บันทึกจากท้องถิ่น เมื่อหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดาน |
|
| วิชญดา ทองแดง | |
ลมโยกข้าวเบาเดือน ๑๑ พัดเอาฝนลาฟ้ามาเตือนว่า อีกไม่นานฤดูกาลเก็บ เกี่ยวรวงข้าวเหลืองทองอร่ามจะมาถึง เวลาที่ชาวนาผู้เป็นเจ้าของคำนิยาม หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน จะได้ชื่นเชยกับสิ่งที่ลงแรงไปตลอดปีก็ใกล้เข้า ขณะเดียวกันคนอีกกลุ่มหนึ่งก็ยังทำงานหนัก ก้มๆ เงยๆ เอาหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดินอยู่ในนา จะเรียกเขาว่าชาวนาก็ไม่น่าจะผิด เพราะแม้เขาจะไม่ได้ทำนาปลูกข้าว แต่เขาก็ทำนาปลูกแห้วให้เรากิน อำเภอศรีประจันต์ จังหวัดสุพรรณบุรีได้ชื่อว่าเป็นแหล่งทำนาแห้วแหล่งใหญ่ เพราะมีพื้นดินที่ลึกลงไปจากหน้าดินประมาณ ๑ ฟุตเป็นดินดาน คือดินเหนียวเนื้อแน่นที่จับตัวเป็นชั้น แข็งมาก น้ำซึมผ่านไม่ได้ แต่กักน้ำหน้าดินไว้อย่างดี เพราะสภาพพื้นที่เอื้อ แถวนี้จึงทำนาแห้วกันมาก ถึงขนาดที่ว่าฝั่งถนนข้างซ้ายเป็นนาข้าว ข้างขวาเป็นนาแห้วขนานกันไป มองดูด้วยความไม่คุ้นเคยแล้วก็แยกนาแห้วออกจากนาข้าวได้ยากเต็มที นาแห้วในละแวกตำบลมดแดงเป็นของเถ้าแก่รายใหญ่ครอบครองพื้นที่ราว ๒๐๐ ไร่ แต่ทั้งนี้รวมถึงพื้นที่ทำนาข้าวและทำแห้วได้ด้วย เพราะข้าวและแห้วปลูกได้ในผืนนาเดียวกัน เรียกว่า พอเอาข้าวขึ้นก็เอาแห้วลง พอเอาแห้วขึ้นก็เอาข้าวลง เวียนกันอยู่อย่างนี้ตลอดปี ดูเผินๆ เหมือนกับว่าทำนาแห้วจะง่ายกว่านาข้าว เพราะเริ่มเตรียมดิน ดำกล้าเหมือนกัน แต่เมื่อเกี่ยวข้าวแล้วต้องนวดต้องสี ในขณะที่นาแห้วงมขึ้นมาแล้วขายได้เลย แต่การณ์กลับกลายเป็นว่า แห้วลงทุนแรงกว่าข้าว ทั้งค่าปุ๋ย ค่ายา ที่ต้องใส่ก็หนักกว่าข้าว แล้วยังขาดน้ำไม่ได้เด็ดขาด ต้นทุนต่อไร่จึงตกไร่ละหกถึงเจ็ดพันบาท เมื่อบวกค่าแรงงมแห้วไร่ละเป็นหมื่นๆ แล้วยังค่าขนส่ง ค่าโสหุ้ยต่างๆ รวมแล้วก็จัดว่าหนักเอาการอยู่ ขั้นตอนของการทำนาแห้วก็ดูจะไม่ต่างจากการทำนาข้าวนัก แรกเริ่มของการทำนาแห้วก็ต้อง " ทำเทือก " คือ เตรียมพื้นดินด้วยการไถดะ ไถแปร และคราด เหมือนนาข้าว พอถึงเดือน ๔ ก็เอากล้าแห้วอายุประมาณ ๒๐ กว่าวันที่เพาะอยู่ในแปลงเพาะกล้าที่บ้านมาปักดำในนาที่เตรียมไว้ ทิ้งระยะห่างสัก ๒ - ๓ ต้นต่อวา หมั่นใส่ปุ๋ย ใส่ยา อย่าให้ขาดน้ำไปอีก ๖ เดือน แล้วแห้วก็จะแตกกอเต็มที่ พอถึงแรมเดือนสิบก็เอาแห้วขึ้นได้เรื่อยๆ มา ใครที่มีนาแห้วร้อยกว่าไร่ขึ้นไปก็ต้องกะระยะดีๆ เพราะถ้าเริ่มเก็บทุกวันตั้งแต่แรมเดือนสิบถึงเดือนอ้ายก็ยังมีแห้วให้เอาขึ้นไม่หมด หรือกว่าจะงมหมดก็จะชนดำแห้วใหม่ในปีถัดไปแล้ว โชคดีที่ปล่อยไว้นานแห้วก็ไม่เสียหาย เพราะหากปล่อยให้แห้วมีอายุเลยกำหนดหกเดือนที่เริ่มเก็บได้ ต้นแห้วก็จะตายเพราะหมดอายุ พอต้นตายแห้วก็หยุดโต เหลือหัวที่รอให้งมอยู่คานา แต่ถ้าทิ้งไว้นานมากเกินไปโดยไม่ดูตลาดก็ไม่มีใครเอา ต้องปล่อยทิ้งไปเป็นไร่ๆ ก็มี พอถึงหน้างมแห้วตั้งแต่แรมเดือน ๑๐ ก็จะเห็นคนงมแห้วกันตั้งแต่ฟ้าเริ่มแจ้งหรือราวตี ๕ - ๖ โมงเช้า งมกันถึงเที่ยงถึงบ่าย หรือเย็นก็เคย อยู่ที่ว่าคนมาซื้อเยอะก็งมเอาเยอะ ถ้าคนมาซื้อน้อยก็เอาน้อย ไม่แน่นอน วิธีงมแห้วก็ต้องเอามือทั้งสองจกลงไปงัดดินขึ้นมา ก่อนจกก็ต้องเหยียบดินให้ได้ที่ ถ้าไม่เหยียบดินก่อนก็งัดไม่เป็นก้อนเพราะดินจะเหนียวและแข็งมาก คนที่ชำนาญแล้วจะรู้ว่าตอนเหยียบไม่ยากเท่าไหร่แต่ตอนงัดดินขึ้นมานี่สิ ถ้าดินแข็งก็เอาลำบากเหมือนกัน ถ้าจะไม่ให้ทรมานมากก็จะใส่ลูกโป่งที่นิ้วมือทั้งสิบนิ้วกันไม่ให้เจ็บหน้าเล็บ หรือบางคนก็ใส่ถุงมือ แล้วแต่ถนัด เมื่องัดกลับหน้าดินขึ้นมาก็จะเห็นหัวแห้วฝังอยู่เต็มไปหมด ต้องเก็บใส่กระป๋องไว้ พอได้มากเข้ากะได้ประมาณถังกว่าๆ ก็เอาใส่ถุงตาข่ายแช่น้ำในนา จากนั้นก็ต้องอาศัยเทคนิคส่วนตัว จะแกว่ง เขย่าหรือเหยียบ หรือทั้งหมดรวมกันก็แล้วแต่ เพื่อให้ดินหลุดออกมากที่สุด พอได้แห้วเต็ม ๒ ถุงหรือประมาณ ๓ ถังตวง ก็เอาไม้คานสอด หาบไปตวงเอาสตางค์เสียทีหนึ่งแล้วค่อยกลับมางมต่อ ค่าแรงงมแห้วที่จ่ายกันสดๆ ไม่ต้องจดไม่ต้องเชื่อก็จะได้ถังละ ๒๕ บาท ( ๑ ถัง เท่ากับ ๑๕ กิโลกรัม ) จะว่าแห้วตวงถังเหมือนข้าวสารไม่ได้ใช้ชั่งเป็นน้ำหนักก็ว่าได้ แต่ต่างกันตรงที่ข้าวตวงปาดแห้วตวงปูด เพราะฉะนั้นแห้วถังหนึ่งจึงตกอยู่ราว ๑๗ - ๑๘ กิโลกรัม แต่แห้วเมื่อปอกเปลือกแล้วจะเหลือน้ำหนักแค่ครึ่งเดียว ผัวเมียคู่หนึ่งเล่าว่างมแห้วตั้งแต่เช้ายันบ่าย รวมกันสองคนแล้วได้วันละ ๒๐๐ กว่าถัง เอา ๒๕ คูณจำนวนถังก็เป็นรายได้ที่เขาบอกว่าพออยู่ได้ อีกคู่หนึ่งเกทับขึ้นมาทันทีว่า เคยงมแห้วอยู่ ๑๖ - ๑๗ วัน ได้ร่วมหมื่นออกบ่อยไป