บันทึกจากท้องถิ่น กบกินเดือน : นิทานดาวและตำรายาแก้พิษงู |
|
| มูลนิธิประไพ วิริยะพันธุ์ | |
โดยทั่วไปตนตระกูลไท-ลาว ต่างเรียกหรือมีหลักฐานว่าเคยเรียกปรากฏการณ์อุปราคาว่า " กบกินเดือน " และ "กบกินตะเว็น " มาแล้วในหลายๆ แห่ง นอกจากนี้ยังมีบท ทำนายมากมายเกี่ยวกับการมืด สลัวเว้าแหว่งของดวงเดือนและดวงตะวัน ชาวบ้านไทยนั้นเวลาตีเกราะเคาะไม้ช่วยจันทร์มักจะร้องไปด้วยว่า " ช่วยจันทร์เจ้าเอ๋ย ขี้เอ๊ย คายเอ๊ย " ซึ่งมีในสมุดไทยสมัยต้นรัตนโกสินทร์บันทึกไว้ตรงกับคติดั้งเดิมที่ชาวบ้านเล่าให้ฟังว่าหาก " กินแล้วขี้" หรือจันทร์สว่างด้านล่างก่อน ปีนั้นข้าวจะแพง หา " กินแล้วคาย " หรือจันทร์สว่างด้านบนก่อนปีนั้นสินค้าจะแพง และหาก "กินแล้วพุงแตก " หรือจันทร์สว่างด้านข้างก่อน คนท้องจะมีอันตรายอาจจะตายทั้งกลมได้ง่ายๆ แต่ที่สำคัญนิทาน " กบกินเดือน " ที่เล่าสืบต่อกันมาของคนตระกูลไท-ลาว ได้บันทึกสูตรยาแก้พิษงู บอกเล่าถึงวิธีการได้ยาสมุนไพรของคนโบราณเอาไว้อย่างชัดเจนว่า ส่วนหนึ่งคงได้มาจากการเรียนรู้และเลียนแบบจากสัตว์นั่นเอง คุณตา ส่วน สีมะพริก คนลาวพวน จังหวัดปราจีนบุรี ได้เล่านิทานเรื่อง " กบกินเดือน " ฉบับที่น่าจะเต็มสมบูรณ์มากกว่าฉบับอื่น ซึ่งรวมเอาความรู้เรื่องยาสมุนไพรเอาไว้ ในนิทานเรื่องนี้ ซึ่งมีเนื้อหาสาระ คือ มีครอบครัวหนึ่งยากจนมาก พ่อแม่ไปหาเผือกหามันมากิน ปล่อยพี่น้องสองคนเฝ้าบ้าน พี่ชายชื่อสุริยคราส น้องชายชื่อจันทรคราส พี่ลงไปหาปูในห้วย ได้ปูมา ๔ ตัว ปิ้งไว้ น้องชายเล่นไปก็หิวไปร้องขอกินปูอยู่จนหมดทั้ง ๔ ตัว พอพ่อแม่กลับมา พี่ชายก็เล่าว่าจับปูได้ ๔ ตัว แต่ให้น้องกินหมดแล้วพ่อแม่โมโหเลยตีลูกแล้วเผาเผือกเผามันไปกินกัน สองคน พี่ชายก็เลยพาน้องชายหนีออกจากบ้าน เทวดีเห็นว่าเป็นคนดีเลยช่วยเหลือ ปลอมเป็นงูกับพังพอนมากัดกันให้ดูพองูตายพังพอนก็ไปเคี้ยวเปลือกรากต้นตุมกาเอามาพ่นใส่ งูก็ฟื้น พอพังพอนตายงูก็ไปเคี้ยวเปลือกรากต้นตุมกามาพ่นใส่ พังพอนก็ฟื้น พี่น้องเลยเก็บรากไม่นั้นใส่ห่อยาเดินทางไปเดินทางไป พบกากินลูกไทรตกลงมาตายก็เอายา รากนี้เป่า กาก็ฟื้นขอเป็นทาสรับใช้เดินทางเรื่อยๆ ไปพบปลา ดุก,ไก่,ช้าง,แลน(ตะกวด), และกบตาย ก็เอายารากนี้เป่าจนสัตว์เหล่านี้ยอมเป็นทาส