ระเบียงความคิด ยา ? |
|
| วิชญดา ทองแดง | |
ต้นเดือนเมษา ที่ผ่านมาได้มีโอกาสไปช่วยงานมหกรรมภูมิปัญญาหมอพื้นบ้านภาคอีสาน ที่จังหวัดมหาสารคาม แม้อากาศจะร้อนร้าย ระบบการจัดการในเกือบทุกเรื่องของจัดงานครั้งนี้ดูขลุกขลัก แต่ก็ยังพอทำให้นึกย้อนถึงยารอบๆ บ้านเมื่อตอนเป็นเด็ก ในตลาดพนัสนิคมเมื่อ ๒๐ ปีที่แล้ว หากมีใครถูกของมีคมบาดแล้วกลัวจะเป็นบาดทะยัก ก็ต้องไปขอ " ยาตะปู " จากแปะกี ที่เรียกกันติดปากว่า " ยาตะปู " เพราะเคยมีคนถูกตะปูตำเป็นแผลแหวะหวะ จนใครต่อใครก็คิดว่าคงต้องตัดขาทิ้งแต่ด้วยฤทธิ์ยาตะปูที่เอามาพอกปิดปากแผล ไม่กี่วันก็หาย คืนกลับมาเดินได้เหมือนเดิม ฟังอย่างนี้ก็ดูเหมือนจะเป็นยาวิเศษ แต่เมื่อนึกถึงว่าต้องวิ่งไปหาผู้ชายตัวใหญ่ๆ ดุๆ เพื่อขอปันยาสีดำเขละๆ เหมือนพุทรากวน มีน้ำมันเยิ้ม กลิ่นแรง ฯลฯ ในกระป๋องนมสังกะสีเก่าๆ ก็ไม่ใช่เรื่องน่าสนุกนักในวัยนั้น แม้ว่าจะได้อาศัยสรรพคุณอีกอย่างของยาตะปูใสแผลผุพองเป็นหนองอยู่บ่อยๆ ยาอีกอย่างหนึ่งที่จำได้แม่นคือ " ยาปราบพิษ " ที่มีไว้แก้พิษไข้ ร้อนในต่างๆ ป้าจ๋าอยู่เรือนไทยหลังใหญ่ เจ้าระเบียบ ปีหนึ่งจะปรุงยาแค่ครั้งเดียวในปริมาณไม่มากนัก เมื่อถูกใช้ให้ไปซื้อยาจากบ้านป้าจ๋ามาติดบ้านไว้แต่ละที จึงเป็นเรื่องน่าเบื่อหน่าย ตอนนั้นไม่เคยสนใจว่า เห็นเพราะยาแพงหรือออกฤทธิ์แรงกันแน่ แม่ถึงจะเก็บไว้ให้กินเฉพาะที่เป็นไข้หนักเท่านั้น และไม่เคยเข้ใจว่ายาเม็ดเล็กๆ (สรรพคุณและหน้าตาคล้ายยาขมตราใบห่อ) ที่เคาะออกมาจากพิมพ์ทองเหลืองจะพิสดารอย่างไรถึงมีราคาเม็ดละเป็นบาท ป้าจ๋ามีทรัพย์สินเงินทองและที่ดินมากมาย มีลูกชายคนเดียวส่งไปเรียนหนังสือที่กรุงเทพฯ จบแล้วก็แต่งงานมีครอบครัวอยู่ที่นั่น นานๆ ทีถึงจะกลับไปเยี่ยมบ้านสักครั้ง ส่วนแปะก็ไม่มีลูกเมีย อาศัยอยู่กับครอบครัวของญาติ เปลี่ยนงานมาหลายอย่าง ท้ายที่สุดคือขายกาแฟ ทั้งสองคนมีบ้านอยู่ติดกัน คุยกันอยู่บ่อยๆ แต่จำไม่ได้ว่าเคยได้ยินเขาคุยกันเกี่ยวกับเรื่องสูตรยาและวิธีปรุงยาหรือไม่ ส่วนใหญ่ก็จะมีแต่ในละแวกบ้านและเครือญาติเท่านั้นที่ได้อาศัยยาทั้งสองขนานนี้ แต่นานๆ ทีก็มีประเภทบอกต่อให้มาหา มาขอปันเมื่อเกิดการบาดเจ็บร้ายแรงหรือป่วยเรื้อรังบ้างเหมือนกัน และหลังจากนั้นอีกไม่นาน คนป่วยแปลกหน้าและญาติก็เอาส้มสูกลูกไม้และข้าวของเล็กๆ น้อยๆ มาตอบแทนเมื่ออาการทุเลาหรือหายสนิท นั่นก็เพียงพอแล้วที่จะยืนยันถึงสรรพคุณของยา แต่อย่างไรก็ดีไม่เคยมีใครเรียกคนทั้งสองนั้นว่า " หมอ " แม่เคยเล่าให้ฟังว่า ป้าจ๋าและแปะก็ต่างก็ได้สูตรยาเป็นมรดกตกทอดมาจากต้นตระกูลของแต่ละคน ที่เหมือนกันมากก็คือ ต่างก็หวงนักหวงหนา ไม่เคยให้ใครรู้สูตร ไม่ยอมให้ใครเห็นเวลาปรุงยา และไม่เคยเอาออกไปเร่ขาย เวลาป้าจ๋าหรือแปะปรุงยาแต่ละครั้ง ก็จะทำทีละไม่มาก ส่วนผสมยาปราบพิเศษของป้าจ๋านั้นจะมีคนจากต่างตำบลเอาสมุนไพรที่ปลูกเองหรือหาได้ตามที่ต่างๆ มาให้ เขาจะรู้กันว่าถ้าได้สมุนไพรตัวนั้นตัวนี้มา ป้าจ๋าจะรับซื้อ จากนั้นส่วนผสมบางชนิดจะถูกแยกไปบดตามร้านยาไทยหลายๆ ร้านเพื่อกันคนอื่นรู้สูตร ก่อนเอากลับมาปรุงรวมอีกครั้ง ส่วนยาของแปะกี นั้นมีบ้างเหมือนกันที่ได้ยินเสียงบ่นว่าตัวยาไม่ถึง ยางวดนี้เลยอาจได้ผลไม่ดีเท่าครั้งก่อน บางทีเสียงบ่นก็เลยไปถึงว่า สมุนไพรบางชนิดหาได้ยากขึ้น เพราะป่าไม่อุดมเหมือนเคย วันวานผ่านไป ญาติผู้ใหญ่ทั้งสองท่านก็จากไปตามกาลเวลา โดยไม่ได้ถ่ายทอดสูตรยาไว้ให้แก่ผู้ใด ไม่มีใครได้เห็นยาปรายพิษและยาตะปูมากว่าสิบปีแล้ว วันนี้ พลิกดูเอกสารที่ได้รับจากงานมหกรรมภูมิปัญญาหมอพื้นบ้านภาคอีสาน จัดพิมพ์โดยสถาบันการแพทย์แผนไทย เห็นชื่อหมอยาพื้นบ้านและตำหรับยามากมาย นึกดีใจว่าสูตรยาต่างๆ ไม่ได้เป็นความลับดำมืดเหมือนยาปราบพิษและยาตะปู แต่ก็ยังสงสัยอยู่ว่า เมื่อหมอยามีสูตรยาอย่างนี้แล้ว เวลาจะใช้จริงจะต้องมีการะบวนการ ขั้นตอน กรรมวิธีและเรื่องใดบ้างที่เข้ามาเกี่ยวข้อง และสิ่งที่อยู่ในมือนี้คือที่สิ่งที่เรียกได้ว่า เป็นการรวบรวมตำรายาและองค์ความรู้ในการรักษาการวินิจฉัยโรคและอาการของโรค แล้วหรือยัง พลิกเอกสารไปถึงหน้า พระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ.๒๕๔๒ มาตรา ๒ ที่ระบุไว้ว่า " ภูมิปัญญาแพทย์แผนไทย " หมายความว่าพื้นความรู้ความสามารถเกี่ยวกับการแพทย์แผนไทย " การแพทย์แผนไทย " หมายความว่ากระบวนการทางแพทย์เกี่ยวกับการตรวจ วินิจฉัย บำบัด รักษา หรือป้องกันโรค หรือการส่งเสริมและพื้นฟูสุขภาพของมนุษย์หรือสัตว์ การผดุงครรภ์ การนวดไทย และให้หมายความรวมถึงการเตรียมการผลิตยาแผนไทยและการประดิษฐ์อุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์ ทั้งนี้ โดยอาศัยความรู้หรือตำราที่ได้ถ่ายทอดและพัฒนาสืบต่อกันมา " ยาแผนไทย " หมายความว่า ยาที่ได้จากสมุนไพรโดยตรงหรือที่ได้จากการผสมปรุง หรือแปรสภาพสมันไพร และให้หมายความรวมถึงยาแผนโบราณตามกฎหมายว่าด้วยยา ฯลฯ ชวนให้นึกสงสัยอยู่ว่าอย่างป้าจ๋ากับแปะกี จะนับเป็นหมอพื้นบ้านได้หรือไม่ ? องค์ความรู้เรื่องยาปราบพิษและยาตะปูที่สูญหายนั้นเป็นเพราะไม่มีใครมาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ไม่มีเวทีให้เผยแพร่ตำรับยา ไม่มีองค์กรใดๆ มาช่วยกันรวบรวมความรู้ไว้ ใช่หรือไม่ ? ลองคิดเล่นๆ ต่อไปว่า หากวันนี้ป้าจ๋ากับแปะกียังมีชีวิตอยู่ เขาจะแสดงองค์ความรู้และถูมิปัญญาการรักษาโรคแบบพื้นบ้านอย่างไรเพื่อให้ได้นับรวมอยู่ในเครือข่ายหมอพื้นบ้านที่ใดสักแห่ง เพื่อที่จะได้ร่วมกับหมอพื้นบ้านและผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ วิเคราะห์และปรับปรุงนโยบายของรัฐในด้านสาธารณะสุขต่อไปอีก ? หรือพวกเขาจะเลิกปรุงยา เพื่อป้องกันการกล่าวหาว่าเป็นหมอเถื่อน ? |
|
หากต้องการบอกรับเป็นสมาชิกจดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ กรุณาส่งชื่อ ที่อยู่พร้อมแสดมป์ ๖ ดวงต่อปี มาตามที่อยู่มูลนิธิฯ |