บันทึกจากท้องถิ่น

   ทุเรียนโบราณ : จากสวนบางอ้อถึงสวนละอองฟ้า

    วิชญดา ทองแดง

   

ปี พ . ศ . ๒๔๘๕ บันทึกหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์กรุงเทพฯ ระบุไว้ว่า น้ำท่วมกรุงเทพฯ ครั้งใหญ่ ชาวบ้านเดือดร้อนกันทั่วไป โดยเฉพาะชาวสวนฝั่งธนถึงกับสวนล่มกันเป็นแถบ รวมทั้งสวนทุเรียนที่บางอ้อของตระกูลโสวรรณตระกูล

     แต่เหตุผลสำคัญที่ทำให้ต้องย้ายสวนจากบางอ้อมาอยู่ที่นครนายกนั้น คุณวชิระ โสวรรณตระกูล ทายาทรุ่นที่ ๓ ได้เล่าว่า " พ่อของผมชื่อ ชม รับมรดกสวนทุเรียนจากนายฟื้นซึ่งเป็นปู่ของผมแล้วก็ยึดเป็นอาชีพต่อมา พ่อเป็นคนสมถะ รักสันโดษ ตอนที่เริ่มขยายถนนจรัญสนิทวงศ์จาก ๒ เลนส์ เป็น ๖ เลนส์ ตึกรามบ้านช่องเริ่มรุก ความจอกแจกจอแจก็มากขึ้น พ่อเห็นว่าการเปลี่ยนแปลงต้องเกิดขึ้นอีกมากแน่ๆ เลยอยากหาที่อยู่เงียบๆ พอดีรู้จักกับผู้ใหญ่บ้านที่นี่ ก็คุยกัน ตอนนั้นที่ดินตรงนี้เป็นป่า เป็นพื้นที่ชายเขา น้ำท่าอุดมสมบูรณ์ฝนตกต้องตามฤดูกาล แต่ต้องมาถางป่าเอาเอง ราวๆ ๓๐ ปี ได้แล้วครับ "

     หลังจากน้ำท่วมกรุงเทพฯ ในปี พ . ศ . ๒๔๘๕ สวนทุเรียนล่มไปเกือบหมด คนที่เลือกปลูกต่อหรือปลูกใหม่ ก็จะปลูกชะนีกับหมอนทอง เพราะเป็นพันธุ์ที่คนรู้จักดี ขายง่าย ทุเรียนพันธุ์อื่น ๆ จะหลงเหลืออยู่บ้างในบางสวนที่กู้ไว้ได้จากน้ำท่วม แต่พอถึงรุ่นลูกรุ่นหลานก็เห็นแต่เพียงว่าทุเรียนพันธุ์หมอนทองกับชะนีเท่านั้นที่เป็นที่ต้องการของตลาด ติดปากทั้งชื่อและรสชาติ แน่นอนว่าทุเรียนชื่อพันธุ์โบราณๆ คนไม่เคยได้ยิน รสชาติไม่รู้จัก ก็ค่อยๆ ถูกลืมในที่สุด

     แต่หลังน้ำท่วมครั้งนั้นนายชมขายต้นทุเรียนที่ตายเข้าโรงเลื่อย เอาเงินที่ได้ไปซื้อพันธุ์ทุเรียนจากสวนที่ไม่ล่ม ได้พวกกบ ชะนี ก้านยาวมา แล้วก็พยายามเก็บเม็ดตามถังขยะบ้าง ตามที่คนกินแล้วทิ้งบ้าง เพื่อที่จะอนุรักษ์ทุเรียนพันธุ์เดิมไว้ให้ได้มากที่สุด แต่เมื่อปลูกด้วยเม็ดทุเรียนบางพันธุ์จะกลายพันธุ์ นายชมจะรู้ เพราะดูตามลักษณะหนาม ลูก เนื้อ และเม็ดแล้วจะแตกต่างจากพันธุ์อื่นๆ ก็จะตั้งชื่อเป็นพันธุ์ใหม่

