หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
“ชาตินิยมเขมร” ในปาฐกถาความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา ประวัติศาสตร์เพื่อรับใช้การเมือง
บทความโดย วลัยลักษณ์ ทรงศิริ
เรียบเรียงเมื่อ 1 ก.พ. 2559, 00:00 น.
เข้าชมแล้ว 7651 ครั้ง

            วันที่ ๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีการเชิญเอกอัครราชทูตกัมพูชาประจำประเทศไทย ฯพณฯ ยู ออย ขึ้นกล่าวปาฐกถาเนื่องในงานสัมมนาวิชาการอุษาคเนย์ครั้งที่ ๘ จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ในสังคมข่าวสารและกลุ่มผู้ประท้วงเรื่องเขาพระวิหารอยู่ระยะสั้นๆ แล้วก็เงียบหายไปเหมือนสายลมจางของฤดูร้อน

            ไม่มีปฏิกิริยาจากห้องเรียนประวัติศาสตร์สำนักใดในประเทศไทย ราวกับการปาฐกถาเชิงสั่งสอนเช่นนี้ได้รับการยอมโดยดุษฎีและไม่เห็นเป็นประเด็นปัญหาใดๆนอกเสียจากเสียงก่นด่าจากกลุ่มผู้ประท้วงแถวๆ รอบทำเนียบรัฐบาล

            หรือคนที่อยู่ในสำนักเรียน กลุ่มปัญญาชนอะไรต่างๆ กำลังเกรงกลัวการถูกสักหน้าผากยี่ห้อ “คลั่งชาติ” เสียจนไม่อยากวิจารณ์อะไรให้มันมีมากเรื่อง บรรยากาศทางวิชาการที่เคยเปิดกว้างด้วยการถกเถียงอย่างสร้างสรรค์บ้างไม่สร้างสรรค์บ้างในทศวรรษที่ผ่านมาเงียบหายไปพร้อมๆ กับความวุ่นวายของบ้านเมืองในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเสียแล้ว

            นางยู ออย กล่าวถึงโบราณสถานที่สร้างด้วยหินในท้องถิ่นต่างๆ ของประเทศไทยหลายแห่ง เช่น วัดพระพายหลวงที่สุโขทัย พนมรุ้ง พิมาย สะท้อนความรู้สึกนึกคิดเปรียบเทียบกับประวัติศาสตร์ยุคสร้างปราสาทหินในประเทศตนเองอยู่ตลอดเวลา โดยการเปรียบเทียบอายุที่เก่าแก่น้อยกว่าและทุกแห่งล้วนสร้างโดยกษัตริย์แห่งกัมพูชา

            หรืออีกนัยหนึ่ง สถานที่ซึ่งปราสาทหินเหล่านั้นปรากฏก็คือส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรกัมพูชา โดยทำให้เห็นความเข้าใจของเธอว่า อิทธิพลศิลปะสถาปัตยกรรมก็คืออำนาจทางการเมืองนั่นเอง

            ในปาฐกถาดังกล่าว โดยสรุปแม้จะไม่เจาะจงอย่างตรงไปตรงมาตามภาษาเยินยอแบบทูต แต่ก็สะท้อนให้เห็นโลกทัศน์ทางประวัติศาสตร์ของชาวกัมพูชาว่า อาณาจักรโบราณแห่งเมืองพระนครมีบ้านเมืองในปกครองอยู่มากมาย ภายใต้ยุคอันรุ่งเรืองและพระมหากษัตริย์ผู้พิชิตได้ทั้งดินแดนในเวียดนามและสยามประเทศคือ พระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ ผู้สร้างถนนและอโรคยศาลา ตลอดจนธรรมศาลาในเส้นทางที่ถูกกล่าวขานกันในปัจจุบันว่าคือ “ราชมรรคา” จนบางคนขนานนามว่าเป็น “ทางหลวงแห่งอินโดจีน” เสียด้วยซ้ำ ซึ่งสิ่งเหล่านี้รองรับการมีอยู่ด้วยงานวิจัยของนักโบราณคดีฝ่ายไทยและกัมพูชา รวมทั้งอีกบางประเทศกันอย่างคึกคัก ทั้งๆ ที่ยังมีข้อบกพร่องอีกมากมายที่ทำให้ไม่สามารถเชื่อได้ว่าจะมีการสร้างถนนในระดับใหญ่โตทอดยาวไปสู่บ้านเล็กเมืองน้อยในอาณาจักรของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗

