สโมสรพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น ความเคยชินที่ต้องเปลี่ยนแปลง |
|
| วลัยลักษณ์ ทรงศิริ | |
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธรเป็นเจ้าภาพเปิดพื้นที่ให้ " คนท้องถิ่น " ได้แสดงความมีตัวตนแก่สาธารณชนไปเมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ก่อนจะมาเป็น " ประวัติศาสตร์จันทบุรีจากคนท้องถิ่น " กระแสความขัดแย้งคุกรุ่น เริ่มต้นที่ค่ายเนินวง ซึ่งเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์พาณิชย์นาวี เมื่อคนเมืองจันท์เชื้อสายชองไม่พอใจคำนิยาม " ความเป็นคนชอง " ที่พิพิธภัณฑ์แห่งนั้นมอบให้ เพราะรู้ว่าตัวเองไม่ใช่คนป่า ไม่ได้นุ่งห่มกึ่งเปลือย มีวัฒนธรรมวิถีชีวิตความเป็นอยู่ไม่ได้ต้อยต่ำไปกว่าคนจันทบุรีอื่นๆ แต่อย่างใด แต่ไม่เคยมีการทำความเข้าใจอย่างแท้จริงต่อ " คนชอง " เลย หลังจากข้อเขียนเมื่อสมัยรัชกาลที่ ๕ เป็นต้นมา ต่อจากนั้นก็ที่เมืองเพนียดซึ่งโครงการกองทุนเพื่อการลงทุนทางสังคม ( SIF) อุปถัมภ์เพื่อขุดค้นบริเวณที่ถูกเรียกว่า " คอกช้าง " หรือสระน้ำของศาสนสถานกลางเมือง ความขัดแย้งเกิดจากการเรียกร้องข้อมูลชองนักวิชาการท้องถิ่นที่ขนันตั้งคำถามและต้องการคำตอบ ซึ่งเจ้าหน้าที่ของรัฐอาจจะรำคาญหรือเบื่อเกินกว่าจะให้เวลากับคำถามและคำตอบเหล่านั้น ความไม่ลงรอยของความคิดระหว่างคนที่มีฐานมาจากมหาวิทยาลัยและจากการแสวงหาและเรียนรู้ด้วยตัวเองก็ขยายกว้างขึ้นจนกลายเป็นสงครามย่อยๆ ที่ไม่มีใครยอมใคร จบลงด้วยช่องว่างที่ถ่างขึ้นๆ บนความรู้สึกหวาดระแวงและไม่เชื่อใจทั้งความรู้และคนของรัฐ แม้ยุคนี้จะมีการเรียกร้องให้ข้าราชการไทยลดบทบาทความเป็นขุนนางของตนเองลงก็ตาม คำประกาศของคนชองและนักวิชาการท้องถิ่นจากเมืองจันท์ บนพื้นที่การศึกษาทางมานุษวิทยาในเมืองหลวงในวันนั้น เสมือนตบหน้าพวกเราให้คิดให้ละเอียดขึ้น ศึกษาให้ถี่ถ้วนขึ้น อย่าหลงติดแต่กระพี้ แต่ให้เห็นถึงกระบวนการเปลี่ยนแปลงที่ไม่เคยหยุดนิ่งและให้เห็นถึง " คนอื่น " ที่ไม่ใช่เรานิสัยขุนนางที่คุ้นเคยอยู่กับการใช้นิ้วชี้สั่งคนอื่นให้ยอมรับโดยไม่นึกถึงหัวจิตหัวใจของใครก็จงละเลิกเสีย นอกจากจะต้องเคารพความคิดคนอื่นแล้ว หากเห็นว่าความคิดเหล่านั้นไม่เข้าท่าหรือเห็นว่าผิดปกติ ก็ต้องกล่าพอที่จะแย้งและให้เวลาอธิบายชี้แจงทั้งเหตุและผลให้เกิดความเข้าใจด้วยความอดทน เพราะสมองของมนุษย์เราไม่ได้มีขนาดแตกต่างกันไม่ว่าจะเป็นชาวบ้านหรือนักวิชาการที่จบจากมหาวิทยาลัยแถมพกด้วยปริญญามากกว่าสามใบก็ตาม วิธีคิดของข้าราชการที่ลำปางก็คล้ายกัน คือใช้โครงสร้างอำนาจแบบราชการบังคับให้เชื่อ ให้คนทั่วไปยอมรับขั้นตอนปฏิบัติงานที่ไม่สามารถแม้แต่จะมีเหตุผลอื่นๆ ให้เลือกแก้ไข ถึงจะน่าเชื่อถือเพียงไร โครงการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนพัฒนาแหล่งภาพเขียนสีประตูผาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวของจังหวัดลำปาง มีความพยายามจะสร้างพิพิธภัณฑ์ขึ้นที่ลานส่วนหนึ่งของศาลเจ้าพ่อประตูผา สำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม สถาปนิกและนักผังเมืองจากสมาคมสถาปนิกสยาม เขียนแบบอาคารพิพิธภัณฑ์ โดยไม่ได้ปรึกษาผู้มีความรู้เรื่องภาพเขียนสีสมัยก่อนประวัติศาสตร์ เป็นแบบอาคารที่สถาปนิกนึกฝันขึ้นเอง เป็นการจัดสวนและพื้นที่การใช้งานเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว เพื่อความสวยงาม แต่ลืมปริบททางวัฒนธรรมของภาพเขียนสีและศาลเจ้าพ่อประตูผาซึ่งเกี่ยวข้องกับพิธีกรรมของคนในเขตนั้นทั้งอดีตและปัจจุบัน และเป็นการคิดและฝันฝ่ายเดียวของข้าราชการและนักธุรกิจการท่องเที่ยวในตัวจังหวัด เพราะโครงการนี้ไม่เคยมีการแถลงข่าวให้ผู้คนได้รับรู้ขั้นตอนการดำเนินงาน แม้แต่ชาวบ้านเจ้าของพื้นที่ก็ยังไม่เคยเห็นแบบแปลนอาคารก่อสร้างแต่อย่างใด ก่อนประกวดราคาก่อสร้างอาคาร มีการประชุมนอกรอบเพื่อให้ข้อมูลแก่ท้องถิ่นโดยเฉพาะองค์การบริหารส่วนตำบลที่อนาคตต้องรับผิดชอบดูแลว่า การสร้างพิพิธภัณฑ์ควรมีความรู้อะไรเป็นเบื้องต้น และควรมีข้อมูลเช่นไรในอาคารพิพิธภัณฑ์นั้นที่สำคัญ การศึกษาและคิดฝันถึงเนื้อหาจะต้องมีมาก่อนการออกแบบอาคาร เพื่อปรับให้สอดคล้องและรับใช้กันได้อย่างกลมกลืน สถานการณ์เช่นนี้ ไม่มีเหตุผลใดๆ ที่ไม่สามารถทำได้ นอกจากการทุจริตหรือการดื้อแพ่งต่อระบบราชการที่ฝังรากลึกจนไม่อาจแคลนคลอน ข้าราชการระดับรองผู้ว่าราชการจังหวัดผู้รับผิชอบเห็นด้วยในการประชุมครั้งแรก แต่กลับกลายเป็นว่าเมื่อค้นพบความจริงที่โครงการนี้ตนไม่เคยมีใครหยิบขึ้นมาพิจารณามาก่อน แต่ใกล้ถึง วันเวลาที่จะต้องประกวดราคา ไม่เช่นนั้นต้องส่งเงินคืนกระทรวงฯ เหตุผลเหล่านี้ก็เพียงพอแล้วกับการเพิกเฉยคำทักท้อวงและท้วงติงทั้งจากตัวแทนชาวบ้านและนักวิชาการจากภายนอกที่เคยแสดงความคิดเห็นในการประชุมนอกรอบนั้น ผลสุดท้ายชาวบ้านในพื้นที่ก็ต้องโอนอ่อนต่อขุนนางข้าราชการ ซึ่งใช้ทุกวิถีทางในการออกคำสั่งให้คนในพื้นที่ยอมรับแนวทางวิธีคิดแบบของตนเอง ความผิดพลาดเหล่านี้ สังคมอาจมองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย เพราะเป็นเพียงความขัดแย้งในเรื่องการจัดการทางวัฒนธรรมและปัญหาการธำรงเอกลักษณ์ทางชาติพันธุ์ ซึ่งไม่มีผลประโยชน์และงบประมาณที่ถูกแย่งชิงเป็นร้อยเป็นพันล้าน แต่สิ่งเหล่านี้กระทบต่อความรู้สึกของคนในสังคมที่แยกย่อยออกไปจากศูนย์กลาง คนที่ถูกมองข้ามและละเลย นอกจากพวกเขาจะมีผลประโยชน์ไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่สามารถถูกถอนทิ้งทำลายเป็นสิ่งตอบแทน หรือการกระจายอำนาจที่กระจายผลประโยชน์งบประมาณแต่ไม่ได้แจกจ่ายให้อำนาจคืนสู่ชาวบ้านอย่างแท้จริง เป็นความเคยชินที่ต้องเปลี่ยนแปลง แม้จะฝังรากลึกมานานเพียงใดก็ต้องขุดรากถอนโคนทิ้ง เพราะสิ่งเหล่านี้จะกัดเซาะสังคมไทยในอนาคตให้อ่อนแออย่างไม่สามารถคิดฝันถึง " ความเข้มแข็ง " ได้อีกเลย |
|
หากต้องการบอกรับเป็นสมาชิกจดหมายข่าวมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ กรุณาส่งชื่อ ที่อยู่พร้อมแสดมป์ ๖ ดวงต่อปี มาตามที่อยู่มูลนิธิฯ |