รายงานการสำรวจ กรณีบูรณะหอไตร วัดตะกาดเง้า |
|
| แสงอรุณ กนกพงศ์ชัย | |
" เมื่อหนุ่มๆ ผมเที่ยวไปทั่ว เคยทำอะไรไม่ดีบ้างตามประสาวัยคะนอง พออายุมากขึ้นก็เริ่มรู้สึกถึงบาปบุญคุณโทษ ผมก็เห็นหอไตรหลังนี้มานาน เห็นความทรุดโทรมที่เป็นไปตามกาลเวลา เลยคิดจะบูรณะ พอได้รู้จากผู้ใหญ่บ้านว่ามีกองทุนชุมชนของธนาคารออมสินก็เขียนโครงการส่งไป ก็ได้รับอนุมัติ " ลุงหาญของชาวตะกาดเง้า** หรือ นายหาญ รัตนสุวรรณ ประธานองค์การบริหารส่วนตำบล ตำบลตะกาดเง้า อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี บอกเล่าความในใจถึงแรงบันดาลใจว่าทำไมจึงขอทุนจากโครงการกองทุนเพื่อสังคม ( Social Investment Fund SIF) หอไตรของวัดนี้มีลักษณะคล้ายหอไตรทั่วไป คือสร้างด้วยไม้ขนาดย่อม เสาสูง มีน้ำล้อมรอบ (กันมดหรือปลวกแทะสมุดข่อยและใบลาน) เป็นสถาปัตยกรรมแบบประเพณี คือ มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ หน้าบันจำหลักไม้ มีระเบียงเดินรอบฝาผนังด้านนอกเขียนลายรดน้ำ จากร่องรอยเท่าที่พอเห็นเป็นภาพพุทธประวัติ คนตะกาดเง้ารุ่นเก่าเล่าให้ฟังว่า ตอนเด็กๆ ไม่กล้าเข้ามายุ่มย่ามแถวหอไตรนัก เพราะกลัวท่านพ่อคล้าย ท่านพ่อสอน พระภิกษุผู้ใหญ่ซึ่งเป็นอดีตเจ้าอาวาส เชื่อว่าท่านศักดิ์สิทธิ์นัก บนหอไตรนี้เก็บสมุดข่อย และใบลานไว้มาก มีทั้งคัมภีร์ศาสนาและตำรายา วันที่ไปเยี่ยมชมนั้น พบสมุดข่อยเล่มหนึ่งมีเรื่องราวเกี่ยวกับการเดินเรือหรือการสร้างเรือสำเภา เมื่อโยงกับที่ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าว่า คนตะกาดเง้าอพยพมาจากภาคใต้พร้อมกับพิจารณาสภาพภูมิศาสตร์ของบ้านตะกาดเง้าที่อยู่ไม่ไกลจากทะเลนัก ตลอดจนวิถีชีวิตและอาหารการกินก็เกี่ยวข้องกับทะเลเป็นส่วนใหญ่ ก็ทำให้ได้ภาพชีวิตของคนที่นี่ชัดเจน จากการพูดคุยกับคนเก่าแก่ของหมู่บ้านทำให้ทราบว่าชุมชนแห่งนี้มีวัฒนธรรมดั้งเดิมที่เข้มแข็ง มีการละเล่นพื้นบ้านเช่นเดียวกับวัฒนธรรมภาคกลางทั่วไป เช่น มีเพลงร้องเล่นขณะทำนา เพลงเล่นเข้าผีในเทศกาลสงกรานต์ สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งก็คือ ในวันออกพรรษาคนตะกาดเง้าจะทำขนมเข่ง ขนมเทียน และข้าวต้มมัดไต้ไปทำบุญที่วัด นอกจากนี้ยังมีศาลาที่พักทั้งหัวและท้ายหมู่บ้าน (ทางทิศตะวันออกและทิศตะวันตก) แสดงให้เห็นว่า ที่นี่น่าจะอยู่บนเส้นทางผ่านของการสัญจรระยะไกลๆ นอกจากนี้ยังสะท้อนภาคความเอื้อเฟื้อของคนตะกาดเง้าต่อคนต่างถิ่นอีกด้วย เรื่องราวข้างต้นบอกให้เรารู้ว่า บ้านตะกาดเง้ามีความเป็นมาน่าสนใจเพียงใด และได้เชื่อมโยงมาสู่หอไตรในฐานะที่เคยเป็นแหล่งบ่มเพาะภูมิปัญญาของชุมชนได้ จึงเป็นภาพของความประทับใจที่ชาวบ้านนำ " ข้าวหม้อแกงหม้อ " มาร่วมงานอย่างเต็มอกเต็มใจ ในวันบวงสรวงเจ้าที่เจ้าทางก่อนทำการบูรณะหอไตร แม้ในวีดิทัศน์ที่บันทึกเหตุการณ์วันนั้นจะมีกาสองตัวจิกตีกันในขณะทำพิธีปรากฏอยู่ ซึ่งทำให้เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันเซ็งแซ่ว่า