ในความเคลื่อนไหว

  วัฒนธรรมมีขาย อยากได้เร่เข้ามา

    ศรัณย์ ทองปาน

     

เมื่อตอนเย็นของวันที่ ๘ สิงหาคมที่ผ่านมา วิทยาลัยนวัตกรรมการศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้จัดรายการแนะนำหลักสูตรศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต สาขา " การบริหารงานวัฒนธรรม " ขึ้นที่สยามดิสคัฟเวอรี่ ศูนย์การค้ากลางเมืองย่านสยามสแคว์ (และศูนย์กลางจักรวาลของวัยรุ่นกรุงเทพฯ) เลยไปอีกเล็กน้อย ณ หอประชุมใหญ่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พอถึงบ่ายวันเสาร์ที่ ๒ กันยายน ๒๕๔๓ ก็มีการจัดงานแนะนำหลักสูตรศิลปศาสตร์มหาบัณฑิตสาขา " การจัดการทางวัฒนธรรม " ของจุฬาฯ ขึ้นมาบ้าง

     ถึงชื่อในภาษาไทยอาจต่างกันบ้างแต่ชื่อในภาษาอังกฤษทั้งสองหลักสูตรก็คือ Master of Arts in Cultural Management เหมือนกัน

     มหาวิทยาลัยชั้นนำสองแห่งของประเทศแถลงข่าวการเปิดหลักสูตรปริญญาโทสาขาเดียวกันในช่วงห่างกันไม่ถึงเดือน

     ลำพังแต่ชื่อ "การบริหารงานวัฒนธรรม " หรือ " การจัดการทางวัฒนธรรม " นี้ฟังแล้วก็อาจสงสัยหรือนึกไม่ค่อยออกว่าเขาเรียกอะไรกันบ้าง ก็คงต้องดูรายชื่อวิชาเป็นตัวอย่าง

     ทางฝ่ายธรรมศาสตร์นั้นเริ่มด้วยวิชาพื้นฐาน เช่น ศิลปะและความงาม หลักการบริหารงานวัฒนธรรม เศรษฐศาสตร์วัฒนธรรม การตลาดเพื่อโครงการทางวัฒนธรรม ฯลฯ จากนั้นก็ต้องเลือกเรียนวิชาหมวดใดหมวดหนึ่งในสามหมวด อันได้แก่ หมวกมรดกทางวัฒนธรรมและศิลปะ (ซึ่งมีวิชาเลือกได้แก่ พิพิธภัณฑ์และการศึกษา การประมูลงานศิลปะและราคาของงานศิลปะ ทางกท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม) หมวดการแสดง ได้แก่ (วิชาการละครไทย ดนตรีโลกและดนตรีไทย กายภาพของโรงละคร อุตสาหกรรมการผลิตงานดนตรี ฯลฯ) และหมวดอุตสาหกรรมทางวัฒนธรรม (เช่น ประวัติอุตสาหกรรมในประเทศไทยและการอนุรักษ์ ตลาดงานประพันธ์ เทศกาลภาพยนตร์และการจัดฉายนอกระบบ)

     ส่วนของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยก็เริ่มต้นด้วยกลุ่มวิชาพื้นฐานประเภท วิวัฒนาการของศิลปะและวัฒนธรรมทฤษฎีและการปฏิบัติด้านการจัดการทางวัฒนธรรม วัฒนธรรมกับนิเวศวิทยา จากนั้นก็มีการแบ่งแยกย่อยเป็นสามแขนงเช่นกัน แต่จัดกลุ่มต่างกับธรรมศาสตร์ คือ มีแขนงวิชาจัดการศิลปการแสดงและการละคร เช่น วิชาการวิจักษ์และวิจารณ์ศิลปะการแสดงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กฎหมายกับศิลปะการแสดง แขนงการจัดการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม การจัดการตลาดสำหรับการท่องเที่ยว และแขนงวิชาการจัดการด้านทัศนศิลป์ เช่น การจัดหอศิลป์และพิพิธภัณฑ์ การจัดการแหล่งมรดกและวัฒนธรรม

