ในความเคลื่อนไหว

   “ พม่า ” พรมแดนตะวันตก เหตุการณ์ไม่เปลี่ยนแปลง

    มูลนิธิประไพ วิริยะพันธุ์

     

บ่ายแก่ๆ ของวันศุกร์ที่ ๘ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๔๔ ที่ห้อง ๑๐๕ ตึกอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีผู้สนใจเรื่องราวเกี่ยวกับพม่าไปร่วมฟังความเคลื่อนไหวของประเทศเพื่อนบ้านอย่างหนาตา งานนี้ขึ้นป้ายไว้ว่า จัดโดยศูนย์ไทยศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โครงการอาณาบริเวณศึกษา ๕ ภูมิภาค (อบศ.๕) และสนับสนุนการจัดงานโดย สำนักงานสนับสนุนการวิจัย (ส ก ว.) จุดมุ่งหมายของการจัดงานครั้งนี้นอกจากจะแนะนำหนังสือ ๔ เล่มแล้ว ยังเป็นการพบปะพูดจากันเองในหมู่ผู้สนใจเรื่องประเทศเพื่อนบ้าน

     งานเริ่มจากองค์ปาฐก คือ อาจารย์เสน่ห์ จามริก ได้พูดถึงภาพอุษาคเนย์ ซึ่งอาจารย์ได้นำเสนอให้เห็นว่านอกจากอุษาคเนย์จะเป็นฐานทรัพยากรชาติเขตร้อนที่อุดมสมบูรณ์อันเป็นที่หมายตาของประเทศมหาอำนาจแล้ว ยังมีปัญหาความขัดแย้งภายในภูมิภาคคือเรื่องสิทธิมนุษยชนอยู่ด้วย ทางรอดของอุษาคเนย์จึงน่าจะอยู่ที่การแสวงหาศักยภาพของภูมิภาค เพื่อนำไปสู่การพึ่งตัวเองให้พ้นโลกาภิวัตน์ที่จักรวรรดินิยมจากอีกซีกโลกหนึ่งเปลี่ยนรูปแบบจากการล่าอาณานิคมเป็นการค้าแบบทุนนิยมเสรีตั้งแต่ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา นอกจากนี้การแสวงหาอัตลักษณ์ของกลุ่มชนตั้งแต่ระดับประเทศลงมาจนถึงกลุ่มคน ทำให้มีช่องว่าและความแปลกแยกระหว่างชนชั้นนำกับคนส่วนใหญ่ทางประเทศเกิดเป็นความขัดแย้งตลอดมา นั่นคือเมื่ออุษาคเนย์ได้ถูกแบ่งแยกเสมอมา โดยไม่มีภาพรวมของภูมิภาคถึงศักยภาพในเรื่องต่างๆ ความขัดแย้งภายในก็จะเกิดซ้อนขึ้น

     อาจารย์เสน่ห์มองว่ามิติต่างๆ มีความเกี่ยวข้องกัน อย่างกรณีที่พม่าไม่เปิดประเทศนั้น นอกจากจะมองว่าเป็นเหตุผลทางการเมืองแล้วอาจมองได้อีกมุมหนึ่งว่าเกิดจากเหตุผลสำคัญในในการคุ้มครองฐานทรัพยากรของประเทศก็เป็นได้ ซึ่งถ้ามองอย่างนี้ประเด็นเรื่องความขัดแย้งก็จะเป็นเรื่องเล็ก ความหวังของอาจารย์เสน่ห์ จามริก ที่อยากเห็นก็คือ การทูตในอุษาคเนย์ที่ไม่จำกัดอยู่แต่ชนชั้นนำ แต่เป็นการทูตระดับประชาชน เช่น การทูตที่เกี่ยวกับอาหาร ยา ภูมิปัญญา ฯลฯ ซึ่งเกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องปิดประเทศ อยู่เหนือความขัดแย้งของความเป็นกลุ่ม อันเป็นการทบทวนตัวเอง มองตัวเอง และพึ่งพิงตัวเองด้วยศักยภาพที่มีอยู่ในภูมิภาคโดยไม่ต้องพึ่งพาตลาดโลกหรือตลาดของอีกซีกโลกหนึ่ง เป็นการมองอุษาคเนย์ในระดับรากหญ้านอกเหนือจากการมองแบบประวัติศาสตร์และการศึกษาเท่านั้น ทั้งนี้ต้องก้าวข้ามปัญหาที่ได้จับประเด็นเฉพาะกันมา แล้วชูประเด็นให้เห็นภาพใหญ่ เพื่อสื่อต่อมวลชนในวงกว้างขึ้น โดยไม่มองเพ่งไปเพียงแต่ว่าเพื่อนบ้าน " เป็นภัยคุกคาม "

