แนะนำหนังสือ

  ไท

  บรรณาธิการ: ฉลาดชาย รมิตานนท์

  วิระดา สมสวัสดิ์ และ เรณู วิชาศิลป

  พิมพ์ครั้งแรก ธันวาคม ๒๕๔๑, ๖๑๑ หน้า, ๔๐๐ บาท

   วิชญดา ทองแดง

     

กล่าวได้ว่าหนังสือเล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งจากผลงานการค้นคว้าวิจัยภายใต้เรื่อง "การวิจัยเปรียบเทียบข้ามประเทศเรื่องวัฒนธรรมและสังคมของกลุ่มคนพูดภาษาไทในภาคเหนือของประเทศไทย รัฐฉานในประเทศพม่า และรัฐอัสสัมในประเทศอินเดีย "  ซึ่งเริ่มมีความคิดในโครงการนี้มาตั้งแต่ช่วงต้นๆ ของทศวรรษสองพันห้าร้อยยี่สิบ

     ทั้งนี้ทางภาคภูมิศาสตร์ที่กำหนดใช้ในการศึกษาวิจัยในครั้งนี้แบ่งออกเป็น ๓ ส่วน ส่วนแรกคือ ดินแดนล้านนาในประเทศไทย ที่มีไทยล้านนา (ลาวพายัพ) อาศัยอยู่ส่วนที่สองครอบคลุมพื้นที่ในรัฐฉาน ประเทศพม่า ซึ่งแบ่งแย่งชาติพันธุ์ในการศึกษาครั้งนี้ได้ ๓ กลุ่ม กลุ่มแรกได้แก่ ไทลื้อ ไทขึน กลุ่มที่สอง ได้แก่ไทใหญ่ และกลุ่มสุดท้าย คือ ไทอ้ายตอน (ไอ่ตอน) และไทยคำตี่ (คำตี่) และส่วนที่สาม คือ พื้นที่ที่อยู่อาศัยของกลุ่มคนไทในประเทศอินเดีย ได้แก่ ไทอาหม นั่นเอง

     บทความต่างๆ ที่นำเสนอในครั้งนี้แบ่งออกเป็น ๑๘ บทความ โดยแบ่งเป็นบทความภาษาอังกฤษ ๙ เรื่อง เริ่มจาก Experience and Reflections from Coordinating a Cross Country Comparative Research on the Culture and Societies of Tai-Speaking Groups in Northern Thailand . Shan State of Burma and Assam of India โดย ฉลาดชาย รมิตานนท์ จากนั้นเป็นการศึกษาปรัมปรานิยาย ( Myth) หรือตำนานว่าด้วยกำเนิดมนุษย์ของไทอาหมในบทความเรื่อง The Origin of Mankind in Ahom Literature : Towards a Contextual and Regional Analysis ที่นำเสนอโดย BJ. TERWIEL ถัดมาเป็น The Tai Aitons of Assam ซึ่ง JAYA BURAGOHAIN ได้ศึกษาและเก็บข้อมูลทั่วไปด้านชาติพันธุ์วรรณาของไทยอ้ายตอนไว้ และ NABIN SHYAM นำเสนอบทความเรื่อง A Brief Survey on Tai Aitons ส่วน YE HOM BURAGOHAIN ได้ศึกษากลุ่มไทผาเก โดยได้ให้ภาพรวมกว้างๆ ไว้ในบทความชื่อ Some Notes on the Tai Phakes of Assam และยังมีบทความของนักวิชาการไทยอีก ๔ บทความ ได้แก่ Some Aspects of the Tai Khamtis Socio Cultural Traits เขียนโดย บุญยงศ์ เกิดเทศ Tai Cultural Revival in Assam โดย ฉัตรทิพย์ นาถสุภา และเรณู วิชาศิลป์ A Study on Society on Society and Culture of the Tais at Ban Mai Hmok Cham โดย นงนุชจันทราภัย และ Some Notes on Texts of Astrology of Tai Tribes โดย เรณู วิชาศิลป์

