เปิดประเด็น

  บ้านทรายทอง

   ศรัณย์ ทองปาน

     

ดูเหมือนว่าในเวลานี้ สังคมไทยทั้งหมดเกือบจะไม่มีภารกิจอื่นใดสำคัญไปกว่าการ " ดึง-ดูด " นักท่องเที่ยวและเงินของพวกเขา คนระดับรัฐมนตรีต้องมาออกโทรทัศน์ขอร้องให้ประชาชนไทยหยุดปล้นจี้นักท่องเที่ยว เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว กลายเป็นวัตถุประสงค์ยอดนิยมที่หน่วยงานราชการหรือองค์กรเอกชนจะอ้างเมื่อต้องการจัดกิจกรรมอย่างหนึ่งอย่างใด ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ วัฒนธรรม ประเพณี ศาสนา ตลอดจนประชาชนทุกคน ล้วนเป็น " จุดขาย " ที่มีประโยชน์อย่างยิ่งต่อ "ความอยู่รอดของประเทศ " จังหวัดต่างๆ ก็จะต้องหาประเพณีอะไรสักอย่างมาจัดขบวนแห่ให้นักท่องเที่ยวชม จังหวัดไหนหาไม่ได้จริงๆ ก็ต้องทำอะไรต่อมิอะไรที่ยาวใหญ่ที่สุดในโลกออกมาให้เป็นที่ขบขันของชาวโลก ไม่ว่าจะเป็นขนมเปี๊ยะ ไข่เจียวแหนม ถั่วกระจก ข้าวหลาม หรือวุ้นน้ำมะพร้าว

     หลังจากที่ในช่วงสิบปีก่อนหน้านี้ เราคุ้นชินกับคำว่า " นิกส์ " คำว่า " โลกาภิวัตน์ " แต่เดี๋ยวนี้ ทุกอย่างต้อง "อะเมซิ่ง " เท่านั้น

     การสัมมนาวัฒนธรรมพื้นบ้านภาคกลางครั้งที่ ๑ ซึ่งจัดขึ้นโดยสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (สวช.) ร่วมกับจังหวัดสุพรรณบุรี ในระหว่างวันที่ ๒๒-๒๓ พฤษภาคม ๒๕๔๑ ที่ผ่านมาก็เช่นกัน กล่าวคือเป็นการหยิบฉวยเอาวัฒนธรรมพื้นบ้าน (ซึ่งในที่ประชุมสัมมนาครั้งนี้ หมายถึงการแสดงพื้นบ้าน) มาเป็นเครื่องมือในการ " กู้ภัยเศรษฐกิจ "

     หัวข้อในการสัมมนาก็ล้วนแล้วแต่เกลื่อนกลาดไปด้วย " การท่องเที่ยว " เช่น ปาฐกถานำของอธิบดีกรมศิลปากร เรื่อง " วัฒนธรรมพื้นบ้านกับปีการท่องเที่ยวไทย ๒๕๔๑-๒๕๔๒ " หรือการอภิปรายในหัวข้อเดียวกันที่กินเวลาตลอดช่วงบ่ายของวันแรกโดยนายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยว นายกเทศมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้แทนการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยและศิลปินพื้นบ้าน

     ที่จริงแล้วการสัมมนาราคาเป็นล้านที่มีผู้เข้าร่วมงานอย่างคับคั่งกว่าห้าร้อยคนครั้งนี้มีประเด็นที่น่าสนใจและไม่น่าสนใจหลายประการให้กล่าวถึงได้ แต่ในที่นี้ จะขอกล่าวถึง " โครงเรื่อง "หรือ "พล็อต " แบบหนึ่งที่มีให้ได้ยินได้ฟังกันบ่อยครั้งในการสัมมนานั่นคือโครงเรื่องที่จะขอตั้งชื่อว่า " บ้านทรายทอง "