            ซึ่งเป็นความนึกคิดแบบชาตินิยมเขมรที่มีศูนย์กลางอยู่ที่ประวัติศาสตร์แบบการสร้างปราสาทหินเพื่อสร้างชาติ หรือประเทศกัมพูชาในยุคปัจจุบันนั่นเอง

            ความภาคภูมิใจนี้กำเนิดโดยรับมาจากประวัติศาสตร์ยุคอาณานิคมที่ฝรั่งเศสมอบให้ไว้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมแบบสำเร็จรูป การสร้างความรู้สึกร่วมสืบเชื้อสายเขมรอันยิ่งใหญ่หลังจากยุคอาณานิคมผ่านพ้นไปแล้ว เป็นสิ่งจำเป็นของรัฐชาติสมัยใหม่ที่ผ่านความลำบากยากเข็ญมาอย่างยาวนานเช่นประเทศกัมพูชาในทุกวันนี้

            กระบวนการเคลื่อนไหวชาตินิยมเพื่อสร้างเอกภาพในระหว่างผู้คนในพื้นที่รัฐชาติที่ถูกกำหนดเขตแน่นอน ซึ่งประเทศยุคหลังอาณานิคมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็ใช้อัตลักษณ์ด้านต่างๆ สร้างความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียว เมื่อใดก็ตามที่ต้องต่อสู้กับปัญหาต่างๆ เช่นประเทศเกิดใหม่ทั้งหลายโดยเฉพาะเมื่อหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ เป็นต้นมา และประเทศไทยเองก็ไม่ได้อยู่ในข้อยกเว้น ประวัติศาสตร์แบบมหาอาณาจักรไทยหรือไทยใหญ่ไทยโตก็เลยเป็นมรดกตกค้างทางประวัติศาสตร์ต่อมาอีกหลายทศวรรษแม้กระทั่งปัจจุบัน

            ท่านทูตยู ออย ยังเสนออีกว่า ความขัดแย้งบริเวณชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชานั้น ล้วนเกิดขึ้นด้วยประเด็นการแย่งชิงปราสาทพระวิหารนั่นเอง โดยเน้นประเด็นที่อายุเมื่อเริ่มสร้างปราสาทพระวิหารนั้นเกิดขึ้นก่อนสร้างกรุงสุโขทัย ตามแบบเรียนประวัติศาสตร์ชาติไทยที่เราถูกให้เรียนประวัติศาสตร์แบบท่องจำอันเป็นผลผลิตมาจากยุคอาณานิคมนั่นเองซึ่งอนุมานแล้ว เธอก็คงอยากจะบอกว่า ปราสาทพระวิหารมีมาก่อนประเทศไทยจะถือกำเนิดขึ้นเสียอีก

            อีกส่วนหนึ่งก็คือ แผนที่เจ้าปัญหาในระหว่างหยาบๆ แบบมือเขียนโดยเดินสำรวจไม่ละเอียดอย่างแน่นอนในยุคร้อยกว่าปีมาแล้ว มาตราส่วน ๑ :๒๐๐,๐๐๐ ชื่อระวางดงเร็ก ซึ่งถือโอกาสลากเส้นเว้าเข้ามาต่ำกว่าขอบสันปันน้ำในดินแดนสยาม ผิดไปจากสนธิสัญญาที่เคยยึดถือกัน แต่ด้วยไม่ได้ยืนยัน แผนที่นี้จึงถูกใช้เพื่อเคลมเอาดินแดนในสันปันน้ำไปเสีย และพยายามอย่างยิ่งเพื่อให้รับรอง แผนที่โบราณที่ไม่ได้ทำขึ้นโดยเทคโนโลยียุคปัจจุบัน ที่โดยปกติทั้งสองประเทศควรรื้อฟื้นการทำเส้นเขตแดนตามข้อตกลงเจบีซีนั้นสามารถใช้ได้ในโลกยุคที่ทั้งGPSหรือระบบดาวเทียมเครือข่ายสามารถใช้งานได้ง่ายนิดเดียวในการสำรวจพื้นที่หลักฐานเพื่อสร้างภาพแผนที่ให้ถูกต้องตามสนธิสัญญา

