สโมสรพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น

   ทีละก้าวของพิพิธภัณฑ์ไทยพวน

    วิชญดา ทองแดง

    

 เมื่อได้ทราบว่าในเพชรบุรีมีกลุ่มชาติพันธุ์พวนกลุ่มใหญ่อยู่ที่มาบปลาเค้า และมีพิพิธภัณฑ์ไทยพวนอยู่ด้วย ด้วยความสนใจใคร่รู้ว่าพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นทีนี่ มีเรื่องราวความเป็นมาอย่างไร พอมีโอกาสเหมาะจึงได้เดินทางไปถามไถ่พูดคุย ผู้ใหญ่เบี้ยว คำเพ็ง อาจารย์อุทัย เล็กกี้และคุณศักดา จิตการุณ ซึ่งถูกตามตัวอย่างกะทันหันออกตัวว่า ภายในพิพิธภัณฑ์ยังไม่เรียบร้อยนักเพราะยังไม่พร้อมที่จะเปิดให้เข้าชมอย่างเป็นทางการ แต่เจ้าบ้านทั้งสามก็ได้ให้ข้อมูลและเรื่องราวความเป็นมาอย่างดี

     ผู้ใหญ่เบี้ยว คำเพ็ง เป็นชาวมาบปลาเค้าโดยกำเนิด เป็นผู้ใหญ่บ้านมาหลายสิบปี ก่อนที่จะเกษียณเมื่อประมาณ ๗ ปีที่แล้ว แต่ชีวิตหลังเกษียณที่นอกเหนือจากการดูแลไร่นา สวนผสมเล็กๆ ก็คงยังเป็นหลักสำคัญในกิจกรรมต่างๆ ของชุมชน เพราะชีวิตการทำงานไม่ได้สิ้นสุดไปตามตำแหน่งและวาระที่ราชการกำหนด

     อาจารย์ อุทัย เล็กกี้ เป็นคนบ้านหนองปลาไหล มีเชื้อสายพวนมาจากบรรพบุรุษทางแม่อยู่บ้าง ได้ย้ายมาเป็นอาจารย์ประจำที่โรงเรียนมาบปลาเค้าและเป็นเขยของบ้านนี้กว่าสามสิบปีแล้ว เมื่อได้มาเห็นผู้เฒ่าผู้แก่ที่ยังคงรักษาวัฒนธรรมประเพณีและวิถีชีวิตอย่างชาวพวนไว้ ก็ทำให้เลือดพวนเข้มขึ้น

     ส่วนคุณ ศักดา จิตการุณ นั้น แม้จะไม่ได้เป็นชาวมาบปลาเค้าและไม่มีเชื้อสายพวน แต่เมื่อได้มารับตำแหน่งองค์การบริหารส่วนตำบลมาบปลาเค้า ก็กลายเป็นกำลังและเรี่ยวแรงหลักในกิจกรรมต่างๆ ของชุมชนด้วยเช่นกัน

     ก่อนจะคุยกันถึงเรื่องพิพิธภัณฑ์ก็ได้รับทราบว่า ในเมืองไทยมีพวนอาศัยอยู่ ๑๙ จังหวัด พวนในเพชรบุรีถือว่าเป็นกลุ่มที่อยู่ทางตอนใต้สุดของไทย โดยมีกลุ่มใหญ่อยู่ที่ตำบลมาบปลาเค้า อำเภอท่ายาง นี้เอง ที่นี่มีพวนอยู่ราว ๑,๐๐๐ คนหรือประมาณ ๒๐๐ หลังคาเรือน(ตำบลมาบปลาเค้าแบ่งออกเป็น ๖ หมู่บ้าน เฉพาะหมู่ที่ ๑-๔ มีเชื้อสายพวน) ส่วนอีกแห่งหนึ่งคือที่บ้านหนองปลาไหล อำเภอเขาย้อย มีพวนอยู่ราว ๒๐ หลังคาเรือน นอกจากนั้นก็มีกระจายอยู่ไม่มากนัก เด็กในตำบลนี้เรียนรวมกันตั้งแต่ชั้นอนุบาลถึงประถมปีที่ ๖ มีนักเรียน ๑๒๕ คน โดยทางโรงเรียนสนับสนุนให้นักเรียนพูดภาษาพวน

