หน้าหลัก
เกี่ยวกับมูลนิธิ
วันเล็ก-ประไพ รำลึก
ติดต่อเรา
ระเบิดเวลาเรื่องเขาพระวิหาร
บทความโดย ศรีศักร วัลลิโภดม
เรียบเรียงเมื่อ 22 ต.ค. 2555, 15:09 น.
เข้าชมแล้ว 3848 ครั้ง

 

      ปราสาทพระวิารเมื่องมองจากพื้นราบ ตั้งอยู่บนจุดที่อยู่เกือบสูงสุดของสันปันน้ำ ในเทือกเขาพนมดงรัก

 

ทุกวันนี้ ตามเขตชายแดน โดยเฉพาะระหว่างประเทไยกับประเทศกัมพูชาบนเทือกเขาพนมดงเร็ก มีกับระเบิดที่ยังไม่ได้กู้อยู่อีกมาก พร้อมกับ ระเบิดเวลา ที่จะทำให้เกิดความขัดแย้งเกิดขึ้นได้เสมอ โดยเฉพาะเมื่อใดที่มีปัญหาทางผลประโยชน์ทางการเมืองและเศรษฐกิจเกิดขึ้น

 

ระเบิดเวลานี้ ตั้งขึ้นโดยมหาอำนาจนักล่าอาณานิคมถ่อยที่เข้ามาเป็นใหญ่ในอินโดจีน ที่นอกจากทำลายประเพณีการแบ่งดินแดนระหว่างแคว้นหรือระหว่างรัฐอันเป็นที่ยอมรับร่วมกัน มาเป็นการขีดเส้นเขตแดน [Border] อย่างชนิดแยกสีอะไรเป็นสีของใครแล้ว ยังสร้างความรู้ชุดใหม่ทางการเมืองการปกครองมาสนับสนุนอธิบายความชอบธรรมของการมีเขตแดน และการมีความเป็นชาติที่แตกต่างไปจากเดิมด้วย

 

นั่นคือแต่ก่อนๆ บรรดาบ้านเมืองที่อยู่ร่วมกันในภูมิภาคพื้นแผ่นดินของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้ แม้ว่าจะรู้ความแตกต่างระหว่างกันในด้านแว่นแคว้น ขอบเขตอำนาจทางการเมือง และความแตกต่างกันระหว่างผู้คนทางชาติพันธุ์ก็ตาม ก็หาได้เป็นเรื่องใหญ่โตเกิดคอขาดบาดตายในเรื่องเขตแดนและความแตกต่างของชนชาติ การแบ่งเดินแดนด้วยสิ่งที่เป็นสัญลักษณ์ [Symbol] ไม่ใช่สิ่งที่เป็นเครื่องหมาย [Sign] ที่เป็นรูปธรรม เช่น เส้นแบ่งเขตแดน [Border]

 

การแบ่งดินแดนที่เป็นการปกครองของแว่นแคว้นหรือรัฐ หรืออาณาจักร [Kingdom] ที่เป็นเรื่องของสัญลักษณ์ที่เป็นนามธรรมนั้นเห็นได้จากการกำหนดสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง อาจเป็นภูเขา ลักษณะภูมิประเทศที่มีความโดดเด่น ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ใหญ่ ป่า โค้งน้ำ ทุ่งกว้าง ที่ล้วนมีชื่อเฉพาะให้เป็นที่รับรู้ของผู้คนที่เดินทางผ่านไปมา แต่ที่สำคัญ ตำแหน่งที่กำหนดให้เป็นสัญลักษณ์นั้น มักสัมพันธ์กับอำนาจเหนือธรรมชาติ อันเป็นอำนาจศักดิ์สิทธิ์ที่มนุษย์หรือแม้แต่พระมหากษัตริย์ก็ยังเกรงกลัว และทำการสักการะ สิ่งเหล่านี้เห็นได้จากการแยกดินแดนกัมพูชาที่เรียกว่า เขมรต่ำออกจากที่ราบสูงโคราช อันรู้จักกันในนามเขมรสูง

 

คำว่า “เขมร” ในที่นี้หมายถึงชื่อของกลุ่มชาติพันธุ์ที่มีความสัมพันธ์กันทางภาษา เช่นที่เรียกว่ามอญ เขมร และมาเลย์ เป็นต้น หาใช่เรื่องของคนที่อยู่ในดินแดนการปกครองของรัฐหรืออาณาจักรไม่

 

เทือกเขาพนมดงเร็กที่แยกดินแดนที่ราบสูงออกจากที่ราบต่ำนั้น นับเป็นเส้นแบ่งเขตแดนตามธรรมชาติมาแต่โบราณ ซึ่งผู้คนที่ผ่านไปมาขึ้นลงกันตามช่องเขา ได้กำหนดสัญลักษณ์ของการแบ่งเขตด้วยตำแหน่งศักดิ์สิทธิ์อันเป็นที่สถิตของอำนาจเหนือธรรมชาติที่คนไทยคนลาวเรียกว่า ผีต้นน้ำ จะมีการสร้างสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ให้ผู้คนไปมาได้ประกอบพิธีกรรมและสักการะจากการเปลี่ยนผ่านจากดินแดนหนึ่งไปยังอีกดินแดนหนึ่ง เหตุนี้ บนเทือกเขานี้จึงมีตำแหน่งที่เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของคนแต่ละยุคแต่ละสมัย สืบเนื่องกันเรื่อยมา

 

เช่น ในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ก็กำหนดจากบริเวณเพิงผา หน้าผา หน้าถ้ำ ที่ผู้คนแลเห็นโดดเด่น และมีพื้นที่มาชุมนุมทำพิธีกรรมร่วมกันได้ เหตุนี้จึงมีการเขียนภาพสัญลักษณ์ที่เป็นมงคล เช่น ภาพมือแดง ภาพคน สัตว์ และพืชให้เห็นเป็นปรากฏการณ์ แต่นักวิชาการที่โง่ๆ กลับไปให้ความสำคัญว่าเป็นศิลปะ โดยการเน้นเรื่องศิลปะไปเป็นสำคัญ

 

พอมาถึงสมัยประวัติศาสตร์ เช่น สมัยทวารวดี ลพบุรี และสมัยต่อๆ มาก็มีการสร้างพระเจดีย์ รอยพระพุทธบาท ศาลเทพเจ้าและรูปเคารพขึ้น อย่างเช่นบนเทือกเขาพนมดงเร็ก ปรากฏมีปราสาทตามช่องเชาตอนผ่านสันปันน้ำหลายแห่ง เช่น ปราสาทพระวิหาร ปราสาทตาเมือนธม ปราสาทไบแบก และจารึกของกษัตริย์จิตรเสน ที่บริเวณต้นน้ำลำปลายมาศและนางรอง เป็นต้น

 

บรรดาอำนาจเหนือธรรมชาติที่ปัจจุบันเรียกว่า ผีต้นน้ำนี้แหละที่คนโบราณเชื่อว่าเป็นเจ้าของที่ดินและธรรมชาติทุกสิ่งทุกแห่งจากต้นน้ำไปถึงปลายน้ำ และเป็นผู้ดูแลชีวิตของผู้คนที่อยู่ตามลุ่มน้ำนั้นๆ

 

เขาพระวิหารคือผาเขาที่ยื่นล้ำเข้าไปเหนือพื้นที่ราบต่ำ ที่แลเห็นเป็นที่โดดเด่น จนคนโบราณเชื่อว่าเป็นที่สถิตของผีต้นน้ำ ที่ผู้คนสมัยต่อมาเชื่อว่าเป็นที่สถิตของเทพเจ้าผู้ดูแลผู้คนจากต้นน้ำถึงปลายน้ำในเขตที่ราบสูงโคราช ซึ่งพัฒนาขึ้นเป็นบ้านเป็นเมือง ที่กษัตริย์กัมพูชา เช่น พระเจ้าสุริยวรมันที่ ๑ และสุริยวรมันที่ ๒ ต้องทำการสักการะ จึงมีการสร้างปราสาทกันมาอย่างต่อเนื่อง

 