            ทั้งหมดคือความคิดแบบหลุดโลก เข้าข้างชาติตนเองโดยไม่สนใจกระบวนการอยู่ร่วมกันตามแบบแผนของอาเซียนที่ตนเองก็กล่าวถึงไว้ในช่วงท้ายๆ

            ไม่ทราบว่าผู้คนในเมืองไทยจะรู้บ้างไหม แผนที่นั้นยิ่งมาตราส่วนมากเท่าไหร่ก็จะมีความหยาบและมั่วมากเท่านั้น การใช้แผนที่เพื่อการสำรวจที่ดินและทรัพยากรในปัจจุบันจึงใช้มาตราส่วนเพียง ๑ : ๔,๐๐๐ หรือต่ำกว่าเท่านั้น

            เรื่องของแผนที่นับเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่คนไทยเสียโอกาสเรียนรู้ เพราะถูกเก็บงำเก็บเงียบอยู่ในกรมแผนที่ทหารมากว่า ๕๐ ปี และเพิ่งถูกใช้งานมากขึ้นเมื่อมีองค์กรอย่าง Google และเครื่องมืออย่าง GPSสำหรับนำทาง โดยบุกมาขอร่วมใช้โดยกลุ่มธุรกิจที่ฝ่ายทหารก็ไม่กล้าพูดอะไร แม้จะยังไม่ได้แก้ไขประกาศของคณะปฏิวัติอันเก่าแก่ฉบับนั้น จนทุกวันนี้แผนที่กลายเป็นของเล่นของคนมีเงินไปแล้ว แต่ก็ถือว่ายังไม่ได้ถูกนำมาเปิดเผยเพื่อเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์กันแต่อย่างใด

            ดังนั้นคนไทยจึงรู้เรื่องภูมิศาสตร์และแผนที่กันน้อย จนถึงอ่านแผนที่กันไม่เป็นเลยทีเดียวซึ่งมีผลต่อเนื่องไปจนถึงการเรียนรู้เรื่องประวัติศาสตร์ สังคมและวัฒนธรรมแบบบกพร่องกันอย่างที่เห็นในทุกวันนี้

            ข้อถกเถียงพื้นฐานในการเรียนการสอนประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เบื้องต้น ตามมหาวิทยาลัยในสาขาวิชาประวัติศาสตร์ต่างๆ ล้วนชี้ให้เราเข้าใจว่า สิ่งที่ท่านทูตยู ออย กล่าวถึงนั้น เป็นประวัติศาสตร์ที่ถูกเขียนขึ้นโดยได้รับอิทธิพลแบบวิคทอเรียน ซึ่งกล่าวถึงอำนาจจากจุดศูนย์กลาง ณ ที่ใดที่หนึ่ง และบ้านเมืองที่เหลือก็คือเมืองขึ้นซึ่งต้องอยู่ภายใต้การปกครองและรับอิทธิพลทั้งศาสนา ความเชื่อ การเมืองการปกครองแบบผู้รับหรือผู้ด้อยกว่าโดยระบบขุนนางตามลำดับ โดยไม่ให้ความสำคัญของพลวัตภายใน เช่นปรากฏในงานของศาสตราจารย์เซเดส์ในเรื่อง“The Indianized State of South East Asia” ซึ่งงานที่มีการ Dialogue ในเวลาต่อมาก็คืองานของ ดี.จี.อี.ฮอลล์ เรื่อง “A History of South East Asia”ส่วนงานที่ใช้เอกสารท้องถิ่นและเข้าถึงประวัติศาสตร์โบราณมากขึ้นจนเสนอแนวคิดเรื่องMandala หรือมณฑลของบ้านเมืองต่างๆ ในรูปแบบความสัมพันธ์ทางเครือญาติมากกว่าการทำสงครามครอบครอง และมีอาณาจักรอันไพศาลเพียงแห่งเดียวแบบที่เป็นความคิดต้นแบบอาณานิคมของนักวิชาการฝรั่งเศส คือการศึกษาของ ศ.โอ ดับเบิ้ลยู วอลเตอส์ เรื่อง “History, culture, and region in Southeast Asian Perspectives” ซึ่งได้รับการขานรับและยอมรับในการเป็นแนวคิดศึกษาประวัติศาสตร์โบราณของบ้านเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แบบที่นักศึกษาอุษาคเนย์ทุกแห่งต้องอ่านมากว่า ๒๐-๓๐ ปีแล้ว

