บันทึกจากท้องถิ่น เรื่องเล่าจากสมุดบันทึก |
|
| นิพัทธ์พร เพ็งแก้ว | |
ในหลายครั้งของการเดินทางไปเก็บข้อมูลเพื่อเขียนสารคดี การคลุกคลีซักถามผู้ชำนาญการสาขาต่างๆ เกี่ยวกับชีวิต การทำงาน และความเชี่ยวชาญของท่านเหล่านั้น ทำให้ความคุ้นเคยก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว บางท่านสนิมสนมยาวนาน บอกเล่าประสบการณ์การเรียนรู้ หลายสิ่งลุ่มลึกยิ่ง หากข้อกำจัดหลายประการทำให้ไม่อาจถ่ายทอดลงสู่งานเขียนสารคดีขนาดยาวได้ บางทีเป็นเพราะหน้ากระดาษไม่เพียงพอ ไม่ใช่เรื่องอยู่ในความรับผิดชอบของตัวเอง หรือกระทั่งไม่ใช่ประเด็นหลักที่ต้องนำเสนอ ข้อมูลความคิดเห็นเหล่านั้นจึงถูกเก็บใส่แฟ้ม หรือบรรจุไว้ในบางหน้าของสมุดบันทึก เก็บยัดใส่ก้นลิ้นชักไปโดยปริยาย ทั้งที่บางเรื่องมีค่านัก เพราะแลกเปลี่ยนมาด้วยประสบการณ์ยาวนานของผู้เคี่ยวกรำตัวเองในสาขาที่สนใจมาหลายสิบปีดังเช่นเรื่องเล่าจากคุณสมนึก ปัทมคันธิน ผู้บุกเบิกทำพิพิธภัณฑ์เปลือกหอยของจังหวัดภูเก็ต คุณสมนึกเริ่มต้นบทสนทนาด้วยประโยคสั้นๆ แต่กินความหมายลึกว่า " ถ้าไม่รักหอย ในวงการค้า เราจะเป็นได้เพียงแค่พ่อค้ากระจอกๆ คนหนึ่ง " เพราะสามสิบสี่สิบปีของการใช้เวลายาวนานอยู่กับเปลือกหอยของคุณสมนึกด้วยความรักและทุ่มเทให้ทั้งชีวิต การรู้จักเปลือกหอยไม่ได้ผูกพันอยู่เพียงแต่ "ราคา "อันเป็นมูลค่าที่ตีมาได้เพียงตัวเงิน ดังเช่นคนขายเปลือกหอยหลายชีวิตวนเวียนอยู่เพียงนั้น หากประสบการณ์ที่ถ่ายทอดสู่คนรุ่นหลัง ทำให้มองเห็นว่า ระยะเวลาเนิ่นนานที่ผ่านมา คุณสมนึกได้รู้จัก "โลก " ผ่านประดิษฐกรรมอันบอบบางของธรรมชาติที่เรียกว่า " หอย " ในบางแง่มุมอันพิเศษลึกซึ้งยิ่งนัก และนี่คือเรื่องเล่า ซึ่งดิฉันไม่มีความรู้เพียงพอแก่การค้นข้อมูลมายืนยัน หากทั้งหมดที่ฟังมา " กินใจ " ยิ่ง และอยากจะเล่าต่อให้ได้ฟังกันอีกหลายๆ คนจึงตัดมาทุกตัวอักษรที่อยู่ในสมุดบันทึกของวันวาน คุณสมนึกอธิบายว่า ประเทศเขตศูนย์สูตร ฝนชุก ร้อนชื้นอย่างเมืองไทย ไม่เพียงความหลากหลายทางชีวภาพของพืชและสัตว์บนแผ่นดินจะมีมากเท่านั้น ในทะเลก็เช่นกัน เพราะทะเลเป็นแหล่งรับน้ำที่ผ่านมาจากทุกชีวิต