รายงานการสำรวจ

  วัฒนธรรมปลาแดก

     มูลนิธิประไพ วิริยะพันธุ์

     

ภาคอีสานของประเทศไทยเป็นดินแดนที่มีความเป็นมายาวนานนับพันปี ตั้ งแต่ปรากฏหลักฐานเกี่ยวกับการตั้งถิ่นฐานอยู่อาศัย อาทิ แหล่งโบราณคดีที่บ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี แหล่งโบราณคดีบ้านปราสาท จังหวัดนครราชสีมา เป็นต้น นอกจากความสำคัญในเชิงประวัติศาสตร์ – โบราณคดีแล้ว พื้นที่ในภาคอีสานยังรุ่มรวยไปด้วยองค์ความรู้ทางวัฒนธรรมสาขาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการแพทย์แผนโบราณ ดนตรี บทเพลงพื้นบ้าน ฯลฯ

     เมื่อพูดถึงวัฒนธรรมในภาคอีสานยังมีวัฒนธรรมอันเป็นปัจเจกลักษณ์ที่ได้สร้างขึ้นจากภูมิปัญญาของคนในท้องถิ่น นั่นคือ วัฒนธรรมปลาแดก ซึ่งสะท้อนให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์-ธรรมชาติ-การเกษตร พื้นที่แถบนี้เป็นเขตแห้งแล้ง ฤดูฝนแตกต่างจากฤดูแล้งอย่างชัดเจน คือ ฤดูฝนน้ำท่าอุดมสมบูรณ์แต่ฤดูแล้งกลับกันดารเพราะพื้นดินไม่อุ้มน้ำอีกทั้งสภาพดินเค็มจากการระเหยของเกลือใต้ดิน ทำให้คนอีสานต้องทำงานหนักในฤดูฝน ต้องปลูกข้าวและจับปลาไว้เป็นเสบียงสำหรับฤดูกาลต่อไป และถ้าอยากเก็บปลาไว้ได้นานก็ต้องหมักดองตามกรรมวิธีแบบปลาแดก ซึ่งเมื่อมีมากเพียงพอก็สามารถนำไปแลกเปลี่ยนเป็นข้าวหรือสินค้าจากต่างถิ่นทั้งใกล้และไกล จนกลายเป็นเครือข่ายความสัมพันธ์กับชุมชนต่างๆ

     สังคมในวัฒนธรรมในภาคอีสานประสบกับปัญหาซ้ำแล้วซ้ำเล่านานาประการ ปัญหาหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือ การที่คนนอกท้องถิ่นเข้ามาศึกษาวิจัยข้อมูลในช่วงเวลาสั้นๆ แล้วตีความออกมาด้วยมุมมองอย่างผิวเผิน ดังกรณีการสร้างเขื่อนที่ปากมูล อันกลายเป็นทำลายระบบนิเวศ ซึ่งมีผลกระทบต่อวัฒนธรรมชาวบ้าน นาล่ม ปลาชนิดต่างๆ ที่เคยมีอย่างอุดมสมบูรณ์ลดน้อยลง ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ได้กัดกร่อนวัฒนธรรมปลาแดก ให้ตกอยู่ในภาวะเสื่อมสลาย ด้วยตระหนักถึงปัญหาต่างๆ ดังกล่าว โครงการเมธีวิจัยอาวุโส สกร.นำโดย รศ.ศรีศักร วัลลิโภดม มหาวิทยาลัยศิลปากร รศ.จรุวรรณ ธรรมวัตร มหาวิทยาลัยมหาสารคาม และสำนักงานสามัญศึกษาจังหวัดสกลนคร จึงได้ร่วมมือกันจัดสัมมนาทางวิชาการเรื่อง “ วัฒนธรรมปลาแดก ” เพื่อเปิดโอกาสให้นักวิจัยท้องถิ่นได้รับทุนจาก สกว.เสนอผลงานวิจัยเบื้องต้นทางด้านชาติพันธุ์ เพื่อเผยแพร่ให้เกิดความรู้ความเข้าใจต่อสาธารณชน การสัมมนาครั้งนี้มีขึ้นระหว่างวันที่ ๓-๔ ธันวาคม ๒๕๔๑ ณ ห้องแกรนด์บอลรูมโรงแรมสกลแกรนด์พาเลซ อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร ผู้เข้าร่วมสัมมนาในครั้งนี้ประกอบด้วย นักวิชาการ อาจารย์ในภูมิภาค ผู้ปฏิบัติงานขององค์กรพัฒนาเอกชน ชาวต่างชาติ สื่อมวลชน ตลอดจนผู้สนใจรวมทั้งสิ้นประมาณ ๑๐๐ คน

