เปิดประเด็น
ขอเป็นที่ท่านไท้ทรงธรรม์ |
|
| ศรีศักร วัลลิโภดม | |
สมัยเมื่อเรียนชั้นมัธยมปลาย ข้าพเจ้าต้องเรียนวรรณคดีและอ่าน ลิลิตนิทราชาคริต อันเป็นพระราชนิพนธ์ของรัชกาลที่ ๕ ซึ่งทรงเก็บเนื้อความเรื่องมาจากนิทานอาหรับ ข้าพเจ้ายังติดใจในโคลงบทหนึ่งอันเป็นความนึกคิดของอาบูหะซัน ผู้เป็นตัวละครสำคัญของเรื่องที่ว่า "ขอเป็นที่ท่านไท้ ทรงธรรม์ ผู้พิชิตเขตขันธ์ ขี่เกล้า แต่สักทิวาวัน เดียวดุจ คิดนา ครองพิภพผ่านเผ้า เดชเพี้ยง ภูวไนย" เนื้อความสะท้อนให้เห็นภาพสังคมเมืองสมัยโบราณที่แบ่งมนุษย์ออกเป็นชนชั้นปกครอง และผู้ถูกปกครอง ผู้ถูกปกครองเช่นอาบูหะซันต่างก็ยอมรับในสถานภาพต่ำสูงของคนทางสังคมอย่างดุษณี ไม่คิดอาจเอื้อมที่จะเปลี่ยนแปลงฐานะของตนแต่อย่างใด คงสงวนไว้แต่ความคิดและจินตนาการที่เป็นอิสระในใจเท่านั้น อาบูหะซันแลเห็นพฤติกรรมที่เอาเปรียบและชั่วร้ายของชนชั้นปกครองในสังคม เลยบอกถึงความในใจของตนแก่พระเจ้ากาหลิบที่ทรงปลอมพระองค์เป็นสามัญชนมาสืบความทุกข์สุขของประชาชนว่า ถ้าหากได้เป็นกาหลิบเพียงวันเดียวก็จะมีความสุขยิ่งเพราะจะได้มีอำนาจจัดการกับคนชั่วร้ายและสิ่งเลวร้ายในสังคมได้เต็มที่ โดยชาติกำเนิดอาบูหะซันเป็นลูกพ่อค้ามีฐานะ ซึ่งก็อาจเทียบได้กับคนชั้นกลางในปัจจุบันนี้มีโอกาสเป็นใหญ่มีอำนาจ ถึงแม้ไม่อาจเป็นกษัตริย์ได้ก็เป็นนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีได้ คือทำความคิดและความฝันให้เป็นจริงได้และเป็นจริงอย่างก้าวกระโดดด้วยวิธีการผ่านการเลือกตั้งเป็นผู้แทนราษฎร แต่ทว่าชนชั้นกลางเหล่านี้เป็นจำนวนมากหามีความคิดอยากที่จะขจัดความชั่วร้ายในสังคมไม่ ตรงข้ามถ้าหากมีอำนาจราชศักดิ์ขึ้นมาเมื่อใดก็มักคดโกง ใช้อำนาจหน้าที่แสวงหาผลประโยชน์และกอบโกยความมั่งคั่งเพื่อตนเองและพวกพ้อง ยิ่งกว่านั้นคนเหล่านี้หาทางเข้าสู่ตำแหน่งที่มีอำนาจในสังคมด้วยการคดโกง เช่น การซื้อเสียงในการเลือกตั้ง จนกลายเป็นปรกติวิสัยในทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง มีคำสองคำที่ใช้แสดงความชอบธรรมในการกระทำที่ชั่วร้ายคือ ทำเพื่อส่วนรวม ทำเพื่อชาติ และทำเพื่อประชาธิปไตย ดูแล้วเหมือนกับเป็นคาถาเพื่อปกป้องตัวเองเป็นประจำ ความเป็นประชาธิปไตยในสังคมไทยนั้นมีจุดเสียอย่างหนึ่งคือ เปิดโอกาสให้คนที่ไม่มีหัวนอนปลายตีนและไม่มีจิตสำนึกของความเป็นมนุษย์ได้แผ้วทางทำมาหากินด้วยวิธีชั่วร้ายต่างๆ นานา จนมีฐานะเป็นเศรษฐีใหม่ขึ้นมากมาย อาจกล่าวได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงของบ้านเมืองตั้งแต่ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ เป็นต้นมา ทำให้เกิดคนประเภทนี้อย่างมากมายที่ได้ใช้ความร่ำรวยและอำนาจเงินตราพัฒนาตนเองเข้ามาเป็นผู้มีอิทธิพลเป็นเจ้าพ่อในท้องถิ่น แล้วเข้าสู่ภาวะการเป็นนักการเมืองด้วยการเลือกตั้ง ที่ใช้ทั้งเงินและอำนาจซื้อเสียงหาเสียงเข้ามามีบทบาทในรัฐสภา