     โครงเรื่อง " บ้านทรายทอง" นี้ จะมีตัวเอกผู้ถือกำเนิดมาในชาติตระกูลสูงส่ง แล้วต่อมาก็ต้องตกระกำลำบาก ถูกเยาะเย้ยถากถางต่างๆ นานา แต่แล้วด้วยความดีที่มีอยู่ ในท้ายที่สุดก็ได้กลับคืนสู่สถานะดั้งเดิมของตน

     วัฒนธรรมพื้นบ้านในสายตาของท่านเลขาธิการ สวช. ก็มีชะตากรรมเฉกเช่นเดียวกันกับพจมาน สว่างวงศ์ (พินิจนันท์) แห่งบ้านทรายทอง

     " วัฒนธรรมพื้นบ้านเป็นรากฐานที่สำคัญของสังคมไทย เป็นหลักสำคัญของการพัฒนาชาติให้เข้มแข็ง และเป็นศูนย์รวมภูมิปัญญาอันหลากหลายมาแต่โบราณกาล โดยเฉพาะการแสดงพื้นบ้านในภาคต่างๆ นั้น ได้ทำหน้าที่ถ่ายทอดวัฒนธรรมที่เป็นจารีตประเพณีของแต่ละท้องถิ่น ผ่านรูปแบบการแสดงอันหลากหลาย ก่อให้เกิดการเข้าอกเข้าใจระหว่างกันจนเกิดเป็นความรักความสามัคคี สืบเนื่องสืบต่อกันมาอย่างยาวนาน ปัจจุบันสื่อเพื่อความบันเทิงแบบใหม่ๆ ได้เข้ามาสู่วิถีชีวิตใหม่ของประชาชน ทำให้กระแสวัฒนธรรมของคนในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไป ความสนใจในวัฒนธรรมพื้นบ้านโดยเฉพาะการแสดงพื้นบ้านเริ่มสูญหายไปจากสังคม ซึ่งนับเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อวัฒนธรรมไทย จึงต้องเร่งระดมความรู้ ความคิด จากผู้บริหาร นักวิชาการ ผู้ทรงคุณธรรม และศิลปินพื้นบ้าน ทั้งในระดับท้องถิ่นและส่วนกลางแสวงหาแนวทางส่งเสริม สนับสนุนให้การแสดงทางวัฒนธรรมพื้นบ้านดำรงอยู่ได้ในสังคมปัจจุบันและอนาคต "

     เอกสารคำกล่าวรายงานเปิดการสัมมนาของเลขาธิการคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ

     ตามโครงการเรื่องแบบนี้ ก็คือแต่แรกเริ่มเดิมที มีสังคม / วัฒนธรรม / อารยธรรมไทยที่แสนดี ทุกผู้ทุกนามมีความรักใคร่กลมเกลียวผาสุก จนมาวันหนึ่งเมื่อมีกระแสวัฒนธรรม "แห่งชาติ" หรือ "สมัยใหม่" บุกรุกเข้ามา พยายามทำลายล้างสังคมแสนสุขนั้นเสีย ดังนั้นเราจึงต้องร่วมมือกันสืบสานสิ่งที่สูญหายไปนั้นให้กลับคืนมา เพื่อสังคมจะได้กลับคืนสู่สภาวะสังคมแสนสุขดังเดิม โครงเรื่องชนิดนี้มีให้ฟังทั้งจากปาฐกถาของอธิบดีกรมศิลปากร ปาฐกถาของเลขาธิการ สวช หรือแม้แต่แม่เพลงพื้นบ้าน

