เปิดประเด็น

  การปฏิรูปที่น่ากลัว

   ศรีศักร วัลลิโภดม

     

ย้อนหลังในยุคสงครามเย็น เราได้แลเห็นการปฏิรูประบบราชการที่นำผลวิบัติมาให้ผู้คนในสังคมในทุกวันนี้แล้วครั้งหนึ่ง คือการปฏิรูปที่เรียกว่าการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่มีมาแต่สมัยจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นการปฏิรูปที่ทำลายรากเหง้าของชีวิตวัฒนธรรมและภูมิปัญญาที่เคยจรรโลงชีวิตของผู้คนในสังคมมาหลายศตวรรษ

     ความมุ่งหวังในการปฏิรูปก็เพื่อให้เมืองไทยมีระบอบการปกครองเป็นแบบเสรีประชาธิปไตยแบบประเทศทางตะวันตกที่มีระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเสรี แต่กระบวนการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงนั้นหาได้เป็นไปอย่างประเทศที่เป็นต้นแบบทางตะวันตกไม่ พื้นฐานการสร้างความเป็นประชาธิปไตยของประเทศต้นแบบนั้นคือการกระจายอำนาจและลิดรอนอำนาจการรวมศูนย์ของรัฐเป็นสำคัญ แต่ของไทยกลับตั้งอยู่บนพื้นฐานของการรวมศูนย์อย่างแบบเดิมที่มีมาแต่สมัยสมบูรณาญาสิทธิราช เป็นการรวมศูนย์ของคนรุ่นใหม่และกลุ่มใหม่ ที่ทั้งทางรัฐบาลและโครงการช่วยเหลือต่างประเทศออกทุนให้ไปร่ำเรียนมาจากประเทศที่เป็นต้นแบบนั่นเอง เหตุที่เป็นเช่นนี้เพราะคนเหล่านั้นส่วนใหญ่ขาดประสบการณ์ ในสังคมตะวันตกที่เป็นประชาธิปไตย ไม่สามารถพัฒนาสำนึกในเรื่องความเสมอภาค และการยอมรับการขัดแย้งทางสังคมได้ กลับสำคัญตนผิดว่าเป็นผู้มีความสามารถ มีเกียรติภูมิทางการศึกษา ได้ประกาศนียบัตรและปริญญาบัตรในระดับต่างๆ มาแสดง และทึกทักตนเองว่าเป็นผู้วิเศษ มีหน้าที่ปลดปล่อยคนที่ล้าหลังทั่วไปในสังคม เพราะฉะนั้นสิ่งที่ตนเห็นว่าดีงามและเหมาะสมคือสิ่งที่ถูกต้อง ที่คนอื่นๆ ต้องคล้อยตามและยอมรับโดยเหตุนี้การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมที่เป็นกระบวนการในการปฏิรูปประเทศจึงมีลักษณะที่เป็นความคิดและการตัดสินใจของคนที่อยู่ในองค์กรของรัฐที่รวมศูนย์แบบเดิม ดังเช่น จากสภาพัฒนาการทางเศรษฐกิจเป็นต้น แผนพัฒนาเศรษฐกิจแต่ละแผนสร้างเป็นบังคับใช้ ( Forced Change) ค ล้ายๆ กับแผนของประเทศสังคมนิยมคอมมิวนิสต์มากกว่าที่จะเป็นแผนพัฒนาที่ผู้คนในท้องถิ่นมีส่วนร่วม ( Planned Change) อ ย่างเช่นประเทศที่เป็นประชาธิปไตยเขาทำ

