เปิดประเด็น ท้องถิ่นวัฒนา |
|
| ศรีศักร วัลลิโภดม | |
สังคมไทยเป็นสังคมชาวนา (peasant society) มากว่าพันปี มีวิวัฒนาการมาจากการค้าระยะไกลที่ทำให้คนหลายชาติพันธุ์จากภายนอกเข้ามาแสวงหาทรัพยากรธรรมชาติ และตั้งถิ่นฐานเป็นบ้านเป็นเมืองขึ้นตามท้องถิ่นต่างๆ โดยอาศัยอารยธรรมอินเดียมาเป็นเครื่องมือในการสร้างบูรณาการทางวัฒนธรรมและการเมือง ทำให้เกิดรัฐและบ้านเมืองในภูมิภาคต่างๆ ขึ้นหลายยุคหลายสมัย เช่น สมัยทวารวดี ลพบุรี อยุธยา และกรุงเทพฯ ขึ้น ถ้ามองจากศูนย์กลางของรัฐเช่นจากเมืองสำคัญแล้ว ย่อมไม่มีทางที่จะแลเห็นความหลากหลายของกลุ่มชาติพันธุ์ได้เลย เพราะแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นต้นมา สังคมไทยประสบความสำเร็จกว่าประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซีย พม่า และอินโดนีเซียในการสร้างความเป็นไทย หรืออีกนัยหนึ่ง "วัฒนธรรมหลวง" ให้เป็นที่ยอมรับของคนมากมายหลายชาติพันธุ์ที่กระจายกันอยู่ตามท้องถิ่นต่างๆ เห็นได้จากการที่รัฐจัดการในด้านการตั้งถิ่นฐานที่อยู่อาศัยของผู้คนพลเมือง ถ้าหากเป็นคนต่างชาติศาสนา ก็จัดหาพื้นที่ตั้งภูมิลำเนาให้อยู่อาศัยเป็นชุมชน มีศาสนสถานของตนเอง และมีผู้นำที่เป็นเผ่าพันธุ์เดียวกันเป็นผู้ปกครอง โดยที่ทางรัฐเป็นฝ่ายแต่งตั้งให้เป็นขุนนางข้าราชการ มียศถาบรรดาศักดิ์เช่นเดียวกันกับขุนนางไทย รวมทั้งเปิดโอกาสให้แสดงความสามารถในทางราชการได้ ในขั้นแรกของการตั้งหลักแหล่งอาจมีเพียงหนึ่งหรือสองชุมชน แต่ในชั่วรุ่นลูกหลานเหลนก็เกิดเป็นหลายชุมชนในท้องถิ่นเดียวกันขึ้น ซึ่งชุมชนเหล่านี้ต่างก็ร่วมกันเป็นเจ้าของพื้นที่สาธารณะภายในท้องถิ่นร่วมกัน เช่น หนองบึง แม่น้ำลำคลอง ป่าเขา ทุ่งราบ เป็นต้น เกิดระบบแลกเปลี่ยนทรัพยากรธรรมชาติ พึ่งพิงกันทางด้านเศรษฐกิจ และระบบความเชื่อในทางศาสนาและพิธีกรรมร่วมกัน ดังเช่น ชุมชนหนึ่งๆ ต่างก็มีศาสนสถานเฉพาะของตนเอง เพื่อประกอบประเพณีพิธีกรรมในชีวิตประจำวัน แต่ในยามนักขัตฤกษ์อาจไปประกอบพิธีกรรมและการมหรสพ ณ ศาสนสถานที่กำหนดให้เป็นศูนย์กลางทางพิธีกรรมของท้องถิ่น อาจเป็นศาสนสถานในชุมชนรุ่นแรก หรือไม่ก็ที่สร้างขึ้นในพื้นที่ซึ่งเป็นกลางก็ได้ พิธีกรรมที่เกิดขึ้นในยามนักขัตฤกษ์ ณ ศาสนสถานที่เป็นกลางเช่นนี้ คือสิ่งที่สร้างสำนึกในความเป็นผู้คนในท้องถิ่นเดียวกัน เป็นสำนึกที่เกิดจากภายในที่คนภายในเท่านั้นที่จะรู้ว่าขอบเขตของท้องถิ่นของตนเองนั้นครอบคลุมไปถึงที่ไหนบ้าง ประเพณีพิธีกรรมและสำนึกร่วมดังกล่าวนี้ คือสิ่งที่นำไปสู่การสร้างกฎเกณฑ์และจารีตที่ทุกคนจะต้องเคารพและประพฤติในการดำรงอยู่ร่วมกันของสังคมท้องถิ่น