เปิดประเด็น

   แม่มูนมั่นยืน : ม็อบหรือบางระจัน

   ศรีศักร วัลลิโภดม

     

บาปขั้นอนันตริยกรรมที่รัฐบาลทุกรัฐบาลแต่ยุคสงครามเย็นมาจนปัจจุบัน ได้ทำกับประชาชนที่ด้อยโอกาสและยากไร้ก็คือ การสร้างเขื่อน ไม่ว่าเขื่อนเพื่อพลังไฟฟ้าหรือเพื่อการเกษตร ล้วนแต่เป็นสิ่งทำลายสภาพแวดล้อมธรรมชาติ ระบบนิเวศและชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในท้องถิ่นทั้งสิ้น

     เหตุผลและวัตถุประสงค์ที่งี่เง่าในการสร้างเขื่อนแทบทุกเขื่อนก็คือ เพื่อคนส่วนใหญ่จะได้มีไฟฟ้าใช้และมีน้ำในการทำเกษตร โดยที่ไม่อาจระบุได้ว่าคนส่วนใหญ่นั้นคือผู้ใด ในขณะที่การดำเนินงานสร้างนั้นต้องเวนคืนที่ดินอย่างใช้อำนาจเชิงบังคับจนผู้คนที่มีตัวตนในท้องถิ่นต้องอยู่ในสภาพบ้านแตกสาแหรกขาดทุกแห่งไป ผิดกับการสร้างเขื่อนในประเทศอื่นๆ ที่รัฐบาลต้องดูแลความทุกข์ยากของประชาชน

     ประเทศที่พัฒนาซึ่งเป็นประชาธิปไตยนั้น การเวนคืนที่ดินของประชาชนจะต้องคำนึงถึงภาวะบ้านแตกเป็นเรื่องใหญ่ คือ มีระเบียบแบบแผนและวิธีการที่จะต้องศึกษาชีวิตวัฒนธรรมของผู้คนในชุมชนที่จะต้องโยกย้ายเป็นอย่างดี ต้องจัดสรรที่ทำกินและที่อยู่อาศัยให้คล้ายคลึงกันกับที่เคยเป็นมาก่อน แต่ที่สำคัญก็คือ ต้องมีการติดตามอุปถัมภ์จนผู้คนที่ถูกโยกย้ายนั้นสามารถดำรงอยู่ร่วมกันอย่างเป็นชุมชนที่ราบรื่นดังเช่นแต่เดิมหรือดีกว่าแต่เดิม ในขณะที่บรรดาประเทศที่เป็นสังคมนิยมไม่ว่า เวียดนามหรือพม่า การสร้างเขื่อนส่วนใหญ่จะมุ่งที่กลุ่มชนในท้องถิ่นเป็นสำคัญ นั่นก็คือเพื่อความสะดวกสบายและเพิ่มพูนผลิตผลให้แก่ผู้คนของท้องถิ่น จึงไม่มีการโยกย้ายที่ทำให้เกิดการล่มสลาย และขณะเดียวกันก็ป้องกันการเข้ามารุกพื้นที่ของคนจากภายนอกที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดีกว่า โดยการไม่สร้างถนนหนทางให้การไปมาสะดวกสบายที่จะทำให้ที่ดินมีราคาแพงขึ้น