ความมุ่งหวังของคนเหล่านี้ก็เพื่อได้ตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี ต่างผลัดกันเข้ามาเป็นฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านสลับกันไป เพื่อใช้ฐานะทางการเมืองและตำแหน่งหน้าที่เหล่านี้กอบโกยความร่ำรวยและอำนาจจนเป็นที่ประจักษ์แก่คนทั่วไปในสังคม สิ่งที่สะท้อนออกมาจากสื่อมวลชนถึงพฤติกรรมประหลาดๆ และชั่วร้ายของคนเหล่านี้ด้วยความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์รวมทั้งการบริภาษของคนในสังคมคือสิ่งที่เป็นปรกติวิสัย จนรัฐสภาเองก็ดูเหมือนจะเป็นเวทีการแสดงของคนสองฝ่ายที่ต่างยื้อแย่งผลประโยชน์กัน โดยไม่เห็นผลประโยชน์ของส่วนรวมและความสุขของคนในสังคมแม้แต่น้อย สิ่งที่จรรโลงความหน้าด้านและความอยากของนักการเมืองที่ชั่วร้าย เพื่อให้เป็นที่ยอมรับของคนในสังคมอย่างหนึ่งก็คือคราบศักดินา ที่แลเห็นได้จากเครื่องแบบประดับเครื่องอิสริยยศในงานพิธีและเพื่อถ่ายรูปแจกเพื่อนฝูงรวมทั้งการหาเสียง เวลาไปไหนมาไหนมีรถตำรวจนำและมีขบวนคุ้มกันเพื่อความปลอดภัย และที่สำคัญก็คือ เวลาตายมีโกศประดับศพและมีพิธีกรรมใหญ่โต สมัยเมื่อสังคมศักดินายังดำรงอยู่นั้น สิ่งเหล่านี้คือเครื่องแสดงฐานะและสิทธิของคนที่ผ่านกระบวนการเลือกเฟ้นว่าเป็นผู้ที่มีคุณธรรมและมีความสามารถจริง อีกทั้งมีกรอบของคุณธรรมและศีลธรรมกำกับอยู่ เป็นสิ่งที่ไม่ได้ให้กันง่ายๆ อย่างทุกวันนี้ พระบรมวงศ์ชั้นสูงผู้มีอำนาจสูงศักดิ์แต่โบราณ เช่น กรมพระราชวังบวรมหาสุรสีหนาทในครั้งรัชกาลที่ ๑ ทรงกล่าวถึงบรรดาขุนนางที่เป็นเสนบดีครั้งกรุงศรีอยุธยาว่า "ไม่รู้รอบประกอบในราชกิจ ประพฤติกรรมแต่ที่ผิดด้วยอิจฉา สุภาษิตท่านกล่าวเป็นราวมา จะตั้งแต่งเสนาธิบดี ไม่ควรอย่าให้อัครฐาน จะเสียการแผ่นดินกรุงศรี เพราะไม่ฟังตำราโบราณมี จึงเสียทีเสียวงศ์กษัตรา เสียยศเสียศักดิ์นัคเรศ เสียทั้งพระนิเวศน์วงศา เสียทั้งตระกูลนานา เสียทั้งไพร่ฟ้าประชากร สารพัดจะเสียสิ้นสุด . " ความพินาศในสังคมของไทยในสมัยเป็นขี้ข้าไอเอมเอฟในขณะนี้ มีสาเหตุอย่างหนึ่งมาจากคนชั่วร้ายที่มีอัครฐานในวงรัฐบาลและข้าราชการดังที่ว่านี้ แต่แทนที่จะเกิดสำนึกในท่ามกลางความวิบัติที่เป็นอยู่ คนพวกนี้ก็ยังไขว่คว้าและชูคอกันอยู่อย่างสลอน พร้อมที่จะถางทางเข้ามาด้วยกลโกงเพื่อตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี อย่างน้อยได้อัครฐานเป็นเสนาบดีเพียงแคว้นหนึ่งเพื่อให้ได้ชื่อว่าเป็นเกียรติยศแก่วงศ์สกุลก็พอใจ ทุกครั้งที่แลเห็นภาพของคนคอโกงแผ่นดินที่โอ่อ่าด้วยสิ่งที่เป็นอิสริยยศ ข้าพเจ้านึกถึงโคลงตอนหนึ่งใน ลิลิตยวนพ่าย ที่ว่า คนเหล่านี้อาจมี "ชื่อยืนอยู่แสนปี เป็นคู่ ตายนา ตายก็ดีได้เข้า ช่องน้ำนรกานต์" |
|
หากต้องการบอกรับเป็นสมาชิกจดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ กรุณาส่งชื่อ ที่อยู่พร้อมแสดมป์ ๖ ดวงต่อปี มาตามที่อยู่มูลนิธิฯ |