ในขณะเดียวกันก็เป็นสิ่งที่ป้องกันกีดกันไม่ให้คนจากภายนอกเข้ามายึดครองและครอบทางเศรษฐกิจและสังคมได้ ถ้าหากเป็นกลุ่มชนที่หลากหลายทางชาติพันธุ์แต่นับถือพุทธศาสนาอันเป็นพระศาสนาหลักของรัฐแล้ว การสร้างความเป็นคนไทยมีกระบวนการที่หลากหลายและง่ายกว่า อาจเริ่มแต่การตั้งถิ่นฐานท้องถิ่นโดยการริเริ่มของรัฐก็ได้ เช่น การกัลปนาที่ดินสร้างวัด พร้อมด้วยการอุทิศคนหลายๆ ครัวเรือนให้เป็นข้าวัดหรือข้าพระ พร้อมด้วยสัตว์เลี้ยง เช่น วัวควาย สิ่งของวัสดุต่างๆ การอุทิศคนให้แก่วัดเพียง ๑๕ ๒๐ ครัวเรือนก็ถือว่าเป็นการสร้างชุมชนแล้ว แต่การสร้างท้องถิ่นและความเป็นท้องถิ่นมักเกิดขึ้นเมื่อทางรัฐสร้างหรือสนับสนุนให้วัดใดวัดหนึ่งของท้องถิ่นเป็นศูนย์กลาง เช่นการสร้างวัดหลวงของพระมหากษัตริย์และเจ้านายขึ้น ทำให้มีขนาดความสำคัญทางศิลปวัฒนธรรมโดดเด่นกว่าวัดอื่นๆ ในยามปรกติวัดนี้อาจเป็นวัดสำหรับชุมชนใดชุมชนหนึ่งในท้องถิ่น แต่ในยามนักขัตฤกษ์จะกลายเป็นศูนย์กลางในการประกอบประเพณีพิธีกรรมที่คนทั้งจากชุมชนหมู่บ้านภายในท้องถิ่นและจากภายนอกมาร่วมกัน พระมหากษัตริย์หรือเจ้านายอาจเสด็จไปเป็นประธานในพิธีกรรม มีประเพณีบางอย่างมีความหมายต่อการสร้างสำนึกของท้องถิ่น เช่น การแข่งเรือ จุดบั้งไฟ เป็นต้น เพราะแต่ละชุมชนก็จะนำเรือหรือบั้งไฟของแต่ละวัดในหมู่บ้านมารวมกันจุดแข่งขันกันในวันพิธีในวัดของท้องถิ่น ทำให้เกิดความสัมพันธ์ทางสังคมและเศรษฐกิจระหว่างกันเป็นผลตามมา นั่นก็คือ การพบปะสังสรรค์กันในงานประเพณี อาจนำไปสู่การแต่งงานระหว่างคนต่างชุมชนในท้องถิ่นเดียวกัน เกิดการแลกเปลี่ยนแรงงานในเวลาไถนา ดำนา เกี่ยวข้าว นวดข้าว เป็นต้น รวมไปถึงการนำผลผลิตของแต่ละชุมชนมาแลกเปลี่ยนกันด้วย สิ่งที่สำคัญก็คือการรู้จักใช้ทรัพยากรในพื้นที่สาธารณะร่วมกันเพื่อการอยู่รอด เช่น การเก็บผัก จับปลาในแม่น้ำลำคลองหนองบึง การล่าสัตว์ การหาอาหารป่าตามป่าเขาของท้องถิ่น เป็นต้น เป็นสิ่งที่คนในท้องถิ่นต้องสร้างกติกาและกฎเกณฑ์ร่วมกันในทางเสมอภาค เป็นที่มาของการเกิดจารีตในท้องถิ่น และจารีตเหล่านี้เป็นสิ่งที่บังคับใช้ภายใต้อำนาจศักดิ์สิทธิ์ที่มาจากศาสนสถานและความเชื่อภายในท้องถิ่นเดียวกัน ปัจจุบันการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคม มีนักวิชาการทั้งของรัฐและองค์กรเอกชนต่างให้ความสำคัญกับชุมชน (community) เป็นอย่างมาก เพราะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมและใกล้ความเป็นจริงมากที่สุดที่จะทำให้มนุษย์ดำรงอยู่ได้อย่างราบรื่น จึงมีการเคลื่อนไหวในการศึกษาหลายๆ ด้านขึ้น เช่น ประวัติศาสตร์ ชุมชน เศรษฐกิจชุมชน และเมื่อเร็วๆ นี้มีการขานรับกระแสพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ในที่นี้ไม่ได้ต่อต้านการศึกษาชุมชน แต่เห็นว่ามีคนเป็นจำนวนมากที่เน้นชุมชนจนลืมบริบทของท้องถิ่น ยิ่งกว่านั้นมองชุมชนในชนบทที่เรียกว่า " บ้าน " ซึ่งตรงกับคำในภาษาอังกฤษว่า "village" เป็นอันเดียวกับคำว่า " หมู่บ้าน" ในทางราชการ ซึ่งเป็นหน่วยย่อยในการปกครองที่มีผู้ใหญ่บ้านและกำนันปกครอง เหตุนี้จึงได้มีนักมานุษยวิทยาชาวอังกฤษและญี่ปุ่นกล่าวถากถางเอาได้ว่า สิ่งที่นักวิชาการไทยพูดถึงชุมชนนั้น เป็นสิ่งที่ไม่มีความเป็นจริง การมองชุมชนในกรอบของหน่วยงานราชการเช่นนี้นำไปสู่การให้อำนาจในการปกครองและดูแลไปอยู่ที่ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน และอบต . จนเกินเหตุ นับเป็นสิ่งที่นำไปสู่การแสวงหาอำนาจและผลประโยชน์ของปัจเจกบุคคลและพรรคพวกไป ชุมชนบ้านในสังคมไทยต้องมองจากการรวมตัวกันทางสังคมและวัฒนธรรมจากภายในที่นอกจากการมีพื้นที่ในการสร้างเรือนที่อยู่อาศัย ไร่นา ที่ทำกินแล้ว ยังมีพื้นที่สาธารณะสำหรับคนในชุมชนต่างเป็นเจ้าของและใช้ผลประโยชน์ร่วมกัน เช่น พื้นที่เล็กๆ ที่มีต้นไผ่ ต้นขี้เหล็ก มะขาม หรืออะไรอื่นๆ ขึ้นอยู่ ที่ทำให้สมาชิกในชุมชนนำไปใช้ในการสร้างบ้านซ่อมเรือน เล็มกิ่งก้านหรือสะกัดไปทำเชื้อเพลิง บ่อน้ำสระน้ำที่คนมานำน้ำไปอุปโภคบริโภค รวมทั้งแสวงหาพืชผลตามฤดูกาล ลานบ้านสำหรับการติดตลาดเพื่อการซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนสิ่งของและอาหารที่จำเป็นแก่ชีวิต มีป่าช้า เชิงตะกอน วัด และศาลผี ที่เป็นที่มาของอำนาจศักดิ์สิทธิ์ที่ควบคุมศีลธรรมและมโนธรรมของชาวบ้าน โดยเฉพาะวัดนั้นเป็นสิ่งสำคัญมากในความเป็นชุมชน ดังเห็นได้จากชื่อบ้านและวัดมักเป็นชื่อเดียวกัน แต่ก่อนความมั่งคั่งของผู้คนไม่ได้อยู่ที่ปัจเจกบุคคล หากอยู่ที่ชุมชนเป็นสำคัญ ซึ่งก็เห็นได้จากวัด ความโอ่อ่าใหญ่โตหรือเลิศด้วยศิลปวัฒนธรรมจึงอยู่ที่วัดเป็นสำคัญ สำนึกที่ว่าตนเป็นคนบ้านนี้วัดนี้ อยู่ที่การมาประกอบพิธีกรรมร่วมกัน หรือการมาทำบุญสร้างวัดร่วมกัน โดยเหตุนี้ขอบเขตของชุมชนหรือพื้นที่ของชุมชน จึงเป็นสิ่งที่รับรู้กันเพียงกลุ่มคนภายในเท่านั้น บ้านเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นลอยๆ ไม่ได้ต้องมีวัดด้วย เพราะฉะนั้นบ้านและวัดจึงเป็นสิ่งที่สัมพันธ์กันในการเป็นชุมชน กระนั้นก็ดีแทบไม่มีบ้านไหนในสังคมไทยแต่อดีตจนปัจจุบันที่อยู่ได้อย่างโดดๆ หากต้องอยู่ร่วมกันทั้งในทางสังคมเศรษฐกิจและวัฒนธรรมกับบ้านอื่นๆ ในท้องถิ่นเดียวกัน คำว่า ความพอเพียง หรือ การอยู่ได้โดยลำพัง (self contain) ในสังคมชนบทที่มีมาแต่โบราณกาล หาได้เกิดจากการดำรงอยู่ของชุมชน " บ้าน " เพียงชุมชนเดียวไม่ จำเป็นต้องมองในบริบทของพื้นที่ใหญ่ๆ ร่วมกันที่เรียกว่า " ท้องถิ่น " เป็นสิ่งที่มีประวัติศาสตร์ เพราะเป็นการรับรู้และเรียนรู้ของคนภายใน นั่นก็คือ ผู้คนที่อยู่ในท้องถิ่นย่อมทราบความเป็นมาที่กำหนดมาจากการบอกเล่าหรือการแต่งเป็นตำนานถึงลักษณะของสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมและการเคลื่อนย้ายเข้ามาตั้งถิ่นฐาน การกำหนดชื่อสถานที่พื้นที่ไม่ว่าจะเป็นป่าเขา หนองน้ำ ลำคลอง ด้วยระบบสัญลักษณ์ที่ควบคุมโดยระบบความเชื่อ พื้นที่ใดที่เป็นของส่วนตัวและพื้นที่ใดที่เป็นของส่วนรวม ย่อมมีการแบ่งสรรค์และแจกแจง ที่ทำให้คนของชุมชนในท้องถิ่นเดียวกันที่ยากจนสามารถดำรงชีวิตรอดอยู่ได้อย่างพอเพียงและยั่งยืน นั่นก็คือ คนที่ยากไร้อาจอาศัยวัดอยู่ในที่ของวัดหรือในพื้นที่สาธารณะเป็นการชั่วคราว จับสัตว์บก สัตว์น้ำ และพืชพันธุ์ตามฤดูกาล ในหนองน้ำ คูบึง ท้องทุ่ง และป่าเขา ที่เป็นของสาธารณะ แต่ว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์นอกเหนือธรรมชาติเป็นผู้ดูแลและควบคุม มักปรากฏสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ไว้เป็นที่หมายให้คนเคารพ และประกอบประเพณีพิธีกรรมที่นำไปสู่การยอมรับเงื่อนไขของการใช้ทรัพยากรที่ไม่เอารัดเอาเปรียบกัน ยิ่งกว่านั้นพิธีกรรมและการเฉลิมฉลองในงานนักขัตฤกษ์ที่เกิดขึ้น ณ สถานที่ซึ่งเป็นศูนย์กลางของท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นวัดประจำท้องถิ่น ศาลเจ้า หรือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในธรรมชาติก็มีหน้าที่ในการประสานความขัดแย้งที่มีขึ้นเป็นธรรมดาระหว่างชุมชนบ้านที่อยู่ในท้องถิ่นเดียวกันด้วย สังคมวัฒนธรรมและระบบเศรษฐกิจแบบพอเพียงและยั่งยืนของท้องถิ่นที่ดำรงมานับพันปีได้เป็นอันตรายในยุคสงครามเย็น ตั้งแต่สมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จัดการให้มีแผนพัฒนาเศรษฐกิจแต่แผนแรกมาจนบัดนี้ เพราะผู้มีอำนาจที่ชั่วชาติของรัฐได้อาศัยแนวคิดในเรื่องพัฒนาและอำนาจสาธารณ์ทางกฎหมายออกเอกสารสิทธิ์ให้มีผู้คนจากภายนอกเข้าไปรุกล้ำยึดครองพื้นที่สาธารณะของท้องถิ่นอันเป็นแหล่งทรัพยากรเพื่อยังชีพให้หมดไป บางคนตั้งตัวเป็นเจ้าพ่อในท้องถิ่นใช้อำนาจเถื่อนที่ขาดคุณธรรม ทำลายล้างหรือบิดเบือนบรรดาจารีตขนบประเพณีที่เคยทำให้คนในท้องถิ่นมีชีวิตร่วมกันมาอย่างราบรื่นให้หมดไป แล้วแสวงหาสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ตนเองและพรรคพวกเป็นสำคัญ ยิ่งพัฒนามากขึ้นเท่าใดความล่มสลายของชีวิตวัฒนธรรมในท้องถิ่นก็เกิดขึ้นเป็นทวีคูน ดูป่วยการที่จะหวังอะไรจากรัฐในขณะนี้ มีแต่จะต้องก้มหน้ารับกรรมใช้หนี้ ซึ่งบรรดานายทุนที่ชั่วร้ายก่อไว้ให้กับแผ่นดิน และรัฐเป็นผู้ทำหน้าที่โอนมาให้ประชาชนรับใช้ต่อไปชั่วลูกชั่วหลาน ทางเลือกอีกทางหนึ่งของผู้คนในสังคมที่พอแลเห็นแสงสว่างแต่เพียงรางๆ ก็คือ การฟื้นฟูและสร้างพลังท้องถิ่นให้เกิดขึ้น ไม่จำเป็นต้องเหมือนเดิมแต่สานต่อจากของเดิม โดยปรับให้ทันกับโลกหรือสิ่งที่สยบกันหนักหนาว่า โลกาภิวัตน์ นับเป็นการเคลื่อนไหวจากภายใน โดยอาศัยการทบทวนภูมิปัญญาของท้องถิ่นในอดีตว่าเป็นอย่างไร และทำให้ดำเนินชีวิตรอดมาได้เพราะอะไร ซึ่งปัจจุบันนี้ก็ปรากฏว่ามีคนในท้องถิ่นที่คิดอะไรได้และสร้างตัวเองได้มากมายอยู่แล้ว บุคคลเหล่านี้อาจเป็นครูที่ดีได้ถ้าหากแลเห็นคุณค่าและมีการสื่อสารที่เหมาะสม การสร้างสำนึกร่วมของความเป็นท้องถิ่น ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่จะกระตุ้นให้เกิดพลังทางภูมิปัญญาได้ รวมทั้งการสร้างองค์ความรู้ของท้องถิ่นขึ้น ไม่ว่าจะเป็นระบบเศรษฐกิจ เทคโนโลยี วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ จะเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ การรู้จักตัวเองและคิดอะไรใหม่ๆ ขึ้นได้ โดยไม่ต้องรอคอยสิ่งที่มาจากภายนอก การฟื้นฟูพลังและศักยภาพในการเรียนรู้เพื่อการอยู่รอดร่วมกันในท้องถิ่นนั้น ขอเรียกในที่นี้ว่า " ท้องถิ่นวัฒนา " เพื่อให้แตกต่างไปจากคำว่า "พัฒนา " ซึ่งมักเป็นสิ่งที่ริเริ่มมาจากภายนอก โดยเฉพาะจากรัฐจากนายทุนและจากผู้ที่ไม่หวังดี ท้องถิ่นวัฒนาก็คือสิ่งที่เรียกว่า localization ที่อาจต้านกระแสโลกาภิวัตน์ได้ แต่คำว่า " ต้านกระแส " ในที่นี้หาใช่ต่อต้านแบบทวนน้ำไม่ หากเป็นการปรับปรนเอาสิ่งที่ดีอยู่แล้วในอดีตมาผสมผสานเข้ากับสิ่งที่เหมาะสมที่เลือกเฟ้นจากภายนอก เพื่อปรับให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลกนั่นเอง อาจเรียกได้เต็มปากอีกอย่างหนึ่งว่า การปรับตัวเข้าสู่สมัยใหม่ (modernization) ก็ว่าได้ สำหรับทางฝ่ายรัฐเอง ถ้าหากจะคล้อยตามพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงบ้าง ก็น่าจะช่วยได้ด้วยการคืนการพัฒนาไปให้สังคมท้องถิ่น พร้อมกันนั้นก็ช่วยกราบไหว้วิงวอนบรรดานักการเมือง นายทุน และผู้มีอำนาจทางกฎหมายสาธารณ์ทั้งหลาย ที่ครอบครองที่ดินอันเคยเป็นแหล่งทรัพยากรของท้องถิ่นให้ร่วมมือในการปฏิรูปที่ดินของบ้านเมืองเสียใหม่ ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะระงับภัยมหันต์ที่เกิดจากสงครามระหว่างชนชั้นที่เคยปรากฏมาแล้วในประเทศอื่นๆ |
|
| หากต้องการบอกรับเป็นสมาชิกจดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ กรุณาส่งชื่อ ที่อยู่พร้อมแสดมป์ ๖ ดวงต่อปี มาตามที่อยู่มูลนิธิฯ |