เปิดประเด็น

   อาการตายซากทางความคิด

    ศรีศักร วัลลิโภดม

      

ทุกวันนี้แม้ว่าทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านต่างออกมาพูดกันปาว ๆ ว่า เราเป็นประเทศประชาธิปไตย มีกฎหมายรัฐธรรมนูญและการเลือกตั้งผู้แทนราษฎรอย่างประเทศประชาธิปไตยอื่นๆ แต่ในสำนึกแบบนักการเมืองและข้าราชการผู้มีหน้าที่ในการจัดการการปกครองและบริหารบ้านเมืองหาได้เป็นไปตามปากที่พูดไม่

     จะว่าปากกับใจไม่ตรงกันหรือการพูดกับความคิดเป็นคนละทางก็ว่าได้ ซึ่งสำนึกและความคิดที่ไม่ตรงกับปากมักจะแสดงออกในเวลาไม่รู้สึกตัวหรือเวลาเผลอ ในพฤติกรรมหลาย ๆ อย่าง เช่น การแสดงออกถึงการมีอำนาจด้วยท่าทางเป็นเจ้าขุนมูลนายในเวลาออกไปปฏิบัติงานหรือตรวจราชการ การออกโทรทัศน์ หรือให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนในลักษณะเกรี้ยวกราด แสดงความคิดของตนเป็นใหญ่และถูกต้อง ซึ่งเมื่อมองภาพรวมทั้งหมดแล้วก็คือ การไม่ยอมรับความขัดแย้ง (conflicts) นั่นเอง

     ความขัดแย้งเป็นสิ่งธรรมดาของการอยู่ร่วมกันของมนุษย์ในสังคม คนในหมู่มากที่มีความหลากหลายแตกต่างกันย่อมมีความคิดเห็นแตกต่างกัน จำเป็นต้องมีการปะทะสังสรรค์กันอย่างเป็นมิตรภาพ เพื่อการประนีประนอมและการเห็นพ้องจึงจะอยู่ร่วมกันได้ ดังนั้นการยอมรับความขัดแย้งคือสำนึกที่สำคัญของความเป็นประชาธิปไตยที่มีรากฐานจากความเสมอภาคในสิทธิของมนุษย์ ความขัดแย้งและการยอมรับความขัดแย้งเป็นสิ่งที่ทำให้สังคมและวัฒนธรรมของมนุษย์เคลื่อนไหวและเปลี่ยนแปลงอย่างมีชีวิตชีวา ไม่เหมือนกับสังคมและวัฒนธรรมของสัตว์สังคมอื่น ๆ เช่น ผึ้ง มด ปลวก ที่หยุดนิ่ง กี่ปีกี่ชาติก็ยังเป็นแบบเดิม ๆ อยู่

     แต่อาการแสดงออกถึงความเป็นคนใหญ่คนโต เกรี้ยวกราด และแสดงอำนาจดังกล่าวมาแล้วนั้น จะว่าเกิดจากนิสัยใจคอของนักการเมืองและข้าราชการผู้ใหญ่เหล่านั้นก็คงไม่ถูกต้องนัก เพราะในโลกของความเป็นจริงคนเหล่านี้ก็เกิดจากท้องพ่อท้องแม่ของมนุษย์อย่างเท่าเทียมกันเยี่ยงคนทั้งหลาย หากเกิดขึ้นในโลกสมมุติก็ต่อเมื่อไปสวมหัวโขนในตำแหน่งนั้นตำแหน่งนี้ที่สัมพันธ์กับการมีอำนาจราชศักดิ์และผลประโยชน์ต่างหาก นับเป็นเรื่องของปัจจัยทางวัฒนธรรมมากกว่าที่ปรุงแต่งขึ้นมา

     ถ้าหากพิจารณาอย่างรวบรัดก็อาจวิเคราะห์ได้ว่า มีที่มาจากสังคมสองยุคสองสมัย สมัยแรกคือสังคมในยุคศักดินาที่บ้านเมืองประกอบด้วยชนชั้นปกครองอันมีพวกเจ้าขุนมูลนายกับชนชั้นที่อยู่ภายใต้การปกครองคือไพร่ทาส นับเป็นสิ่งที่ทำให้คนในสังคมไทยมีสถานภาพที่ไม่ทัดเทียมกัน สมัยหลังมีที่มาแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ เป็นต้นมา เพราะเกิดชนชั้นกลางขึ้น ซึ่งก็มีทั้งพวกขุนนางข้าราชการและพ่อค้า คนเหล่านี้ค่อย ๆ เติบโตขึ้นมาแทนที่ชนชั้นปกครองกลุ่มเดิม คนพวกนี้มีความทันสมัยกว่าเพราะเป็นจำนวนมากที่ได้ไปร่ำเรียนจากเมืองนอกมาและนำเอาความคิดทางการเมืองการปกครองของทางตะวันตกเข้ามา จึงเป็นผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชมาเป็นระบอบประชาธิปไตย โดยคณะบุคคลเหล่านี้มักอ้างตัวเองว่าเป็นคณะราษฎร์เพื่อให้สอดคล้องกับการเป็นประชาธิปไตยที่อำนาจในการปกครองแผ่นดินมาจากราษฎร แต่ความเป็นจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ เนื้อแท้ก็คือชนชั้นกลางที่กลายมาเป็นชนชั้นปกครองนั่นเอง เมื่อได้เป็นใหญ่เป็นโตก็ไม่ได้ขจัดความรู้สึกแบบเจ้าขุนมูลนายให้หมดไป แต่กลับชื่นชมและอนุรักษ์ความคิดและค่านิยมที่ไม่เสมอภาคให้สืบเนื่องต่อมา