     วันแรกของการสัมมนา

     มีการเสนอรายงานโดยนักวิจัยท้องถิ่น ๓ ท่าน เริ่มต้นด้วย อาจารย์สุพัฒน์ ไพใหล ศึกษาวัฒนธรรมปลาแดกในชุมชนลุ่มน้ำหนองหารกรณีหมู่บ้านโพนบก ตำบลบ้านแป้น อำเภอโพนนาแก้ว จังหวัดสกลนคร กล่าวถึงสภาพแวดล้อมทางด้านภูมิศาสตร์ของบ้านโพนบกตั้งอยู่ทางด้านตะวันออกของหนองหารสกลนครซึ่งมีป่าไม้อุดมสมบูรณ์ ลักษณะดังกล่าวส่งผลให้ชุมชนแห่งนี้มีอาชีพเกษตรกรรมแบบยังชีพเป็นส่วนใหญ่ เช่น ทำนา ทอผ้า จับปลา ฯลฯ เมื่อจับปลาได้แล้วก็นำมาทำปลาแดกโดยผ่านกรรมวิธีต่างๆ คือ คัดปลา ชำแหละและทำความสะอาดปลา จากนั้นนำไปหมักกับเกลือและรำข้าว ถ้าหมักนานข้ามปีจะถือว่าได้ปลาแดกที่มีรสชาติดี อาจารย์สุพัฒน์ มีมุมมองน่าสนใจเกี่ยวกับปลาแดกว่า มีส่วนจัดระเบียบสภาพทางสังคม เช่น ในการผลิตปลาแดกต้องเริ่มจากการเตรียมอุปกรณ์จับปลาซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้ชาย ส่วนผู้หญิงทำหน้าที่ชำแหละปลา ปรุง และเก็บรักษาปลาแดก นอกจากนี้ยังนำเสนอประเด็นความเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมปลาแดกที่หมู่บ้านแห่งนี้ว่า เกิดจากการแทรกแซงทางระบบเศรษฐกิจแบบใหม่โดยผ่านโครงสร้างทางสังคมเมืองและแพร่กระจายเข้าสู่หมู่บ้าน ยิ่งไปกว่านั้นปัญหาอีกสองประการซึ่งมีส่วนสำคัญในการกัดกร่อนวัฒนธรรมปลาแดก ก็คือ การสร้างประตูน้ำก่ำทำให้ปลาหลายชนิดสูญพันธ์ และการพัฒนาด้านการศึกษาและเทคโนโลยีทำให้คนรุ่นใหม่ที่ไปรับราชการในกรุงเทพฯ และต่างประเทศ ไม่นิยมบริโภคปลาแดก

     คุณ สพสันต์ เพชรคำ ศึกษาวัฒนธรรมปลาแดกในชุมชนแม่น้ำสงครามตอนบนกรณีหมู่บ้านภูตะคาม ตำบลท่าศิลา อำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร ได้นำเสนอประเด็นต่างๆ อาทิ ปลาแดกกับเศรษฐกิจของหมู่บ้านภูตะคาม เนื่องจากที่ตั้งของหมู่บ้านอยู่ใกล้ภูเขามากกว่าแหล่งน้ำ ปริมาณของปลาที่จะนำมาทำปลาแดกจึงไม่เพียงพอต่อชุมชน ดังนั้นชาวบ้านที่นี่จึงนำผลิตผลส่วนเกินในท้องถิ่น เช่น พริก ฝ้าย ขี้กระบอง (ขี้ไต้) ของป่า ฯลฯ ไปแลกเปลี่ยนกับปลาแดกในท้องถิ่นอื่นซึ่งมีปลาแดกเหลือเพียงพอทำให้เกิดความสัมพันธ์และเครือข่ายทางเศรษฐกิจระหว่างชุมชน นอกจากนี้บทบาทแฝงของปลาแดก คือพิธีกรรมเกี่ยวกับการจับปลา ซึ่งชาวบ้านมีความเชื่อว่าจะต้องกระทำด้วยความระมัดระวังไม่ให้ถึงขั้นทำลายแหล่งน้ำ ด้วยเหตุที่ว่ามีผีเป็นเจ้าของรักษาอยู่ ผลของความเชื่อนี้ทำให้ไม่มีการทำลายแหล่งน้ำและปลาจนขาดความสมดุล แต่ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมอันเป็นผลมาจากการเพิ่มจำนวนประชากรได้ทำให้ประมาณปลาที่จะนำมาทำปลาแดกขาดแคลน เมื่อปลาแดกขาดแคลนจึงส่งผลให้ความเกื้อกูลแบ่งปันลดน้อยลงไป ฯลฯ

