รายงานการสำรวจ

  จาก " สะดือเมือง " ถึง " ตุงทองคำ " ผลงานท้าทาย ภูมิปัญญาชุมชนเชียงราย

     สมโชค อ่องสกุล

     

เชียงรายเมืองประวัติศาสตร์ที่มีชีวิตแห่งลุ่มแม่น้ำกก สร้างขึ้นในสมัยพระยามังรายเมื่อ พ.ศ.๑๘๐๕ ดังหลักฐานพื้นเมือง เช่น ตำนานเมืองพะเยา ฉบับคัดลอกเมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๒ ระบุว่า " ศักราชได้ ๖๒๔ ตัว ปีเต่าเส็ง มังรายก็ลงมาส้างเวียงเชียงราย เดือน ๕ เพ็งเม็งวัน ๖ ยามตูดค่ำก่อเวียง.. " ซึ่งนายอรูณ ลำเพ็ญ ผู้เชี่ยวชาญด้านโหราศาสตร์ในเชียงรายคำนวณว่าตรงกับวันศุกร์ที่ ๒๖ มกราคม ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๓ ปีจอ จุลศักราช ๖๒๔ เวลา ๑๗.๔๘ นาฬิกา

     หลักฐานพื้นเมืองเช่น ราชวงศ์มังรายฉบับคัดลอกเมื่อ จ.ศ.๑๑๙๐ ตำนานเชียงใหม่ฉบับ

     คัดลอกเมื่อ พ.ศ.๒๔๘๔ ตำนานเชียงใหม่ฉบับคัดลอกเมื่อ พ.ศ.๒๔๙๘ ตำนานฟื้นนครฉบับคัดลอกเมื่อ จ.ศ.๑๒๗๔ (พ.ศ.๒๔๕๕) ต่างระบุว่าพระยามังรายทรงใช้ดอยจอมทองเป็นสะดือเมืองและสร้างเวียงกวมดอยจอมทองเป็นการยืนยันว่าเวียงเชียงรายที่สร้างในสมัยพญามังรายนั้นอยู่บริเวณดอยจอมทองริมน้ำกก มีดอยจอมทองเป็นศูนย์กลางของเมืองหรือ “ สะดือเมือง ”

     ปี พ.ศ.๒๕๒๔ จังหวัดเชียงรายร่วมกับสถาบันวิจัยสังคมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยได้รับการสนับสนุนทุนส่วนหนึ่งจากสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี ได้ดำเนินโครงการสร้างสะดือเมือง ประตูเมือง และกำแพงเมืองเชียงราย เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานในวาระพญามังรายสร้างเมืองเชียงรายมาครบ ๗๒๔ ปี และเป็นการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระชนม์ครบ ๕ รอบ ในวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๓๐

     ในการประชุมคณะกรรมการดังกล่าวเมื่อวันที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๒๙ ได้มีมติให้จัดสร้าง " สะดือเมือง " บนดอยตองหรือดอยจอมทองโดยสร้างด้วยหินจากตำบลแม่สริด จังหวัดตาก ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๕ กำมือของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และมอบให้นายพิทยา บุนนาค อาจารย์พิเศษคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นผู้ออกแบบ " สะดือเมือง " ซึ่งคณะกรรมการได้ดำเนินงานจนเสร็จเรียบร้อยพร้อมป้ายชื่อประตูเมือง และแนวกำแพงเมืองดังปรากฏในปัจจุบัน

     ในที่นี้กล่าวเฉพาะ " สะดือเมือง " ที่มีหลักฐานชัดว่าพญามังรายทรงโปรดให้ใช้ดอยตองเป็น " สะดือเมือง " แต่แบบที่ " สถาปนา " ขึ้นเมื่อ พ.ศ.๒๕๒๙ ท้าทายความรู้สึกของคนในชุมชนท้องถิ่นเพียงใดก็ยากแก้ไข เพราะนับวันได้กลายเป็น " ศิวลึงค์ " ร้อยกว่าแท่งที่มีผู้คนไปบนบานแล้ว

