สโมสรพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น

  สรุปการสัมมนาเชิงปฏิบัติการพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น

   มูลนิธิประไพ วิริยะพันธุ์

     

วันที่ ๗-๙ กันยายน ๒๕๓๙

     มูลนิธิประไพ วิริยะพันธุ์ จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในระหว่างวันที่ ๗-๙ กันยายน ๒๕๓๙ มีผู้เข้าร่วมสัมมนาทั้งสิ้น ๓๒ ท่าน วิทยากร ๒ ท่าน มีรายละเอียดของผู้เข้าร่วมสัมมนาดังต่อไปนี้

     กลุ่มที่ ๑.ผู้ที่ทำงานพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นเอกชนหรือของตนเอง จำนวน ๔ คน

     กลุ่มที่ ๒.กลุ่มผู้ที่กำกับดำเนินการสร้างพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นของชุมชน จำนวน ๑๑ คน

     กลุ่มที่ ๓.กลุ่มข้าราชการศูนย์วัฒนธรรมอำเภอหรือโรงเรียน จำนวน ๗ คน

     กลุ่มที่ ๔.กลุ่มเจ้าหน้าที่ องค์กร พัฒนาเอกชน จำนวน ๒ คน

     กลุ่มที่ ๕.สื่อมวลชน จำนวน ๔ คน

     กลุ่มที่ ๖.กลุ่มผู้เข้าร่วมสังเกตการณ์ จำนวน ๔ คน

     ผู้เข้าร่วมฟังสัมมนาประกอบไปด้วยชาวบ้านตัวแทนชุมชน, กำนัน, สมาชิกสภาจังหวัด,ไวยาวัจกรของวัด, ข้าราชการครูอาจารย์ ตัวแทนพิพิธภัณฑ์เอกชน ข้าราชการจาก สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ และสื่อมวลชน

     กิจกรรมการสัมมนา

      วันเสาร์ที่ ๗ กันยายน ๒๕๓๙

     ช่วงเช้าเป็นการนำชมเมืองโบราณ จังหวัดสมุทรปราการ โดยรศ.ศรีศักรวัลลิโภดม และรศ.ธิดาสาระยา ชี้ให้เห็นคุณค่าของศิลปวัฒนธรรมไทย ผ่านสิ่งก่อสร้างต่างๆ
ซึ่งเป็นตัวแทนแต่ละภูมิภาค และแสดงให้เห็นว่าการจัดการก่อสร้าง การเคลื่อนย้าย หรือผาติกรรมที่คงคุณค่าทางวิชาการไว้เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการจัดสร้างเมืองโบราณ
ขึ้นมา

     ช่วงบ่าย เริ่มจากการเดินทางที่ต้องใช้เวลากว่า ๔ ชั่วโมง ดังนั้น จึงมีการแนะนำตัวเองและกิจกรรมของผู้เข้าร่วมสัมมนาซึ่งมีที่มาและภูมิหลังต่างๆ กัน เช่น มาจาก
พิพิธภัณฑ์วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร จังหวัดเชียงใหม่, พิพิธภัณฑ์วัดพระหลวงธาตุเนิ้ง จังหวัดแพร่, พิพิธภัณฑ์ผ้าป้าดา จังหวัดเชียงใหม่, วัดศาลาแดงเหนือ จังหวัด
ปทุมธานี, วัดพระทอง จังหวัดภูเก็ต, ชุมชนบ้านท่าแร่ จังหวัดสกลนคร, ชุมชนบ้านบางโทรัด จังหวัดสมุทรสาคร เป็นต้น

     นอกจากนี้วิทยากรยังได้บรรยายถึงกิจกรรมความเป็นมาของพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น และเน้นว่าสามารถจัดพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นได้ในหลายระดับแตกต่างกัน นั่นคือ พิพิธภัณฑ์
ท้องถิ่นขนาดใหญ่ เช่นที่เมืองโบราณ หรือพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นขนาดกลาง และขนาดเล็ก เช่นที่พิพิธภัณฑ์ชุมชนวัดม่วง และพิพิธภัณฑ์จันเสน ซึ่งในแต่ละแห่งต่างให้ความ
สำคัญในเรื่องของความหมายทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น และสามารถสื่อสารให้ความรู้อย่างชัดเจน