การสร้างปราสาทหรือศาสนสถานใดๆ ก็ดี หาได้เป็นการแสดงเจตนารมณ์เพื่อแสดงอำนาจทางการเมืองเหนือผู้คนในดินแดนนั้นๆ ไม่ หากเป็นการสยบและให้เกียรติแก่อำนาจศักดิ์สิทธิ์ และการสร้างมิตรไมตรีกับผู้คนของดินแดนนั้นด้วย อาจนับเป็นกริยาบุญของบุคคลที่ปรารถนาเป็นจักรพรรดิราช อันเป็นเรื่องเฉพาะตนของพระมหากษัตริย์องค์นั้นๆ มากกว่า

 

 

 สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ เสด็จเขาพระวิหาร โดยมีเจ้าหน้าที่อาณานิคมของฝรั่งเศสมาต้อนรับ

และมิได้ยืนยันสิทธิบนพระวิหารจนถูกนำไปอ้างอิงในการต่อสู้ของชาวฝรั่งเศสที่สนับสนุนรัฐในอาณานิคมกัมพูชา

 

เพราะแท้จริงแล้ว บ้านเมืองและรัฐโบราณในภูมิภาคนี้ ไม่ว่าเขมร ไทย ลาว พม่า เวียดนาม บรรดารัฐใหญ่ๆ ที่เกิดขึ้นหาได้มีรัฐรวมศูนย์ [Centralized state] ที่มีโครงสร้างเป็นราชอาณาจักรแบบจักรภพอังกฤษ หรือประเทศใหญ่ๆ ในสมัยคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ ในยุโรปไม่  หากเป็นระบบมณฑล [Mandala] ตามประเพณีการปกครองของอินเดีย คือเป็นเครือข่ายของรัฐใหญ่น้อยที่ให้ความสำคัญกับพระมหากษัตริย์พระองค์ใดพระองค์หนึ่งจากรัฐใดรัฐหนึ่ง ที่เป็นที่เคารพและยกย่องของกษัตริย์ทั้งหลายให้เป็นประมุข ซึ่งอาจเรียกว่า “จักรพรรดิราช” หรือ “ราชาธิราช” ก็ได้

 

ในความเป็นจริงแล้ว พระมหากษัตริย์ที่เป็นประมุขของมณฑลหรืออาณาจักรนั้น มักทรงเป็นผู้ทำทานบารมี หรืออำนาจทางพระคุณมากกว่าพระเดช และเป็นผู้มีความสัมพันธ์ทางเครือญาติจากการแต่งงาน (กินดอง) กับบรรดากษัตริย์ที่เป็นเจ้าแคว้นทั้งหลายในเครือข่ายของมณฑล ฉะนั้น การเข้ามาบูรณะหรือสร้างปราสาทเขาพระวิหารนั้น หาได้เป็นกริยาของการแสดงอำนาจราชศักดิ์ในการปกครองของกัมพูชาเหนือที่ราบสูงโคราชไม่

 

โครงสร้างทางการเมืองและสังคมของแว่นแคว้นที่เป็นมณฑลเช่นนี้ คือสิ่งที่มหาอำนาจนักล่าดินแดนถ่อยๆ เจตนาที่จะไม่นำพา และนำเอาโครงสร้างการเมืองการปกครองแบบจักรภพของยุโรปเข้ามามอมเมาและครองงำเจ้านาย ขุนนาง ตลอดจนปัญญาชนของประเทศไทย เขมร พม่า และอื่นๆ ให้หลงใหลในความทันสมัยทันโลก อะไรทำนองนั้น ก็เท่ากับเป็นการบิดเบือนความเป็นจริงทางประวัติศาสตร์วัฒนธรรม การเมืองการปกครองที่ผู้คนในภูมิภาคนี้สัมพันธ์กันอย่างไม่เคยมีเส้นแบ่งเขตแดน ([Border] และการเป็นชาติ [Nation] แบบชาติไทย ชาติเขมร ชาติลาว ชาติพม่า อะไรที่เกิดการขัดแย้งในทุกวันนี้

 

