บันทึกจากท้องถิ่น

  งานบุญไทมาว

   วิชญดา ทองแดง

     

นอกจากคนไทยในดินแดนสยามประเทศแล้ว ชนชาติไทในที่อื่นๆ ก็นับถือพุทธศาสนาอย่างเหนียวแน่น หากแต่รูปแบบในการปฏิบัติอาจจะแตกต่างกันออกไป ดังปรากฏจากคำบอกเล่าของลุงใมฮอง ชาวไทมาวจากน้ำซอน ซึ่งเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ในจังหวัดหมู่เจ้ ทางตอนเหนือของรัฐฉาน บริเวณชายแดนของประเทศพม่าติดต่อกับจีน แม้ลุงจะเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารในดินแดนไทยกว่า ๒๐ ปี แต่ภาพการทำบุญที่พบเห็นมาตั้งแต่วัยเยาว์ยังแจ่มชัดในความทรงจำ

     ชาวไทมาวมีการทำบุญและประเพณีที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาหลายลักษณะ ซึ่งนอกจากจะสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างวัดกับชาวบ้านแล้ว ยังสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างเครือญาติและความสัมพันธ์ในชุมชน รวมถึงการจัดระเบียบ การสืบทอดภูมิความรู้ และการปลูกจิตสำนึกที่ดีในชุมชนอีกด้วย ดังเช่นการทำบุญที่เรียกว่า " ซ้อมสัดถ่า " ซึ่งเป็นการทำบุญถวายภัตตาหารแก่พระสงฆ์และการฟังธรรมจากหนังสือประจำบ้าน

     คำว่า "ซ้อมสัดถ่า " นั้นมาจาก คำว่า " ซ้อม " ที่หมายถึง ภัตตาหาร ส่วน " สัดถ่า " ก็คือ ศรัทธา แต่ออกเสียงต่างไปจากคนไทย เนื่องจากเป็นคำสันสกฤตที่ชาวไทมาวรับผ่านพม่าเข้ามาอีกต่อหนึ่ง เมื่อรวมคำทั้งสองเข้าด้วยกันจึงหมายถึง " การถวายภัตตาหารด้วยความศรัทธา " ประเพณีนี้จะจัดขึ้นตามความพร้อมของเจ้าภาพ ไม่มีกำหนดช่วงเวลาที่แน่นอน ถือเป็นการทำบุญเพื่อสั่งสมบุญบารมีของเจ้าภาพและผู้ร่วมพิธี แต่ดูเหมือนว่าหัวใจของงานบุญซ้อมสัดถ่าจะอยู่ที่ การฟังธรรมจากการอ่านหนังสือ

     งานซ้อมสัดถ่าจะเริ่มเตรียมงานตั้งแต่เจ้าของบ้านบอกข่าวแก่พี่น้องทั้งไกลและใกล้ให้รับรู้ทั่วกันว่าจะทำบุญเมื่อไหร่ เมื่อบอกกำหนดวันเรียบร้อยแล้วก็ต้องติดต่อ "หัวหลู่ " ผู้ทำหน้าที่อ่านหนังสือในพิธีการทำบุญเพื่อตกลงถึงหนังสือที่จะใช้อ่านในงาน ส่วนบทบาทของพระสงฆ์ในงานนี้นั้น ขึ้นอยู่กับว่าบ้านของเจ้าภาพจะกว้างใหญ่พอที่จะนิมนต์พระมาที่บ้านได้หรือไม่ ถ้าไม่สะดวกก็เพียงแค่นำอาหารไปถวายที่วัดในเช้าวันที่สองของงานเท่านั้น

     งาน "ซ้อมสัดถ่า" วันแรกจะเริ่มขึ้นในตอนค่ำในราว ๖ โมงเย็นถึงหนึ่งทุ่ม เพราะรอให้ชาวบ้านอาบน้ำพักผ่อนกันตามสมควรหลังจากเลิกงานในไร่นาเสียก่อน โดยปกติแขกเหรื่อและเครือญาติจะกินข้าวมาจากบ้านของตนเพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่เจ้าบ้านในการเลี้ยงดู นอกจากญาติที่มาจากต่างถิ่นที่มักจะมาช่วยเตรียมงานล่วงหน้าก็จะผูกปิ่นโตอยู่กับเจ้าของงาน ชาวบ้านจะทยอยมาที่บ้านงาน ซึ่งมักเป็นเรือนไม้ใต้ถุนสูงตามลักษณะของบ้านไทที่พบอยู่ทั่วไป ผู้ที่มาร่วมงานจะเตรียมธูปเทียนและดอกไม้ติดมือมาด้วย เมื่อมาถึงบ้านที่จะทำบุญก็จะขึ้นไปบนบ้าน จุดธูปเทียนและวางดอกไม้บูชาพระ ชาวไทมาวจะจุดเทียน ๓ ดอก ตามความเชื่อที่ว่าไหว้พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เช่นเดียวกับการปักดอกไม้ในแจกัน ๓ ใบ แต่จะจุดธูปเป็นจำนวนคู่ ที่นิยมคือจุดธูป ๒ ดอก ซึ่งไม่ปรากฏคำอธิบายถึงเหตุผล ส่วนดอกไม้ที่นิยมถวายพระคือดอกกุหลาบสีขาวซึ่งเป็นดอกไม้ประจำท้องถิ่น หาง่าย ลุงใมฮองบอกว่าไม่เคยเห็นชาวไทมาวใช้ดอกบัวไหว้พระ ซึ่งลุงให้เหตุผลว่าอาจเป็นเพราะไม่ใช่ดอกไม้ที่มีให้เห็นในท้องถิ่นก็ได้