ทุกภูมิประเทศจากบนบก ชนิดพันธุ์ของหอยในทะเลไทยจึงมีมากตามไปด้วย เขาเล่าถึงกระแสน้ำอุ่นอินโด-แปซิฟิก ที่ลากผ่านมหาสมุทรแปซิฟิกและทะเลอันดามันได้นำพาเผ่าพันธุ์หอยลงมาเป็นแถบตามกระแสน้ำจากสองฝั่งมหาสมุทร และในรอยบรรจบของกระแสน้ำเย็นอีกสายหนึ่ง แรงปะทะจะม้วนเอาหอย ลูกหอยไข่หอยลงสู่ก้นทะเลลึก เพาะพันธุ์บ่มฟักดั่งธนาคาร สปิซีส์ ที่พออุณหภูมิเหมาะสม คลื่นลมก็จะกวาดเอาตัวอ่อนเหล่านี้ขึ้นสู่ชายฝั่ง คุณสมนุกบอกเราว่าในทรายหนึ่งกำมือจากชายหาด กอบใส่อุ้งมือขึ้นมาดูจะรู้เลยว่า ทะเลหอย ณ ห้วงน้ำตรงหน้ามีลักษณะอย่างไร เพราะทรายคือซากชีวิตของหอย คือเปลือกที่ป่นสลาย หากทรายคมเปลือกหอยแตกเป็นเศษมีขอบคมชัด นั่นคือถูกพัดมาจากน้ำตื้น อายุขัยสั้น แต่ถ้าเป็นชิ้นเล็กกลม นั่นหมายถึงการเดินทางไกล เขามาจากน้ำลึก หรือมิฉะนั้นก็อายุยาวนาน หากเปลือกหอยแบนหนา น้ำหนักมาก ถิ่นที่เขาอยู่คือทะเลเขตมรสุมจัด หอยต้องพัฒนาตัวเองให้ยึดเกาะผิวพื้นได้ดี เพิ่มน้ำหนักให้เลื่อนไหลไปช้าๆ เหมือนต้นไม้ที่แห้งแล้ง หอยจะดูแคระแกร็น แต่ในที่ลมสงบ หอยชนิดเดียวกันจะบอบบาง เปลือกโป่งขึ้นทางสูง น้ำหนักไม่มาก เก็บเปลือกหอยชิ้นหนึ่งขึ้นมา คุณสมนึกบรรยายให้ฟังได้เลยว่า ถิ่นที่อยู่ กระแสลมของเกลียวคลื่น พาย มรสุม ฯลฯ มีลักษณะอย่างไร เพราะโครงสร้างของเปลือกเกี่ยวพันโดยตรงกับการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ หอยบางชนิดเปลือกเป็นริ้วสีแสดบนพื้นขาว นั่นเขาอยู่ในที่แดดส่องถึง เวลาแดดผ่าน้ำจะมองเห็นเป็นพรายไหวๆ ริ้วแดดกลืนไปกับสีของเปลือกหอย เขาปรับตัวจนอยู่ได้ สีสดจ้าของเปลือกหอยบางชนิดมักปรับตามเฉดสีของปะการังที่เขาอยู่ใกล้ คุณสมนึกบอกว่าธรรมชาติมีสมดุลอย่างน่าประหลาดใจ ในเวลาลมมรสุมจัดคลื่นลมแรง ออกซิเจนในน้ำมีมาก หอยจะขึ้นมามาก เป็นจังหวะที่เขาแพร่พันธุ์มาก แต่คนก็ออกจับไม่ได้ หากพอทะเลเรียบ คลื่นลมสงบ ออกซิเจนในน้ำมีน้อย หอยมุดทรายหนีหมด คนก็ออกไล่ล่า แต่ก็จับไม่ได้อีก ธรรมชาติได้จัดการพิทักษ์สงวนรักษาพันธุ์หอยไว้ได้อย่างชาญฉลาดทีเดียว ที่น่าสนใจมากก็คือ เรื่องที่คุณสมนึกเล่าถึงเขตวัฒนธรรมของโลกจะมีหอยเข้าไปเกี่ยวข้องอยู่เสมอ คุณสมนึกบอกว่า อยู่กับเปลือกหอยมาหลายสิบปี เริ่มเห็นว่าประติมากรรมและสถาปัตยกรรมในหลายๆ แห่งมีรูปแบบเส้นกรอบมาจากเปลือกหอย น่าประหลาดที่หอยแครงปีกนกหรือหอยแครงมังกรที่สวยที่สุดในเมืองไทย พบที่ปะนาเระสายบุรี ปัตตานี หยิบมาวางดูเหมือนกันเป๊ะกับรูปร่างของเรือกอและโบราณ ตอนยังไม่ตัดท้ายใส่เครื่องเรือหางยาว (ดูและก็เหมือนจริงๆ ) ส่วนทัชมาฮาลของอินเดียตรงโดมป่องๆ กับรูปทรงของหอยสังข์ เหมือนกันมาก แล้วหลังคากระเบื้องซ้อนเป็นชั้นๆ ของอาคารญี่ปุ่น จะเหมือนลักษณะเปลือกหอยวงศ์ตาเสือที่พบมากแถบญี่ปุ่นเสียด้วยหอยวงศ์ตาเสือเป็นหอยน้ำลึกมีทรงเป็นฉัตรซ้อนเป็นชั้นๆ เหมือนหอคอย ส่วนการวางลายโสร่งปาเต๊ะของมาเลย์กับอินโด จะเหมือนลายบนหอยเต้าปูนเปี๊ยบเลย เหมือนของหอยสังข์โนรีด้วย โดยเฉพาะที่ได้จากปีนังถึงเมดาน คุณสมนึกยังตั้งข้อสังเกตอีกว่ารูปทรงโบสถ์ช่อฟ้าของไทย ดูคล้ายหอยสังข์หนามที่มีลักษณะแยกเป็นช่ออีกด้วย.. เมื่อวันวาน บรรทัดถัดมาของสมุดบันทึก ดิฉันเขียนเอาไว้ว่า ในวันที่ช่างพื้นบ้านเพชรบุรีลากเส้นช่อฟ้าโบสถ์ให้ดู แล้วบอกว่า ได้สูตรคำนวณการทำช่อฟ้ามาจากสัดส่วนของกลีบบัวสายที่นำมาต่อกับกะเปาะดอกบัวหลวง พอยกขึ้นที่สูงสามารถแก้ " อากาศกิน " มองดูจากพื้นดินได้ขนาดพอดิบพอดี แหม เห็นแล้วถึงกับอุทานในใจว่า " ใช่เลย " แต่พอวันนี้ มาดูทรวดทรงของสถาปัตยกรรม ประติมากรรม หรืองานหัตถกรรม เทียบกับเปลือกหอยก็ " ใช่เลย " อีกนั่นแหละ มันอะไรกันนี่ ? สงสัยจริงๆ ว่าธรรมชาติจะมีรูปแบบ ( Form) มี " แบบ " อย่างดูเป็น "พลัง " ที่คลี่คลายออกมาในรูปของสัญลักษณ์ต่างๆ ในแบบของก้นหอย เส้นตรง วงกลม สามเหลี่ยม เส้นโค้ง ที่เรารู้จักกันในลักษณะของสัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ต่างๆ สัญลักษณ์เหล่านี้คือการแสดงออกของพลัง คือ รากที่อยู่เบื้องหลัง แต่คลี่คลายมาเป็นใบไม้ เปลือกหอย ดอกไม้ การเรียนวิชาคณิตศาสตร์และเรขาคณิต ก็เพื่อจะได้รูจักคิดเชิงนามธรรมและสัญลักษณ์ให้เป็น เพราะจำนวนและกราฟต่างๆ เราไม่อาจพบและจับต้องมันได้จริงจากวัตถุในโลก บางทีตัวอย่างจากช่างพื้นบ้านและคนสะสมเปลือกหอย