การเสียเขาพระวิหารอันเป็นของผู้คนในแดนเขมรสูงหรือที่ราบสูงโคราชที่แล้วมา แต่สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น ก็คือการรู้ไม่เท่าทัน และตกอยู่ในหลุมพรางของมหาอำนาจถ่อยๆ เหล่านี้เอง แถมยังกลายเป็นระเบิดเวลาให้ไทยต้องทะเลาะกับกัมพูชาอย่างไม่สิ้นสุดก็เป็นได้  วันนี้เลยต้องฉวยโอกาสมาเสนอข้อคิดเห็นที่อาจเป็นประโยชน์แก่คนที่เป็นปัญญาชนได้คิดและทบทวนดังนี้

 

เบื้องแรกมหาอำนาจถ่อยๆ ชาตินั้นในเวลานั้น เข้ามาทำการศึกษาความเป็นมาทางสังคมและวัฒนธรรมของผู้คนในภูมิภาคนี้ ทั้งด้านโบราณคดี [Archaeological past]  และด้านชาติพันธุ์วรรณา [Ethnography] มาก่อนการแสดงอำนาจถ่อยๆ เข้าครอบงำ และยึดครองดินแดนทางไทย ต้องการหลีกเลี่ยงการยึดครองด้วยการพัฒนาความรู้และความเจริญแบบอารยประเทศตามแบบตะวันตกให้เป็นที่ยอมรับ บุคคลชั้นนำของประเทศจึงคล้อยตามความรู้ ความคิดเห็น และเทคนิควิชาการตามตะวันตกเพื่อความทันสมัย [Westernized] เลยทำให้เกิดวิชาประวัติศาสตร์โบราณคดีแบบประวัติศาสตร์ศิลปะที่มหาอำนาจถ่อยๆ นั้นขุดหลุมดักไว้ 

 

ความรู้ทางประวัติศาสตร์โบราณคดีแบบประวัติศาสตร์ศิลปะนั้นแหละที่ทำให้การสร้างประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองของกัมพูชา (หรือเขมร) กับสยาม (หรือไทย) เป็นการปกครองแบบรัฐรวมศูนย์ [Centralization state] ตามแบบจักรภพอังกฤษ

 

หลุมพรางทางความคิด และทฤษฎี เช่นนี้ร้ายนัก ตรงที่ทำให้ผู้นำทางปัญญาของไทยยอมรับว่า ที่ใดมีศาสนสถานวัตถุแบบศิลปะลพบุรีหรือศิลปะขอม คือหลักฐานสำคัญที่แสดงว่ากัมพูชาสมัยเมืองพระนครเคยปกครองดินแดนสยามตั้งแต่ที่ราบสูงโคราช มายังที่ราบลุ่มน้ำเจ้าพระยาและภาคกลางมาก่อน  ซึ่งหมายความว่าบ้านเมืองไทยและคนไทยเคยเป็นขี้ข้าขอมมาก่อน

 

เบื้องต่อมา หลังจากการยอมรับรู้ในเรื่องความคิด ทฤษฎีต่างๆ แล้ว ก็มาถึงเรื่องเทคนิคที่ฝรั่งถ่อยใช้เป็นระเบิดเวลาที่จะทำให้ชาติประเทศต่างๆ ในภูมิภาคต้องขัดแย้งกันอย่างสืบเนื่อง นั่นก็คือการกำหนดเส้นเขตแดนแบ่งเขต [Border] อย่างเป็นรูปธรรม มีทั้งหลักเขต และการระบุเส้นรุ้ง เส้นแวงไว้ในแผนที่ ซึ่งก็ทำให้แผนที่กลายเป็นทั้งหลักฐานและเครื่องมือที่สำคัญเพื่อใช้ตกลงกันหรือยืนยันอ้างสิทธิ์ตามกฎหมายที่ฝรั่งเป็นผู้สร้างขึ้น 

 

