รายงานการสำรวจ ยายสวาด นิยมจันทร์ หมอตำแยคนสุดท้ายแห่งบ้านสามโคก |
|
| นิพัทธ์พร เพ็งแก้ว | |
สำหรับคนรุ่นปัจจุบันอาชีพ"หมอตำแย"คงเป็นที่รู้จักจากละครทีวีนางนาคพระโขนงเท่านั้นทั้งที่ในอดีตรุ่นพ่อแม่ปู่ย่าหมอตำแยถือเป็นบุคคลสำคัญที่ทุกหมู่บ้านต้องมีไว้ประจำสำหรับรับผิดชอบในเรื่องการเกิดของมนุษย์ ไม่มีใครรู้ว่าทำไมจึงเรียก ( คุณ ) ยายแก่พวกนั้นว่า " หมอตำแย " แต่ที่แน่ ๆ คงมิใช่ตำแยเดียวกับ " ต้นตำแย " เพราะในภาษาถิ่นใต้ หมอตำแยและต้นตำแยออกเสียงต่างวรรณยุกต์กันอย่างชัดเจน เมื่อออกสำรวจสามโคก และได้พบคุณยายสวาด นิยมจันทร์ อายุ ๘๐ ปี ซึ่งได้ฝึกหัดเรียนวิชาหมอตำแยมาตั้งแต่อายุ ๑๕ จึงเป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่ง เพราะคุณยายได้เปิดเผยกลเม็ดเด็ดพรายว่าด้วยการฝืนท้อง แต่งท้อง ล้วงควักเอาเด็กออกมาจากท้องแม่เสียทุกกระบวนท่า และยายยืนยันด้วยเสียงดังฟังชัด หูตาแพรวพราวแจ่มใสว่า " ออกลูกถ้าออกมาง่าย ๆ มันเหมือนยี่เกลาโรง น่าเบื่อตายห่า ต้องออกยาก ยิ่งยากเท่าไหร่ แหมมันสนุกบรรลัย " ยายสวาดเรียนวิชาทำคลอดจากหมอตำแยรุ่นเก่าชื่อน้าแอ๊ว ได้ผ่านพิธีครอบครูเมื่ออายุ ๒๐ ปีแต่ยังเป็นหมอตำแยไม่ได้เนื่องจากยังเป็นสาววัยกำดัด การออกไปค้างอ้างแรมทำคลอดยามดึกดื่นเป็นเรื่องไม่ปลอดภัย เพราะอาจถูกฉุดไปปล้ำเอาได้ง่าย ๆ อีกประการหนึ่ง การออกลูกสมัยโบราณถือเป็นมหกรรมแห่งความสนุก เมื่อออกลูกเสร็จจะมีการเลี้ยงเหล้าเมาทั้งบ้าน หากเป็นสาว ๆ ไม่มีห่วงพะวักพะวนมัวกินเหล้าเรื่อยเปื่อยเหลวไหลติดลม ไม่ยอมกลับบ้านก็จะเสียคนได้ง่าย ๆ ยายสวาดจึงรอจนอายุประมาณ๔๐ ปี แต่งงานมีลูกแล้ว ๔ คนจึงเริ่มต้นใช้วิชาชีพหมอตำแยอย่างจริงจัง ยายเล่าว่าหมอตำแยขี้เมาและสัปดนทุกคน ที่ขี้เมาเพราะต้องกินเหล้าให้มึนเพื่อช่วยดับกลิ่นน้ำเลือดน้ำคร่ำจากการทำคลอด ส่วนที่ต้องสัปดนนั้นเนื่องจากการทำคลอดมักจะถูกตามไปในเวลาดึกตี ๒ ตี ๓ จึงต้องหาเรื่องมาคุยสนุกหัวเราะงอหายจะได้ไม่ง่วง สำหรับวิชาชีพหมอตำแยไทย ยายยืนยันว่าไม่มีการห้ามเรื่องการทำแท้งและทำหมันไว้อย่างเด่นชัด ยายบอกว่าเพียงจับมดลูกพลิกด้วยวิธีต่าง ๆ ก็สามารถทำแท้ง และทำหมัน รวมทั้งทำให้เด็กออกมาไม่ได้อย่างง่ายดาย