     เมื่อถึงพิพิธภัณฑ์ชุมชนวัดม่วง วิทยากรได้นำชมนิทรรศการ โดยเน้นให้เห็นว่า พิพิธภัณฑ์ชุมชนวัดม่วงเป็นพิพิธภัณฑ์ที่เน้นการจัดแสดงเกี่ยวกับชาติพันธุ์ขนบธรรมเนียม
ประเพณีของมอญซึ่งเป็นเจ้าของชุมชนสื่อในการจัดแสดงเป็นวัตถุที่เกี่ยวเนื่องทางประเพณีวัฒนธรรมของชาวมอญโบราณวัตถ ุและเรื่องราวทางโบราณคดีเป็นเพียงประเด็น
ย่อยในการจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ หลังจากชมพิพิธภัณฑ์แล้ว ทางคณะได้รับประทานอาหารมอญ ซึ่งชาวบ้านเป็นผู้จัดการปรุงอาหารร่วมกัน

     ในระหว่างการเดินทางและรับประทานอาหาร ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์โดยส่วนตัวระหว่างกัน และระหว่างเจ้าหน้าที่ผู้จัดการสัมมนา

     วันอาทิตย์ที่ ๘ กันยายน ๒๕๓๙

     ช่วงเช้าใช้เวลาราว ๔ ชั่วโมงบนรถแนะนำตัว และกิจกรรมเกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นของผู้เข้าร่วมสัมมนาต่อจากในวันเสาร์ ส่วนในช่วงบ่ายเป็นการนำชมพิพิธภัณฑ์
จันเสน โดย รศ.ศรีศักร วัลลิโภดม แก่ผู้เข้าร่วมสัมมนาและนักเรียนมัธยมในตำบลจันเสนที่มาฟังเพื่อเตรียมตัวเป็นอาสาสมัครมัคคุเทศก์ของพิพิธภัณฑ์ในอนาคต วิทยากร
บรรยายให้เห็นว่า พิพิธภัณฑ์จันเสนเกิดขึ้นจากการให้ความสำคัญแก่ปูชยนียบุคคลท้องถิ่น และเป็นพิพิธภัณฑ์ที่เน้นความเป็นมาของสังคมมนุษย์สมัยบุรพกาลในพื้นที่นี้
ตลอดจนความก้าวหน้าของงานโบราณคดี ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในพื้นที่และมีคุณค่าทางวิชาการอย่างยิ่ง ส่วนในเรื่อสังคม ประเพณี และกลุ่มชาติพันธุ์ เป็นเนื้อหารองในการจัด
แสดง

     มีการจัดเสวนาเรื่อง "พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นของท่าน" ในช่วงบ่าย บริเวณศาลาการเปรียญวัดจันเสน ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาและวิทยากรแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
อย่างกว้างขวางเกี่ยวกับการจัดพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นของตนเองในอนาคต หลังจากเยี่ยมชมกิจการทั้งสามแห่งแล้ว

     เริ่มจาก พระครูนิวิฐธรรมขันธ์ เจ้าอาวาสวัดจันเสน กล่าวบรรยายสรุปความเป็นมาและการดำเนินการจัดสร้างพิพิธภัณฑ์จันเสน เกี่ยวกับงบประมาณดำเนินการ การติดต่อ
ประสานงาน และความร่วมมือของผู้คนในชุมชนและศิษยานุศิษย์ของหลวงพ่อโอด ต่อจากนั้น ที่ประชุมได้แนะนำ คุณหมอสำนวน ปาลวัฒน์วิไชย ซึ่งได้มาสมทบในภายหลัง
คุณหมอสำนวนเป็นผู้จัดพิพิธภัณฑ์ส่วนตัวขนาดใหญ่ เก็บโบราณวัตถุจำนวนมากที่จังหวัดชัยนาท

     ที่ประชุมเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาทุกคนแสดงความคิดเห็นอย่างเสรี ในระหว่างผู้เข้าร่วมสัมมนา และวิทยากรมีประเด็นถกเถียงทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยหลาย
กรณีด้วยกัน สามารถสรุปได้ดังนี้