     ดังนั้นถึงแม้การแถลงข่าวของทั้งสองสถาบันจะต่างบรรยากาศกันไป แต่เมื่อดูจากหลักสูตรแล้ว ทั้งสองสาขากลับมีลักษณะวิชาที่คล้ายคลึงกันมาก ข้อแตกต่างอย่างเดียวที่สำคัญก็คือ ทางจุฬาฯ ออกจะมุ่งตลาดนักศึกษานานาชาติด้วยการเปิดหลักสูตรเป็นภาษาอังกฤษ ตั้งเกณฑ์ผู้สมัครไว้ว่าต้องได้คะแนนสอบภาษาอังกฤษ TOEFL ถึง ๕๐๐ คะแนน เทียบเท่ากับการไปศึกษาต่อต่างประเทศ ในขณะที่ธรรมศาสตร์สนใจตลาดภายในประเทศมากกว่า เพราะจัดการเรียนการสอนเป็นภาษาไทย

     และเมื่อดูจากหลักสูตรแล้วก็พอได้เค้าว่า สิ่งที่เขาจะเรียนจะสอนกันนั้น มีทั้งด้านวิชาการศิลปวัฒนธรรม และวิชาการด้านบริหารจัดการ อาจนับเนื่องว่าเป็น MBA (ปริญญาโททางการบริหารธุรกิจ) ชนิดหนึ่งก็ว่าได้ แต่เป็น MBA ทางด้านศิลปวัฒนธรรมนั่นเอง คือ เป็นหลักสูตรสำหรับ " ผู้บริหาร " ในหน่วยงานหรือองค์กรด้านศิลปวัฒนธรรมต่างๆ ด้วยเหตุนี้ทั้งสองวิชาในสองสถาบันมีลักษณะเช่นเดียวกันกับ MBA คือเป็นหลักสูตรภาคค่ำและมีราคาค่าเรียนถึงกว่าสองแสนบาทต่อหลักสูตร โดยการเรียนการสอนจริงๆ ของทั่งจุฬาฯและธรรมศาสตร์จะเริ่มขึ้นในครั้งแรกในภาคปลายของปีการศึกษา ๒๕๔๓ นี้

     สิ่งหนึ่งที่ไม่ปรากฏในการแถลงข่าวทั้งสองรายการก็คือ ประวัติศาสตร์การก่อตั้งหลักสูตร น่าสังเกตว่าทั้งสองสถาบันต่างเป็นวิชาเดียวกันในเวลาไล่เลี่ยกันเช่นนี้ ไม่น่าเป็นแต่เพียงเหตุบังเอิญ เขามองเห็นอะไร? หรือคิดว่าสภาวการณ์ทางสังคมชนิดไหนที่จะเหมาะสมกับการเรียนการสอนวิชาประเภทนี้

     หากลองคิดเล่นๆ ว่าการเตรียมการสำหรับที่จะเปิดหลักสูตรสำหรับปริญญาโท น่าจะใช้เวลาไม่ต่ำกว่าสองสามปีเป็นอย่างน้อย ก็หมายความว่าหลักสูตรพวกนี้เกิดขึ้นหลังจากวิกฤต " ฟองสบู่แตก " และความล่มจมหายนะของภาคธุรกิจการเงิน / อุตสาหกรรม

     ในระยะโป่งพองของฟองสบู่นั้นเท่าที่จำได้ มีผู้เขียนให้เห็นการเปิดหลักสูตรวิชา MBA มากมาย มีตั้งแต่ระดับเล็ก (Mini) ไปจนถึงระดับผู้บริหาร (Executive) ทุกมหาวิทยาลัยไม่ว่าใหญ่โตหรือเล็กจ้อยเพียงใด ต่างก็ขวนขวายเปิดสอนวิชาที่ว่านี้กันจนเกร่อไปหมด มาบัดนี้เมื่อเมืองไทยไม่มีอะไรเหลือให้ขายอีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็นแรงงาน สินค้า หรือทรัพยากรธรรมชาติ ก็พลันเริ่มมีการพูดถึง " ทุนทางวัฒนธรรมกัน "

     นั่นก็คือเมื่อไม่อะไรที่จะผลิตสร้างได้ใหม่ ก็ต้องไปขุดของเก่าเปิดกรุสมบัติที่เป็นมรดกตกทอดทางวัฒนธรรมออกมา แล้วก็เอา " บริหาร " เพื่อแปรสภาพเป็นทุนเป็นตัวเงินกัน ถ้ามองในแง่นี้ หลักสูตรทั้งของจุฬาและธรรมศาสตร์ ก็คงพอรับกับสภาพการณ์แบบนี้ได้เป็นอย่างดี คือเป็นการเรียนวิขาการรบริหาร " วัฒนธรรม " เพื่อทำกำไรสูงสุด