     เมื่อชาวบ้านมากันพร้อมหน้าพร้อมตา หัวหลู่ก็จะอ่านหนังสือที่ได้ตกลงกับเจ้าภาพไว้ให้ผู้มาร่วมพิธีฟัง ผู้ร่วมพิธีจะนั่งพนมมือฟังหัวลู่อ่านหนังสือด้วยความสงบ เชื่อกันว่าการฟังธรรมจากหนังสือที่มีหัวหลู่เป็นผู้อ่านนี้ เป็นการปฏิบัติธรรมอย่างหนึ่ง และได้บุญเช่นเดียวกับการถวายทาน

     หัวหลู่จะเลือกอ่านหนังสือบางเรื่องหรือบางตอนให้พอดีกับเวลาที่เจ้าภาพกำหนดให้ ส่วนใหญ่หนังสือที่เลือกมาอ่านจะมีความยาวประมาณ ๒ ชั่วโมง ก็จะจบพิธีในช่วงแรก จากนั้นมีการคั่นรายการด้วยการเลี้ยงขนมและน้ำชา เรียกช่วงของการหยุดพักตามสำเนียงไทมาวว่า " คั้นจากะ " ( เทียบได้กับคำในภาษาไทยว่า ครั้น + จาคะ แปลตามศัพท์หมายถึง ช่วงเวลาของการบริจาค )

     ขนมที่นิยมทำเลี้ยงผู้มาร่วมงานคือ ข้าวมุนห่อ ( ข้าวเหนียวโม่ละเอียดห่อใบตองแล้วเอาไปนึ่งอาจมีกล้วยปนอยู่หรือไม่ก็ได้ แต่ไม่ใส่มะพร้าว ) ข้าวหุง ( ข้าวเหนียวนึ่ง เอามาใส่น้ำอ้อยแล้วคนให้เข้ากัน ) หรือ ข้าวแตกปั้น ( ข้าวตอกปั้น ) เมื่อพักกินน้ำชาและขนมกันตามสมควรแล้ว หัวหลู่ก็จะอ่านหนังสืออีกครั้ง ส่วนใหญ่จะเลิกไม่เกิน ๔ ทุ่ม เป็นอันว่าเสร็จพิธีในวันแรก ชาวบ้านก็จะแยกย้ายกันกลับบ้าน ส่วนญาติพี่น้องที่เดินทางมาจากต่างถิ่นก็จะค้างคืนที่บ้านเจ้าของบ้าน เพื่อช่วยเตรียมงานวันรุ่งขึ้นอีกแรง

     สำหรับหนังสือที่ใช้อ่านในงานบุญซ้อมสัดถ่านั้นหาได้ไม่ยาก เพราะชาวไทมาวจะมีหนังสือเกี่ยวกับพุทธธรรมและพุทธประวัติประจำอยู่ในหิ้งพระที่เรียกว่า " เข่งพระ " ทุกบ้าน หนังสือส่วนใหญ่จะมีเนื้อหาซ้ำๆ กัน เพราะคัดลอกต่อกันมา ตามความเชื่อที่ว่า การคัดลอกหนังสือเป็นการทำบุญอย่างหนึ่ง อีกทั้งเชื่อว่าการคัดลอกนี้จะจ้างผู้อื่นคัดลอกให้หรือจะคัดลอกเองก็ได้บุญไม่ต่างกัน หนังสือที่คัดลอกไว้นี้จะเอาไปถวายวัดหรือเก็บไว้ที่บ้านก็ได้และยังให้ชาวบ้านที่สนใจมายืมอ่านได้ตลอดเวลา ทั้งนี้เป็นวิธีการที่รักษาความรู้ต่างๆ ที่มีมาแต่โบราณได้เป็นอย่างดี และไม่ต้องกังวลว่าจะสูญหายเพราะชาวไทมาวเชื่อว่ายิ่งคัดลอกหนังสือมากเท่าไรก็ได้บุญเท่านั้น น่าเสียดายอยู่แต่เพียงว่าเนื้อหาในหนังสือจะอิงอยู่แต่ในเรื่องที่เกี่ยวกับศาสนา ไม่ได้บันทึกเรื่องราวที่เป็นประวัติท้องถิ่น ตำนาน นิทาน เรื่องเล่า ฯลฯ ไว้อย่างชัดเจน จะมีสอดแทรกอยู่บ้างก็เพียงเล็กน้อย

