เปิดประเด็น เศรษฐกิจแบบเพียงพอกับเศรษฐกิจแบบไม่เพียงพอ |
|
| ศรีศักร วัลลิโภดม | |
ท่ามกลางกระแสความเดือดร้อนและล่มจมทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสเตือนสติคนไทยทั้งชาติให้ทบทวนและหันมาพึ่งระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียง เพราะทรงเห็นว่าเป็นทางรอดที่สำคัญที่สุดของบ้านเมืองในขณะนี้ ถ้าหากทบทวนให้ดีก็จะเห็นว่า มีระบบเศรษฐกิจสองระบบที่ปะทะกันอยู่ในขณะนี้ คือ เศรษฐกิจแบบทุนนิยมอุตสาหกรรมที่แพร่หลายมาจากความคิดของคนตะวันตก กับเศรษฐกิจแบบพอมีพอกินในทางเกษตรกรรมที่มีมาแต่สมัยการปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชนับเป็นพันปีมาแล้ว เมื่อเปรียบเทียบกันระบบเศรษฐกิจแบบแรกคือแบบไม่เพียงพอเพราะผลิตเท่าใดก็ไม่พอ อยากได้มากขึ้นไปเรื่อยๆ มีการพัฒนาทางด้านองค์กรและเทคโนโลยีที่จะผลิตให้มากเท่าที่จะมากได้อย่างไม่หยุดยั้ง เพราะฉะนั้นเพียงไม่ถึงครึ่งศตวรรษก็พังทลายลงพร้อมๆ กับความเสื่อมโทรมของสภาพแวดล้อมและการล่มสลายของชุมชนและครอบครัวในหลายๆ ท้องถิ่นของประเทศ ในขณะที่ระบบเศรษฐกิจแบบที่สองที่เรียกว่าเพียงพอนั้น คือ วัฒนธรรมตะวันออกที่เป็นการผลิตแบบตอบสนองปัจจัยสี่ของครอบครัวและชุมชนก่อน เมื่อมีส่วนเกินจึงขายออกไปยังภายนอก การผลิตแบบนี้ไม่เป็นพิษเป็นภัยกับสภาพแวดล้อมและไม่ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในเรื่องผลผลิตและความมั่งคั่งจนเกินไป ในประเทศไทยนั้นระบบเศรษฐกิจแบบเพียงพอดูเหมือนจะหมดไปแล้ว ที่พอจะเป็นอยู่ก็มีที่พม่าและลาว ซึ่งถ้าหากมองอย่างวินิจวิเคราะห์ให้ดีแล้วก็อาจพูดได้ว่า ดูเหมือนกับยากจนแต่ไม่ล้มละลาย แถมยังมีทรัพยากรไว้เลี้ยงลูกหลานอีกหลายชั่วคน แต่ถ้าคนไทยจะหันมาหาเศรษฐกิจแบบเพียงพอตามพระราชดำรินั้นก็หาได้หมายความว่าจะต้องอยู่ในสภาพที่เห็นว่ายากจนอย่างพม่าและลาวไม่ เพราะทรงมีพระราชดำรัสว่าไม่จำเป็นต้องหันไปทั้งหมด เพียงส่วนหนึ่งก็พอ นับเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า เมืองไทยมีอะไรหลายอย่างที่ดีอยู่แล้ว และควรจะได้นำมาปรับปรุงแก้ไขระบบเศรษฐกิจทั้งสองแบบให้เหมาะสมและยั่งยืนได้ โดยเฉพาะคำว่า " ยั่งยืน " นั้นก็เป็นกระแสโลกของกลุ่มอนุรักษ์ที่ขัดแย้งกับการทำลายสภาพแวดล้อมของเศรษฐกิจแบบทุนนิยมมาหลายปีแล้ว เพราะฉะนั้นคำว่าพอเพียงและยั่งยืนก็คืออย่างเดียวกัน นับเป็นกระแสโลกด้านบวกก็ว่าได้ อย่างไรก็ตามการที่จะตอบสนองกระแสพระราชดำรัสและกระแสโลกที่ว่านี้ได้นั้น จำเป็นต้องคิดอย่างลุ่มลึกจึงจะเข้าใจ เพราะความเพียงพอและความยั่งยืนนั้นไม่ได้อยู่ที่พฤติกรรมในการผลิตที่มีลักษณะเป็นอาชีพเพียงอย่างเดียว หากหมายถึงความรู้สึกนึกคิดที่พอเพียงอันเป็นเรื่องของจิตใจด้วย และเท่าที่มีมาแล้วในอดีตจนปัจจุบัน ระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียงนั้นไม่ใช่อาชีพแต่เพียงอย่างเดียว หากหมายถึงวิถีชีวิต (Way of Life) ด้วย เป็นวิถีชีวิตที่ได้ดุลยภาพทั้งด้านวัตถุและจิตวิญญาณ ดังเห็นได้จากระบบการผลิต แต่ก่อนนั้น เช่นการทำนาจะสัมพันธ์กับกิจกรรมและพิธีกรรมในรอบปีที่เรียกว่าพิธีสิบสองเดือน ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นกรอบและกำหนดให้คนรู้ว่าเมื่อใดจะทำงานหนักงานเบา และเมื่อใดจะได้มีการพักผ่อนหย่อนใจและทำบุญทำทานเพื่อการอยู่ร่วมกันในสังคม วิถีชีวิตและระบบเศรษฐกิจแบบเพียงพอนี้ ทำให้คนไทยสมัยก่อนไม่เครียด มีแต่ความสนุกร่าเริงจนได้เรียกว่า " สยามเมืองยิ้ม " |
|
| หากต้องการบอกรับเป็นสมาชิกจดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ กรุณาส่งชื่อ ที่อยู่พร้อมแสดมป์ ๖ ดวงต่อปี มาตามที่อยู่มูลนิธิฯ |