     อาจารย์ สุรเดช ปริโต ศึกษาวัฒนธรรมปลาแดกในชุมชนที่ราบเชิงเขาภูพาน กรณีหมู่บ้านหนองบัว ตำบลบึงทราย อำเภอเต่างอย จังหวัดสกลนคร ชี้ให้เห็นว่าปลาแดกเป็นรากเหง้าของวัฒนธรรมการกินของชาวหนองบัวเหมือนกับหมู่บ้านทั่วไปของภาคอีสาน แต่ในปัจจุบันวัฒนธรรมปลาแดกในชุมชนแห่งนี้กำลังประสบกับปัญหาหลายประการ อาทิ แหล่งน้ำหนองหารสกปรก

     เพราะน้ำเสียจากโรงพยาบาลและน้ำทิ้งในชุมชนเทศบาลสกลนคร สารเคมีที่ใช้ในการเกษตรไหลลงแหล่งน้ำ การใช้ไฟฟ้าช็อตปลา ทำให้ปริมาณปลาลดลง ตลอดจนค่านิยมสมัยใหม่ เช่น ใช้ผงชูรสแทนน้ำปลาแดก การกินอาหารสำเร็จรูปที่ทำให้บทบาทของปลาแดกในชุมชนอยู่ในภาวะถดถอยลง

     หลังจากเสร็จสิ้นการนำเสนอผลงานของนักวิชาการท้องถิ่น ได้มีการวิจารณ์จากนักวิชาการอาวุโสคือ ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ รศ.ดร.ม.ร.ว.อคิน รพีพัฒน์ ผศ.ดร.สุเทพ สุนทรเภสัช ซึ่งนักวิชาการทั้ง ๓ ท่าน ให้ความเห็นว่า ผู้วิจัยสามารถเก็บข้อมูลทางด้านมานุษยวิทยาได้ค่อนข้างละเอียดและเป็นประโยชน์ต่อองค์ความรู้ทางด้านวัฒนธรรมท้องถิ่น ตลอดจนให้คำแนะนำบางประการให้คิดต่อไป อาทิ

     -บทบาทของสตรีในชุมชนจะเป็นอย่างไรในเมื่อการผลิตและการขายปลาแดกอยู่ในมือของผู้หญิง ?

     -เมื่อตระหนักได้ว่า วัฒนธรรมปลาแดกอาจจะเสื่อมสลายเนื่องจากความเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจและสังคม ถ้าเช่นนั้นมีวิถีทางเช่นไรจึงจะสามารถป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น

     -ชุมชนในวัฒนธรรมปลาแดก น่าจะมีการแลกเปลี่ยนวัตถุดิบสำคัญที่เกี่ยวข้องในการผลิตเช่น เกลือ ไห ฯลฯ กับชุมชนต่างถิ่น ซึ่งน่าจะสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ เครือญาติระหว่างชุมชน เป็นต้น

