เปิดประเด็น

  ข้อคิดจากเวียดนาม

   ศรีศักร วัลลิโภดม

     

ระหว่างวันที่ ๒๐ ก.ค. ถึง ๘ ส.ค. ที่ผ่านมา ข้าพเจ้าไปเวียดนามเพื่อเก็บข้อมูลเกี่ยวกับชีวิตความเป็นอยู่ในพื้นที่แห้งแล้งสำหรับโครงการวิจัยเปรียบเทียบพื้นที่แห้งแล้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อันเป็นโครงการวิจัยร่วมระหว่างมหาวิทยาลัยเกียวโตและมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ข้าพเจ้าเดินทางจากฮานอยในเขตเวียดนามเหนือผ่านเวียดนามกลางซึ่งเป็นเขตแห้งแล้งมายังกรุงไซ่ง่อนในเขตเวียดนามใต้ ซึ่งก็เท่ากับแลเห็นการตั้งถิ่นฐานและการทำมาหากินของคนเวียดนามเกือบทั้งประเทศ นับเป็นการเพียงพอที่ได้แลเห็นภาพพจน์จริงของชาวเวียดนามอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะเป็นภาพพจน์ที่เกิดจากความเข้าใจใหม่ๆที่ไม่เคยมีมาก่อน

     แต่ก่อนข้าพเจ้ามีความรู้เกี่ยวกับเวียดนามในยุคสงครามเย็น โดยเฉพาะผ่านมาจากข้อมูลข่าวสารที่พวกอเมริกันและพันธมิตรปรุงแต่งขึ้น เลยทำให้กลายเป็นคนตาบอดตาใสอยู่พักหนึ่ง สิ่งที่ทำให้ข้าพเจ้าฝังใจก็คือ ความเชื่อที่ว่าระบบคอมมิวนิสต์ทำให้คนไม่มีศาสนา ซึ่งในความรู้สึกของข้าพเจ้านั้น ศาสนาคือสถาบันสากล ถ้าหากมนุษย์ขาดเสียซึ่งสถาบันนี้ก็เท่ากับขาดความเป็นมนุษย์ไป

     เมื่อ ๓ ปีที่แล้ว ข้าพเจ้าไปกรุงปักกิ่งและได้นั่งรถผ่านไปตามชนบทก็แลเห็นภาพที่ว่านี้ คือ ชุมชนหมู่บ้านของจีนมีแต่บ้านไม่มีวัด แต่ละบ้านเรือนมีการจัดรูปแบบและการใช้พื้นที่อย่างจำกัดเป็นแบบเดียวกันทั้งหมด แต่ละครอบครัวมีสัดส่วนที่เท่ากันหมด คือ มีบ้านชั้นเดียวขนาดเล็ก มีพื้นที่เล็กน้อยสำหรับเลี้ยงหมู ทำสวนครัวและบ่อน้ำ นี้เป็นการจัดคนให้อยู่ในภาวะเสมอภาคเท่าเทียมกัน ซึ่งนับว่าเป็นการแก้ไขปัญหาสังคมขั้นพื้นฐานสำเร็จ แต่ข้าพเจ้าก็รังเกียจที่ไม่แลเห็นเรื่องของศาสนา