     " ตอนพ่อมาซื้อที่ที่นี่ พ่อให้ผมขยายพันธุ์จากบางอ้อมาปลูก แต่ผมต่อต้านนะ เพราะเห็นว่าคงปลูกไม่ได้ พื้นที่มันทุรกันดาร ลำบากยากเย็น แหล่งน้ำก็ไม่ดี แล้วยังเป็นที่ชายภูเขาด้วย แต่พ่อแกก็ยังยืนกรานว่า จะปลูก ปลูกเพราะต้องการอยู่ที่นี่ จะค้านยังไงก็ไม่ฟัง ผมเลยหลับหูหลับตาตอนทุเรียนทุกต้น แล้วพ่อก็เอามาปลูกทุกต้น พอโตขึ้นมาทุเรียนพันธุ์โบราณก็ขายไม่ได้ เพราะไม่ใช่พันธุ์เศรษฐกิจ พ่อก็ยังยืนยันอีกครั้งว่า ฉันจะปลูก เพราะที่อื่นมันตายหมดแล้ว มันไม่มีแล้ว "

     แม้สวนทุเรียนแห่งนี้จะมีที่มาน่าสนใจ แต่ดูเหมือนว่า เรื่องเล่ากล่าวขานของที่นี่มักได้รับการบอกเล่าแรกเริ่มที่ผูกโยงเข้ากับความเชื่อและความศรัทธาในธรรมชาติของนายชม ผู้บุกเบิกสวนทุเรียนในจังหวัดนครนายก ด้วยชื่อ " ละอองฟ้า "

     " พอมาทำสวนที่นี่แล้ว มีอยู่ครั้งหนึ่งฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล น้ำค้างที่เคยตกอย่างกับน้ำฝนก็ไม่ตก พ่อชมเลยบนบานต่อเทวดาฟ้าดิน ก็น่าแปลกนะ ยังไม่ทันข้ามคืนฝนก็ตกลงมา ทุเรียนก็รอดตาย พ่อเลยตั้งชื่อสวนทุเรียนนี้ว่า สวนละอองฟ้า "

     ปัจจุบันสวนละอองฟ้ามีเนื้อที่ประมาณ ๖๐ ไร่ ปลูกทุเรียนกว่า ๖๐๐ ต้น ไม่น้อยกว่า ๔๐ พันธุ์ แต่ละต้นมีอายุประมาณ ๓๐ – ๔๐ ปี เป็นทุเรียนพันธุ์ที่สูญหายไปจากท้องตลาดราว ๒๔๐ ต้น หรือประมาณ ๔๐ เปอร์เซนต์ของทุเรียนทั้งหมด

     สวนทุเรียนโบราณแห่งนี้เปิดตัวเองให้สาธารณชนรับรู้ในวงกว้างจากงานเปิดตลาดไท

     ทุเรียนพันธุ์โบราณที่สวนละอองฟ้าก็เหมือนทุเรียนพันธุ์ทั่วๆ ไป คือออกลูกปีละครั้ง ถ้าไม่คุ้นเคยมาก่อนก็มักจะดูไม่ออกว่าเป็นพันธุ์อะไร คุณวชิระบอกว่า "ผมดูออกเพราะอยู่กันมาตั้งแต่เล็กๆ โดยสัญชาตญาณก็จะรู้เลย มันสอนกันแต่ปากไม่ได้ ถ้าใครอยากจะรู้ก็ต้องมาศึกษา มาอยู่กับมัน เหมือนแม่ค้าที่จะดูรู้ว่าเป็นชะนี หมอนทอง หรือกบ เพราะเขาอยู่กับมันตลอด ไม่เคยจดบันทึกไว้แต่อยู่ในสมองและจำได้ "

     แม้จะบอกว่าสอนกันไม่ได้ว่าดูอย่างไร ถึงจะรู้ว่าทุเรียนลูกไหนเป็นพันธุ์อะไรแต่ก็ยังพอไล่เรียงชื่อเสียงเรียงนาม รูปร่างลักษณะและรสชาติของทุเรียนพันธุ์ต่างๆ ได้เกือบ ๕๐ พันธุ์

