จดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ราย 2 เดือน มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารจากการดำเนินงานของมูลนิธิฯ และยินดีเป็นเวทีตีพิมพ์บทความประสบการณ์ ทรรศนะ ข้อเสนอแนะ ฯลฯ จากหน่วยงานด้านสังคม วัฒนธรรม และผู้สนใจทั่วไป อันจะนำไปสู่เครือข่ายความร่วมมือทางวัฒนธรรม การศึกษา การสร้างและพัฒนาองค์ความรู้เรื่องเมืองไทยให้คงอยู่ตลอดไป หากต้องการบอกรับเป็นสมาชิกจดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ กรุณาส่งชื่อที่อยู่พร้อมแสตมป์ 6 ดวงต่อปี มายังที่ มูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ ๓๙๗ ถนนพระสุเมรุ แขวงบวรนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพฯ ๑๐๒๐๐ โทรศัพท์ ๐-๒๒๘๑-๑๙๘๘ , ๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ โทรสาร๐-๒๒๘๐-๓๓๔๐ lek_prapai@yahoo.com

เพราะคนที่อ้างคนเป็นคนไทยในปัจจุบันได้ขุดค้นและขุดคุ้ยเอาศิลปวัฒนธรรม อันเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่บรรพบุรุษได้สร้างสรรค์ขึ้นมาเพื่อการดำรงชีวิตร่วมกันอย่างมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ มาจัดการและปรุงแต่งเพื่อขายให้มาซึ่งรายได้จากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ไม่ให้ความสำคัญแก่คุณค่า แต่มุ่งเพียงมูลค่าอันเป็นที่มาของรายได้แต่เพียงอย่างเดียว

ในช่วงเวลา ๖-๗ ปีที่ผ่านมานี้ คนไทยทั่วไปมักได้ยินคำกล่าวที่คุ้นๆ ในเรื่องผู้มีบารมี อันเป็นผลมาจากความขัดแย้งทางการเมือง โดยเฉพาะผู้ที่กำลังสูญเสียอำนาจทางการเมืองของรัฐบาลในสมัยหนึ่ง มักกล่าวหาว่าเหตุที่ตนต้องเดือดร้อนนั้นมีที่มาจากการกระทำของผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ

ในฐานะนักมานุษยวิทยาสังคม [ Social Anthro-pologist ] ข้าพเจ้าคิดว่าเหตุการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ในประเทศครั้งนี้ เกิดภาวะหนึ่งที่ทำให้ผู้คนในสังคมเป็นจำนวนมากแต่ไม่ใช่ทั้งหมด 'เกิดภาวะสติแตก' ที่นักมานุษยวิทยา เรียกว่า 'การขาดสติทางวัฒนธรรม' [ Culture Shock ]

ต้องสร้าง "พลังประชาสังคมต่อรองอำนาจรัฐและทุนเหนือรัฐ" เพื่อการอยู่รอดของสังคมไทย

รัฐบาลทุกรัฐบาลที่ผ่านมาจนถึงรัฐบาลนี้ ล้วนโอ่ในเรื่องนโยบายการปฏิรูปการศึกษา โดยที่ทั้งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงฯ ชอบออกมาแสดงแนวคิดและวิสัยทัศน์เป็นประจำ เช่นนายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันที่มักพูดเสมอว่า ต้องทำให้การศึกษาของเยาวชนมีคุณภาพและทุกคนมีโอกาสได้เข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน แต่เอาเข้าจริงทำไม่ได้ เพราะสิ่งที่เป็นในทุกวันนี้ กระทรวงศึกษามาเฟีย กลับแสดงพฤติกรรมโหดมากขึ้นด้วยการยุบ และจะยุบโรงเรียนที่มาจากภาคประชาสังคมตามชุมชนท้องถิ่นต่างๆ ทั้งในเมืองและชนบทอีกเป็นจำนวนมาก ทำให้เกิดการวิ่งเต้น ขอร้อง ขัดขืน ต่อต้าน ที่จะนำไปสู่การรวมตัวเพื่อการประท้วงและประณามรัฐบาลในเรื่องกดขี่และละเมิดสิทธิมนุษยชนในโอกาสต่อไป