     แต่ที่แย่สุดๆ ก็คือ แผนพัฒนาที่เรียกว่าเศรษฐกิจ-สังคมนั้น แท้ที่จริงเป็นเพียงแผนเศรษฐกิจและการเมืองมากกว่าสังคม เพราะไม่มีมิติทางสังคมอยู่เลย ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะกลุ่มบุคคลที่มีอำนาจในการวางแผนนั้น รู้จักคำว่าสังคมแต่เพียงในนามหรืออย่างเผินๆ เท่านั้น ทั้งนี้เพราะในการปฏิรูปของรัฐสมัยจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ มุ่งเน้นและสนับสนุนการเรียนการศึกษาในวิชาที่เห็นว่าจะทำให้ปฏิรูปได้อย่างมีประสิทธิภาพนั่นเอง วิชาการที่ขึ้นหม้อในขณะนั้นก็คือ เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ การศึกษา และวิทยาศาสตร์-เทคโนโลยี ความต้องการคนมาช่วยในการปฏิรูปและการพัฒนาอย่างรวดเร็ว ทำให้กระบวนการศึกษาอบรมของบุคคลชั้นแนวหน้าที่มีโอกาสเหล่านั้น เป็นไปในลักษณะที่เป็นเทคโนโลยี เพื่อความชำนาญเฉพาะเรื่องมากกว่าการเห็นสิ่งที่เป็นองค์รวม ทั้งนี้เห็นได้จากสถาบันการศึกษาหรือมหาวิทยาลัยที่คนเหล่านั้นไปศึกษาส่วนมากก็คือสถาบันที่มีการเจรจาให้ความร่วมมือระหว่างประเทศนั่นเอง ทำให้มีการยกเว้นในหลายๆ วิชา ที่สำคัญและเน้นเฉพาะที่จะกลับมาทำงานให้ได้ผล อาจกล่าวได้ว่าวิชาการเพื่อการพัฒนาบางสาขา เช่น การศึกษา เป็นต้น ผลัดกันโหลจากมหาวิทยาลัยเดียวกัน

     สิ่งที่ขาดสุดๆ ในการปฏิรูปแต่สมัยรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นต้นมาก็คือวิชามนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ที่จะทำความเข้าใจเกี่ยวกับความเป็นมนุษย์ โดยเฉพาะมนุษย์เป็นมิติทางสังคม วัฒนธรรม และจิตวิญญาณ เพราะถูกทำให้เห็นว่าไม่สำคัญและล่าช้าในการปฏิรูปและพัฒนา เพราะฉะนั้นความเป็นมนุษย์ในความคิดของกลุ่มคนที่มีอำนาจและโอกาสในบ้านเมืองก็คือ มนุษย์เป็นสัตว์เศรษฐกิจหรือไม่ก็สัตว์การเมืองเท่านั้น ถ้ามองให้ดีๆ กลุ่มคนที่มีอำนาจหน้าที่ในการปฏิรูปและพัฒนาบ้านเมืองนั้น มักวนเวียนและเกี่ยวเนื่องในคนสามสี่กลุ่มเหล่านี้คือ พวกเศรษฐศาสตร์ รัฐประศานศาสตร์ วิทยาศาสตร์-เทคโนโลยี และศึกษาศาสตร์ แต่ละกลุ่มล้วนจรรโลงกระบวนการปฏิรูปแบบรวมศูนย์ทั้งสิ้น คนเหล่านี้ยิ่งจับมือกันมากเท่าใดความล่มจมของประเทศก็จะมีมากเป็นเงาตามตัว ความวิบัติของประเทศที่ผ่านมาเป็นเหตุทางเศรษฐกิจ ไม่ว่ารัฐบาลของพรรคความหวังใหม่และพรรคประชาธิปัตย์ ล้วนฝากความหวังไว้กับนักเศรษฐศาสตร์ทั้งสิ้น ถ้าหากเอานักเศรษฐศาสตร์เป็นแท้ทัพอย่างแบบเดิมก็คงไปไม่รอด เพราะหนีไม่พ้นต้องตามกลไกของตลาดโลก เท่าที่เป็นอยู่ในขณะนี้ นักเศรษฐศาสตร์ไทยแต่ละคนพูดหรือแสดงความคิดเห็นออกมา ก็แสดงอาการแพ้สงครามตั้งแต่ในมุ้งแล้ว

