สันติธรรมในสังคมไทย

 
  งานวันเล็ก-ประไพ รำลึก ครั้งที่ ๓
 
 

 

มนุษย์เมื่ออยู่อาศัยร่วมกันเป็นสังคม ก็จำเป็นที่จะต้องมีหลักปฎิบัติหรือกลไกที่ทำให้มนุษย์สามารถประพฤติปฏิบัติต่อกันอย่างถูกต้อง เพื่อให้สังคมเป็นไปโดยสงบสุข ซึ่งกลไกหรือหลักปฏิบัติดังกล่าวนั้น ก็คือ หลักการ "มนุษยธรรม" ที่ในอดีตปรากฏพบในทุกชุมชน ทุกจารีตวัฒนธรรม และทุกศาสนา ก่อเกิดสังคมที่มีการเอื้อเฟื้อและเกื้อกูลระหว่างกันในหลายระดับ ไม่ว่าจะเป็นคนมีกับคนยากไร้ ผู้ใหญ่กับผู้น้อย หรือแม้แต่พระมหากษัตริย์กับประชาชน ทว่า ปัจจุบันเมื่อสังคมก้าวเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจที่ใช้เงินตราเป็นตัวกำหนด ชีวิตที่เคยอยู่แบบพอมีพอกิน เอื้อเฟื้อเกื้อกูลระหว่างกัน ก็ผันแปรสู่การแข่งขัน กอบโกยโภคทรัพย์และอำนาจให้ตัวเอง โดยไม่สนใจผู้อื่นรอบข้าง จนทำให้สังคมโลกสับสนและเต็มไปด้วยความขัดแย้ง การเผชิญหน้าถึงขั้นใช้ความรุนแรงประหัตประหารกัน ดังปรากฏให้เห็นอยู่ทั่วไป

ในโอกาสวันที่ ๑๗ พฤศจิกายนของทุกปี เป็นวาระรำลึกถึงคุณเล็กและคุณ ประไพ วิริยะพันธุ์ ผู้ซึ่งทุ่มเทให้กับการสร้างสรรค์งานด้านศิลปวัฒนธรรม โดยมุ่งหมายให้คนในสังคมได้รู้จักตนเองและบ้านเมืองของตน ปีนี้มูลนิธิเล็ก - ประไพ วิริยะพันธุ์ จึงจัดให้มีการสนทนาว่าด้วยเรื่อง "สันติธรรมในสังคมไทย" เพื่อแสดงให้เห็นถึงโครงสร้างสังคมไทยในอดีต ที่มีระบบศีลธรรมจริยธรรมของการอยู่ร่วมกัน และการประพฤติปฏิบัติต่อกันอย่างถูกต้อง ซึ่งคนส่วนใหญ่ในปัจจุบันละทิ้งหรือไม่ก็ละเลยมิได้ให้ความสนใจต่อสิ่งนี้ ที่ยังตกทอดอยู่ในสังคมชนบทหรือแฝงอยู่ในประเพณีพิธีกรรมต่าง ๆ อาทิ

การซะกาต เป็นศาสนบัญญัติที่ชาวมุสลิมต้องปฏิบัติในการจ่ายทรัพย์สินให้แก่ผู้ยากไร้ คนอนาถา สิ่งอันเป็นสาธารณกุศลในทางศาสนา ฯลฯ ขณะเดียวกันก็เป็นการชำระจิตใจไม่ให้โลภ หลงในทรัพย์ สินเงินทองด้วย

คณะกรรมการมัสยิด รวมทั้งชาวบ้านกำลังพิจารณาบุคคลในหมู่บ้าน ว่าใครที่สมควรได้รับ ซะกาตตามที่ศาสนาได้บัญญัติไว้
 

คอเต็บกำลังสอนวิธีการจ่ายซะกาตฟิฏเราะห์ที่ถูกต้องให้กับวัยรุ่น คือ จ่ายได้ ๒ กรณี กรณีแรกจ่ายเป็นข้าวสาร หากมอบให้คณะกรรมการมัสยิด ๑ ท่าน ต้องให้ ๑ กันตังมาดีนะห์ กล่าวคือ ๓ ลิตรกับ ๑ กระป๋องนม ถ้าเป็นกรณีที่ ๒ จ่ายด้วยเงินตามราคาข้าวสาร ตามท้องตลาด ปี ๒๕๔๘ คณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดปัตตานีกำหนดเป็น ๔๐ บาทต่อ ๑ กันตัง