สงสัยงานนี้จะทะเลาะเบาะแว้งกันแน่ แต่ทุกคนก็ใจชื้นขึ้นเมื่อมีคนแก้เคล็ดว่า เมื่อกาสองตัวตีกันแล้วก็เลิกรากันไป แสดงว่า ลงเอยด้วยดี ที่ทะเลาะโต้เถียงกันก็เพราะต้องแสดงความคิดเห็น ดังนั้นหากระหว่างการบูรณะหอไตรอาจขัดแย้งกันบ้างก็น่าจะเป็นการนำไปสู่ข้อสรุปที่รัดกุม เรื่องกาจิกตีกันจึงน่าจะนิมิตหมายที่ดี และเตือนให้ไม่ประมาทต่อการทำงานใหญ่อย่างนี้ ซึ่งก็ตรงกับวัตถุประสงค์ของ SIF ที่ต้องการให้ชาวบ้านมีส่วนตัดสินใจด้วยกัน เพื่อความเข้มแข็งของชุมชน นอกจากนี้อาจจะกลายเป็นตำนานเรื่องใหม่ให้คนตะกาดเง้าบอกเล่าลูกหลานต่อไปว่า ในวันบวงสรวงเพื่อบูรณะหอไตรเกิดอะไรขึ้นแม้จะอิงไสยศาสตร์บ้าง ก็ดูจะต้องยอมรับเมื่อสิ่งนี้เป็นกลไกหนึ่งที่จะมีผลต่อการสร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวของพวกเขา งานบูรณะหอไตรวัดตะกาดเง้า กำหนดแล้วเสร็จในวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๔๓ แบ่งการดำเนินงานเป็น ๔ ระยะ คือ ๑) ภาคพิธีกรรม คือ พิธีบวงสรวง เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจ ๒)- ๓) และ ๔) คือ การบูรณะทางสถาปัตยกรรม ทางประติมากรรม และทางจิตรกรรม ตามลำดับ งานนี้ลุงหาญกับพรรคพวกถึงกับเดินทางไปดูงานบูรณะซ่อมแซมงานศิลปกรรมตามที่ต่างๆ เพื่อศึกษาเปรียบเทียบฝีมือช่างและราคาค่างวด โดยมุ่งหวังให้ได้ประโยชน์สูงสุด ซึ่งนับเป็นตัวอย่างของการเรียนรู้และสร้างเครือข่ายชุมชนในระดับชาวบ้านอย่างน่าสนใจ หลังจากหอไตรแห่งนี้ได้รับการบูรณะเรียบร้อยแล้วก็จะเป็นหน้าที่ของคนในชุมชนที่ต้องระดมความคิดกันต่อไปว่าจะทำอะไรต่อ เพราะไม่มีใครอยากเห็นหอไตรแห่งนี้ทรุดโทรมลงไปตามกาลเวลาเหมือนหอไตรวัดพลับที่เคยได้รับงบประมาณบูรณะจากทางราชการ แต่ปัจจุบันก็อยู่ในลักษณะนิ่งเฉยรอวันบูรณะอีก เฉกเช่นการบูรณะโบราณสถานหลายแห่งที่เคยเกิดขึ้นในบ้านเมืองเรา โดยปราศจากความหมายหรือไร้ลมหายใจ เมื่อพิจารณาถึงเส้นทางท่องเที่ยวเลียบชายฝั่งทะเลไปสู่แหลมสิงห์แล้ว เราลองคิดกันดูว่าหอไตรแห่งนี้จะช่วยชูความเด่น ให้เป็นจุดแวะชมวัฒนธรรมพื้นบ้านตะกาดเง้าได้ไหมให้นักท่องเที่ยวได้มาพักชมศิลปะ ชมการละเล่นพื้นบ้านและลิ้มรสอาหารชาวตะกาดเง้าซึ่งคนเมืองไม่เคยคุ้น และหาซื้อผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นจากชาวบ้านโดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลางแล้วไปดูการทอเสื่อที่บางสะเก้า ก่อนไปสัมผัสอากาศบริสุทธิ์ชายทะเลที่หาดคุ้งกระเบน หาดคุ้งวิมาน จากนั้นจึงไปชมแหลมสิงห์ นี่คือแนวคิดต่อกิจกรรมต่อเนื่องในรูปแบบการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ( Ecotourism) ที่กำลังท้าทายคนตะกาดเง้า ! |
|
| หากต้องการบอกรับเป็นสมาชิกจดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ กรุณาส่งชื่อ ที่อยู่พร้อมแสดมป์ ๖ ดวงต่อปี มาตามที่อยู่มูลนิธิฯ |