     แต่ความล่มจมที่จะมาถึงในเร็วๆ นี้ก็คงจะโทษนักเศรษฐศาสตร์แต่เพียงพวกเดียวไม่ได้ เพราะรัฐบาลเริ่มมีการปฏิรูปอีกแล้วคือ ปฏิรูปการศึกษาที่ทุกคนไม่ว่าจะต้องมีการดำเนินการ ก็อีหรอบเดิมอีกนั่นแหละ ปากก็บอกปาวๆ ว่าเป็นการกระจายอำนาจแต่การกระทำก็คือการรวมศูนย์ แต่คราวนี้ใช้นักการศึกษาเป็นแม่ทัพ มีอยู่หลายอรหันต์ ซึ่งล้วนสำเร็จจากความล้มเหลวในยุคสงครามเย็นทั้งสิ้น ที่ว่าแบบรวมศูนย์ก็เพราะ แต่ก่อนเรื่องการศึกษาของชาติหรือคนในสังคมรวมอยู่ที่ทบวงมหาวิทยาลัยและกระทรวงศึกษาธิการ เลยจัดการเอาสองกระทรวงมารวมกันเป็นกระทรวงศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม นับเป็นการรวมศูนย์ที่หนักแน่นมาก เพราะเพิ่มเรื่องวัฒนธรรมและศาสนาเข้าไป ที่ว่าอรหันต์ที่มาจากการปฏิรูปนั้น บรรลุความสำเร็จจากการล้มเหลวก็เพราะเห็นได้จากในระดับอุดมศึกษา ทบวงมหาวิทยาลัยปล่อยให้คนบ้าเห่อในเรื่องปริญญาบัตร คิดว่าการจบการศึกษาในมหาวิทยาลัยคือความสำเร็จในชีวิตที่สมบูรณ์ โดยไม่คำนึงถึงความถนัดและศักยภาพของตนเอง แลเห็นเศษกระดาษและพิธีกรรมมีความสำคัญในการยกระดับตนเองได้เหนือผู้อื่น ความโหดร้ายของทบวงมหาวิทยาลัยอยู่ที่การรวมศูนย์การสอบคัดเลือกที่อ้างความยุติธรรมโดยไม่ดูสภาพและปัญหาทางสังคม ทำให้เกิดการมีโอกาสและด้อยโอกาสขึ้นแก่คนทั่วไป

     คนด้อยโอกาสคือบรรดาเยาวชนที่อยู่ตามชนบทหรือผู้ที่อยู่ในครอบครัวยากจน ไม่มีโอกาสและเวลาที่จะเข้าถึงข่าวสารข้อมูลหรือได้รับความรู้สึกที่ดีได้โดยเฉพาะไม่มีโอกาสเรียนกวดวิชา ในขณะเดียวกันก็ปล่อยให้การกวดวิชาเป็นกลไกที่มีผลร้ายมากกว่าผลดีในการศึกษาของชาติ เพราะทำให้คนอยากจบเร็วก่อนเวลาอันควร ธรรมชาติการศึกษาและการเรียนรู้ของมนุษย์นั้นคือต้องเป็นไปตามขั้นตอนของอายุและประสบการณ์ จึงจะคิดเป็นและทำเป็น เด็กเป็นจำนวนมากเรียนถึงมัธยมสี่หรือมัธยมห้าก็เรียนกวดวิชาสอบเข้ามหาวิทยาลัยกันแล้ว ทำให้โตเกินอายุและความเป็นจริง ในขณะเดียวกันก็เกิดปมด้อยปมเด่นขึ้นมา ผู้ที่เผอิญมีโอกาสเรียนเร็วจบเร็วก็ทะนงตัวคิดว่าตนเก่งและเลิศแล้ว มีอัตตาสูง ในขณะที่ผู้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยไม่ได้ก็เกิดปมด้อย คิดว่าตนเองไม่มีความสามารถ หมดกำลังใจ ความจริงแต่ละปีก็มีเด็กที่ผิดหวังจากการเข้ามหาวิทยาลัยฆ่าตัวตายหรือเป็นโรคเส้นประสาทเป็นจำนวนมาก แต่สิ่งเหล่านี้ไม่มีการเปิดเผยเพราะจะทำให้เสียเกียรติภูมิของพวกอรหันต์