     " หมอนทอง ก็รู้จักกันดีอยู่แล้ว ส่วน หมอนละอองฟ้า นี่ รูปร่างคล้ายก้านยาว ลักษณะของหนามคล้ายคลึงกับหมอนทอง รสชาติจะหวานจัด มันจัด เนื้อละเอียด ไม่เละ กลิ่นหอม น่ากิน มีรสชาติดีที่สุด ผมว่าน่าจะแปรพันธุ์มาจากหมอนทองนะ "

     กบ นี่บางคนก็ว่าชื่อมันเพี้ยนมาจากประกบเพราะเม็ดประกบกันอยู่ แต่ผมว่าเพราะลักษณะลูกเหมือนกบมากกว่า จะกลมๆ ป้อมๆ ตูดจะป้านๆ บุบเข้าไป ยิ่งพันธุ์ กบตาขำ ยิ่งมองดูเหมือนกบ พันธุ์นี้เนื้อแห้ง ไม่เละ สีจำปาแต่ค่อนข้างหยาบ รสหวานมัน ลูกใหญ่ กบซ่อนกลิ่น กลิ่นไม่แรง เม็ดลีบเล็ก กบเหมราช กับ กบเบา ผลใหญ่ กบชายน้ำ ลักษณะจะค่อนข้างกลมมาก กบลำเจียก นี่เนื้อจะออกสีเหลืองนวลสวยเหมือนสีดอกลำเจียก ส่วน กบแม่เฒ่า เขาเล่ากันมาว่า สมัยก่อนคนจีนเรียกคนแก่ว่า " แม่เฒ่า " พอคนแก่กระเดียดทุเรียนไปขายที่เยาวราช ก็เรียกว่า กบของแม่เฒ่า เลยกลายมาเป็นชื่อทุเรียน เป็นกบแม่เฒ่า แล้วพวกกบนี่ยังมี กบพิกุล กบสุวรรณ กบเล็บเหยี่ยว อีก ถ้าเป็นทุเรียนพันธุ์ กำปั่น จะหวานแสบไส้ เนื้อเละง่าย สุกแล้วจะงอมเร็ว มีทั้ง กำปั่นตาแพ ที่ผลใหญ่หน่อย กำปั่นเนื้อทอง กำปั่นพวง กำปั่นสีทอง แล้วก็มีทุเรียนพันธุ์ นมสด ซึ่งมาจากกำปั่นกลาย จะนิ่ม แล้วหวานจัด สีขาว เนื้อจะเละง่าย สุกแล้วจะงอมเร็ว เป็นน้ำเหมือนนมสดเลย แล้วยังแกะยากอีก แต่คนที่ชอบกินเขาก็กินนะ

     อีกพวกคือ พวก กระเทย รสชาติจะหวานมัน ตอนปลูกที่บางอ้อเม็ดมันลีบ ขยายพันธุ์ไม่ได้ แต่แปลกนะพอมาอยู่ที่นี่กลับขยายพันธุ์ได้อีก ถ้าเป็น กระเทยขาว เม็ดลีบเล็ก เนื้อแห้ง สุกแล้วก็ไม่เละ รสหวาน สีสันจะขาวๆ ดูไม่น่ากิน แต่เนื้อเยอะ หวงไส้ด้วย พวก กระเทยเหลือง กับ กระเทยขั้วสั้น เม็ดก็ลีบเล็กเหมือนกัน

     แล้วยังมี ก้านสั้น กับ ก้านยาว พวกนี้มีวิธีสังเกตว่า ถ้าตูดแหลมเนื้อจะบาง ตูดป้านเนื้อจะหนา ก้านยาวนี่เป็นพันธุ์ดี คนเฒ่าคนแก่ในเยาวราชที่อายุ ๖๐ - ๗๐ ปีขึ้นไปชอบมาก ลูกกลมป๊อกมองไม่เห็นพูเลย ขั้วยาวสมชื่อ เนื้อละเอียดที่สุด แห้ง ไม่แฉะ ไม่เป็นปลาร้า ที่สำคัญคือกินแล้วไม่เรอ พวกก้านยาวนี่ถ้าปลูกด้วยเม็ดมักกลายพันธุ์ จะเรียกเป็นพันธุ์ เม็ดในก้านยาว