แต่นั่นหมายถึงการฆาตกรรมทั้งลูกและแม่เป็นบาปสูงสุดคนจะมาเป็นหมอตำแยได้ก่อนผ่านพิธีครอบครูจึงต้องเป็นคนที่ครูผู้ถ่ายทอดวิชากล่อมเกลาคัดสรรจนแน่ใจว่ามีคุณธรรมมากเพียงพอจะรับผิดชอบชีวิตแม่และเด็กได้ เมื่อถามว่าหากรู้วิชาหมอตำแยแล้วไม่ผ่านพิธีครอบครูจะไปแอบทำมาหากินได้หรือไม่ ยายปฏิเสธเสียงแข็งว่า ไม่ได้ ขืนแอบไปออกลูกให้ใครจะโดน " ครูทำ " ทำให้เจ็บป่วยอย่างหนัก ชาตินี้ไม่มีเจริญ ข้อห้ามสำคัญที่ครูหมอตำแยโบราณสั่งสอนยายมาก็คือ ห้ามบอกพ่อแม่เด็กและญาติพี่น้องว่าเด็กในท้องเป็นหญิงหรือชาย ยายเล่าว่าพอแม่ท้องได้สักแปดเดือน หมอตำแย คลำดูก็รู้เพศเด็กแล้ว แต่พูดไม่ได้ ใครพูดจะตาบอด นี่เป็นข้อห้ามเดียวที่สำคัญที่สุดในวิชาชีพหมอตำแยไทย ซึ่งน่าจะมีเหตุผลเบื้องหลังอย่างลึกซึ้งเพราะจะว่าไปแล้วการรู้ เพศเด็กก่อนคลอดไม่น่าจะมีผลดีกับใคร หลังปี พ.ศ. ๒๕๐๐ มีระเบียบจากทางราชการบังคับให้หมอตำแยทั่วประเทศต้องผ่านการอบรมขึ้นทะเบียน ยายสวาดสามารถสอบผ่านเป็นหมอตำแยประจำตำบลได้อย่างง่ายดาย แต่ยังมีหมอตำแยฝีมือดีอีกมากที่รำคาญระเบียบอันหยุมหยิมของทางราชการจนเลิกราจากอาชีพนี้ไป และนับแต่นั้นคนทั่วไปก็เริ่มหันไปคลอดลูกยังอนามัยสถานผดุงครรภ์ และโรงพยาบาล ด้วยความนิยมในความสะดวก สะอาด และน่าจะปลอดภัยได้มากกว่า ยายสวาด นิยมจันทร์ทำคลอดเด็กรายแรกด้วยค่าจ้าง ๒ บาท และรายสุดท้ายเมื่อราวปี พ.ศ. ๒๕๑๙ ด้วยค่าจ้าง ๒๐๐ บาท งานของยายเริ่มตั้งแต่ฝืนท้อง แต่งท้อง ออกลูก ไปจนถึงกำกับให้อยู่ไฟหลังคลอด จนเสร็จสิ้นกระบวนการออกไฟ ยายเล่าว่าตั้งแต่ทำคลอดมายังไม่เคยมีแม่หรือเด็กคนใดตายคามือยายเลยสักครั้ง ปัจจุบันยายยังรับนวด และจับเส้นอยู่ทุกวัน วิชาหมอตำแยที่ต้องรู้จักเส้นสายทั่วร่างกายทำให้ยายกลายมาเป็นหมอนวดฝีมือดีในทุกวันนี้ แม้จะแก่มากแต่ยายยังแข็งแรง สามารถนวดคนเป็นอัมพฤกษ์ให้ทุเลาลุกเดินได้ โดยเฉพาะโรคกษัยนั้นยายชำนาญกว่าโรคอื่นใดทั้งหมด เมื่อได้รำลึกความหลัง ยายก็หัวเราะจนน้ำหมากกระเด็น สำทับด้วยน้ำเสียงรัวตวัดว่า " ออกลูกมันของจริงไม่ใช่ของเล่น ถ้าอยากมีผัวต้องออกลูก ถ้ากลัวออกลูกไม่ต้องไปมีมัน " แต่สำหรับหมอตำแยนั้น " ถ้าออกมาง่าย ๆ ล่ะเหมือนยี่เกลาโรง ต้องออกยาก ยิ่งยากเท่าไหร่ แหม มันสนุกบรรลัย !" |
|
| หากต้องการบอกรับเป็นสมาชิกจดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ กรุณาส่งชื่อ ที่อยู่พร้อมแสดมป์ ๖ ดวงต่อปี มาตามที่อยู่มูลนิธิฯ |