 

โต๊ะอิหม่ามกำลังรับซะกาตฟิฎเราะห์จากแม่หม้าย เพราะแม่หม้ายไม่มีผู้อุปการะ ฉะนั้นต้องจ่ายซะกาตให้ตัวเอง ไม่เหมือนกับหญิงที่มีสามี สามีจะเป็นผู้จ่ายซะกาตแทน

 

 

ทิ้งกระจาด ประเพณีของชาวจีนในการทำบุญให้แก่บรรดาภูติผีไม่มีญาติ ทว่าในเวลาเดียวกันนั้นข้าวของที่ทิ้งหาได้ตกแก่ภูติผีฝ่ายเดียว หากเป็นของบรรดาผู้ยากจนที่ไปคอยรับทานอย่างหนาแน่นทุกปี

แม้จะทำบุญให้ภูติผี แต่ผู้รับข้าวของในการทิ้งทาน ก็คือ บรรดาคนยากคนจน
 

ด้วยชาวจีนเชื่อว่า ช่วงกลางเดือน ๗ ของจีน ( ตรงกับเดือน ๙ ของไทย ) ไปจนถึงสิ้นเดือน เป็นช่วงที่ประตูยมโลกเปิด จึงเหมาะแก่การทำบุญทำทานให้แก่บรรดาผีไม่มีญาติ และในการนี้จำต้องสร้างหุ่นยมบาลไว้คอยคุมดูแลบรรดาผีที่นอกรีตนอกรอยมาหลอกหลอนผู้คน หรือไม่ยอมกลับนรกภูมิ

 

 

เหมืองฝาย เป็นระบบชลประทานราษฎร์ของคนล้านนา ที่สะท้อนถึงการเแบ่งปัน จัดสรรน้ำกันใช้ระหว่างคนต้นน้ำกับคนปลายน้ำในลำน้ำเดียวกัน อันนำมาซึ่งความร่มเย็นในการหาอยู่หากิน และยังกลายเป็นกลุ่มเครือข่ายงานบุญงานปอยต่าง ๆ อีกด้วย

เหมืองฝายไม่เพียงเป็นระบบชลประทานในการจัดสรรน้ำเท่านั้น หากยังเป็นระบบที่ควบคุมคนในสังคมให้ปฏิบัติตามข้อตกลงที่ร่วมกันทำไว้ คือ ร่วมแรงตีฝาย ลอกลำเหมือง ตรวจตรา และรักษาดูแลซ่อมแซม

 

ตัวฝายที่ใช้ท่อนไม้สักปลายแหลมจำนวนนับพันนับหมื่นตอกตรึงไว้กับท้องน้ำ สลับด้วยไม้เคร่า ก้อนหิน ดิน ใบไม้ และวัสดุพื้นถิ่นจำนวนมาก วางขัดขวางเป็นชั้น ๆ ทอดกั้นต้านกระแสน้ำเชี่ยวแรงให้ไหลช้าลง และยกระดับน้ำให้เอ่อสูงขึ้น เพื่อไหลสู่ลำเหมืองที่ไล่เลาะไปตามที่นาแปลงต่าง ๆ

 

 

ตกพูด คำว่า "พูด" ในที่นี้หาใช่การส่งเสียงเจรจา แต่ในภาษาอีสาน คือ การแบ่งของเป็นส่วน ๆ เพื่อแบ่งปันกัน โดยมอบความไว้วางใจให้แก่ผู้นำในการปันส่วน ตกพูดจึงไม่เป็นเพียงวัฒนธรรมการแบ่งปัน แต่ยังเป็นเรื่องของระดับชั้นเพื่อการอยู่ร่วมกันด้วย

หากต้องชำแหละวัวเพื่อเลี้ยงกันในหมู่บ้าน ผู้นำจะจัดสรรเนื้อที่ตัดเป็นชิ้น ๆ มากองไว้เป็น "พูด" เท่าจำนวนที่ต้องการ แม้กระทั่งไส้ เลือด ตับ ผ้าขี้ริ้ว และขี้เพี้ย ก็ได้รับการแบ่งสรรเช่นกัน