     ทำนองตรงข้าม รัฐบาลไทยทุกยุคทุกสมัยหามีสำนึกในความเป็นมนุษย์ไม่ว่า มนุษย์คือสัตว์สังคมที่จะต้องอยู่รวมกันเป็นกลุ่มเหล่า เป็นชุมชน กลับมองเห็นว่ามนุษย์และครอบครัวอยู่ตามลำพังได้ ดังนั้นแทนที่จะสร้างชุมชนให้ใหม่เพื่อเป็นการทดแทน กลับเอาเงินฟาดหัวให้แต่ละครอบครัวไปดำเนินชีวิตใหม่และหาที่อยู่ตามลำพัง กระทำเช่นนี้มาแทบทุกเขื่อนเกือบทุกภูมิภาค จนเกิดภาวะบ้านแตกอยู่แทบทุกท้องถิ่นที่มีการเวนคืนที่ดิน เมื่อเกิดการเคลื่อนไหวจากประชาชนที่ถูกรังแกและละเลยที่ออกมาเรียกร้องขอความช่วยเหลือและความเป็นธรรม ก็มีการปฏิเสธเสมอมา แถมยังมีการกล่าวหาการเรียกร้องเหล่านั้นว่า เป็นการกระทำของม็อบที่มีผู้หนุนหลังแทบทุกครั้งไป นับเป็นภาพที่น่าเวทนาเป็นอย่างยิ่งที่ผู้คนที่มีสภาพบ้านแตกโดยการกระทำของรัฐพากันเข้ามาชุมนุมเรียกร้องความช่วยเหลือตามหน้าทำเนียบหรือสถานที่สาธารณะในพระนคร อยู่กันแรมเดือนจนล้มป่วยตายไปก็มี อย่างเช่นการเรียกร้องของกลุ่มชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนปากมูล ปรากฏว่าตายไปไม่น้อยกว่า ๑๓ คน แต่แทนที่ทางรัฐบาลจะเข้าใจและเห็นใจ กลับเจรจาในลักษณะที่ผัดผ่อนแบบปัดสวะเป็นครั้งๆ ไปเสมอมา ผู้ที่เป็นหนังหน้าไฟให้ทางรัฐบาลเชิดอยู่ตลอดเวลา ก็คือ การไฟฟ้าฝ่ายผลิต ( กฟผ .) ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการสร้างเขื่อน ซึ่งก็ดูเหมือนทำหน้าที่ต่อรองกับชาวบ้านอยู่เรื่องเดียวเท่านั้น คือ จะต้องจ่ายเงินครอบครัวละเท่าใด ยิ่งจ่ายก็ยิ่งเป็นเรื่องยืดเยื้อเพราะจะไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ถูกต้อง ความจริงควรเป็นเรื่องของทางรัฐบาลที่จะต้องบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่ราษฎร โดยการจัดหาพื้นที่ให้มีทั้งที่ทำกินและที่อยู่อาศัยในลักษณะที่อยู่รวมกันเป็นชุมชนเหมือนแต่เดิม

     บัดนี้ชาวบ้านที่ได้รับภัยพิบัติจากการสร้างเขื่อนอันเป็นการกระทำของรัฐ ไม่อาจพึ่งรัฐได้ ก็ต้องหันมาพึ่งตนเองเพื่อการอยู่รอด สัญชาตญาณความเป็นมนุษย์ก็บังเกิดขึ้น นั่นคือ มนุษย์คือสัตว์สังคมที่ต้องอยู่รวมกันเป็นกลุ่มเป็นเหล่าจึงจะดำรงการรวมเป็นกลุ่มเหล่าที่เกิดขึ้นก็คือชุมชนหรือชุมนุมชนนั่นเอง ชุมชนแห่งแรกที่เกิดขึ้นก็คือ " แม่มูนมั่นยืน " โดยชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนปากมูล เป็นกลุ่มที่ต่อสู้เรียกร้องสิทธิในความเป็นมนุษย์ในพื้นแผ่นดินไทยอย่างต่อเนื่องมานับสิบปีตั้งแต่แรกสร้างเขื่อน เป็นที่รู้จักกันทั้งภายในและภายนอกประเทศ ต่างพากันมายึดพื้นที่ใกล้กับเขื่อนปากมูล อันเป็นพื้นที่ซึ่งทางรัฐให้เป็นเขตป่าสงวน มาเป็นที่ตั้งชุมชน มีการร่วมมือกันสร้างเรือนให้แต่ละครัวเรือน มีพื้นที่ทำสวนครัว มีสำนักสงฆ์ และมีสถานที่ให้เด็กเรียนหนังสือ แต่ที่สำคัญก็คือ ทุกคนในชุมชนต่างมีบทบาทหน้าที่ที่จะสังสรรค์กันในกิจกรรมทั้งในด้านวัฒนธรรม เศรษฐกิจ และสังคมในลักษณะที่เสมอภาค ความเข้มแข็งของชุมชนอยู่ที่องค์กรในด้านการบริหารที่มีทั้งผู้นำ ผู้อาวุโส และผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบในกิจกรรมต่างๆ มีความมั่นคงและเสียสละเพื่อการอยู่รอดร่วมกัน สามารถโน้มน้าวให้ชาวบ้านที่เป็นสมาชิกในชุมชนมีความไว้วางใจและร่วมมือรวมใจในการเรียกร้องต่อสู้ร่วมกัน เป็นเหตุให้บุคคลที่เป็นผู้นำหรือผู้ปฏิวัติการงานไม่รู้สึกว่าว้าเหว่และเกิดความกล้าหาญขึ้น