     อย่างไรก็ตามความต่างระหว่างบรรดาเจ้าขุนมูลนายสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชกับบรรดาเจ้านายที่เป็นนักการเมืองและข้าราชการตั้งแต่สมัยเปลี่ยนแปลงการปกครองก็คือ ที่มาแห่งอำนาจ ฝ่ายแรกอำนาจมาจากเบื้องบน คือ ความเชื่อทางศาสนา จากฟ้าจากสวรรค์ จึงสร้างเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ (sacred) ในขณะที่ฝ่ายหลังเป็นเรื่องสมมุติว่ามาจากราษฎรที่อยู่เบื้องล่าง ไม่เกี่ยวกับการควบคุมทางศาสนาและสถาบันศักดิ์สิทธิ์ หากดูแลกันด้วยระเบียบกฎเกณฑ์ข้อบังคับทางกฎหมาย การควบคุมด้วยความเชื่อเป็นเรื่องของจิตใจเกี่ยวแก่บาปบุญคุณโทษที่บุคคลผู้มีอำนาจหน้าที่ในการปกครองต้องระมัดระวัง ต้องอยู่ในกรอบประเพณีและคุณธรรมที่คนทั้งหลายยอมรับ และดูเหมือนสิ่งที่คนใหญ่คนโตในสมัยนั้นกลัวเกรงก็คือ การนินทาว่าร้ายจากประชาชน ต้องระวังตัวในหลาย ๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นปรากฏการณ์ที่ผิดปรกติในธรรมชาติหรือในสังคมและวัฒนธรรม จะมีการทำความเข้าใจและประพฤติให้เหมาะแก่กาลเทศะ ส่วนการควบคุมด้วยระเบียบข้อบังคับและตัวบทกฎหมายนั้น ถ้าหากขาดสำนึกในเรื่องคุณธรรมก็มีโอกาสโกหก หาทางหลีกเลี่ยงกฎเกณฑ์ได้ เพราะขาดการควบคุมจากเบื้องล่างที่ถูกสมมุติว่าเป็นที่มาแห่งอำนาจ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่า นับแต่สมัยเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นต้นมา ความนึกคิดรวมทั้งการอบรมทางสังคมและวัฒนธรรมของบรรดาราษฎรที่อยู่เบื้องล่างนั้น ยังคงปล่อยให้ชนชั้นปกครองตัดสินใจ จัดการปกครอง และบริหารบ้านเมือง ดังเช่นในสมัยก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อปราศจากการควบคุมจากเบื้องล่าง ก็ทำให้บรรดานักการเมืองและข้าราชการผู้บริหารประเทศมีอิสระและอำนาจอย่างเต็มที่ อาจจะกล่าวได้ว่าเต็มที่กว่าสมัยเปลี่ยนแปลงการปกครองเสียด้วยซ้ำ เพราะสมัยนั้นอย่างน้อยก็มีการควบคุมจากเบื้องบน จากระบบความเชื่อและจากพระมหากษัตริย์ผู้อยู่ในกรอบของทศพิธราชธรรม

     แต่ตั้งแต่เปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นต้นมา อำนาจที่มาจากเบื้องบนหมดไป ขณะที่อำนาจจากเบื้องล่างก็ไม่มี ทำให้บรรดาผู้ที่มีหน้าที่ปกครองและบริหารมีอิสระค่อนข้างเต็มที่จนทำให้เหลิงกับอำนาจ โดยคิดว่าตนเองหรือกลุ่มตนเท่านั้นที่จะทำสิ่งต่าง ๆ ได้ดีกว่าคนอื่น อีกทั้งมีแนวคิดและมุมมองที่คับแคบ คือเน้นมุมมองทางด้านกฎหมายหรือนิติศาสตร์และเศรษฐศาสตร์เป็นสำคัญ ถ้าหากเป็นเรื่องของการใช้อำนาจหรือการเลี้ยงอำนาจก็มักอ้างอิงแต่เพียงเรื่องทางนิติศาสตร์ ในขณะที่ถ้าเผื่อให้มีผลประโยชน์ก็มักอ้างอิงแต่ทางเศรษฐศาสตร์ ถึงเรื่องกำไรขาดทุนและผลประโยชน์มากมาย ราวกับว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งทั้งหมดให้คนในสังคมอยู่กันอย่างราบรื่นได้

     อาจกล่าวได้ว่าทุกวันนี้ภาพของนักการเมือง ผู้บริหารประเทศ และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ในระดับอธิบดี ปลัดกระทรวง และนายพล ต่างก็มีอาการแสดงความคิดและอำนาจเชิงนิติศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ในลักษณะที่ตายซากทางความคิดแบบเดียวกันทั้งสิ้น หามีมุมมองที่เห็นมนุษย์และคนในสังคมด้วยความรู้สึกนึกคิดทางสังคมและมนุษยธรรมไม่

หากต้องการบอกรับเป็นสมาชิกจดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ กรุณาส่งชื่อ ที่อยู่พร้อมแสดมป์ ๖ ดวงต่อปี มาตามที่อยู่มูลนิธิฯ