     อีกพันธุ์ที่ลืมไม่ได้คือ ชะนี พันธุ์นี้ปลูกกันเยอะ รู้จักกันดี แล้วยังมี ชะนีก้านยาว ด้วยนะ จะคล้ายชะนีเกือบทุกอย่าง แต่มีก้านยาวกว่า เล่ากันว่าสมัยที่ก๋วยเตี๋ยวชามละ ๕ สตางค์ เคยมีคนให้ราคาชะนีก้านยาวถึง ๕๐๐ บาท ฟังคุณวชิระไล่เรียงชื่อพันธุ์ทุเรียนจากความคุ้นเคยจนเพลินทั้งคนฟังและคนเล่า นับไปนับมาได้มากถึง ๒๘ ชื่อ ก็เห็นว่าเกินครึ่งทางแล้ว เลยมุ่งหน้าเริ่มตั้งต้นนับต่อพร้อมทั้งรอลุ้นว่าในที่สุดสวนละอองฟ้าจะมีทุเรียนสักกี่พันธุ์

     ทุเรียนพันธุ์ ย่ามแม่หวาด เนื้อเยอะ สุกแล้วมีสีเหลืองอร่ามสวยงามน่ากิน ลักษณะลูกจะเป็นกะพุ้งๆ เหมือนคนแก่สะพายย่าม เป็นพันธุ์ที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ โปรดที่สุด  แล้วยังมีทุเรียนที่เรียกชื่อตามลักษณะลูกอีก คือ ลูกโต กับ อีหนัก ที่ชื่ออีหนักเพราะแก่ที่หลังสุดและลูกใหญ่มาก เนื้อไม่เละ ทนฝนได้เป็นอย่างดี ถ้าเป็นพันธุ์ลูกเล็ก ๆ ก็พวก กระดุม แล้วก็ นกยิบ ที่มีลูกเล็กคล้ายกระดุมแต่เนื้อหนากว่า แล้วยังมี จอกลอย ที่เล็กกว่านกยิบอีก ทองหยิบ ก็ลูกเล็กๆ คล้ายกระดุมเหมือนกันแต่เนื้อหนากว่าและอร่อยกว่า รสชาติหวานมัน เปลือกจะบาง ลูกใหญ่สุดเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน ๕ นิ้ว ส่วน ทองย้อยฉัตร ลักษณะจะกลมย้อยเหมือนหยดน้ำ หวานมัน แต่ไม่หวานจัด สีค่อนข้างเหลืองจัด เนื้อแห้งไม่เละ

     ทุเรียนที่มีชื่อขึ้นต้นด้วยทองนี่ยังมีอีกหลายพันธุ์นะ ทั้ง ทองใหม่ ทองระอา ทองแดง พันธุ์หลังนี่กลิ่นไม่แรง เนื้อแห้งไม่เละ แม้จะสุกแล้วก็ตาม จะงอมช้าที่สุดด้วย

     ส่วนพวกที่ฟังชื่อแล้วไม่นึกว่าเป็นทุเรียนก็มี แดงสาวน้อย สาวน้อยเรือนงาม ปิ่นทอง ชมพูสี จำปา ชายมังคุด แล้วก็ ชายมะไฟ พันธุ์นี้กินห่าม เนื้อสีแดงสวย พอแก่แล้วจะงอมเร็ว รสชาติหวานมัน

     ชื่อของทุเรียนบางพันธุ์ก็บอกที่มาได้ อย่าง ขุนนนท์ ก็เกิดจากแถวบางขุนนนท์ ทูลเกล้าฯ เป็นทุเรียนทวาย ( ออกนอกฤดูกาล ) คนที่มาซื้อบอกว่าจะเอาไปถวายในหลวงสมัยผนวชอยู่ที่วัดบวรฯ เลยได้ชื่อว่า ทูลเกล้าฯ

     พันธุ์สุดท้ายแล้วนะ พันธุ์ที่ ๔๙ ใช่ไหมครับ พันธุ์นี้ชื่อ อีลวง จะมีลูกเร็วกว่าพันธุ์อื่น เนื้อหยาบ สีเหลืองนวล มีกลิ่นรุนแรงมาก ถ้า " สอนเป็น " ( ออกลูกปีแรก - เชื่อกันว่าปีแรกทุเรียนจะหัดออกลูก ) จะไม่มีเนื้อ คนไม่รู้ก็ตกใจแล้วว่าทุเรียนอะไรมีลูกเหมือนทุเรียนทั่วไปทุกอย่าง แต่ผ่าออกมาข้างในไม่มีเนื้อ เลยเป็นที่มีของชื่ออีลวง