     ในทัศนะของผู้เขียนเห็นว่า " หลักสูตร " ของทั้งสองสถาบันนี้ยังมีปัญหาอยู่มาก

     ในทางหนึ่งดูเหมือนว่าหลักสูตรทั้งสองยังขาด "ตัวตน" จริงของวิชา " การบริหารจัดการทางวัฒนธรรม " หากเป็นแต่เพียงการปะติดปะต่อผู้สอนและรายวิชาที่ส่วนใหญ่มีการเรียนการสอนอยู่แล้วในที่ต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน

     จากเอกสารที่ได้อ่านในวันแถลงข่าวเห็นได้ว่า ทางธรรมศาสตร์นั้นยังไม่มีคณะผู้สอน ( teaching staff ) จริงๆ ของตัวเองเลย ผู้สอนทั้งหมดเท่าที่ปรากฏนามเป็นเพียง "อาจารย์พิเศษ " ที่ถูกเชิญมาจากสถาบันอื่น หรือไม่ก็เป็นผู้ปฏิบัติงานในวิชาชีพนั้นๆ เอง ส่วนทางฝ่ายจุฬาฯ ก็เห็นได้ชัดว่าวิชาต่างๆที่มีในหลักสูตรนั้น มีเป็นจำนวนมากที่ดัดแปลงหรือหยิบยกมาจากวิชาที่มีการเรียนการสอนกันอยู่แล้วในคณะวิชาอื่นๆ

     บนเวทีอภิปรายในวันเปิดตัวหลักสูตรของธรรมศาสตร์ที่สยามดิสคัฟเวอรี่ ดร. ชาญวิทย์ เกษตรศิริ นักประวัติศาสตร์ร่วมสถาบันได้เตือนล่วงหน้าไว้แล้วว่า วิชาที่มีลักษณะเช่นนี้ "…เป็นวิชาประเภท know – how หรือ how to คือเรียนเพื่อใช้เป็นอาชีพจริงๆ ไม่ต่างกับวิชาอย่างเช่นนิเทศศาสตร์ … แต่ที่น่ากลัวก็คือจะกลายเป็นวิชาที่มีรูปแบบแต่ไม่มีเนื้อหา … "

     การที่มีแต่รูปแบบโดยไม่มีเนื้อหา หรือการเรียนการสอนชนิดที่ปราศจากแก่นแกนหรืออุปกรณ์ที่เป็นปรัชญาของตัว " วิชา " จริงๆนั้นนับเป็นเรื่อง "น่ากลัว "เช่น ดร.ชาญวิทย์ กล่าวไว้จริงๆ เพราะการสร้างหลักสูตรขึ้นมาจากชิ้นส่วนย่อยๆ แบบนี้ดูไปแล้วก็ไม่แตกต่างจากการที่ ดร.แฟรงเกนสไตน์ พยายามสร้าง " ชีวิต " ขึ้นจากชิ้นส่วนศพที่ขโมยมา เอามาเย็บติดกัน ซึ่งในท้ายที่สุดแล้วสิ่งที่ได้มากลับกลายเป็นเพียง " อสูรกาย " หรือผีดิบที่มีพลังไฟฟ้ากระตุ้นให้เคลื่อนไหว

     หลักสูตรที่มีแรงขับดันทางธุรกิจที่จะต้องการ "ขาย " เป็นหลักเช่นนี้ เมื่อมาจับเรื่อง " วัฒนธรรม "ซึ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและเกี่ยวข้องกับชีวิตของผู้คนทั้งหมดในสังคม ซึ่งออกจะน่ากลัวไม่น้อย

     ถ้าประเมินอย่างต่ำสุดเพื่อการที่ทางหลักสูตร " การจัดการทางวัฒนธรรม " ของจุฬาฯ เลือกนิยามวัฒนธรรมตามความหมายอย่าง " แคบ " ว่า " ..หมายถึงการแสดงออกที่เป็นสิ่งซึ่งแสดงลักษณะทางวัฒนธรรมรวมกลุ่มไม่ว่าจะเป็นการแสดงออกในรูปใด เช่น จิตรกรรม สถาปัตยกรรม ดนตรี ซึ่งอาจเรียกรวมๆ กันเป็นศิลปะ ทั้งเพื่อประโยชน์ในการใช้สอยและประโยชน์ในการจรรโลงใจ …" นั้น แสดงให้เห็นว่า จาก " วัฒนธรรม " ในทางมานุษยวิทยาซึ่งมีความหมายกว้างขวาง และหลายหลากซับซ้อนมาก แต่เมื่อต้องการจะ " บริหาร " หรือจะ " ขาย " แล้ว เรื่องอะไรที่มันซับซ้อนหรือยากเกินไปก็ต้องถูกทำให้ง่ายเข้า