     บทความภาษาไทย ๙ เรื่องได้แก่ ถิ่นฐานของกลุ่มชาติพันธุ์ไทในผืนแผ่นดินใหญ่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (สมพงศ์ วิทยศักดิ์พันธุ์) สังเขปภูมิหลังของชาวไทใหญ่ในรัฐฉาน (เรณู วิชาศิลป์) สังคมและวัฒนธรรมไทบ้าน ใหม่หมอกจ๋าม (นงนุช จันทราภัย และ เรณู วิชาศิลป์) ประเพณีพิธีกรรมชาวไทใหญ่บ้านใหม่หมอกจ๋าม (เรณู อรรฐาเมศร์) ภูมิปัญญาชาวไทใหญ่กับความเชื่อและพิธีกรรม (เรณู อรรฐาเมศร์) ปอยส่างลอง (นงนุช จันทราภัย) การฟื้นฟูวัฒนธรรมไทในรัฐอัสสัม (ฉัตรทิพย์ นาถสุภา และ เรณู วิชาศิลป์) นอกจากนี้ยังมีบทความอีก ๒ ชิ้นและภาคผนวกที่เขียนโดย เรณู วิชาศิลป์ ได้แก่ ข้อสังเกตบางประการจากตำราโหราศาสตร์ของไท-ไทย และข้อความบางตอนจากตำราโหราศาสตร์ของไท-ไทยกลุ่มต่างๆ

     นอกจากเนื้อหาสาระของบทความแต่ละบทที่ต้องอาศัยการทำความเข้าใจและเก็บความต่างๆ ระหว่างตัวอักษรแล้ว บทนำจำนวน ๓๗ หน้าที่เขียนโดย ฉลาดชาย รมิตานนท์ ได้ทำหน้าที่นำเสนอถึงภาพรวมของโครงการศึกษานี้และจะช่วยให้จับทิศทางและทำความเข้าใจของบทความแต่ละเรื่องได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้แม้ว่าจะอ่านบทนำก่อนบทความไปแล้วก็น่าจะได้ย้อนกลับมาอ่านบทนำอีกครั้ง เพราะจะทำให้เห็นภาพได้ชัดเจนและเข้าใจมากยิ่งขึ้น

     แม้จะมีจุดด้อยในหนังสือเล่มนี้อยู่หลายจุด แต่จุดเด่นที่น่าสนใจประการหนึ่งที่นำเสนอไว้ก็คือ การศึกษาวิจัยในครั้งนี้ไม่ได้พยายามแยกและชี้ถึงความเป็นไท หรือมุ่งเฉพาะชูความเป็น " ไท " เพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญของการศึกษาในลักษณะที่เข้าใจว่า ความเป็นไทเกิดขึ้นมาจากการผสมผสานวัฒนธรรมของกลุ่มชนอื่นที่อาศัยร่วมกันในดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รวมเข้าไปด้วย

     และที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งก็คือการแสดงความคิดเห็นที่ผู้เขียนบทนำมีต่อหน้าที่และบทบาทของนักวิชาการในการศึกษาและการทำความเข้าใจในสิ่งที่ศึกษา ดังตัวอย่างที่กล่าวถึงระบบคิดว่า " ระบบคิดของมนุษย์มิใช่เป็นเรื่องที่ง่ายๆ ตรงไปตรงมา หากแต่เต็มไปด้วยความซับซ้อนหลากหลาย มีความลึกซึ้งทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจของกลุ่มคนหรือสังคมที่เป็นเจ้าของระบบคิดนั้น...การจะทำความเข้าใจความซับซ้อนและความลึกซึ้งของระบบคิดที่แสดงออกผ่านพิธีกรรมและระบบสัญลักษณ์ต่างๆ จึงจำเป็นต้องมีเครื่องมือ (แนวคิด) ที่จะใช้ถอดรหัสที่ซับซ้อนเหล่านั้น อนึ่งควรคำนึงว่าการทำความเข้าใจดังกล่าวไม่ใช่หน้าที่ของเจ้าของระบบคิดและหรือพิธีกรรมนั้นๆ พวกเขาย่อมประกอบพิธีกรรมไปตามประเพณีโดยไม่ตั้งคำถามเพื่อหาความหมายใดๆ เลยก็ได้ เพราะไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทำอย่างนั้น อย่างไรก็ตามในแต่ละชุมชนหรือสังคมก็มักจะต้องมี " ผู้รู้ " หรือปราชญ์ชาวบ้านทำหน้าที่ดังกล่าวนี้อยู่ในระดับหนึ่ง แต่กระนั้นก็ตาม การทำความเข้าใจระบบคิดของสังคมหรือชุมชนก็ยังคงเป็นหน้าที่ของนักวิชาการอยู่นั่นเอง " (หน้า ๒๓) น่าจะเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่จะเป็นคำถามให้ผู้อ่านหาคำตอบต่อไป

หากต้องการบอกรับเป็นสมาชิกจดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ กรุณาส่งชื่อ ที่อยู่พร้อมแสดมป์ ๖ ดวงต่อปี มาตามที่อยู่มูลนิธิฯ