     ปี พ . ศ . ๒๕๓๘ - ๒๕๓๙ น้ำท่วมกรุงเทพฯ ครั้งใหญ่อีกครั้ง ชาวสวนทุเรียนเมืองนนท์ตกอยู่ในชะตากรรมน่าเป็นห่วงหลังจากสวนทุเรียนล่มกับเป็นแถบ หนำซ้ำปีต่อ ๆ มาอากาศยังร้อนจัดจนทุเรียนไม่ออกลูก

     ตลาดส่งออกทุเรียนย่ำแย่ เพราะคนไทยส่งทุเรียนอ่อนไปขายมาก ด้วยเห็นว่าได้น้ำหนัก ได้ปริมาณ ถ้ารอให้แก่ทุเรียนจะคลายน้ำออกอีก ๒๐ - ๒๕ เปอร์เซนต์ จาก ๕ กิโลกรัม ก็จะเหลือไม่ถึง ๔ กิโลกรัม ชาวสวนส่วนหนึ่งเห็นความต่างตรงนี้ แต่นั่นเท่ากับฆ่าตัวตายเอง เพราะเมื่อต่างประเทศที่เป็นลูกค้ารายใหญ่เห็นว่าไม่ได้คุณภาพ ก็ตีกลับมา เลยต้องมาขายในประเทศจนล้นตลาด อีกอย่างคนไทยยังลักลอบเอากิ่งพันธุ์ดีๆ ไปขายให้ต่างประเทศ มีนายทุนหัวใสเอาไปปลูกในประเทศเพื่อนบ้านของเราเพราะยังมีที่ดินเยอะกว่าและค่าแรงถูกกว่า ทำให้ไทยมีคู่แข่งทางการตลาดที่น่ากลัว

     ปี พ . ศ . ๒๕๔๒ สวนละอองฟ้ามีทุเรียนพันธุ์ชะนีและหมอนทองอยู่ประมาณร้อยละ ๖๐ นอกนั้นเป็นพันธุ์โบราณที่มีต้นตอเป็นทุเรียนป่าแล้วเอาพันธุ์โบราณต่าง ๆ มาเสียบยอดเฉลี่ยแล้วพันธุ์ละ ๓ – ๔ ต้น แต่ทุเรียนพันธุ์โบราณมักขายไม่ได้ เพราะคนไม่ค่อยรู้จัก คนที่จะซื้อคือคนจีนเยาวราชผู้เป็นลูกค้าเก่าที่เคยซื้อทุเรียนของสวนบางอ้อเมื่อ ๓๐ - ๔๐ ปี ก่อน ไม่เช่นนั้นก็ต้องไปขายในตลาดเช้าหรือตลาดพื้นบ้านที่พ่อค้าแม่ค้าจะเหมาซื้อในราคาถูกเพื่อเอาไปทำน้ำกะทิ โดยไม่สนใจว่าเป็นพันธุ์อะไร เพราะต้องการเพียงกลิ่น ไม่เน้นกินเนื้อ ส่วนรสชาติก็ขอแค่มีความมันก็พอ บางครั้งให้ราคาต่ำมาก ลูกละ ๑๐ บาทก็ต้องขายอยู่บ่อยๆ

     แม้ว่าปีหนึ่งๆ จะสิ้นเปลืองค่าดูแลรักษาหลายแสนบาท แต่ด้วยปณิธานของตระกูลโสวรรณตระกูลที่จะอนุรักษ์พันธุ์ทุเรียนไว้ให้ได้มากที่สุด ความคิดในแง่คุ้มทุนทางเศรษฐกิจจึงต้องมองข้ามไป

หากต้องการบอกรับเป็นสมาชิกจดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ กรุณาส่งชื่อ ที่อยู่พร้อมแสดมป์ ๖ ดวงต่อปี มาตามที่อยู่มูลนิธิฯ