคล ซึ่งช่างสายวัดอัปสรสวรรค์ก็มีแบบแผนเช่นเดียวกัน

 

งานแทงหยวกที่ใช้ในงานศพเป็นงานที่ช่างได้แสดงฝีมือทั้งการออกแบบลวดลายและการประดับงานเครื่องถม ซึ่งก็คือการกดพิมพ์รูปต่างๆ ลงบนผลไม้เนื้อแข็ง เช่น มะละกอ ฟักทองทำเป็นรูปดอกไม้ ใบไม้ เพื่อประดับบนกาบกล้วย สำหรับช่างสายวัดอัปสรสวรรค์นั้น การใช้งานเครื่องถมจะทำกันเฉพาะในงานอวมงคลเท่านั้น

 

การสร้างปะรำพิธีเพื่อใช้ในงานศพ จะทำลักษณะเป็นอาคารชั่วคราว มีฐาน เสา และเครื่องบน โดยทั้งหมดจะประดับด้วยงานแทงหยวกที่ฉลุเป็นลวดลายรองด้วยกระดาษสีต่างๆ ประดับด้วยงานเครื่องถม และงานแกะสลักเครื่องสดเป็นรูปร่างต่างๆ ได้แก่ พุ่มดอกไม้ สิงสาราสัตว์ในเทพนิยาย เช่น นรสิงห์ มังกร และประเภทรูปบุคคล เช่น เทวดานางฟ้า ตัวละครจากวรรณคดี เช่น รามเกียรติ์ สังข์ทอง ฯลฯ รวมไปถึงสัญลักษณ์ตามปีนักษัตรของผู้ที่เสียชีวิต ซึ่งงานแกะสลักเครื่องสดเหล่านี้จะใช้ประดับบริเวณฐาน เสา และส่วนยอด

 

งานแกะสลักเครื่องสดเป็นรูปตัวละครต่างๆ นิยมใช้ฟักทองเป็นวัสดุหลัก เช่น ตัวหนุมานจะใช้ฟักทองมาแกะสลักอย่างเดียว หนุมานหนึ่งตัวจะใช้ฟักทอง ๔ ลูก ส่วนโค้งของลูกฟักทองจะใช้ทำแขนและขา ส่วนหัวใช้ฟักทองประมาณครึ่งลูก  ซึ่งการเลือกฟักทองเพื่อนำมาแกะสลักนั้น ถ้ายังอ่อนเกินไปจะใช้ไม่ได้ หรือลูกที่แบนจนเกินไปก็ใช้ไม่ได้เช่นกัน ส่วนพวกมะละกอ เผือก และหัวไชเท้าจะนิยมใช้สลักเป็นดอกไม้และใบไม้ ครูเชิดกล่าวว่าการประดับดอกไม้และใบไม้ประกอบกันเป็นช่อใหญ่ ถือว่าเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นอย่างหนึ่งของงานแทงหยวกสายวัดอัปสรสวรรค์ เพราะบางแห่งมักจะติดดอกไม้ประกอบกับใบไม้เพียง ๒ะ๓ ใบ แต่ไม่ได้จัดรวมกันเป็นช่อขนาดใหญ่ นอกจากนี้ลักษณะของลวดลายของช่างสายวัดอัปสรสวรรค์มีความคมชัดและมีรายละเอียดมาก

นอกจากนี้การใช้งานแทงหยวกในพิธีศพยังมีรายละเอียดของการประดับและสีสันที่มากน้อยแตกต่างกันไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของสถานะและความอาวุโสของผู้ตายเป็นสำคัญ ถ้าเป็นงานศพของพระภิกษุ ช่างสายวัดอัปสรสวรรค์จะทำให้แตกต่างจากบุคคลทั่วๆ ไปคือ จะใช้การแกะสลักหยวกกล้วยล้วนๆ ไม่มีการลงสีที่หยวกกล้วย หรือติดดอกไม้ใบไม้จำนวนมาก และกระดาษสีที่นำมารองหยวกที่ฉลุลายจะใช้กระดาษสีทองเท่านั้น

 

ครูเชิด สกุล คชาพงษ์
ผู้สืบทอดงานแทงหยวกสายวัดอัปสรสวรรค์


ส่วนงานแทงหยวกในประเภทงานมงคล สมัยก่อนนิยมทำกันมากทั้งในงานโกนจุก งานสรงน้ำพระ แห่พระพุทธรูป เป็นต้นงานประเภทนี้เรียกว่างานเบญจา คือจะทำการตั้งเบญจาหรือแท่นเพื่อประดิษฐานพระพุทธรูป อ่างน้ำมนต์ เป็นต้น โดยเบญจาจะประดับด้วยงานแทงหยวก เช่น เบญจาโกนจุก ใช้เป็นที่ตั้งของอ่างน้ำมนต์ที่จะใช้อาบตัวเด็กที่เข้าพิธีโกนจุก เบญจาพระเจดีย์ทรายในงานขึ้นบ้านใหม่ ซึ่งงานเหล่านี้ปัจจุบันแทบไม่หลงเหลือแล้ว  