ในเส้นทางมีการผจญภัย ไปเจอเมืองยักษ์บ้าง วนไปถึงเมืองๆ หนึ่ง สุริยคราสได้แต่งงาน จันทรคราสเดินทางต่อไปจนถึงเมืองเพ็งจาน ลูกสาวพระยาเจ้าเมืองตาย หากใครช่วยให้ฟื้นจะยกเมืองให้ ครองครึ่งหนึ่ง จันทรคราสอาสาไปช่วยแต่มีผ้าเตี่ยวผืนเดียว เจ้าเมืองจึงต้องหาผ้าเงินผ้าคำให้นุ่งจึงให้เข้าเฝ้า ลูกสาวพระยาก็ฟื้นเนื่องจากการรักษาของจันทรคราสแต่เจ้าเมืองเห็นว่าไม่สมศักดิ์ศรีเลยบอกว่าถ้าขึ้นปราสาทเสาเดียวได้จะยกให้ตามสัญญา จันทรคราสเลยเอาแลนไปซ่อนไว้ในใบตองกล้วย ที่กำลังห่อม้วนตัวก่อนจะโตเต็มที่ จึงเรียกใบตองกล้วยที่กำลังห่อตัว ว่าตองกล้วยลับแลน จนถึงปัจจุบันแล้ว จันทรคราสก็เกาะหลังแลนปีนขึ้นปราสาทเสาเดียวได้ จึงได้ครองเมือง และได้แต่งงานกับลูกสาวท้าวพระยา ต่อมาเกิดความคิดถึงพ่อกับแม่ จันทรคราสจึงชวนพี่ชายลงสำเภา เอาทองคำใส่กระบอกไม้ไผ่ไปให้พ่อกับแม่ พร้อมสั่งเมียว่า " ห้ามเปิดกล่องยานะ" พี่น้องสอง คนไปถึงบ้านเก่าก็เอากระบอกไม่ไผ่ไปให้พ่อกับแม่ พ่อแม่บอกว่าที่นี่มีไม้ไผ่ไม่เห็นจะอดอยากเลย เลยเอาไปโยนทิ้งไว้ข้างบ่อ พี่น้องสองคนเสียใจเลยแล่นสำเภากลับ ส่วนทางบ้านจันทรคราส เมียเปิดหีบยาออกดู พระอาทิตย์กับพระจันทร์มาขโมยยาไป จันท ร คราสจึงมาปรึกษาเพื่อนพ้อง ช้าง ลา ปลาดุก ไก่ กบ เพื่อไปเอายาคืนมา พวก ช้าง ลา ปลาดุก ไก่ ขึ้นฟ้าไปเอายา แต่ถูกลมมีดตอกพัดไปคู่แก ลมมีดแถพัดไปคู่ถ้ำ พัดเอาสัตว์ต่างๆ กระจัดกระจายไปเป็นดาวอยู่บนฟ้า กบขึ้นไปทีหลังบอกว่าขอให้ทาง มนุษย์ช่วยตีฆ้อง ตีกลอง ยิงปืนช่วยด้วยเวลาที่กบจะไปถึงพระจันทร์ พระอาทิตย์ ทำให้คนลาวทั้งหลายต้องยิงปืน ตีกลอง ตีฆ้องช่วยกบด้วยประการฉะนี้แล จนถึงปัจจุบัน ตำรับยาสมุนไพรแก้พิษงูที่ชาวบ้านใช้ก็ยังมี ต้นตุมกาเป็นส่วนผสมที่สำคัญ ส่วนเนื้อหาอื่นๆ ในนิทานเรื่องนี้ ก็เป็นที่น่าสนใจว่านอกจากดาวช้างซึ่งหมายถึง ดาวจระเข้ ( URSA MAJOR) แล้ว สำหรับดาวอื่นๆ คือ ดาวกา ดาวปลาดุก ดาวไก่ นั้นน่าจะมีการสืบค้นต่อไปว่าตรงกับดาวกลุ่มใดในทางดาราศาสตร์สากล |
|
| หากต้องการบอกรับเป็นสมาชิกจดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ กรุณาส่งชื่อ ที่อยู่พร้อมแสดมป์ ๖ ดวงต่อปี มาตามที่อยู่มูลนิธิฯ |