     หลังจากจบปาฐกถา บนเวทีมีการพูดคุยกันถึงประเด็นเพื่อนบ้านจากมุมมองของ ศ. ดร. ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ดร. สุเนตร ชุตินธรานนท์ และคุณ จิระนันท์ พิตรปรีชา โดยเฉพาะประเด็นที่กำลังอยู่ในกระแสคือเรื่องที่พม่ากล่าวถึงไทยในตำราเรียนชั้นประถมปีที่ ๔ ว่า คนไทยขี้เกียจ รักสนุก ลู่ตามลม ฯลฯ

     วิทยากรบนเวทีร่วมกันวิเคราะห์ลักษณะร่วมของตำราเรียนของชาติต่างๆในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ว่า เนื้อหาส่วนใหญ่คือ การสั่งสอนให้รักชาติ หรือชาตินิยม พร้อมทั้งมักจะปรากฏศัตรูนอกชาติอยู่ทุกยุคทุกสมัย เหมือนกับสร้างความเกลียดชังระดับชาติร่วมกันเพื่อให้เกิดความเป็นหนึ่งเดียวของคนในชาติ และได้วิเคราะห์ไปถึงว่า สถานการณ์ปัจจุบันที่พม่ากล่าวถึงไทยในทางที่คนไทยฟังแล้วไม่ชอบนั้นไม่ใช่เพราะพม่าจงเกลียดจงชังไทย แต่อาจตีความได้ ๒ กรณี คือ ๑) สร้างความดูถูกดูแคลน ๒) เบี่ยงเบนความขัดแย้งภายในพม่า

     เมื่อมองเจาะลึกลงไปถึงตำราเรียนของไทยนั้น อาจารย์สุเนตร ชุตินธรานนนท์มองว่าเรื่องสำคัญๆ ที่สอนกันมามีเรื่องใหญ่ๆ อยู่ ๓ เรื่อง คือ ๑) กู้เอกราช ๒) รักษาเอกราช และ ๓) แผ่ขยายอำนาจ ส่วนตำราเรียนของพม่านั้น จะเกี่ยวพันกับเรื่องใหญ่ๆ ๓ เรื่องเช่นกันคือ ๑) ความเป็นเอกภาพ เช่น สนธิสัญญาปางหลวงที่ยังพูดถุงกันอยู่ ๒) จักรวรรดินิยม โดยเฉพาะความร้ายกาจของตะวันตกที่อังกฤษได้เข้ามาสร้างความเจ็บช้ำน้ำใจให้พม่าอย่างแสนสาหัส และ ๓) การต่อสู้เพื่อให้ได้มา " เพื่อเอกราช " จากจักรวรรดินิยมอังกฤษ แต่เมื่อพม่าพูดถึงไทยในตำราเรียนจากอดีตจนเป็นเรื่องของมิติทางวัฒนธรรมและมิติทางธรรมชาติเช่น ปลากัดไทยที่กัดเก่ง ไก่ชนที่ดีคือไก่ชนไทย หรือรำโยเดียที่อ่อนช้อยสวยงาม ฯลฯ นั่นคือ แต่ก่อนมา พม่าไม่ได้จ้องมองว่าไทยเป็นผู้ร้ายหรือศัตรูของชาติ ดังนั้นจึงยังไม่ควรรีบด่วนสรุปว่าข้อความที่ระบุในตำราเรียนพม่าที่พาดพิงถึงไทยในครั้งนี้เป็นการสร้างศัตรูของชาติขึ้นใหม่หรือการสร้างสงครามอย่างชัดเจน แต่ควรหารายละเอียดมาประกอบการวิเคราะห์ต่อไปว่ามีเหตุการณ์ใดเปลี่ยนแปลงไป

     เมื่อย้อนกลับไปดูชื่อของงานในวันนี้ " พม่า " พรมแดนตะวันตก เหตุการณ์ไม่เปลี่ยนแปลง ก็อาจนับได้ว่าเป็นอีกโอกาสหนึ่งที่คนไทยจะได้หันมาทบทวนตัวเองว่าแล้วประเทศไทยมีเหตุการณ์อะไรที่เปลี่ยนแปลง สร้างใครขึ้นมาเป็นศัตรูระดับชาติเพิ่มขึ้นหรือไม่ หรือเรามัวแต่ระแวงแต่เพื่อนบ้านจนมองข้ามตัวเองไปอีกแล้ว

หากต้องการบอกรับเป็นสมาชิกจดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ กรุณาส่งชื่อ ที่อยู่พร้อมแสดมป์ ๖ ดวงต่อปี มาตามที่อยู่มูลนิธิฯ