            การฝังหัวทางประวัติศาสตร์ที่สะท้อนจากปาฐกถาของทูตชาวกัมพูชาผู้นี้ทำให้เข้าใจว่า ชาตินิยมเขมรนั้นอาการหนักกว่าชาตินิยมไทยมากนัก และอาจไม่เป็นไปตามที่นักประวัติศาสตร์กลุ่มหนึ่งเกรงกลัวมากว่า การตอบโต้ปฏิบัติการรุกพื้นที่เขาพระวิหารจะทำให้คนไทยคลั่งชาติจนถึงขั้นทำอะไรที่เป็นภัยต่อมนุษยชาติและดูล้าหลังกว่าชาติอื่นๆ ได้

            เพราะหากรับฟังสารที่สื่อดีๆ และไม่เอียงเข้าข้างตนเอง สารที่สื่อออกมานี้ดูล้าหลังคลั่งชาติเขมรเสียยิ่งกว่าที่กล่าวหาคนไทยกันเองเป็นไหนๆ

            การนำเอาประวัติศาสตร์ที่ตายไปแล้วและทำให้มีชีวิตเฉพาะนำมาใช้เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองเท่านั้น ไม่ได้สร้างคุณประโยชน์แก่คนเล็กคนน้อยที่อยู่ในพื้นที่พิพาท หรือสร้างโลกนี้ให้เกิดสันติสุขตามที่คนส่วนหนึ่งคิดหยาบๆ เพ้อเจ้อและฝันเฟื่องแต่อย่างใด กลับแต่จะสร้างเหตุผลเข้าทางผลประโยชน์เฉพาะตนหรือกลุ่มตนเท่านั้นเอง

            ความคิดเช่นนี้ไม่เคยดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืน มีแต่จะเสื่อมถอยไป เพราะไม่ยุติธรรมต่อคนที่อยู่นอกวงรอบของผลประโยชน์

            ในบทความของอาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม เรื่อง “มรดก (รก) โลก กับ “คน” พระวิหาร”ซึ่งเขียนลงในจดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ฉบับที่ ๗๓ เดือนกรกฎาคม-สิงหาคม ๒๕๕๑ สามปีกว่าที่ผ่านมา บทความนี้ยังทันสมัยและล่วงสมัยเสมอ อาจารย์กล่าวถึงประวัติศาสตร์ที่เป็นมรดกมาจากยุคอาณานิคมว่า

 

            คนท้องถิ่นมีประวัติศาสตร์ร่วมกันมาแต่ดั้งเดิมและยังคงอยู่อย่างต่อเนื่อง แม้เวลาจะเปลี่ยนแปลง และล่วงเลยมานับหลายศตวรรษ ก่อนจะมีการแบ่งเขตแดน อันเป็นผลผลิตของประวัติศาสตร์อาณานิคมของฝรั่งเศสและประวัติรัฐชาติของไทยและเขมรที่มีอายุร้อยกว่าปีมานี้เอง

            ประวัติศาสตร์อาณานิคมของฝรั่งเศสไม่เคยเอื้ออาทรกับคนท้องถิ่นสองฟากพนมดงเร็ก แต่กลับอ้างพระราชอำนาจของกษัตริย์วรมันแห่งเมืองพระนครที่เสียมเรียบ ว่าสร้างปราสาทพระวิหารขึ้นเพื่อประกอบพระเดชานุภาพเหนือผู้คนและดินแดนทั้งสองฟากพนมดงเร็ก

            คนพนมเปญอาศัยความใกล้ชิดกับฝรั่งเศสในยุคอาณานิคม ก็เลยสานต่อความยิ่งใหญ่ของเขมรด้วยการอ้างความชอบธรรมของกษัตริย์วรมันที่สูญหายไปช้านานแล้ว ว่าดินแดนที่ราบสูงโคราชและแม้แต่ดินแดนภาคกลางของประเทศไทยก็เคยอยู่ในแผ่นดินเขมรมาก่อน ทุกวันนี้นักวิชาการรุ่นใหม่ของเขมรและคนเขมรเป็นจำนวนมากที่มีปมด้อยในความเป็นเมืองขึ้นของมหาอำนาจก็มักจะแสดงอาการคลั่งชาติเขมรด้วยความเชื่อเช่นนี้