หยาดเหงื่อของคนร่วมร้อยที่ลงงมแห้วในนาแปลงเดียวกันพร้อมๆ กัน จะงมแห้วได้ประมาณ ๑ - ๒ ไร่ต่อวัน ถ้าแห้วไม่ดกก็ได้แค่ ๓ เกวียนกว่าๆ ต่อไร่ ถ้าแห้วดกๆ ก็ตก ๕ - ๖ เกวียนต่อไร่ ตีเฉลี่ยว่าได้ผลผลิตไร่ละ ๔ เกวียน ( ๑ เกวียน เท่ากับ ๑๐๐ ถัง ) ก็อยู่ราวไร่กว่าๆ ถึงเกือบ ๒ ไร่ หรือราว ๘๐๐ ถังต่อวัน เมื่อต้นปีราคาขายสูงถึงถังละ ๒๐๐ บาท เพราะไม่มีแห้ว แต่ช่วงปลายปีตกลงมาอยู่ที่ถังละ ๘๐ บาท หรือเกวียนละ ๘ , ๐๐๐ บาท เท่านั้น เสียงรำพันจากนาแห้วมีอยู่ว่า งมแห้วนั้นเป็นงานไม่เบา วันหนึ่งๆ ต้องก้มหลังให้ฟ้าเอาหน้าสู้ดานอยู่ตลอด แช่น้ำกันจนตีนเปื่อย ปวดหลังก็ต้องทน ถูกหอยเชอรี่บาดเอาก็บ่อย แต่ว่าเป็นงานอิสระ เมื่อไม่มีความรู้สูงพอที่จะไปทำงานอย่างอื่นได้ก็ต้องทน และงานอย่างนี้เขาก็ไม่ได้บังคับ ใครไหวก็ทำ ใครอยากได้ค่าแรงเยอะก็ทำเยอะๆ ใครว่างจากงานในไร่นาของตนก็มา ไม่ว่างไม่มาก็ได้ แต่พวกที่รับจ้างงมแห้วเป็นอาชีพหลักนั้นก็มีอยู่ ส่วนใหญ่ยังเป็นแรงงานในอำเภอแต่ต่างตำบลที่มารับจ้างงมแห้วเป็นขาประจำ พอหมดเจ้านี้ก็ไปงมเจ้าโน้นต่อ เหมากันตลอดทั้งปี เพราะถ้าจะรอคนในท้องที่ว่างจากทำนาของตัวเองมางมแห้ว ก็คงจะไม่ทันกิน ของฝากจากนาแห้วคือสูตรการกินแห้วให้อร่อย นอกจากแห้วต้มที่คุ้นเคยแล้ว ก็ยังเอาไปเชื่อม ทำขนมตะโก้ ทับทิมกรอบ แห้วลอยแก้ว หรือเอาไปทำน้ำแห้วแก้กระหายได้อีกด้วย ถ้าไม่อยากเห็นแห้วเป็นหัวหรือเป็นชิ้นก็แค่เอาแห้วมาโขกให้ดีแล้วเคล้ากับแป้งเอาไปนึ่ง ใส่มะพร้าวอีกนิดก็จะได้ขนมขุยหนูหรือขนมขี้หนู กินอร่อยอย่าบอกใคร หรือจะเอาแห้วอ่อนๆ หัวขาวๆ ผัดใส่หมูเป็นกับข้าวจานอร่อยก็ไม่มีใครว่ากัน ก่อนจะจากนาแห้ว ยังมีเคล็ดลับแถมท้ายอีกว่า ถ้าไม่อยากกินแห้วเหี่ยวๆ เวลาต้มกับน้ำก็ใส่เกลือหรือใส่น้ำตาลทรายลงไปสักนิดหนึ่งตามแต่ว่าใครจะชอบรสเค็มหรือหวาน ถ้าหาใบเตยได้ใส่รวมไปต้มก็จะทำให้หอมขึ้น เมื่อต้มแล้วต้องแช่ไว้เลยอยากกินเมื่อไหร่ค่อยตักขึ้นมา ก็จะได้กินแห้วที่ไม่เหี่ยวและยังเต่งอยู่เสมอ หรือใครจะลองขอสูตรลับเพิ่มเติมจากพ่อค้าแม่ค้าหาบแห้วผู้เอาบ่าสู้ไม้คานดูก็ได้ |
|
| หากต้องการบอกรับเป็นสมาชิกจดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ กรุณาส่งชื่อ ที่อยู่พร้อมแสดมป์ ๖ ดวงต่อปี มาตามที่อยู่มูลนิธิฯ |