     โครงเรื่องชนิดนี้แม้ดั้งเดิมแล้วอาจมาจากเรื่องจักรๆวงศ์ๆ หรือชาดก ที่พระโพธิสัตว์หรือตัวเอกจะต้องผจญภัยหรือผ่านการทดสอบบุญบารมี ด้วยการพลัดพรากจากพ่อแม่ ต้องไปปราบยักษ์ มาร สัตว์ประหลาด ช่วยพระธิดาให้พ้นภัย ฯลฯ เพื่อที่ว่าในตอนจบจะได้กลับคืนสู่สถานะอันพึงมีพึงเป็นแต่เดิมอีกครั้ง (ลองนึกถึงเรื่องสังข์ทองดูก็ได้) และเป็นโครงเรื่องยอดนิยมที่ปรากฏมาเป็นเวลายาวนาน แต่ที่มาปรากฏมากมายในการสัมมนาครั้งนี้อาจมีความหมายพิเศษบางอย่างกับสังคมในปัจจุบัน เราอาจลองวิเคราะห์เล่นๆ ได้ว่า โครงเรื่องทำนองนี้คงตอบสนองความต้องการทางจิตใจบางประการในการให้คำอธิบาย (หรือคำปลอบใจ) ว่า ที่เห็นเราอ่อนด้อยย่ำแย่ (เป็นหนี้เป็นสินล้นพันตัว) อย่างทุกวันนี้ ที่จริงแล้วเมื่อก่อนเราไม่ใช่อย่างนี้ เราเคยยิ่งใหญ่รุ่งเรือง มีเกียรติยศศักดิ์ศรี ทว่าพวก " มาร " เข้ามา " ผจญ " เราหนักหน่วงเหลือเกิน แต่ไม่เป็นไรดอก สักวันข้างหน้าเราก็อาจจะผงาดกลับขั้นสู่ " สถานะที่แท้จริง " ของเราได้ใหม่อีกครั้ง

     แต่ข้อที่ต่างกันกับนิทานจักรๆ วงศ์ๆ ก็คือ ในโครงเรื่องแบบดั้งเดิม หลังจากการผจญภัยแล้วตัวเอกก็จะได้กลับไปครองบ้านครองเมือง หรืออีกนัยหนึ่งก็คือกลับสู่สถานะดั้งเดิมก่อนหน้าที่จะเกิดวิกฤต แต่ในการสัมมนาวัฒนธรรมพื้นบ้านภาคกลางในวันนั้นฟังดูเหมือนกับว่า ปลายทางที่ท่านๆ ต้องการจะไปให้ถึงหลังการผจญมาร (ในกรณีนี้ ได้แก่ " ฝรั่ง " หรือ " ตะวันตก " ) แล้วกลับกลายเป็นการเดินทางไปสู่ " ความเป็นตะวันตก " นั่นเอง ท่านอธิบดีกรมศิลปากรก็อ้างหลักเกณฑ์ในการตัดสินความเป็น " อารยชน " จากนักปราชญ์ฝรั่ง ถ้อยคำที่ได้ยินบ่อยๆ ในการสัมมนากลายเป็นการยกตัวอย่างในอุดมคติว่า " ในต่างประเทศ.. " หรือ " ถ้าท่านเคยไปต่างประเทศ ก็จะเห็นว่า.. " หรือบางท่านก็อ้างออสเตรีย ฝรั่งเศส อเมริกา อะไรไป

     นั่นก็คือ ในโครงเรื่องบ้านทรายทองทางวัฒนธรรมฉบับล่าสุดนี้นั้น มีฝรั่งตะวันตกเป็นมาร พร้อมกันนั้นก็เป็นเป้าหมายปลายทางที่ควรมุ่งไปอีก ด้วย ดังนั้นที่จริงแล้วบ้านทรายทองก็ดูเหมือนจะเป็นบ้านผีปอบไปพร้อมกัน กล่าวคือเรามีหน้าที่ที่จะต้องกำจัดปอบ เพื่อจะเป็นปอบเสียเอง

หากต้องการบอกรับเป็นสมาชิกจดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ กรุณาส่งชื่อ ที่อยู่พร้อมแสดมป์ ๖ ดวงต่อปี มาตามที่อยู่มูลนิธิฯ