เรื่องการกำหนดเขตแดนและทำแผนที่เช่นนี้ รัฐบาลไทยสมัย รัชกาลที่ ๕ – รัชกาลที่ ๖ ก็อยากจะเรียนรู้ให้เท่ากับพวกฝรั่ง เพราะมีการศึกษาอบรมสร้างผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญทางแผนที่ตามแบบฝรั่งกันอยู่ แต่ไม่ค่อยมีการออกไปปฏิบัติสร้างประสบการณ์และการริเริ่ม ผลที่ตามมาก็คือ อาจรู้เท่าฝรั่งได้ แต่ไม่ทัน เพราะในกรณีการกำหนดเขตแดนบนเทือกเขาพนมดงเร็ก โดยเฉพาะบริเวณเขาพระวิหารนั้น ฝรั่งที่เป็นเจ้าของประเทศกัมพูชาสมัยนั้นกำหนดให้ใช้สันปันน้ำ [Watershed] เป็นเส้นแบ่งเขตแดนในปี ค.ศ. ๑๙๐๔ โดยขอให้ทางไทยส่งผู้แทนและเจ้าหน้าที่ไปร่วมทำการสำรวจแบ่งเขตแดน ซึ่งก็นับว่าเป็นธรรมดี เพราะการใช้สันปันน้ำอันเป็นธรรมชาตินั้นเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ แต่ทางไทยประมาทและหละหลวม ไม่ส่งผู้แทนและเจ้าหน้าที่ไปร่วมสำรวจและทำแผนที่ปล่อยให้ฝรั่งถ่อยๆ เจ้าของประเทศเขมรดำเนินการแต่ฝ่ายเดียว

 

ฝรั่งถ่อยโคตรโกงจึงกำหนดเอาบริเวณปราสาทพระวิหารเข้าไปอยู่ในประเทศเขมร ทั้งๆ ที่ขัดจากความเป็นจริงทางธรรมชาติของสันปันน้ำ

 

 

๑.ภาพจากดาวเทียม แสดงการวางผังบนแนวสันปันน้ำพระวิหาร

 

ภาพแผนที่ทหารระวาง ๑: ๒๕๐,๐๐๐ ที่เห็นว่าปราสาทพระวิหารอยู่บนสันปันน้ำฝั่งประเทศไทย

ในเขตเทือกเขาพนมดงรักอย่างชัดเจน

 

เพราะบริเวณปราสาทพระวิหารตั้งแต่ลาดเชิงเขาถึงส่วนยอด ที่เรียกว่าเป็นตาดีนั้นล้วนอยุ่ในเขตประเทศไทย  ถ้าไม่เชื่อก็เอาน้ำราดลงบริเวณเป้ยตาดี แล้วดูว่าน้ำนั้นจะไหลลงที่ลุ่มต่ำประเทศเขมรหรือลงสู่ที่ราบสูงแอ่งโคราชของประเทศไทย

 

เมื่อฝรั่งทำแผนที่เสร็จ ก็นำมาให้ทางฝ่ายไทยดูใน ค.ศ.๑๙๐๗ ทางไทยก็ไม่คัดค้าน แถมยังเซ็นรับรองตามถูกต้องของแผนที่อีก

 

แผนที่คือหลักฐานเอกสารทางกฎหมายที่ใช้ในการตัดสินคดีความ เมื่อทางไทยเซ็นรับรองก็เท่ากับเป็นการยอมรับว่าเขาพระวิหารเป็นของกัมพูชาในการครอบครองของฝรั่งเศสนั่นเอง แถมเมื่อมีการตัดสินคดีความในศาลโลก  ทางฝ่ายฝรั่งถ่อยยังได้นำภาพถ่ายที่สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพเสด็จไปร่วมถ่ายภาพกับคนฝรั่งเศสบนเขาพระวิหาร ที่มีธงฝรั่งเศสปักอยู่เบื้องหลัง เท่ากับเป็นการยอมรับโดยดุษฎีอยู่แล้ว สมเด็จกรมพระยาดำรงฯ แม้ว่าตอนนั้นจะเป็นอดีตเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยแล้วก็ตาม แต่พระองค์ยังทรงดำรงตำแหน่งนายกรัชบัณฑิตยสภาอยู่ ซึ่งก็คือราชาในหมู่นักปราชญ์รัชบัณฑิตนั่นเอง

 

เมื่อพูดถึงปราชญ์ในช่วงเวลาของคดีเขาพระวิหารในตอนนั้น ก็อยากจะขอเท้าความไปถึงความเห็นทางวิชาการของปราชญ์ทางประวัติศาสตร์โบราณคดีในครั้งนั้นว่า มีการแสดงความเห็นที่แตกต่างกันระหว่างปราชญ์สากลและปราชญ์ท้องถิ่น