     ส่วนในระดับต่ำจากอุดมศึกษาอันได้แก่ระดับมัธยมและประถมศึกษาที่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงศึกษาธิการนั้น มีความเป็นมาของการล้มเหลวแต่ยุคของพลเอกมังกร พรหมโยธี เป็นรัฐมนตรีว่าการ เพราะมีผู้จบวิชาการศึกษามาจากเมืองนอกเข้ามาทำงานกันมาก คนเหล่านี้เอาแบบอย่างต่างประเทศมาใช้ละทิ้งระบบเก่าที่ครูรุ่นเก่าๆ เคยสอนกัน สิ่งที่โดดเด่นเห็นจะเป็นการสอนและการสอนแบบปรนัย ( Objetive) ผู้ใดรู้และเข้าใจก็คือคนทันสมัย คนไม่รู้ก็คือคนล้าหลังที่คร่ำหวอดอยู่กับเรื่องของอัตนัย ( Subjective) ความสำคัญของอัตนัยอยู่ทีการเขียนคำตอบแบบเรียงความซึ่งถูกมองว่าเป็นความล่าช้าและคับแคบ ตรวจคำตอบยากและไม่เหมาะกับการสอบนักเรียนเป็นจำนวนมาก ในขณะที่การสอบแบบปรนัยนักเรียนต้องรู้อย่างกว้างขวางและครูที่เก่งสามารถทดสอบความรู้ ความสามารถ และสติปัญญาได้ดีกว่า เพราะฉะนั้นปรนัยจึงกลายเป็นสิ่งที่นิยมกันทั่วไป ทั้งๆ ที่เป็นสิ่งยากที่จะทำให้เป็นจริงตามอุดมคติได้ ในที่สุดปรนัยจึงกลายเป็นการอ้างอิงที่เสมือนคาถากันผีของครูที่มักง่ายไป โดยเนื้อแท้แล้วการสอบความรู้ของนักเรียนแบบปรนัยเป็นเรื่องของการแยกส่วนที่ลดความสามารถของนักเรียนในเรื่องการจินตนาการที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการเชื่อมโยงและสร้างองค์รวม ในการแสดงความคิดเห็นและความรู้ การสอนแบบปรนัยคือการทำให้นักเรียนรู้ว่าความเป็นเป็ดประกอบด้วยอะไรบ้าง แต่ไม่มีทางแลเห็นเป็ดในลักษณะที่เป็นสัตว์ที่มีชีวิตจิตใจและมีความเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด

    การเปลี่ยนแปลงจากอัตนัยมาเป็นปรนัยนั้น นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ภาวะความเป็นครูในแบบเก่าๆ สอนกันไม่ได้ เป็นสิ่งที่เรียนรู้จากประสบการณ์และสำนึกของแต่ละบุคคล ครูแบบเก่าๆ อาจจะหาความรู้เพิ่มเติม ในเรื่องการศึกษาจากการมาอบรมให้ได้ประกาศนียบัตร เช่น ป.ม. ไปเสริมเท่านั้นเอง แต่ครูแบบใหม่ต้องเล่าเรียนวิชาการศึกษาให้ได้ประกาศนียบัตรหรือปริญญาบัตรกันทีเดียว เพราะเป็นสิ่งเดียวที่จะแสดงฐานะและสถานภาพของความเป็นครูได้

     นับแต่สมัยรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เกิดสถาบันการศึกษามากมายทั่วประเทศ ทั้งในระดับมหาวิทยาลัย และวิทยาลัยครู หลักสูตรที่ใช้ในการศึกษานั้น บางแห่งเรียกว่าครุศาสตร์ บางแห่งก็เรียกว่าศึกษาศาสตร์ ทั้งๆ ที่ไม่แตกต่างกัน ภายใต้ชื่อภาษาอังกฤษว่า Education เพราะต้นแบบและกรอบล้วนอิมพอร์ทมาจากต่างประเทศทั้งนั้น