     ส่วนภาพรวมทั่วไปของชุมชนนั้น ผู้ใหญ่เบี้ยวเล่าว่า เมื่อก่อนมาบปลาเค้าแห้งแล้ง อาชีพของคนส่วนใหญ่คือรับราชการ ตัดไม้ และทำนาน้ำฝน ที่นี่เริ่มทำนาได้ผงดีในปี พ.ศ.๒๔๙๖ เป็นต้นมา เพราะมีน้ำจากคลองชลประทานหลังการสร้างเขื่อนเพชร ด้านประเพณีมีตรุษ สงกรานต์ และสารท เรียกกันว่า " หน้างาน " เฉพาะตรุษและสงกรานต์มีคำคล้องอยู่ว่า " ตรุษสาม (สง) กรานต์สี่ " นั่นหมายถึงช่วงตรุษจะมีงานต่อกัน ๓ วันตอนสิ้นเดือนสี่ พอถึงสงกรานต์ในเดือนห้าก็จะมีงาน ๔ วัน การละเล่นในช่วงหน้างานมีหลายอย่าง เช่น เพลงฉ่อย ลูกช่วง มะตูมทอยเทด ฯลฯ ซึ่งปัจจุบันล้วนแล้วแต่ห่างหายไปจนต้องพยายามรวบรวมข้อมูลขึ้นมาใหม่และอาจจะฟื้นกลับมาอีกครั้ง

     พิพิธภัณฑ์ไทยพวนเริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นราว พ.ศ.๒๕๔๑ โดยไม่มีองค์กรหน่วยงานด้านพิพิธภัณฑ์มาแนะนำสนับสนุนและไม่มีพิพิธภัณฑ์ใดๆ เป็นต้นแบบ แกนนำที่มาพูดคุยในวันนี้บอกเล่าว่า จุดมุ่งหมายของการทำพิพิธภัณฑ์ก็เพื่อต้องการที่จะอนุรักษ์สิ่งที่มีมาแต่เดิมให้คงอยู่ และเพื่อที่จะได้ไม่ต้องซื้อข้าวและผ้าจากชุมชนอื่น ดังนั้นกิจกรรมของพิพิธภัณฑ์ในเบื้องต้นจึงมุ่งไปที่การผลิตข้าวซ้อมมือและการทอผ้า ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานราชการจนทำให้พวนมาบปลาเค้าเป็นที่รู้จัก และแม้ว่าชุดพวนมาบปลาเค้าจะออกแบบใหม่จากคำบอกเล่าผสมจินตนาการ แต่ก็สะท้อนความรู้สึกถึงเอกลักษณ์และความภาคภูมิใจของชุมชน

     ส่วนการสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์ซึ่งอยู่ในบริเวณวัดมาบปลาเค้านั้น ได้งบประมาณจากผ้าป่าและเงินทำบุญจากงานเผาศพนางเฉลียว พุ่มไสว ซึ่งเป็นคนเฒ่าในชุมชน โดยมีพระลูกวัดช่วยออกแบบอาคารให้ และเมื่อมีเงินเหลือก็ได้ทำชั้นวางของแถมให้อีกด้วย สิ่งของที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์มีอยู่ไม่มากนัก ส่วนใหญ่เป็นข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน เครื่องไม้เครื่องมือในการประกอบอาชีพในการเกษตร อุปกรณ์ทอผ้า เครื่องดนตรี สมุดไทย ถ้วยรางวัล ที่ได้จากการแข่งขันชักเย่อและกีฬาต่างๆ

     เมื่อถามไปว่าจะจัดแสดงอะไรในพิพิธภัณฑ์ไทยพวน ก็ได้คำตอบว่ายังไม่ได้ข้อสรุปแน่นอน เพียงแต่เคยพูดคุยกันไว้อย่างไม่เป็นทางการว่า พิพิธภัณฑ์ไทยพวนเป็นที่จัดแสดงเรื่องราวความเป็นมาของพวนและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนมาบปลาเค้าอย่าสงคลอบคลุมที่สุด ทั้งนี้ได้แรงบันดาลใจส่วนหนึ่งจากการพูดคุยและได้เห็นการรวมตัวของโซ่งที่เขาย้อย ส่วนจะก้าวต่อไปอย่างไรนั้นยังไม่สามารถตอบได้ ในวันนี้

     ดูเหมือนว่าพิพิธภัณฑ์ไทยพวนไม่ได้เร่งดำเนินงานเพื่อเปิดให้ชมอย่างเป็นทางการในเร็ววัน อาจจะเป็นเพราะไม่มีเงื่อนไขจากภายนอกมาเร่งมากนัก ส่วนปัจจัยภายในก็ยังรอความพร้อมในอีกหลายๆ ด้านเป็นสำคัญ แต่หากมีผู้สนใจเข้าชมหรือพูดคุยแลกเปลี่ยนข้อมูลและประสบการณ์ ก็ติดต่อได้ที่ ผู้ใหญ่เบี้ยว คำเพ็ง (๐๓๒)๔๕๒-๔๓๐ หรือ อาจารย์ อุทัย เล็กกี้ โรงเรียนมาบปลาเค้า (๐๓๒) ๔๕๒-๔๗๗

หากต้องการบอกรับเป็นสมาชิกจดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ กรุณาส่งชื่อ ที่อยู่พร้อมแสดมป์ ๖ ดวงต่อปี มาตามที่อยู่มูลนิธิฯ