     ๑.เด็กๆ เป็นความหวังของชุมชน การดำเนินการศึกษาเรื่องราวต่างๆ ในท้องถิ่นเด็กๆ จะเป็นกำลังสำคัญในการดำเนินการ และถ่ายทอดเรื่องราวไปสู่กลุ่มคนต่างๆทั้ง
ภายในและภายนอก เด็กๆ จะเป็นผู้ช่วยเติมข้อมูลต่างๆ ให้เต็ม และสามารถสร้างเป็นเอกสารชั้นต้นที่ดีมาก

     ๒.พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นควรจะมีอยู่เพื่อใคร ส่วนหนึ่งเห็นว่าควรจะมีอยู่เพื่อรับใช้ท้องถิ่นแต่เพียงอย่างเดียว แต่อีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่า หากรับใช้เพียงท้องถิ่น พิพิธภัณฑ์จะไม่
สามารถอยู่ได้ ควรจะมีเป้าหมายว่า การทำพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นแห่งนั้นๆ ทำเพื่อใคร เพื่อการจัดแสดงจะได้เลือกสิ่งที่เหมาะสม โดยวิทยากร (รศ.ธิดา สาระยา) ให้ความคิด
เห็นเชิงสรุปว่า การสร้างพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นควรทำเพื่อให้ความรู้แก่คนในท้องถิ่นเอง ทำให้เกิดความภาคภูมิใจในรากเหง้าของตนเอง สร้างความรู้สึกและความคิดขึ้นว่า
หากจะก้าวไปข้างหน้า ควรจะก้าวไปตรงไหนและอย่างไร ในกรณีที่พบปัญหาว่าในท้องถิ่นนั้นมีการเปลี่ยนแปลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การเก็บหรือรักษาของเก่านั้นไว้เพื่อ
แสดงต่อบุคคลภายนอก ไม่ใช่เป็นสิ่งที่เสียหายแต่อย่างใด หากสิ่งนั้นคือการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน ถ้าจะทำพิพิธภัณฑ์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบยั่งยืนที่ชาวบ้านได้
ประโยชน์ทั้งเพื่อรายได้และรู้จักตนเอง ก็น่าจะเป็นสิ่งที่ทำได้

     ๓.การจัดสร้างพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น ต้องเริ่มดำเนินการจากกลุ่มผู้นำ ศึกษาความเป็นมาและประวัติศาสตร์ของชุมชน และสร้างจิตสำนึกของชุมชน ซึ่งควรอยู่ในวิถีชีวิต
ของผู้ตนในชุมชนนั้นๆ ด้วย

     ๔.การจัดพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น ควรเกิดจากการตื่นตัวในเรื่องวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่เปลี่ยนไป และเรื่องวัฒนธรรมท้องถิ่นของตนเอง การจัดพิพิธภัณฑ์ที่มีคุณค่าคือการมี
เครือข่ายและความเป็นอยู่อย่างไม่โดดเดี่ยวเพราะ พิพิธภัณฑ์ต้องประกอบด้วยองค์กรต่างๆ ทั้งภายนอกและภายในมาสนับสนุน มาช่วยกันทำพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นแบบลืม
รัฐบาลได้เลย

     ๕.มีความต้องการจากที่ประชุม ให้ทางมูลนิธิฯ สร้างเครือข่ายช่วยพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น โดยเป็นศูนย์กลางประสานงาน ส่งข่าว เป็นพี่เลี้ยงให้ความรู้แก่กลุ่มชุมชนที่ต้องการ
จัดทำพิพิธภัณฑ์ ในโอกาสต่อไป ซึ่งก็เป็นวัตถุประสงค์ในการจัดกิจกรรมสัมมนาของมูลนิธิฯ อยู่แล้ว