     ข้าพเจ้าเป็นคนหนึ่งที่รู้สึกสื่อสารอะไรกับนักการศึกษาหรือพวกครูกระทรวงไม่ได้ ทั้งวิธีคิดและวิธีการ เพราะอะไรต่ออะไรล้วนเป็นแนวคิด ทฤษฎี หลักการ และสถิติ จนแลไม่เห็นความเป็นจริงในชีวิต ที่เพียงเข้าใจในการสังเกต ก็จะเห็นอะไรใหม่ๆ ได้ไม่ยาก ข้าพเจ้าไม่ใคร่พบเห็นนักการศึกษาหรือครูกระทรวงที่สร้างความรู้จากกระบวนการเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างมนุษย์ธรรมดาๆ หรืออย่างแบบครูเก่าๆ ที่ข้าพเจ้าเคยสัมผัสมา เลยดูเหมือนความเป็นจริงที่พบเห็นหรือสังเกตเห็นเหล่านั้น ได้ถูกนำมาประดิดประดอยใส่กรอบใส่หลักการ จนมองอะไรไม่เห็นสิ่งที่เป็นเนื้อแท้ในทางสังคมและวัฒนธรรมเลย

     ครูกระทรวงหรือนักการศึกษาเหล่านี้ เป็นเพียงผู้สอนหนังสือไปตามหนังสือและหลักสูตรที่กระทรวงกำหนดหรือแนะนำมาเท่านั้น นักเรียนก็เลยได้แต่ท่องจำและทำตามที่ครูสั่ง การศึกษาและการเล่าเรียนในโรงเรียนจึงเป็นคนละเรื่องกับขบวนการเรียนรู้และอบรมทางสังคม ( Socialization) อันเป็นกระบวนการเรียนรู้ตามธรรมชาติของมนุษย์ เป็นกระบวนการเรียนรู้จากประสบการณ์ตามขั้นตอนต่างๆ ของอายุ ซึ่งเป็นเรื่องของสิ่งใกล้ตัวที่ทำให้คนได้สัมผัสและได้คิด สิ่งเหล่านี้ที่ครูรุ่นเก่าที่เคยสอนข้าพเจ้ามามักอธิบายและเชื่อมโยงเข้ากับการเล่าเรียนตามหลักสูตรได้ไม่ยาก แต่เหนืออื่นใดครูรุ่นเก่าเหล่านั้นสามารถสอนให้ข้าพเจ้าได้รู้ถึงความเป็นมนุษย์ที่มีจิตวิญญาณและศีลธรรมได้เป็นอย่างดี โดยเหตุนี้ครูจึงเป็นผู้ที่คนในสังคมเคารพยกย่องว่า เป็นผู้มีพระคุณและผู้เสียสละเทียบเท่ากับบุคคลที่เป็นพ่อแม่หรือญาติผู้ใหญ่ทีเดียว โดยฐานะและสถานภาพทางสังคม ครูคือสถาบัน เป็นผู้รู้และผู้นำทางปัญญาในสังคมท้องถิ่นที่มีบทบาทต่อการอยู่รวมกันอย่างราบรื่นของผู้คนในชุมชน กว่าจะเป็นผู้ที่ถูกเรียกได้ว่าเป็นครูนั้น ต้องผ่านการเรียนรู้อะไรต่ออะไรในท้องถิ่นมาอย่างมากมายจนเป็นที่ยอมรับและเชื่อถือของผู้คน

     เมื่อมาถึงตรงนี้ก็ขอถามว่า บรรดานักการศึกษาหรือครูกระทรวงเป็นเช่นนี้หรือเปล่า ในความคิดเห็นของข้าพเจ้า ครูกระทรวงคือผู้ที่เป็นลูกจ้างรัฐบาล รับจ้างมาสอนตามสิ่งที่ทางรัฐกำหนดมาให้สอนไปวันหนึ่งๆ มักมีการโยกย้ายจากโรงเรียนหนึ่งไปโรงเรียนหนึ่งตามท้องถิ่นหรือภูมิภาคต่างๆ ได้ตามระบบราชการ คนเหล่านี้มักไม่มีสำนึกว่าตนเป็นคนของท้องถิ่น ( Sense of belonging) แต่อย่างใด จึงยากที่จะเป็นคนของท้องถิ่นหรือเป็นผู้นำทางปัญญาของท้องถิ่นในทางสังคมและวัฒนธรรมได้ เพราะฉะนั้นเมื่อไม่ได้เป็นคนของท้องถิ่นและมีสำนึกท้องถิ่น ครูก็ถือคนเองเป็นข้าราชการ มีเป้าหมายในชีวิตแบบข้าราชการที่ต้องได้เลื่อนขั้น ตำแหน่งและยศถาบรรดาศักดิ์เยี่ยงข้าราชการทั้งหลาย ครูหลายคนไต่เต้าจากครูสอนหนังสือผู้น้อยมาเป็นครูใหญ่ เป็นผู้บริหารที่หลายคนมีโอกาสได้เป็นใหญ่ในกระทรวง ทบวง กรม ทีเดียว อรหันต์ส่วนหนึ่งที่มีบทบาทในการปฏิรูปการศึกษาครั้งนี้ ก็มีความเป็นมาจากครูกระทรวงดังกล่าวนี้