     หนังสือที่ใช้อ่านในพิธีซ้อมสัดถ่ามักเป็นเรื่องของพระสูตรต่างๆ ที่จะบอกอานิสงส์ของการทำความดี หรือผลกรรมแห่งการทำชั่วแฝงไว้ เรื่องที่นิยมกันมากได้แก่เรื่องของพระเจ้ามโหสถ ที่แสดงให้เป็นถึงความเป็นผู้มีปัญญาเฉลียวฉลาดในการแก้ปัญหาและตัดสินปัญหาต่างๆ ทั้งนี้เนื้อหาในหนังสือมักจะสอดแทรกคติสอนใจ และแนวทางในการดำเนินชีวิตลงไปด้วย แต่จะเข้ากับยุคสมัยเพียงใดนั้นยังเป็นสิ่งที่น่าติดตาม เพราะจากความทรงจำของลุงใมฮองนั้นพบว่า หัวหลู่จะอ่านตามหนังสือทุกตัว โดยไม่มีการแทรกสิ่งอื่นๆ นอกเหนือจากที่ปรากฏในหนังสือแต่อย่างใด

     คุณสมบัติที่สำคัญของหัวหลู่จึงจำเป็นต้องเป็นผู้ที่มีน้ำเสียงดี น่าฟัง อีกทั้งต้องชำนาญการหนังสือและพิธีกรรมทางศาสนา หัวหลู่ผู้มีบทบาทสำคัญในงานบุญนี้จะเป็นผู้ชาย อายุเท่าไรไม่กำหนด แต่ส่วนมากจะเป็นชายวัยกลางคนขึ้นไป ในแต่ละหมู่บ้านจะมีหัวหลู่ ๑ คนอยู่ประจำหมู่บ้าน มีสิทธิพิเศษที่ไม่ต้องทำนาเอง เพราะถือว่าเป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญด้านศาสนาและศีลธรรมในชุมชน หัวหลู่มีที่นา ๑ แปลง ที่ชาวบ้านจะช่วยกันทำให้ เพื่อให้หัวหลู่เอาเวลาที่ไม่ต้องทำนาไปศึกษาหนังสือและพระธรรม เพื่อนำมาเผยแพร่แก่ชาวบ้านต่อไป ส่วนค่าจ้างในการอ่านหนังสือตามงานต่างๆ นั้น ชาวบ้านมักให้เป็นข้าวหรือของกินของใช้ต่างๆ ส่วนชื่อเรียกของหัวหลู่นั้น นอกจากนิยมเรียกว่า หัวหลู่ ซึ่งหมายถึงหัวหน้าในการถวายทานแล้ว ยังอาจเรียกว่า ปู่จ๊อง ที่หมายถึง ปู่วัด หรือจะเรียกว่า เจเร ตามศัพท์พม่า ก็ดูจะไม่แตกต่างกันเช่นกัน

     งานซ้อมสัดถ่าวันที่สองจะเริ่มขึ้นแต่เช้า เจ้าภาพ ญาติพี่น้อง และชาวบ้านใกล้เคียงก็จะมารวมกันอีกครั้ง หากบ้านของเจ้าภาพกว้างขวางพอ หัวหลู่ก็จะไปรับพระมาที่บ้านเพื่อมารับภัตตาหารและบริวารต่างๆ ที่เจ้าภาพเตรียมไว้ถวาย หากไม่สะดวกเจ้าภาพก็จะนำภัตตาหารไปถวายพระที่วัด จากนั้นก็จะมีการเลี้ยงผู้ที่มาร่วมงานเป็นลำดับสุดท้ายในการทำบุญซ้อมสัดถ่า

     รายละเอียดและขั้นตอนของงานซ้อมสัดถ่าเป็นไปอย่างไม่ยุ่งยากและไม่เสียเวลาในการประกอบอาชีพของผู้มาร่วมงานมากนัก เพราะใช้เวลาหลังเลิกงานและตอนเช้าก่อนออกไปทำงาน ส่วนเครือญาติผู้อยู่ในหมู่บ้านที่ห่างไกลออกไปที่ต้องเสียเวลาในการเดินทางอยู่บ้างก็เต็มใจมาร่วมงาน เพราะถือเป็นการเยี่ยมเยียนและรับฟังสารทุกข์สุขดิบของกันและกัน ช่วยกระชับความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น จึงไม่น่าแปลกใจถ้าพบว่า มีผู้มาร่วมงานจำนวนมากทุกครั้ง แม้จะมีงานซ้อมสัดถ่าในหมู่บ้านของชาวไทมาวบ่อยครั้งก็ตาม

หากต้องการบอกรับเป็นสมาชิกจดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ กรุณาส่งชื่อ ที่อยู่พร้อมแสดมป์ ๖ ดวงต่อปี มาตามที่อยู่มูลนิธิฯ