     แต่ที่เวียดนาม ตามชนบทที่ผ่านไปไม่เป็นเช่นนั้น แม้ว่ารูปแบบในการกำหนดพื้นที่และลักษณะบ้านที่อยู่อาศัยจะดูคล้ายกันกับจีนก็ตาม แต่หมู่บ้านของเวียดนามมีวัด ถ้าไม่เป็นวัดทางพุทธศาสนา ( มหายาน ) ก็เป็นวัดในคริสตศาสนา โดยเฉพาะวัดทางคริสตศาสนานั้นแลเห็นยอดหลังคาโบสถ์แต่ไกลทีเดียว บ้านเรือนของคนเวียดนามส่วนใหญ่ไม่แยกออกจากธรรมชาติและแมกไม้เช่นบ้านเรือนของคนไทยยุคฟองสบู่ คนเวียดนามมีบ้านเล็กๆชั้นเดียว ภายในมีห้องสามห้องสร้างติดดินอย่างที่เคยเป็นมาแต่โบราณ ห้องกลางของบ้านมีโต๊ะไม้สวยงามตั้งรองรับสิ่งของบูชาบรรพบุรุษ ด้านนอกมีสวนครัว คอกสัตว์ มีบ่อน้ำอยู่ข้างหน้าและแวดล้อมไปด้วยแนวต้นไม้ใหญ่ที่ทำให้เกิดความร่มรื่น และภายในเขตบ้านยังมีศาลเล็กๆตั้งอยู่สำหรับวิญญาณที่เร่ร่อน เป็นเช่นนี้ทุกบ้าน ใกล้ๆกับหมู่บ้านมีพื้นที่ทำเป็นแหล่งฝังศพ จนทำให้แลเห็นเป็นโครงสร้างที่สัมพันธ์กันระหว่างบ้าน วัด และป่าช้าหรือแหล่งฝังศพ อันเป็นรูปแบบของชุมชนอย่างชัดเจน ลักษณะเช่นนี้ก็เป็นเหมือนกันกับชุมชนหมู่บ้านไทยที่เคยมีมา เป็นชุมชนที่มนุษย์อยู่อาศัยแต่เกิดจนตาย ซึ่งสังคมไทยกำลังทิ้งสิ่งเหล่านี้ แล้วหันมาชื่นชมกับการสร้างบ้านจัดสรรที่มีลักษณะคล้ายกับ "คอกสัตว์ ( ทาวน์เฮ้าส์ )" หรือ " รังสัตว์ ( คอนโดมิเนียม )" แทน

     จากโครงสร้างทางกายภาพของชุมชนและสภาพแวดล้อมธรรมชาติคือสิ่งที่สะท้อนให้เห็นโลกทัศน์ของคนเวียดนามไม่ใช่น้อย สิ่งแรกคือความเสมอภาคทางสังคม ทุกคนมีพื้นที่อยู่อาศัยและใช้สอยเท่ากัน มีความสัมพันธ์กันทั้งในด้านเศรษฐกิจสังคมและพิธีกรรมร่วมกัน มีความรักและพึ่งพิงธรรมชาติ พื้นที่สาธารณะรอบๆ หมู่บ้านเป็นของส่วนรวม มีผักตามธรรมชาติขึ้นนานาชนิด โดยเฉพาะผักบุ้ง ซึ่งใครขัดสนก็ไปเก็บกินหรือนำไปขายเพื่อยังชีพได้ คนเวียดนามไม่โลภทำลายแหล่งน้ำลำธาร แต่ทะนุถนอมเพื่อการใช้และกินอยู่ร่วมกัน ในมิติทางจิตวิญญาณและสิ่งนอกเหนือธรรมชาติ คนเวียดนามยังรักษาความสัมพันธ์อย่างไม่เปลี่ยนแปลง

     แต่สิ่งที่โดดเด่นและสะดุดตาก็คือความสัมพันธ์กับเทพเจ้า คนเวียดนามให้ความสำคัญกับเทพสตรีเป็นอย่างมาก ซึ่งเห็นได้จากทั้งโบสถ์คริสต์และศาลพุทธที่มีการสร้างพระรูปของพระแม่มารีและเจ้าแม่กวนอิมไว้ด้านหน้าอย่างโดดเด่นเห็นได้แต่ไกล เทพสตรีทั้งสององค์นี้ทรงคุณลักษณะที่เหมือนกัน คือเป็นบ่อเกิดแห่งเมตตาธรรมอันเป็นธรรมที่คุ้มครองโลก ดูแล้วต่างไปจากพฤติกรรมของคนไทยปัจจุบันเป็นอย่างมาก เพราะคนไทยชอบสร้างเทวรูปของเจ้าแม่กวนอิมขึ้นมาเพื่อขอหวย ขอโชคลาภและสะเดาะเคราะห์ ราวกับว่าเป็นวัตถุทางไสยศาสตร์มากกว่ารูปเคารพในทางพระศาสนา

หากต้องการบอกรับเป็นสมาชิกจดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ กรุณาส่งชื่อ ที่อยู่พร้อมแสดมป์ ๖ ดวงต่อปี มาตามที่อยู่มูลนิธิฯ