เมื่อใดก็ตามที่บ้านเมืองเกิดความขัดแย้งทั้งจากภายในและภายนอกอย่างรุนแรง ข้าพเจ้ามักนึกไปถึงเรื่องของกลียุคที่ยังความเดือดร้อนขึ้นแก่ผู้คนพลเมืองจนถึงขั้นเสียบ้านเสียเมือง อันเป็นสิ่งที่ข้าพเจ้าได้เรียนรู้มาจากหนังสือและวรรณกรรมที่มาจากห้องสมุดประจำบ้านที่พ่อเคยรวบรวมและจัดไว้
เมื่อยังเป็นเด็กพ่อเคยแนะให้อ่านหนังสือเรื่อง จินดามณี อันเป็นหนังสือให้เรียนรู้ภาษาไทยของคนโบราณในเรื่องอักขระวิธี กลบทและกาพย์กลอนต่างๆ เป็นหนังสือค่อนข้างยากสำหรับข้าพเจ้าสักหน่อย เลยเลือกเรียน เลือกอ่านเฉพาะสิ่งที่สนใจ โดยเฉพาะกาพย์กลอนเรื่อง พระไชยสุริยา ที่ปราชญ์ทางการเรียนภาษาไทย ท่านแต่งไว้ให้เด็กเรียน คือทั้งเรียนรู้ทั้งเรื่องอักษรและภาษาที่ควบคู่ไปกับสุภาษิตและคติชน

สถานการณ์ความขัดแย้งที่แผ่ซ่านทั่วสยามประเทศ ไม่ว่าทั้งบริเวณศูนย์กลางและชายขอบในทุกวันนี้ โดยรวมเป็นเหตุมาจากปัญหาทางเศรษฐกิจการเมืองที่ทำให้เกิดผลกระทบมายังชีวิตวัฒนธรรมของผู้คนในสังคมอย่างต่อเนื่อง ดังแลเห็นได้จากขบวนการของคนในสังคมกลุ่มต่างๆ ระดับต่างๆ พากันมาเดินขบวนยึดพื้นที่ในกรุงเทพมหานคร เพื่อต่อต้านและเรียกร้องรัฐบาลหรือล้มล้างรัฐบาล

สำหรับมนุษยชาติในปัจจุบัน โลกนี้มีภพภูมิทางวัฒนธรรม ๓ ภูมิด้วยกัน คือ โลกภูมิ ชาติภูมิ และมาตุภูมิ สำหรับ “โลกภูมิ” นั้น ก่อนยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมแต่คริสต์ศตวรรษที่ ๑๗-๑๘ แบ่งเป็นโลกซีกตะวันออกและตะวันตก ซึ่งผู้คนมีวิถีทัศน์ในการมองโลกต่างกันในเรื่องจักรวาล ทางตะวันตกเห็นว่าทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาล คือสิ่งที่มนุษย์ควบคุมได้ด้วยพลังความคิด สติปัญญา และความสามารถ

บ้านเมืองไทยในสยามประเทศยุคนี้อยู่ในขั้นตอนการเปลี่ยนแปลง เช่นเดียวกับประเทศอื่นๆ ทั่วโลก จากโลกาภิวัตน์เข้าสู่โลกาพิบัติ ซึ่ง เห็นได้จากทั้งปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ทางสังคม เศรษฐกิจ และ การเมือง ปรากฏการณ์ธรรมชาตินั้น เป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลงทาง ดินฟ้าอากาศที่ทำให้เกิดพายุหมุน ไม่ว่าจะเป็นเฮอร์ริเคน ทอร์นาโด และ ไต้ฝุ่น ต่างก็เป็นพายุที่มีอานุภาพในการพัดทำลายบ้านเรือนและสิ่ง ก่อสร้าง รวมทั้งการนำฝนและน้ำทะเลเข้าท่วมท้น พัดทำลายทำให้เกิด ภาวะบ้านแตกและการเสียชีวิตการพลัดพรากของผู้คน ภัยพิบัติธรรม- ชาตินี้เพิ่มความรุนแรง และศักยภาพในการทำลายเพิ่มขึ้นในเรื่องสภาพ แวดล้อมทางเศรษฐกิจและสังคม ขาดการจัดการอย่างไม่มีดุลยภาพ เช่นการตัดไม้ทำลายป่า การทำเขื่อนพลังงาน และการชลประทาน การสร้างถนนหนทาง การขยายตัวทางอุตสาหกรรมแหล่งผลิต และ การทำเกษตรอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีไม่เหมาะสม

เรื่องร้อนทางเศรษฐกิจ-การเมืองในเมืองไทยที่ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างคนในภาคประชาสังคมกับคนของรัฐในช่วงเวลานี้ก็คือ การขึ้นทะเบียนมรดกโลกปราสาทพระวิหาร ซึ่งคณะกรรมการมรดกโลกขององค์การยูเนสโกมีความโน้มเอียงที่จะขึ้นทะเบียนให้เป็นเอกสิทธิ์ของกัมพูชา ทั้งๆ ที่พื้นที่โดยรอบของตัวปราสาทนั้น