            ในขณะเดียวกัน นักประวัติศาสตร์โบราณคดีของฝรั่งยุคอาณานิคมก็เขียนประวัติศาสตร์ชนชาติไทยว่าเป็นพวกที่ถูกขับไล่จากดินแดนประเทศจีนเข้ามาในดินแดนขอมสมัยกษัตริย์วรมัน มาเป็นขี้ข้าคนขอม ต่อมาจึงตั้งตัวเป็นอิสระที่สุโขทัย ซึ่งนักปราชญ์และนักประวัติศาสตร์แต่สมัยรัชกาลที่ ๕ ลงมาก็เชื่อเช่นนั้น จึงเกิดการสร้างประวัติศาสตร์ชาติไทยแบบไทย-ไทย ไทยใหญ่ ไทยโต

            ต่อมาในสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม จึงหาจุดเด่นและเหตุการณ์ทางการเมืองสมัยอยุธยากับสมัยกรุงเทพฯ มาอธิบายข่มพวกขอม เขมร บ้าง ในช่วงเวลาที่เขมรต้องมาเป็นเมืองขึ้นและขี้ข้าไทยบ้าง ทำให้เกิดการขัดแย้งและตอบโต้กันบ่อยๆ  ดังเช่นกรณีปราสาทพระวิหารในขณะนี้ที่ทางเขมรไม่ทวงเฉพาะปราสาทพระวิหารเท่านั้น แต่ทวงภาคอีสานทั้งหมดเลย เพราะหลายๆ พื้นที่มีปราสาทขอม มีจารึกขอมแสดงหลักฐานให้เห็น

            เพราะทางเขมรเห็นว่ากษัตริย์วรมันยังเรืองอำนาจอยู่ในลักษณะอมตะนิรันดร์กาล  ส่วนทางไทยก็ตอบโต้ด้วยประวัติศาสตร์สมัยกรุงเทพฯ ที่เขมรเคยอยู่ในราชอาณาจักรไทยและข่มขู่จะรุกเข้าไปยึดเสียมราฐ พระตะบอง คืนมา อาการคลั่งชาติจึงเกิดด้วยกันทั้งสองฝ่าย

 

            เราศึกษาชาตินิยมไทยกันมามากและบัญญัติศัพท์ต่างๆ ขึ้นอีกมากมาย แต่เราไม่เคยเข้าใจกัมพูชาว่าทำไมทุกวันนี้นักการเมืองในฝ่ายรัฐบาลของประเทศนี้จึงแสดงปฏิกิริยาในการเห็น “คนไทยเป็นคนอื่น” จนถึงขั้นเกลียดชัง

            ความเข้าใจในชาตินิยมเขมรจึงสำคัญมากพอๆ กับความเข้าใจในตนเองจากกรณีข้อพิพาทเรื่องเขาพระวิหารนี้

            อาการคลั่งชาติทั้งสองฝ่ายไม่ได้นำไปสู่การแก้ปัญหาอย่างถาวร การแตะเพียงประเด็นการคลั่งชาติฝ่ายไทยจึงกลายเป็นเลือกเฉพาะประเด็น เพื่อชี้นิ้วสาดโคลนกล่าวหาผู้ใดผู้หนึ่งให้เป็นคนคลั่งชาติหรือพวกล้าหลังไม่ทันโลกยุคชุมชนจินตนาการที่คงมีความไม่ชอบมาพากลบางอย่างซ่อนเร้นอยู่

            ในบรรทัดฐานทางจริยธรรมของวิชาการ ความกล้าหาญในวิชาชีพก็คือ การนำเสนอข้อมูลที่วิเคราะห์วิจัยอย่างรอบด้านและสม่ำเสมอ ไม่เอนเอียงไปในทางเสื่อมเสีย และยืนยันในสิ่งที่ถูกต้องไม่ว่าจะผ่านพ้นไปกี่ฤดูกาล อันหมายถึงแรงกดดันรอบทิศอย่างไรก็ตามและในความกล้าหาญนั้น ผลประโยชน์ของส่วนรวมต้องมาก่อนประโยชน์ส่วนตนเสมอ

            ปาฐกถาของทูตยู ออย ในครั้งนี้จึงกลายเป็นมาตรวัดจริยธรรมของนักวิชาการไทยได้อย่างทั่วถึง

อัพเดทล่าสุด 1 ก.พ. 2559, 00:00 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.