อาจกำลังบอกเล่าถึงภาพสะท้อนกลับไปกลับมาของ " พลัง " รูปทรงวัตถุไม่ว่าจะมาจากการมองของคนบนจุดยินใด ทั้งหมดล้วนกลับสู่สัญลักษณ์พื้นฐานและเป็นพลังที่คลี่คลายออกมาในหลายลักษณะ จนเป็นวัตถุหลากหลายรอบตัวให้สัมผัส น่าแปลกที่มันกระจ่างวาบขึ้นในใจ เดินออกมาหลังจากคุยกับคุณสมนึก ใจนิ่งเงียบ เงียบสนิทไม่มีจินตนาการใดๆ หลงเหลือ โลกรอบตัวเปลี่ยนไปหมด เสาไฟ รั้วบ้าน เหรียญสตางค์ ฯลฯ เหมือนมาเรียนรู้ใหม่ ราวทารกแรกรู้จักโลก มันวูบเข้ามา โอ้โหย รอบตัวเรามีเส้นต่างๆ เส้นโค้ง วงกลม เส้นต่อเป็นลูกคลื่นไม่มีสิ้นสุด เมฆไม่ใช่เมฆ ไม่มีชื่อ เป็นรอยโค้งต่อๆ ที่เคลื่อนไป ทะเล ฟองคลื่น และโขดหิน ไม่ใช่หินอีกแล้ว เป็นบางสิ่งที่ไม่รู้จัก อธิบายไม่ได้ ไม่มีคำอธิบายใดๆ เหลืออยู่อีกเลย โลกทีเปลี่ยนไปในการรับรู้ของดิฉันเมื่อวันนั้น ไม่ช้านานก็ค่อยๆ ปรับสู่ภาวะปกติ แต่ความจำต่อสิ่งสัมผัสชั่วขณะยังคงอยู่ แม้จะไม่อาจคืนกลับไปสู่หัวใจอันเงียบเชียบเช่นนั้นได้อีกง่ายดายนัก มีหลายครั้งในการเก็บข้อมูลเพื่อเขียนสารคดีและทำงานวิจัย ดิฉันยังสงสัยอยู่เสมอ ในงานภาคสนาม การพบปะผู้คน ผู้เป็น " ที่สุด " ของศาสตร์ในหลายๆ สาขา การรับรู้ " เมตตา " ที่ส่งผ่านมาให้เราโดยใจบริสุทธิ์ เป็นไปได้หรือไม่หนอ ว่าสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้เราสามารถปรับแปรองค์ความรู้หรือประสบการณ์อันสัมผัสตรงจาก "ครู" ผู้ซึ่งหลายคนมีคุณลักษณะของมนุษย์ที่แท้ให้กลายเป็นความเติบโตของคนทำงาน เกิดการขัดเกลาชีวิตด้านในให้มีเรี่ยวแรงมากเพียงพอที่จะรู้จักมีเมตตาและรับฟังผู้อื่นเป็น ในยามกระทบกระทั่งกับบุคคลรอบช้างโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้ร่วมงาน จนบัดนี้ดิฉันยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจนกับตัวเอง แม้ว่าประสบการณ์ในวันวานหลังฟังเรื่องเล่าของคุณสมนึก จนเกิดอาการหัวใจนิ่งเงียบ ไม่รู้สึกต่อแรงกระทบใดๆ จะประจักษ์ชัดอยู่ในความทรงจำสักเพียงใดก็ตาม |
|
หากต้องการบอกรับเป็นสมาชิกจดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ กรุณาส่งชื่อ ที่อยู่พร้อมแสดมป์ ๖ ดวงต่อปี มาตามที่อยู่มูลนิธิฯ |