     ส่วนในวันจันทร์ที่ ๙ กันยายน ๒๕๓๙ เป็นการเดินทางกลับกรุงเทพมหานคร

     ปฏิกิริยาจากผู้เข้าร่วมสัมมนา

     ผู้เข้าร่วมสัมมนาตอบแบบสอบถามที่ทางมูลนิธิฯ ขอความเห็นเกี่ยวกับการจัดงานสัมมนาในครั้งนี้ ทั้งการจัดการและเนื้อหาของการสัมมนา มีผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน
๒๗ ราย กล่าวโดยสรุปมีความพึงพอใจและขอขอบคุณมูลนิธิฯที่ให้โอกาสเข้าร่วมสัมมนา โดยกล่าวถึงวิทยากรว่าเป็นผู้ที่มีความรู้สูงสามารถสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่อง
พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นได้ดีมาก ส่วนใหญ่มีความพึงพอใจ ส่วนเจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ และเจ้าหน้าที่ศูนย์ข้อมูลเมืองโบราณ ปฏิบัติหน้าที่ให้ความเป็นกันเองได้อย่างดี

     สาระและเนื้อหา สื่อมวลชนหลายท่านติติงว่า เป็นการนำชมพิพิธภัณฑ์ที่แต่ละแห่งไกลกันจนเกินไป นั่งอยู่บนรถนานเกินไป แต่ทางฝ่ายผู้เข้าร่วมสัมมนาเห็นว่าการใช้
เวลาบนรถจัดพูดคุยแบบแนะนำตัวโดยเปิดโอกาสให้ทุกคนได้พูดเป็นสิ่งที่ดี ที่ไม่ค่อยมีผู้จัดอื่นๆ ทำมาก่อน

     ความต้องการของผู้เข้าร่วมสัมมนา คืออยากให้มีการจัดกิจกรรมเช่นนี้อีกในโอกาสต่อไป และสร้างเครือข่ายของกลุ่มที่ทำงานทางด้านพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในภูมิภาคต่างๆ
ตลอดจนเป็นศูนย์กลางกระจายข่าวให้ข้อมูลและคำปรึกษาเกี่ยวกับกิจการพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นต่อไป

     ข้อสรุปของเจ้าหน้าที่มูลนิธิ ประไพ วิริยะพันธุ์ ในการสัมมนาเชิงปฏิบัติการพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น

     ๑.สามารถสร้างกลุ่มเครือข่ายผู้ที่ต้องการจัดพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นได้กลุ่มหนึ่ง แม้มีจำนวนไม่มากนัก แต่ก็เป็นกลุ่มที่ต้องการจัดทำอย่างจริงจัง โดยจะพิจารณาให้ความ
ช่วยเหลือทางวิชาการตามความเหมาะสมต่อไป

     ๒.หลังจากทำความเข้าใจกับภูมิหลังของผู้เข้าร่วมสัมมนาแล้ว สามารถแยกออกได้เป็นกลุ่มชุมชนที่ต้องการจัด สร้างพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นในวัด หรือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์
ของชุมชน และ กลุ่มข้าราชการ ครู อาจารย์ ที่ต้องการจัดสร้างพิพิธภัณฑ์ในโรงเรียนตามคำสั่งของกรมสามัญศึกษา

     ๓.การจัดประชุมสัมมนาครั้งต่อไป อาจจัดขึ้นเฉพาะกลุ่มที่มีโครงการจัดสร้างพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นอย่างแน่นอน โดยจะจัดเจาะลึกในเนื้อหาของการจัดการ การนำเสนอ
การดูแลรักษา และการจัดกิจกรรมต่อสาธารณะชนหลังจากจัดเป็นพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นแล้ว ซึ่งเป็นงานเทคนิคเฉพาะหลักจากจัดในเนื้อหากว้างๆ แบบพรรณนาในการจัด
ประชุมสัมมนาครั้งนี้

     ๔.จัดการติดต่อสัมพันธ์กับหน่วยงานทั้งเอกชนและรัฐบาล ที่ทำงานเกี่ยวกับการจัดพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น

     ๕.เผยแพร่ข่าวหรือกิจกรรมของเครือข่ายพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น ในจดหมายข่าวของมูลนิธิฯ ในโอกาสต่อๆ ไป


หากต้องการบอกรับเป็นสมาชิกจดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ กรุณาส่งชื่อ ที่อยู่พร้อมแสดมป์ ๖ ดวงต่อปี มาตามที่อยู่มูลนิธิฯ