     ผลงานครั้งนั้นผ่านไปโดย " ชุมชนท้องถิ่น " มีส่วนร่วมน้อยมาก แม้จะมีคนในท้องถิ่นร่วมเป็นกรรมการอยู่ด้วยจำนวนหนึ่งก็ตาม

     บัดนี้ "ชุมชนต้องถิ่น " มีสิทธิร่วมกันทำหน้าที่อนุรักษ์หรือฟื้นฟูจารีตประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปะหรือวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่นตามบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มาตรที่ ๔๖ แล้วโดยเฉพาะ "ผู้รู้ " ในชุมชนท้องถิ่นต้องมีส่วนร่วมในการอธิบายเรื่องที่เกี่ยวข้องกับศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นของตนให้หนักแน่นยิ่งขึ้น ดังเช่นกรณีที่มีข่าวว่าทางจังหวัดเชียงรายกำลังเตรียมทำ "ทุง " ถวายในหลวงในวาระอันเป็นมงคลยิ่งที่ทรงมีพระชนมายุครบ ๖ รอบ โดยจะทำด้วยทองคำนั้น "ผู้รู้ "ในชุมชนในท้องถิ่นมีหน้าที่ต้องอธิบายธรรมเนียมการสร้าง " ทุง " ด้วยวัสดุต่างๆ เช่น ผ้า ไม้ กระดาษ โลหะ ในรูปแบบต่างๆ ให้สอดคล้องกับหน้าที่ใช้สอยที่มีทั้งงานมงคลและงานอวมงคลให้กระจ่างทุกประเภท เช่น

     ๑.ทุงที่ใช้ประกอบพิธีงานมงคล ได้แก่ ทุงค่าคิง ทุงสิสิงราศี ทุงไส้หมู ทุงเจดีย์ซาย ทุงค้าง เป็นต้น

     ๒.ทุงที่ใช้ประกอบพิธีอวมงคล ได้แก่ ทุงสามหาง ทุงแดง ทุงเหล็ก ทุงทอง เป็นต้น

     ๓.ทุงที่ใช้ประกอบการเทศน์ เช่น การตั้งธัมม์หลวง หรือเทศน์มหาชาติในเดือนยี่เพ็ง (วันเพ็ญเดือนสิบสอง) หรือเดือนสี่เพ็ง (วันเพ็ญเดือนยี่) ได้แก่ ทุงดิน ทุงทราย ทุงไม้ ทุงชืน ทุงเหียก ทุงคำ ทุงเงิน ทุง้ข้าเปลือก ทุงเข้าสาร

     ๔.ทุงประดับใช้แต่งสถานที่ เช่น พอย (ล้านนาอ่าน ปอย) คืองานสมโภชต่างๆ เช่น ทุงชัย ทุงกระด้าง ทุงบอก ทุงพระบด ทุงช้าง เป็นต้น

     การคิดทำ " ทุง " ด้วยทองคำยังเป็นเรื่องที่น่าติตามว่า จะจัดอยู่ในข่าย " ทุงคำ " (ตุงทองคำ) ที่ใช้ประกอบพิธีกรรมงานมงคล หรือ " ทุงเหล็ก ทุงทอง " (ตุงเหล็กตุงทอง) ใช้ประกอบในพิธีอวมงคล หรือ "ทุงกระด้าง " เพื่อบูชาพระประธานในโบสถ์ในวิหารหรือเจดีย์ ฯลฯ หากส่วนราชการเจ้าของโครงการยังไม่รู้แน่ชัด ควรถามบรรดา " ผู้รู้ " ในชุมชนท้องถิ่นแห่งเชียงรายซึ่งมีอยู่ทั้งในสถาบันการศึกษา เพื่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะได้สุขใจร่วมกัน

     งานนี้จึงเป็นภารกิจหนึ่งที่สำคัญยิ่งของคนเชียงราย-แดนศักดิ์สิทธิ์ใต้ร่มทุงของพระธาตุ " ดอยตุง "

หากต้องการบอกรับเป็นสมาชิกจดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ กรุณาส่งชื่อ ที่อยู่พร้อมแสดมป์ ๖ ดวงต่อปี มาตามที่อยู่มูลนิธิฯ