บันทึกจากท้องถิ่น

   ถึงคราวขึ้นคาน

    สุวิมล ภู่วีพัฒน์พงศ์

     

บ้านพลับที่บางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นหมู่บ้านของชุมชนมุสลิมที่มีอาชีพรับซื้อเรือ เช่น เรือโยง เรือต่อ เรือเอี้ยมจุ๊น สำหรับเรือที่มีสภาพชำรุดทรุดโทรม
จนยากแก่การซ่อมแซม ก็จะถูกนำมาขึ้นคานรื้อโครงไม้ออกเป็นแผ่นๆ เพื่อจำหน่ายไม้ปลีกย่อย แต่ถ้าหากสภาพของเรือยังใช้การได้ดีอยู่ ก็จะซ่อมและนำไปขายต่อ

     ไม้ที่ใช้ทำเรือเป็นไม้สักแทบทั้งลำ ยกเว้นลูกประสักที่ใช้อุดตรงผิวด้านนอกของลำเรือนั้นทำจากไม้แสม ซึ่งมีความแข็งแรงทนทานมาก และมีราคาแพงกว่าไม้สักหลาย
เท่าตัว(เรียกภาษาชาวบ้านว่าไม้ชั่งกิโล เนื่องจากคิดราคาซื้อขายเป็นกิโลกรัมตามน้ำหนักของไม้ เรือลำหนึ่งจึงมีอายุการใช้งานยาวนานถึงร้อยกว่าปี )

     การค้าขายขนส่งทางน้ำแต่เดิมมามีความสำคัญอย่างยิ่งเนื่องจากการคมนาคมทางบกนั้นไม่สะดวก และผู้คนส่วนใหญ่ล้วนตั้งบ้านเรือนอยู่ริมแม่น้ำลำคลองภาพชีวิตริม
ฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาในอดีตจึงคลาคล่ำไปด้วยเรือสินค้าจากเมืองใกล้ไกลทั้งใหญ่ และเล็กจอดเรียงรายอยู่ตลอดสองฝั่งน้ำจนแม้นับเวลาย้อนไปราวกว่าห้าทศวรรษก็ยังคงมี
เรือจากเมืองริมชายฝั่งทะเล เช่น ท่าฉลอมแล่นเรือชักใบขึ้นมาขายสินค้าถึงแถบอยุธยานี้ด้วย

     เรือสินค้าในอดีต มีทั้งเรือใบซึ่งมักแล่นลมมาจากเมืองท่าชายฝั่งทะเลขนาดไม่ใหญ่นัก และเรือเอี้ยมจุ๊น ซึ่งเป็นเรือขนาดใหญ่มีระวางมากถึง ๒๑ ตัน ใช้วิธีการเดินเรือ
แบบลากจูงโดยให้กระแสน้ำเป็นตัวช่วยในการเดินเรือ

     ในช่วงเวลา ๒ ปีที่ผ่านมานี้มีเจ้าของเรือนำเรือมาขายมากขึ้นกว่าแต่ก่อน เนื่องจากการค้าขายทางเรือลดน้อยลง หากเรือที่มีสภาพดีส่วนใหญ่มักรับซื้อในราคาราว
๘๐,๐๐๐-๘๕,๐๐๐ บาท นำมาซ่อมแซมบางส่วนแล้วขายในราคาราว ๑๒๐,๐๐๐บาท (นี่เป็นราคาของเรือขนาด๒๑ตัน) ถ้าหากสภาพใช้การไม่ได้แล้วจะรับซื้อในราคา
ถูกลงคือราว ๔๐,๐๐๐ บาท แต่ส่วนใหญ่มักเป็นเรือที่หมดอายุการใช้งานแล้ว จึงนำเรือมาแยกส่วนออกเป็นแผ่นขายปลีกซึ่งได้ราคาดี เช่น แผ่นไม้สักขนาด ๑ นิ้ว x ๘ นิ้ว
ยาว ๒ เมตร ขายในราคาแผ่นละ ๙๐๐ บาท ชาวบ้านที่ประกอบอาชีพนี้จึงจัดว่ามีรายได้ดี คือตกวันละไม่ต่ำกว่า ๓๐๐ บาท

     ปัจจุบันมีการนิยมใช้เรือเหล็กมากขึ้น แม้ว่าการต่อเรือเหล็กจะมีราคาแพงขึ้นอีกมากมาย เฉพาะค่าดาวน์ก็ตกราวลำละ๑,๔๐๐,๐๐๐บาทแล้ว การขนส่งทางน้ำจึงเปลี่ยน
มือจากชาวบ้านที่เป็นเจ้าของเรือไปสู่เจ้าของเรือที่เป็นนายทุนมากขึ้น

     แต่ก่อนเรือไม้สักเหล่านี้มักบรรทุกสินค้าต่างๆที่บรรทุกมากคือ ข้าว ต่อมาเปลี่ยนเป็นบรรทุกทราย เนื่องจากมีการก่อสร้างมากขึ้นและประจวบกับการค้าทางบกสะดวก
รวดเร็วกว่า จนกระทั่งปัจจุบันแทบจะไม่มีการซื้อขายเรือเพื่อใช้บรรทุกสิ่งของอีกต่อไป แต่กลับมีกระแสนิยมใหม่ในหมู่ผู้ประกอบการร้านอาหารขนาดใหญที่มักซื้อเรือ เหล่านี้สำหรับบรรทุกผู้คนที่มารับประทานอาหารโดยมีเรือเล็กติดเครื่อง ลากจูงไปตามแม่น้ำลำคลองต่างๆ เพื่อสร้างบรรยากาศในการเสพรสชาติอาหารให้มีสีสัน และ
แปลกใหม่

     จากการสอบถามเรื่องประเพณีการเซ่นไหว้ แม้ว่าจะเป็นชาวอิสลาม ชาวบ้านที่ทำอาชีพนี้ก็มีการไหว้เจ้าที่เจ้าทางเรือ หรือเรียกว่าการเซ่นไหว้แม่ย่านางเป็นประเพณี
โดยก่อนที่จะลงมือทำงานในแต่ละคราว ชาวบ้านจะเรียกเจ้าที่มาอย่างน้อย ๓ ตน แล้วเลี้ยงข้าวปลาอาหารเสร็จสรรพแล้วจึงขอพรให้กิจการงานที่จะลงมือทำนั้นเป็นไป
อย่างราบรื่น

หากต้องการบอกรับเป็นสมาชิกจดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ กรุณาส่งชื่อ ที่อยู่พร้อมแสดมป์ ๖ ดวงต่อปี มาตามที่อยู่มูลนิธิฯ