     สิ่งที่บรรดาอรหันต์โฆษณาชวนเชื่ออย่างซ้ำๆ ซากๆ ในจอโทรทัศน์หรือในหนังสือพิมพ์ก็คือ การปฏิรูปการศึกษาครั้งนี้ต้องให้เด็กเป็นศูนย์กาง มีการแบ่งเขตการศึกษาเพื่อให้เหมาะสมกับท้องถิ่นที่จะทำให้ครูมีทั้งการค้นคว้าหาความรู้และทำการสอนเด็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีแนวทางและทิศทางให้ครูได้มีความก้าวหน้าทางวิชาการและการเลื่อนขั้นซีอะไรต่างๆ นานา แต่ที่สำคัญก็คือให้ครูไปขึ้นกับองค์การบริหารส่วนตำบลที่เรียกว่า อบต. โดยเฉพาะเรื่องหลังคือที่ต้องไปขึ้นกับ อบต. ทำให้พวกครูคามท้องถิ่นต่างๆ แสดงความขัดแย้งมาก มีการเคลื่อนไหวคัดค้านอยู่ทั่วไป

     ข้าพเจ้างุนงงกับคำว่า " ต้องให้เด็กเป็นศูนย์กลาง " เป็นวลีที่มนุษย์ธรรมๆ อย่างข้าพเจ้าเข้าใจได้อย่างเดียวว่า การทำอะไรก็ต้องตามใจเด็ก เพื่อให้เด็กได้มีความคิดเป็นตัวเองและอิสระ ไม่รู้ว่าลอกเลียนมาจากเมืองนอกที่ไหน ทั้งๆ ที่ในขณะนี้ไม่ว่าอเมริกาและญี่ปุ่น ความเป็นอิสระของเด็กกำลังทำให้เด็กเติบโตอย่างเป็นผู้ก้าวร้าว และหลายๆ แห่งแสดงความคิดและมีการกระทำที่รุนแรงจนเป็นปัญหาทางสังคมอยู่บ่อยๆ ในความคิดของข้าพเจ้า เด็กคือผู้ที่อ่อนวัยทั้งความคิดและการกระทำ จำเป็นที่ต้องได้รับการอบรมสั่งสอนและแนะนำจากผู้อาวุโสที่มีประสบการณ์และมีคุณธรรม จึงจะเติบโตเป็นมนุษย์ที่ดีได้ ตัวอย่างของความบ้าในเรื่องการให้เด็กเป็นศูนย์กลางอย่างที่เห็นขณะนี้ก็คือ การให้เด็กได้เรียนและใช้คอมพิวเตอร์ ดูทันสมัยและก้าวหน้า แต่ผลปรากฏออกมา เด็กรู้คอมพิวเตอร์เพื่อไปกดเล่นเกมตามร้านรวงและศูนย์การค้าจนเป็นการเสพติด ทำให้เสียเงินทองของพ่อแม่และผู้ปกครอง ประโยชน์จึงตกอยู่กับบรรดานายทุนเจ้าของร้านเกมกดและพวกที่ขายคอมพิวเตอร์ รวมทั้งทำให้เกิดการซื้อคอมพิวเตอร์ตามทบวง กรมที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ที่บานปลายจนเป็นเรื่องของคอรัปชั่นไป เรื่องเช่นนี้อรหันต์ที่เป็นนักวิทยาศาสตร์-เทคโนโลยี ชอบนักในการสนับสนุนให้เด็กเรียนและใช้คอมพิวเตอร์ ข้าพเจ้าคิดว่าการให้ความสำคัญที่เทคโนโลยีเช่นนี้ คือการทำลายความเป็นมนุษย์ในด้านจิตวิญญาณ เพราะเป็นการทำให้เด็กมีความรู้สึกนึกคิดเป็นเครื่องจักรกลที่ไม่มีชีวิตจิตใจ