     การยึดพื้นที่ป่าสงวนใกล้กับเขื่อนปากมูลและสถาปนาหมู่บ้านแม่มูนมั่นยืนนั้น ถ้ามองจากฝ่ายรัฐก็คือการละเมิดกฎหมายรุกล้ำที่หลวง เป็นการคุกคามต่อความมั่นคงของรัฐเป็นอย่างยิ่ง ชุมนุมเช่นนี้ควรแก่การจัดการด้วยอำนาจทางกฎหมาย แต่ถ้ามองในด้านความไม่มั่นคงทางสังคมแล้วจะแลเห็นได้ว่า รัฐปฏิเสธการบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่ราษฎรหรือประชาชนโดยตรง โดยปัดสวะไปให้กฟผ . เป็นผู้จัดการ เมื่อประชาชนไม่มีที่พึ่งที่ไปก็มีสิทธิที่จะปฏิเสธรัฐและอำนาจของรัฐได้ การยึดพื้นที่ตั้งหมู่บ้านแม่มูนมั่นยืนในบริเวณใกล้เขื่อนปากมูล ก็คือการเผชิญหน้ากันระหว่างรัฐกับประชาชนที่อาจนำไปสู่ภาวะความรุนแรงได้

     แต่ที่น่าประหลาดเป็นหนักหนาก็คือ ทางรัฐบาลยิ่งคิดว่าชุมชนแม่มูนมั่นยืนเป็นเพียงแค่ม็อบเท่านั้น ทั้งๆ ที่ความเป็นจริงนั้น แม่มูนมั่นยืน ก็คือ บางระจันที่มีการกล่าวถึงในการเรียนประวัติศาสตร์ไทย ไม่ว่าบางระจันจะเป็นเรื่องจริงหรือไม่ในประวัติศาสตร์ในการรับรู้ของนักประวัติศาสตร์สมัยใหม่ แต่เรื่องราวของบางระจันก็คือ สิ่งที่แสดงให้แลเห็นพฤติกรรมของมนุษย์ในการต่อสู้ร่วมกันอย่างไม่เสียดายชีวิต ที่ปรากฏบ่อยๆ ในประวัติศาสตร์โลก เป็นการต่อสู้ของกลุ่มชนหรือชุมชนที่ยอมตายแม้คนสุดท้าย เป็นการต่อสู้ที่เลือกไม่ได้ของฝ่ายที่เสียเปรียบหรือของผู้ที่ด้อยโอกาสและอำนาจ

     ความเป็นบางระจันที่แม่มูนมั่นยืนเป็นอยู่ในขณะนี้ นอกจากจะเป็นที่ทำให้คนในชุมชนพร้อมที่จะเป็นตายร่วมกันแล้ว ยังเป็นที่มั่นที่รวมของชุมชนอีกหลายแห่งที่เกิดขึ้นจากการที่รัฐใช้อำนาจเวนคืนที่ดินเพื่อการสร้างเขื่อนในที่ต่างๆ ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ไม่ว่าจะเป็นเขื่อนสิรินธร เขื่อนราษีไศล เขื่อนลำคันนู และที่อื่น ทุกชุมชนที่เกิดขึ้นต่างก็ใช้ชื่อที่จะสร้างพลังในการร่วมแรงรวมใจกันเหมือนกัน คือ "แม่มูนมั่นยืน "

     ขณะนี้เกิดมีหมู่บ้านแม่มูนมั่นยืนแล้วถึง ๖ หมู่บ้าน และทุกแห่งพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับรัฐในลักษณะเดียวกันกับพวกบ้านบางระจันเผชิญกับแสนยานุภาพของกองทัพพม่า

หากต้องการบอกรับเป็นสมาชิกจดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ กรุณาส่งชื่อ ที่อยู่พร้อมแสดมป์ ๖ ดวงต่อปี มาตามที่อยู่มูลนิธิฯ