 

ปราชญ์สากลของสกุลดำรงราชานุภาพยอมรับว่าปราสาทเขาพระวิหารสร้างโดยพระมหากษัตริย์ขอม กัมพูชาตามที่ปรากฏในศิลาจารึก แต่บอกว่าเป็นของสร้างเพื่อผู้คนในดินแดนที่ราบสูงโคราช เพราะปราสาทเขาพระวิหาร หันหน้าลงฝั่งไทยมากกว่าไปทางเมืองพระนครในประเทศกัมพูชา

 

แต่ปราชญ์ธรรมดาที่ให้ความสำคัญกับท้องถิ่นบอกว่า ในตำนานพื้นเมือง กษัตริย์ของคนท้องถิ่นเป็นผู้สร้างขึ้น และเป็นปราสาทที่มีเจ้าพ่อเขาพระวิหารเป็นเจ้าของและเป็นผู้ดูแล แต่เผอิญตอนนั้นประวัติศาสตร์ท้องถิ่นไม่เป็นที่รู้จักและยอม อีกทั้งถูกประณามว่าเชยและไร้สาระ เลยไม่มีผู้สนใจ

 

 

ภาพแผนที่ทหารระวาง ๑: ๒๕๐,๐๐๐    แสดงตำแหน่งที่ตั้งของปราสาทพระวิหารและการทำเส้นแบ่งอาณาเขตที่เว้เข้ามาในเขตสันปันน้ำฝั่งประเทศไทย หลังศาลโลกตัดสินยกปราสาทพระวิหารให้กัมพูชาเป็นฝ่ายครอบครอง

 

ในขณะที่การเน้นและสนใจประวัติศาสตร์สากลแบบที่ฝรั่งสอนให้จำและให้เชื่อนั้น เป็นสิ่งที่นำพาไปสู่ประวัติศาสตร์รัฐ ประวัติศาสตร์ชาติ ที่ทำให้ความเป็นประวัติศาสตร์ที่แท้จริง คือเรื่องของการเปลี่ยนแปลงทางสังคม การเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมกลายเป็น ภาพนิ่ง คือเชื่อว่าดินแดนเขาพระวิหารและภาคกลางของไทยเคยเป็นดินแดนที่ขอมปกครอง

 

จนกระทั่งเดี๋ยวนี้ยังมีนักวิชาการชาตินิยมทางฝ่ายกัมพูชาอ้างบ่อยๆ จากการพบศิลปะขอมและจารึกขอม ณ ที่ได ก็ถือว่าพื้นที่อันเป็นแหล่งที่มาของศิลปกรรมและจารึกนั้นเคยเป็นของกัมพูชามาก่อน

 

ถ้ามีปราชญ์แบบขอมแบบนี้มากๆ  และยังคงอยู่อีกละก็ ไม่ช้าคงมีคดีฟ้องกันในศาลโลกอีกว่า ดินแดนสยามซึ่งปัจจุบันเรียกว่า ไทยแลนด์ นั้นเป็นของกษัตริย์วรมันแห่งกัมพูชาที่ย้อนไปนับพันปีก็ได้ ส่วนผู้ที่เข้ามาที่หลังคือพวกโจรสยามที่ไม่มีสิทธิ์โดยชอบธรรมแต่อย่างใด

 

วิธีคิดแบบประวัติชาติแบบรวมศูนย์และหยุดนิ่งเช่นนี้แหละ ที่กำลังพ่นพิษพ่นไฟอยู่ใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ในทุกวันนี้ 

 

ศรีศักร  วัลลิโภดม : บทบรรณาธิการวารสารเมืองโบราณ ปีที่ ๓๔ ฉ.๑ (มกราคม-มีนาคม ๒๕๕๑) 

อัพเดทล่าสุด 28 ก.พ. 2561, 15:09 น.
บทความในหมวด
ที่ตั้งมูลนิธิ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐
โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐
อีเมล์ Vlekprapaifoundation@gmail.com
                    
Copyright © 2011 lek-prapai.org | All rights reserved.