     การแบ่งเขตการศึกษาที่มีมากมายก็เช่นเดียวกัน ก็คงเป็นผลดีสำหรับครูกระทรวงหรือนักการศึกษาที่จะได้เลื่อนชั้นเลื่อนซีหรือกลายเป็นนักบริหารที่ต้องอยู่ในกรอบและข้อบังคับอีกเช่นเดิม เพราะการที่จะได้เป็นครูสอนหนังสือนั้น ก็ต้องมีการเรียนการอบรมอะไรกันตามหลักสูตรที่กระทรวงกำหนดมาอีกเช่นเดิม ที่น่ากลัวก็คือมีครูต้นแบบอีก ก็ดูเหมาะกับครูกระทรวงอีกนั่นแหละ

ข้าพเจ้าไม่คิดว่าการเป็นครูที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้จากความคิดเรื่องเทคนิค วิธีการดังกล่าวนี้ดูเป็นเรื่องพันธนาการคนที่จะเป็นครูมากกว่า ความเป็นครูในสังคมไทยนี้ดูอาภัพยิ่งนัก ไหนจะต้องอยู่ภายในเขตการศึกษาที่มีผู้บริหารเขตเป็นผู้บังคับบัญชา ไหนจะต้องขึ้นกับองค์การบริหารส่วนตำบลที่มีใครก็ไม่รู้ที่มาจากการเลือกตั้งดูแล ในที่สุดก็จะแลเห็นได้ว่าศักยภาพของอรหันต์ที่ทำการปฏิรูปการศึกษาของชาติบ้านเมืองในขณะนี้ จำกัดอยู่แต่เพียงเรื่องโครงสร้างและเทคนิคเท่านั้น ซึ่งก็เป็นเครื่องพันธนาการครูและความเป็นครูมากกว่า

     การแก้การศึกษาของสังคมที่แท้จริงนั้น น่าจะอยู่ที่การปลดปล่อยคนที่เป็นครูให้เป็นอิสระจากโครงสร้างการบริหารที่เป็นพันธนาการเหล่านี้ เพราะครูคือสถาบันอาวุโสในสังคมที่มีสำนึกในความเสียสละควบคู่ไปกับจิตวิญญาณของการแสวงหาความรู้ ความถูกต้องและการมีคุณธรรม ครูเป็นผลิตผลของกระบวนการทางสังคมมากกว่ากระบวนการบริหาร และฐานะของครูก็คือผู้นำทางภูมิปัญญาของสังคมท้องถิ่น ที่ไม่จำเป็นต้องขึ้นอยู่กับผู้บริหารเขตการศึกษาและผู้บริหารของ อบต.

     ในโลกยุคโลกาภิวัตน์ ครูมีบทบาทสำคัญยิ่ง เพราะต้องเป็นผู้รอบรู้ทั้งเรื่องภายในท้องถิ่นและเรื่องราวจากโลกภายนอก กระบวนการท้องถิ่นวัฒนา ( Localization)
ที่จะทำให้เกิดภาวการณ์ทันโลกไม่มีทางเกิดขึ้นได้ถ้าหากไม่มีผู้มีความรู้ว่ามีอะไรดีหรือเหมาะสมในท้องถิ่นที่จำเป็นจะต้องธำรงไว้ และมีอะไรจากภายนอกที่ต้องนำเข้ามาปรับปรุงให้เกิดความเหมาะสม ผู้นำทางปัญญาที่ว่านี้ก็คือครูนั่นเอง

หากต้องการบอกรับเป็นสมาชิกจดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ กรุณาส่งชื่อ ที่อยู่พร้อมแสดมป์ ๖ ดวงต่อปี มาตามที่อยู่มูลนิธิฯ