 

รูปแบบของงานแทงหยวกที่ใช้ในงานมงคลของช่างสายวัดอัปสรสวรรค์ จะแตกต่างจากที่ใช้ในงานอวมงคลอย่างสิ้นเชิง คือใช้การแกะสลักหยวกกล้วยเพียงอย่างเดียว โดยไม่มีการตกแต่งด้วยเครื่องถมและรูปดอกไม้ใบไม้ แต่จะแต้มสีสันลงบนหยวกกล้วยเพื่อความสวยงามได้ และจะใช้หยวกกล้วยประดับเฉพาะส่วนฐานเท่านั้นโดยจะทำซ้อนกัน ๒ะ๓ ชั้นก็ได้ ส่วนเสาและหลังคาจะไม่นำกาบกล้วยไปประดับเลย แต่จะประดับด้วยผ้าขาวและงานร้อยดอกไม้ พวงมาลัย พวงอุบะ ซึ่งลวดลายแทงหยวกที่นิยมใช้ในงานมงคลคือ ลายบัวกลุ่ม ทำเป็นลักษณะอย่างดอกบัว มีก้านบัว กลีบบัว และเกสรบัว แต้มด้วยสีเขียว สีเหลือง และชมพู เรียงซ้อนเป็นชั้น ประกอบเข้ากับลายฟันห้า

 

ครูเชิดเล่าว่า ในอดีตงานแทงหยวกถือว่ามีงานชุกมากทั้งงานมงคลและงานอวมงคล โดยเฉพาะงานศพที่สมัยก่อนยังไม่มีเตาเผาศพ จึงต้องจัดทำเมรุขึ้นกลางแจ้ง เวลามีงานแต่ละครั้งกลุ่มช่างแทงหยวกจะนำวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ขนลงเรือเอี้ยมจุ๊นไปยังวัดต่างๆ ในแถบฝั่งธนบุรีและพื้นที่ใกล้เคียงเพราะยังไม่มีถนนหนทางมากนัก

 

ช่างที่ทำงานแทงหยวกได้ต้องมีความอดทนสูงและต้องมีความชำนาญมาก เนื่องจากต้องทำงานแข่งขันกับเวลา การเตรียมงานแทงหยวกจะมีขึ้นก่อนวันงานจริงหนึ่งวัน โดยช่างจะต้องดูสถานที่เพื่อออกแบบให้มีความเหมาะสม ทั้งความกว้าง ความสูง แล้วจึงเริ่มทำงานตั้งแต่ตอนเย็นไปจนตลอดทั้งคืนเพื่อให้ทันวันงานที่จะมีขึ้นในวันรุ่งขึ้น โดยจะมีช่างฝีมือหลายๆ คนแบ่งกันทำงาน ทั้งช่างแทงหยวก ช่างแกะสลักเครื่องสด ช่างทำเครื่องถม ติดดอกติดใบ และช่างร้อยดอกไม้

ปัจจุบันกลุ่มช่างสายวัดอัปสรสวรรค์ยังรับทำงานแทงหยวกอยู่ทั้งในพื้นที่กรุงเทพฯ และต่างจังหวัด โดยมากจะเป็นงานศพรวมถึงงานประเภทอื่นๆ เช่น งานทำบุญกระดูก งานตั้งศาลพระภูมิ ฯลฯ ซึ่งครูเชิดยังคงเป็นหัวแรงหลักในการทำงานแทงหยวก ขณะเดียวกันก็ถ่ายทอดความรู้ให้กับลูกหลานและช่างรุ่นใหม่ๆ

 

"ทุกวันนี้เวลามีงานผมยังไปเอง ถึงมีลูกศิษย์แต่ยังไปกำกับด้วยตนเอง แล้วยังมีลูกชายและหลาน แล้วมีเด็กๆ พาไปฝึกด้วยอีก ๒ะ๓ คน ให้ได้รู้ได้เห็นเพราะกลัววิชานี้จะสูญไป ... ทางสายผมก็เหลือแค่ผมที่ถือหางเสืออยู่เท่านั้นอย่างผมทุกวันนี้เริ่มมีปัญหาเรื่องสายตา แกะตอนกลางคืนไม่ได้แล้ว ต้องทำกลางวัน ซึ่งการแกะหยวกกล้วยยังพอไหว แต่ว่าให้แกะพวกมะละกอไม่ได้แล้ว"

 

ในอนาคตครูเชิดหวังว่างานช่างแทงหยวกของช่างสายวัดอัปสรสวรรค์จะคงอยู่และสืบทอดไปในอนาคต ไม่สิ้นสูญไปเหมือนอย่างช่างแทงหยวกสายฝั่งธนฯ ที่ค่อยๆ ล้มหายไปจนแทบไม่เหลืออยู่อีกแล้วในปัจจุบัน   

 

พระนครบันทึก : จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ  วิริยะพันธุ์ ฉ.๑๐๓ (กรกฎาคม-กันยายน ๒๕๕๗)

อัพเดทล่าสุด 1 พ.ย. 2560, 14:43 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.