     วันที่สองของการสัมมนา

     ในช่วงเช้า ได้เดินทางไปยังหมู่บ้านปากยาม อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม ในวันนี้ อาจารย์ เอกชัย คะษาวงษ์ ผู้ศึกษาวัฒนธรรมปลาแดกในชุมชนลุ่มแม่น้ำสงครามตอนล่าง กรณีหมู่บ้านศรีเวินชัย ตำบลสามผง อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม ได้เสนอประเด็นอันเกี่ยวเนื่องกับวัฒนธรรมปลาแดกในหมู่บ้าน โดยแบ่งออกเป็นช่วงเวลาต่างๆ กัน คือ ในช่วงแรกตั้งหมู่บ้าน พ.ศ.๒๕๐๐ นั้น การประมงของชุมชนเป็นไปแบบยังชีพ เมื่อหาปลาได้ก็จะนำมาทำปลาแดกไว้แลกเปลี่ยนกับปัจจัยดำรงชีพอื่นๆ ต่อมาในช่วง พ.ศ.๒๕๐๐-๒๕๒๐ การเข้ามาของระบบทุนนิยม ทำให้เริ่มมีการผลิตปลาแดกเพื่อขาย และมีการประดิษฐ์เครื่องมือจับปลาเลียนแบบเครื่องมือประมงน้ำเค็ม เพื่อให้จับปลาได้คราวละมากๆ ช่วง พ.ศ.๒๕๒๐-ปัจจุบัน ปริมาณปลาเหลือน้อยมากเนื่องจากมีการจับปลาโดยใช้ไฟฟ้าช็อต ทำให้ปลาแดกไม่เพียงพอบริโภค ในชุมชนแห่งนี้บ้านใครมีปลาแดกและข้าวอุดมสมบูรณ์ก็จะเป็นผู้ที่ได้รับการยอมรับจากบุคคลอื่นๆ ฯลฯ

     สำหรับอาจารย์ สมชาย นิลอาธิ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ผู้วิจัยเครื่องปั้นดินเผาในวัฒนธรรมปลาแดกเสนอว่า ในอดีตการผลิตไหปลาแดกตั้งอยู่บนรากฐานของภูมิปัญญาพื้นบ้าน เช่น ไหที่มีปากสองชั้นสามารถใช้น้ำหล่อหรือขี้เถ้าคลุมฝาปิดเพื่อป้องกันแมลงหรือหนอนได้เป็นอย่างดี แต่ปัจจุบันเมื่อระบบเศรษฐกิจพัฒนาขึ้น ชาวบ้านมีทางเลือกอาชีพได้มากกว่าเดิม ปริมาณการผลิตไหปลาแดกจึงลดลง ประกอบกับช่วงหลังๆ มีภาชนะรูปแบบใหม่ๆ จากโรงงานอุตสาหกรรมเข้ามา ช่างปั้นโอ่งหรือไหปลาแดกจึงเหลือน้อยเต็มที

     ปิดท้ายการสัมมนาด้วยการทัศนศึกษาชุมชนบ้านปากยามและล่องเรือดูวิถีชีวิตชาวประมงในลุ่มแม่น้ำสงคราม ส่วนใหญ่ยังคงใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย แต่ละบ้านเรือนไม่เคยขาดไหปลาแดก เครื่องมือจับปลามีทั้งแบบยังชีพ เช่น ไซ แห ลอบ ฯลฯ และเครื่องมือสมัยใหม่ เช่น อวน ตาข่าย ที่สามารถจับปลาได้ในปริมาณมาก ในวันนั้นได้มีพ่อค้าจากภายนอกนำข้าวมาแลกปลาแดกแต่ก็ไม่มีใครยอมแลก แสดงให้เห็นว่าชุมชนแห่งนี้รักและผูกพันกับปลาแดกอย่างเหนียวแน่นเพียงไร

     การสัมมนาในครั้งนี้ได้เปิดทัศนะต่อการศึกษาวัฒนธรรมท้องถิ่นในมิติต่างๆ กัน เมื่อมองในภาพย่อย วัฒนธรรมปลาแดก คือภาพแสดงรากเหง้าทางสังคมและภูมิปัญญาของชาวอีสาน สิ่งที่ผู้วิจัยนำเสนอสามารถนำไปเชื่อมโยงกับปัญหาต่างๆ อันได้แก่ ระบบนิเวศ ระบบเศรษฐกิจ ความเปลี่ยนแปลงทางสังคม ฯลฯ และเมื่อมองในภาพใหญ่ การศึกษาเรื่องวัฒนธรรมปลาแดก ได้สร้างกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันเพื่อตระหนักถึงคุณค่าของวัฒนธรรม อันจะนำไปสู่ทางการแก้ไขปัญหาต่างๆ ในท้องถิ่นด้วยความเข้าใจ

หากต้องการบอกรับเป็นสมาชิกจดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ กรุณาส่งชื่อ ที่อยู่พร้อมแสดมป์ ๖ ดวงต่อปี มาตามที่อยู่มูลนิธิฯ