     ผลที่ตามมาทันทีจากการนิยามเช่นนี้ ก็คือ "วัฒนธรรม " กลายเป็นสมบัติเฉพาะของชนชั้นกลาง หรือคนเมืองที่มีฐานะมีการศึกษาที่จะสนใจ "จิตรกรรม สถาปัตยกรรม ดนตรี " เท่านั้น ทั้งยังทำให้หลักสูตรการบริหารจัดการทางวัฒนธรรมกลายเป็นหลักสูตรของชนชั้นกลางโดยชนชั้นกลาง เพื่อชนชั้นกลางอย่างแท้จริง

     ปัญหาก็คือ ชนชั้นกลางนั้นเป็นสิ่งเกิดใหม่ในสังคมไทย คนเหล่านี้ยังไม่มีวัฒนธรรมอะไรเป็นของตนเอง ดังนั้น เมื่อจะ " บริหาร " วัฒนธรรมของคนพวกนี้ ก็ต้องไปขอยืมตัวแบบจากชนชั้นกลางฝรั่งตะวันตกมา ผลก็คือกลายเป็นชนชั้นกลางในจิตนาการ ชนิดที่มีหอศิลปะ โรงละคร พิพิธภัณฑ์ (และโทรทัศน์) เป็นเสาหลักทางวัฒนธรรม

     คำถามที่จะเกิดขึ้นทันทีก็คือมีชนชั้นกลางเยี่ยงนี้ในเมืองไทยจริงๆ หรือ?หรือมี " สถาบันทางวัฒนธรรม " แบบนี้อยู่กี่แห่ง ?

     การบริหารหรือจัดการวัฒนธรรมเหล่านี้จึงเป็นได้แต่เรื่องเลื่อนลอยเพ้อฝัน แต่หากประเมินศักยภาพของหลักสูตร " การบริหารจัดการวัฒนธรรม " นี้ ในระดับสูงสุดแล้ว เมื่อพิจารณาจากการที่ให้มีการเรียนวิชาการสื่อสารการตลาด ธุรกิจและสิ่งแวดล้อมจิตวิทยาการโฆษณา จิตวิทยาผู้บริโภค ฯลฯ ในหลักสูตรด้วย นั่นก็คือ เราผลิตผู้นำในอุตสาหกรรมการมอมเมาด้วยวัฒนธรรมรุ่นใหม่ขึ้นมา

     ครั้งหนึ่ง เมื่อสี่สิบห้าสิบปีก่อน เราเคยมี " รัฐ " ที่พยายามครอบงำวัฒนธรรมแก่คนในชาติ ทั้งด้วยการสวมหมวก ห้ามกินหมาก ด้วยละคร เพลงปลุกใจ และการรำวง

     ต่อมาเราก็มี " หน่วยงานทางวัฒนธรรม " เช่น กรมศิลปากรและการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ที่เพียรพยายาม " ขาย " วัฒนธรรมด้วยการสร้างระบำรำฟ้อนอันอัปลักษณ์ รื้อฟื้นประเพณีที่เลิกไปแล้วค่อนศตวรรษ ประดิษฐ์ประเพณีใหม่ๆ ตลอดจนสร้างสรรค์โบราณสถานใหม่ๆ ขึ้นทั่วประเทศเท่าที่ผ่านมานี้ยังไม่พออีกหรือ? ในวันนี้เราถึงกำลังผลิตนักโฆษณาชวนเชื่อทางวัฒนธรรมที่เป็นพ่อค้านักธุรกิจขึ้นมาอีก

     (ผู้สนใจหลักสูตรทั้งสองนี้ อาจดูเพิ่มเติมได้ที่ www.macm.grad.ac.th และ http://cie.tu.ac.th)

หากต้องการบอกรับเป็นสมาชิกจดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ กรุณาส่งชื่อ ที่อยู่พร้อมแสดมป์ ๖ ดวงต่อปี มาตามที่อยู่มูลนิธิฯ